คุณ สิริลักษณ์ พรชัยทิพย์รัตน์
อดีตพนักงานบ้านไร่กาแฟ ดูแลคุณแม่ที่เป็นมะเร็ง ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา ปัจจุบันสร้างกิจการร้านขายนมและขนมปังชื่อเรดเดน (www.reddanemilk.com)

บทสัมภาษณ์ คุณปุ้ย

วันนี้เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

Q.ช่วยเล่าประวัติคร่าวๆ
A.ชื่อสิริลักษณ์ เป็นคนกรุงเทพ มีพี่น้อง 5 คน เป็นคนสุดท้อง มีพี่ชายและพี่สาว 2 คน จบจากม.หอการค้า คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน จบมาประมาณ 5-6 ปี



Q.พอจบแล้วทำงานอะไร
A.เป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วไป จบแล้วหางานทำ ไปทำงานที่ บ.ออกแบบใต้นา (บ้านไร่กาแฟ) เป็นโอเปอร์เรชั่น ในสายงานเกี่ยวกับธุรกิจ ทำตั้งแต่เรียนจบ ประมาณ 5 ปี ก็ไต่เต้ามาเรื่อยๆ จนเป็นรักษาการผู้จัดการในฝ่ายธุรกิจ ที่ทำเพราะรายได้ดีและกำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากติดตาม จริงๆแล้วเรียนจบออกมาไม่น่าจะทำงานตรงนี้เลย ควรจะไปทำธนาคารมากกว่า ตอนนั้นอยากเป็นมนุษย์ทองคำมากกว่า แต่พอเอาเข้าจริงบนโลกนี้มันไม่จำเป็นจะต้องตอบโจทย์ว่าอย่างนั้นคือที่สุดแล้ว ตอนนั้นมีโอกาสได้ไปฟังบรรยายกับคุณสายชล เจ้าของธุรกิจบ้านไร่กาแฟ ตอนนั้นอยู่ปีสี่ เขาให้ทำโครงการ ก็เลยเลือกโครงการบ้านไร่กาแฟ ต้องสัมภาษณ์



Q.ได้ประสบการณ์อะไรจากการทำงานประจำ
A.ทำงานประจำเป็นเหมือนกับตัวเรา คือทำอะไรต้องตั้งใจมากๆ ได้ความรับผิดชอบ การรู้จักตัวเอง คือคิดว่าจบมาแล้วมีงานทำ มีเงิน รวย แต่พอได้มาทำงานจริง บอกตรงๆไม่เคยได้สัมผัสจากท้องนาเลย พอไปอยู่ที่บ้านไร่ได้รู้จักเดินดิน รู้จักอดทน เข้าไปก็ถูพื้น ชงกาแฟ ได้อดทน ได้สังคมที่ทำงานในตึกจะไม่มี และเป็นจุดเริ่มต้นของวันนี้



Q.คิดอย่างไรถึงออกจากงานมาเป็นเจ้าของกิจการ
A.พวกทำงานวิเคราะห์จะทำงานทั้งในก็คือตัวเลข และนอกก็คือโครงงาน เรียนรู้KNOW HOW จากที่บ้านไร่เยอะในเรื่องของกาแฟและธุรกิจเครื่องดื่ม เราทำงานมาได้ระยะหนึ่ง ไม่มากก็น้อย ประกอบกับได้ทำโปรเจ็คและมีทีมงานที่ดี และทีมงานนี่แหละก็เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ดี ก็ตอนแรกมีแนวความในเรื่องของการนำเสนอรูปแบบใหม่ๆ กับธุรกิจเดิม ในการปรับตัว วิเคราะห์สภาพธุรกิจแล้วต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง ต้องสู้รบกับคู่แข่งอย่างไรบ้าง ด้วยแนวความคิดที่ไม่ตรงกันในบางเรื่องแต่รวมๆแล้วทำงานได้ และทำได้ดีที่สุดแล้วในตรงนั้น ทำอะไรทำให้ดีที่สุด แล้วเราจะไม่เสียใจ ก็เลยมาทำธุรกิจส่วนตัวเอง



Q.ทำแล้วมีปัญหาอะไรบ้าง
A.มีแน่นอน งานประจำก็มี มีปัญหากับตัวเองนี่แหละ แต่มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันแต่สุดท้าย ณ จุดนั้นเราชอบอะไรมากที่สุด ถ้าชอบแบบอิสระ แล้วทำงานประจำตั้งแต่ 8.00น.-17.00น. จะรู้สึกเหนื่อยมาก ยิ่งถ้าบริษัทอยู่ไกลยิ่งเหนื่อยอีก



Q.คุณแม่ท่านเป็นอะไร และดูแลท่านอย่างไร
A.ถ้าย้อนกลับไปในวัยเรียน ซึ่งเรียนแบบสบายมาก 2.7-2.8 เราก็พอใจละ พอปี 3 เกิดจุดเปลี่ยน ตั้งแต่ ป.3 คุณพ่อก็เสีย คุณแม่ก็ทำงานคนเดียวมาตลอด ตอนนั้นขายของ ไม่เป็นหนี้ใคร มีเงินเก็บให้ลูกเรียนจนจบ หลังจากลูกคนโตจบเขาก็หาเงินเลี้ยงแม่แล้ว แม่ก็สบายไม่ต้องกับไปขายของแล้ว เป็นเวลา 2 ปี หลังจากนั้นคุณแม่ก็ป่วยหมดแรง เป็นเส้นเลือดในสมองตีบ เป็นอัมพฤกษ์ และต้องใช้ค่ารักษาเป็นแสน อีกอย่างแม่เคยเดินได้กลับต้องมาเป็นอัมพฤกษ์ จากบ้านที่เคยแสนสุข ก็มีแต่ความเครียด หลังจากนั้นก็เกิดจุดเปลี่ยน จากที่เคยใช้ชีวิตแบบสุขสบายเที่ยวเล่นไปวันๆ ต้องมาดูแลแม่ ต้องมาดูแลบ้านนะ เพราะพี่ๆเขาไปทำงานกัน ซึ่งไม่เคยทำ แต่ต้องทำ คือมันเปลี่ยนทุกอย่าง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า อะไรทำให้เปลี่ยนได้ขนาดนี้ หลังจากนั้น 5 ปี อาการของคุณแม่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังดูแลแม่จนเรียนจบ ตอนเช้าดูแลแม่ พอตกเย็นพี่ชายก็จะมาแทน ส่วนเราก็ไปเรียน จนทำงาน วันหนึ่งอาบน้ำให้แม่ก็ไปถูเจอเอาก้อนเนื้อเล็กๆเหมือนไข่นกกระทา ตอนนั้นเลยซื้อหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพมาอ่านจึงรู้ว่าเป็นอาการที่ผิดปกติก็รีบบอกพี่ชาย พี่ชายก็พาหาหมอทันที หลังจากผ่าตัดเสร็จหมอบอกว่าเป็นมะเร็งขั้นที่ 2 ที่เต้านม หมอบอกว่าต้องหยุดยาอัมพฤกษ์และบำบัดโดยด่วน ก็ต้องตัดหน้าอกข้างหนึ่งทิ้งไป จากเป็นอัมพฤกษ์อยู่แล้ว ยังต้องเป็นมะเร็ง แต่ตอนนั้นหมอให้ครีโม 6 ครั้ง ก็จัดยาให้ แต่หมอบอกว่า 5 ใน 100 ที่ทานยาตัวนี้แล้วไม่แพ้นะ ก็คุณแม่ทานแล้วไม่แพ้ก็ไม่เป็นไร ก็ผ่านจุดนั้นมาได้ หลังจากนั้น 2 ปีก็หาย ตอนนั้นใช้เวลาในการรักษา 7 ปี ถ้ามานั่งคำนวณตัวเลขแล้วคือเยอะมาก คิดว่าแม่คนเดียวเลี้ยงเราได้ แต่เราตั้ง 5 คนเลี้ยงแม่คนเดียวไม่ได้หรอ เมื่อปลายปีที่แล้วมะเร็งมันกลับมาและลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองซึ่งหนักกว่าเดิม ตอนนั้นทำได้ดีที่สุดคือการดูแลแม่ พาแม่อาบน้ำ พาเข้านอน ตอนนั้นเลยคิดว่าอยากจะทำธุรกิจ ก็คิดว่าอยากขายเฉาก๊วยในจตุจักร ก็ไปหาเฉาก๊วยที่อร่อยที่สุด แล้วมาดัดแปลง ทำได้ปีกว่าโดนลูกจ้างโกงทำแล้วไม่สบายในเลยเลิกดีกว่า ตอนนั้นเลยคิดว่าดูแลแม่ก็พอแล้ว เพราะไม่ลำบากเท่าไหร่ พอแม่เป็นมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองซึ่งหมอบอกว่ามันรักษายากมาก มันเลยถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าเราท้อแท้ ลูกๆฟัง 5 คนนั่งท้อ แต่คนเป็นไม่ท้อ ก็เลยเป็นกำลังใจให้ลูกๆยิ้มสู้ และคำที่แม่บอกไว้เขาต้องอยู่เพื่อดูความสำเร็จของลูกทำให้เราก้าวเดินต่อไป พอปี 50 แม่น็อคยา ลูกๆก็ใจไม่ดี แต่แม่กลับมาได้ ย้อนกลับไปตอนขายเฉาก๊วยในจตุจักร ปัญหามารอบด้านเลย เมื่อมาถึงบ้านแม่ถามเลยว่าเหนื่อยไหม มั่นยิ่งเป็นแรงใจให้เราสู้ต่อไป ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา เราเลือกที่จะมีความสุขได้ สิ่งไหนที่ทำให้แม่มีความสุขก็จะทำ จนมาถึงพ่อของพี่คนที่ทำงานด้วยกันบอกว่า พ่อป่วยเยอะมาก และมีเวลาแค่ 10 กว่าวัน คุณพ่อเขาเสียซึ่งมันเร็วมาก ก็ให้กำลังใจเขา แล้วบอกพี่เขาว่าทำให้ดีที่สุดแล้วพี่จะไม่เสียใจ พอพูดก็นึกถึงคนที่เรารักก็ไม่อยากให้คนที่เรารักจากเราไป ถ้าคุณทำให้คนที่คุณรักอย่างเต็มที่แล้วคุณจะไม่เสียใจ



Q.อยากฝากข้อคิดอะไรให้กับคนรุ่นใหม่บ้าง
A.อยากบอกว่าอะไรที่เกิดกับเรา คนที่เขารอให้กำลังใจเราอยู่คือพ่อแม่ คนอื่นคือคนอื่น ทำแล้วทำให้ดี ทำให้ถึงที่สุดได้ยิ่งดี แล้ววันนั้นจะไม่เสียใจ


Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact