มล.จิราธร จิรประวัต
คุณครูและนักวาดภาพประกอบเรื่อง ที่มีผลงานมากมาย พบผลงานของท่านได้ในนิตยสารชั้นนำ

บทสัมภาษณ์ มล.จิราธร จิรประวัต
คุณครูและนักวาดภาพประกอบเรื่อง ที่มีผลงานมากมาย พบผลงานของท่านได้ในนิตยสารชั้นนำ



ประวัติคร่าว ๆ ของ มล.จิราธร จิรประวัต
เรียนจบที่จุฬา คณะคุรุศาสตร์ เรียนมาเป็นครูสอนวาดรูป แล้วก็ทำตรง



พิธีกร...ครูสอนวาดรูปนี่คือคณะอะไรหรอครับ
อาจารย์...คณะคุรุศาสตร์ เอกศิลปะ ก็กลายเป็นครูสอนวาดรูป



พิธีกร...แล้วหลังจากนั้นก็คือ เดินตามเส้นทางนี้เลยมาจนถึงปัจจุบันเลยหรอครับ
อาจารย์...จริง ๆ แล้วเนี่ยเขียนรูปมาตั้งแต่ คือ ๆ เขียนรูปเรียนเขียนรูป แล้วก็อยากเป็นนักวาดภาพประกอบเรื่อง ก็เอางานที่เรียนเนี่ยเอาไปสมัครงาน เค้าก็รับ ก็คงมีอะไรสักอย่างในนั้นที่ทำให้เค้ารับ ก็ทำเป็นเวลายาวนาน คือภูมิใจจะบอกว่าตัวเองภูมิใจในความที่ตัวเองเป็นครู และก็เป็นนักวาดภาพประกอบเรื่อง ก็ทำเป็นคนทำอะไรแล้วก็ทำเป็นเวลายาวนาน เขียนภาพประกอบมาเนี่ยประมาณสามสิบปี



พิธีกร...แต่ก่อนที่จะค้นหาตัวเองเจอ ว่าตัวเองเนี่ยอยากเป็นนักวาดภาพประกอบเรื่องเนี่ยเรามันนานมั้ยครับ
อาจารย์...ครูโตบอกว่า ชอบบอกใคร ๆ ว่า ครูโตเป็นคนมีบุญ มีบุญตรงที่เจอตัวเองเร็ว ก็คือรู้ตัวเองตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าชอบเรียนวิชาอะไร ไม่ชอบเรียนวิชาอะไรชัดเจนไง ทำการบ้านเลขไม่ได้ร้องไห้อย่างเงี่ย แล้วก็ชอบเรียนวาดรูป แล้วก็เหมือนเราเป็น สมมติว่าเวลาเรียนวาดรูปเราก็จะเป็นฮีโร่ของใคร ๆ ครูก็จะเอารูป จิราธรขึ้นมาโชว์หน้าชั้นว่าสวยอย่างเงี่ย แล้วมันก็ชัดเจนไปเรื่อย ๆ เจอตัวเอง คือโชคดีที่บอกมีบุญก็คือ การเจอตัวเองเร็วกว่าใคร ๆ แล้วก็ไปถูกทาง



พิธีกร...แล้วทำไม มันมีแรงบันดาลใจอะไรรึเปล่าครับ คือถึงจะค้นพบได้เนี่ย
อาจารย์...เกิดมาอยู่ในบ้าน คือครูโตชอบบอกว่าเกิดมาในบ้านศิลปวัฒนธรรม คือเห็นสิ่งสวยงาม สิ่งรอบตัวสวยงามอ่ะ ทุกอย่างประณีต กินอยู่หลับนอนพูดง่าย ๆ คือตอนเด็ก ๆ เราไม่รู้สึกอ่ะว่าเราอยู่ในสิ่งประณีตสวยงาม แต่พอโตมาอายุเท่านี้แล้ว อ๋อ...มันไม่เหมือนคนอื่น ก็เลยเอาสิ่งที่เรากินอยู่หลับนอนเนี่ยออกมาดำรงชีวิตได้ กลายเป็นสิ่งแปลก เช่นสมมติบอกว่า อ๋อ...ไปสอนคนปลอกมะม่วง ทุกคนก็บอกว่า เอ้า..ปลอกมะม่วงมั้ยคะ ก็ปลอกทำไมถึงต้องสอน อ๋อ..ก็เพราะฉันปลอกมะม่วงไม่เหมือนคนอื่น อะไรอย่างเงี่ย คือ เหมือนกับชอบดูรายการมาท่าห์สจ๊วดอย่างเงี่ย ก็จะรู้สึกว่าอ๋อ...ฉันก็ทำมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว มี party ที่บ้าน ทำกับข้าว จัดดอกไม้ อะไรอย่างเงี่ยนึกออกมั้ย มันก็เลยหรือประดิษฐ์อะไร ๆ เราก็ทำ เราก็เอออย่างเงี่ย มันเป็นสิ่งที่เกิดมาเห็น มันคือประสบการณ์ตรง แล้วมันก็ซึมมาทำให้เราทำได้แบบ automatic



พิธีกร...แล้วก็เลยยึดเป็นอาชีพเลย
อาจารย์...มันก็แบบไม่ได้คิดว่าจะยึดอะไรเป็นอาชีพ มันเหมือนมีคนดูแลให้ คือเรารู้ว่าเราชัดเจนในตัวเอง ชอบทำอะไร แล้วเราก็ไม่หลงทาง เราก็ทำ ๆ ๆ พอทำมันก็คงมีคนเห็นอ่ะ ค่อย ๆ ทำอ่ะใช้เวลานานนะกว่าจะมาเป็นจิราธรที่ทุกคนเห็นแบบนี้ใช้เวลานาน



พิธีกร...มีอุปสรรคระหว่างการเดินทางมั้ย
อาจารย์...ไม่เคยคิดว่ามันคืออุปสรรคนะ พอรู้จักตัวเองแล้วมันสนุก มันเป็นคนทำงานที่ไม่รู้สึกว่าอ๋อฉันกำลังทำงานอยู่ สมมติวาดรูปเนี่ยคือความสุขที่สุด มีกระดาษหนึ่งแผ่น ดินสอหนึ่งแท่ง มันก็คือความสุขที่สนุกก็คือว่ารูปไป แล้วมันก็ไม่รู้สึกว่างาน แต่มันดันเอาไปหากินได้ นี่คือการแบบเหมือนที่บอกว่าอ๋อความสำคัญของครูแนะแนว you เรียนวิชาไหนเป็นอะไร แล้ว you จะไปทางไหน แต่เนี่ยไม่ต้องเจอครูแนะแนวไง นางฟ้าจัดการให้ นางฟ้าจัดการให้ก็เลยแบบได้อ่ะ เหมือนรู้ตัวว่าทำวิชาไหนไม่ได้ก็คือแบบมันทำไม่ได้จริง ๆ มันเหมือนสมองลืมให้มา แล้วมันก็วิ่งหนีไป แล้วมันก็จะไปในส่วนที่ทำได้ ๆ ๆ



พิธีกร...คืออันไหนไม่ถนัดไม่ได้ทำก็ทิ้งไปเลย ไม่ได้ทำเลย
อาจารย์...อืม เหมือนสมมติอยู่บ้านอย่างเงี่ย เป็นอยู่บ้านโบราณมีการทำบุญ ก็ต้องจัดดอกไม้ ก็จะมีผู้ใหญ่สอนวิธีตัดดอกไม้ ตั้งดอกไม้ ปะเสียบยังไง อ่าวชอบ ๆ เราก็ทำ ๆ ๆ เหมือนสมมติว่าตอนเด็ก ๆ ชอบเล่นขายของ เอาดอกไม้หาหั่น เล่นขนมครกไข่นึกออกมั้ย อะไรอย่างเงี่ย อ่าวพอตอนโตมากลายเป็น food stylish ทุกวันเนี่ยก็ยังทำ food stylish ลงแมกกาซีนอยู่ เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนว่าตอนเด็ก ๆ เล่นอะไร สมมติว่าตอนเด็ก ๆ ชอบเล่นตุ๊กตากระดาษ วาดรูป ใส่เสื้อ เดี๋ยวนี้ก็ยังทำเสื้อ ทำเสื้อผ้า คือพูดง่าย ๆ ว่าตอนเด็ก ๆ เล่นอะไรตอนโตก็ยังเล่นอยู่เหมือนเดิม repeat อยู่อย่างงั้นอ่ะ



พิธีกร...แต่ว่าตอนโตนี่คือเป็น มีคนเอาเงินมาให้ด้วย
A.ใช่ ๆ มันก็คือการทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเล่นตอนเด็ก ๆ แล้วก็ได้สตางค์ด้วย



พิธีกร...แล้วมีบุคคลที่ถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินตามมั้ยครับ
อาจารย์...จริง ๆ แล้วก็คือเกิดมาในแฟมิลี่ซึ่งมีต้นอยู่กับย่ามาก แล้วก็ย่าเป็นต้นแบบนะฮะ แล้วก็คือสอนแล้วเราก็ทำตาม แล้วเราก็มาคิดเองอะไรอย่างเงี่ย แล้วเป็นคนแบบย่าเป็นคน สมมติว่าตอนกลางคืนพี่เป็นคนนอนดึกมาก ก็คนโทรมาหาดึก ๆ ก็จะเป็นที่รู้กันว่าคุยได้ถามว่ากำลังทำอะไรอยู่บอกว่าท่องหนังสือ ตอนนอนจะต้องท่องหนังสือก่อนนอน หนังสืออะไร ก็บอกว่าท่องโวล์ก นิตยสารแฟชั่นไง ก็ย่าอ่านโวล์กมาเราเกิดมาเราก็เห็นโวล์ก เราก็เปิดดูโวล์กมันก็ซึม คือแฟชั่นเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานจะเห็นว่ารูปจิราธรเนี่ย มันมีแต่งตัวเสื้อผ้าหน้าผมอ่ะ ก็คือโวล์กเป็นแรงบันดาลใจ ก็ดูแฟชั่นอ่ะ มันก็ซึมอ่ะ ชอบเรื่องสวยไง เพราะฉะนั้นรูปจิราธรเนี่ยไม่ได้มี ไม่ต้องคิด philosophy ปรัชญาใด ๆ ไม่มี มีคือใคร มีความฝันในการแต่งตัวเข้าไป เสื้อผ้าหน้าผมให้มันสนุกสีสวยงามจบ แฟชั่นเป็นแรงบันดาลใจแบบเต็ม ๆ



พิธีกร...แล้วอาจารย์มีนิยามของความสำเร็จในชีวิตมั้ยครับ
อาจารย์...ไม่มี สนุกกับตัวเอง คือหมายความว่า ก็คือจริง ๆ แล้วชัดเจนชอบ ชอบชีวิตตัวเอง แล้วเป็นคนไม่ห่วงผลลัพธ์ เป็นคนไม่เคยตั้งผลลัพธ์ว่าในที่สุดมันจะต้องเป็นอะไร ติดอยู่กับตรงเนี่ย ตรงปัจจุบัน สนุกกับมันแล้วผลลัพธ์มันจะเป็นอะไร ก็ปล่อยไป แล้วก็เชื่อว่าตัวเองเป็นคนทำดี เพราะว่าเป็นครูแล้วสอนศิลปะซึ่งสวยงาม มันก็เลยแบบ คือเป็นคนไม่ได้ทำอะไรลบ บอกคนรอบตัว บอกว่าครูโตเนี่ยเป็นชมพูบวกหอม สีชมพูมันเป็นยังไงล่ะ ใช่มั้ย ชมพูมันก็แบบดูแล้วมันสวยงามอ่ะ ชมพูแล้วก็บวกไม่ลบ แล้วมันก็ยังอโลมาด้วยนะ คือหอม ก็เลยบอกว่าฉันเป็นลัทธิชมพูบวกหอม คือมันไม่มีอะไรแบบ ถ้าลบเหม็นอ่ะไม่เอา ก็คือเป็นคนมองโลกบวกอ่ะ สวยงามดูในสิ่งสวยงาม ชอบฟังอะไรเพราะ แล้วก็อโรมา นึกออกมั้ย คือไม่ไปยุ่งในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด เช่นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่รู้เรื่อง ก็ทำงานของตัวเองไปเนี่ยให้มันสนุกที่สุดกับตัวเอง เสร็จแล้วมันก็ อาชีพไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเมือง สังคมใครเค้าจะรบอะไรกันไปถึงไหนอ่ะ ฉันก็มีความสุขวาดรูปฉันไป มันก็ไม่เกี่ยวกับใคร ฟองสบู่ฟองอะไร ๆ ไม่รู้เรื่อง อยู่ในโลกส่วนตัวไง สมมติเปิดทีวีช่องที่มันเครียดก็จะไม่ดู ก็จะดูแบบโอโกลิโกะ เกมกึ๋ย ทีวีแชมป์เปี้ยน แฟชั่น บ้าน ทำอาหารอย่างเงี่ย เป็นคนรักตัวเองมาก



พิธีกร...คือเลือกเอาแต่สิ่งบวก ๆ เข้าชีวิตใช่มั้ยครับ
อาจารย์...ใช่ แล้วก็เลยไม่เครียด



พิธีกร...แล้วอย่างงี้มีการให้คำนิยามของความสุขไว้อย่างไรครับ อะไรคือสุขของอาจารย์ครับ
อาจารย์...มันไม่ได้ไปคิดว่าอะไรคือสุขอ่ะ มันสุขอ่ะ



พิธีกร...สุขตลอดเลย
อาจารย์...เออ ใช่มันเป็นคนแบบว่า enjoy กับชีวิตตัวเองและก็คนรอบตัว แบบอยู่กับลูกศิษย์อ่ะมันก็แบบชมพูบวกหอม ใครพูดอะไรไม่ถูกใจเราบอก จุ๊ๆๆๆๆ ไม่พูดอะไรอย่างเงี่ย จะมีคำหยาบส่วนตัวอะไรอย่างเงี่ย ก็เราไม่ควรพูดคำหยาบอะไรอย่างเงี่ยเพราะเดี๋ยวมันเข้าตัว ก็จะสอนนักเรียน



พิธีกร...ก็คือสกรีนเอาแต่เรื่องบวก ๆ มาอยู่รอบ ๆ ตัวเลย
อาจารย์...ก็ใช่ เป็นคนแบบนั้น



พิธีกร...อยากฝากอะไรให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือว่าท่านผู้ชมที่กำลังดูอยู่
อาจารย์...สิ่งที่คิดว่ามันสำคัญที่สุดเลยว่าชีวิตเนี่ยมันสั้น คนเราเนี่ยควรจะทำอะไรที่เป็นความสุขของเรา คนชอบเอาที่บอกว่าผลลัพธ์เนี่ยเป็นที่ตั้ง แต่เมื่อ you มีผลลัพธ์เป็นที่ตั้งแล้ว you ไม่ได้ชอบมัน you จะไม่มีความสุขเลยทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นข้อแรกสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรู้จักตัวเอง ข้อนี้สำคัญที่สุดเลยว่า you ต้องรู้จักตัวเอง ว่าชอบอะไร คนบางคนเนี่ยเรียนมาตั้งจบปริญญาตรีเลย อ่ะฉันชอบอะไรถามว่าชอบทำอะไรที่สุด ตอบไม่ได้



พิธีกร...บางคนไม่เคยถามกับตัวเองเลยนะครับ
อาจารย์...เออว่าชอบอะไร เหมือนครูโตจะบอกว่า สมมติว่าเข้าไปร้านอาหารร้านนึงร้านที่ you ชอบ you ก็จะรู้ว่า อ๋อ..เมนูอะไรที่ you อยากทาน หรือไปร้านเสื้อร้านนึง อ๋อ...ยี่ห้อเนี่ยมันเหมาะกับฉัน พอเข้าไปมันก็จะมีสีต่าง ๆ มีดอก มีลาย มีสี you ก็จะรู้ว่าอ๋อ...ไอสีนิ่งแบบนี้เหมาะกับเรา เมื่อเราชัดเจนแล้วมันก็จะง่าย ครูโตบอกว่าเหมือนที่ทำอะไรกับ you หมายความว่าทำงานร่วมกัน ครูโตก็จะมีวิธีแก้ปัญหา แล้วก็ทำไงให้เป็นตัวเองที่สุด และอยากได้ A+ คือตั้งใจทำอ่ะ แล้วก็มีความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย ก็ happy



พิธีกร...ครับผม ก็ให้ชัดเจนในตัวตนของตัวเอง รู้จักตัวเองนะครับ เป็นข้อสรุป


Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact