คุณ ขวัญชัย สุธรรมซาว

สถาปนิกรุ่นใหม่ กำลังโด่งดังในจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของบริษัทแผลงฤทธิ์


บทสัมภาษณ์ คุณขวัญชัย

วันนี้อยู่กับพี่ขวัญชัย สุคำซาว เป็นสถาปนิกชื่อดังที่เชียงใหม่ วันนี้ก็มีคำถามหลายข้อที่อยากจะถามพี่ เกี่ยวกับความเป็นมา


Q.อยากให้พี่ช่วยเล่าประวัติคร่าว
A.ตอนนี้อายุ 30 ปี ผมว่าชีวิตผมก็ไม่ต่างจากคนอื่นมาก ผมนั่งนึกดูแล้วผมอาจจะมีสภาวะที่ชอบเสี่ยง คือผมเป็นคนชอบเสี่ยงตั้งแต่วัยเรียน คือผมเรียนที่เชียงใหม่มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะผมเป็นคนเชียงใหม่ ตอนนั้นเสี่ยงเข้าร่วมการแข่งขันต่างๆ เช่น เข้าค่ายลูกเสือที่ญี่ปุ่น คือตอนนั้นอยากไป ได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่ครั้งแรกที่เสี่ยงไปคือไปที่อเมริกาและตอนนั้นผมก็ไม่ได้ไปผมก็ผิดหวัง ผมก็ลองใหม่ในปีหน้าที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นก็เป็นบทเรียนว่าทำไมเราไม่ได้ไป ก็เอามาแก้ไข แล้วเราก็ได้ไป จนกระทั่งได้โควตาเรียนต่อ ม.4 แต่ผมไม่เรียน เลือกที่จะเรียนสายอาชีพแทน ตอนนั้นข่าวตีกันในสายอาชีพก็ดัง แต่ผมก็เสี่ยงที่จะเรียน ตอนนั้นก็โดนทางบ้านว่า เพราะทางบ้านเขาเห็นว่าเรียนสายสามัญดีกว่า แต่ผมเชื่อใจตัวเอง ก็เลยไปสอบเข้าได้สถาปัตยกรรม อยู่ที่ราชมงคลเชียงใหม่ เรียนอยู่ 5 ปีจบ ปวช. ถ้าเทียบกับเพื่อนก็คนละฟิวส์แล้ว คือผมไม่อยากเคารพธงชาติ อยากใส่กางเกงขายาว อยากลองทุกอย่าง จนกระทั่งเรียนจบ ปวส. ได้โควตาเลือกเรียนได้ที่เชียงใหม่ ผมก็ไม่เอาอยากจะมาที่ลาดกระบัง เพราะเบื่อที่เชียงใหม่ เราอยากเจออะไรที่ท้าทายและใหม่กว่านี้ พอมาถึงที่กรุงเทพมันก็จบเร็ว เพราะถ้าพูดถึงสายอาชีพมันก็จะจบเร็วกว่าที่เอ็นทรานซ์เข้า 1 ปี ตอนนั้นจบ ปวส. ต่อครุศาสตร์สถาปัตยกรรมอีก 2 ปี ก็จบ ช่วงนั้นสภาวะไม่ค่อยดี คือช่วงนั้นเศรษฐกิจแย่ในช่วงปี 42 ตอนนั้นรุ่นพี่ก็บอกจบมาไม่มีงานหรอก เพื่อนก็หนีไปเรียนต่อ ตอนช่วงผมเรียนผมประกวดออกแบบค่อนข้างเยอะ ด้วยนิสัยอยากลอง เฮ้ย รางวัลมันล่อใจ ก็ได้รางวัลมาหลายชิ้นเหมือนกัน แต่ไม่ได้ที่ 1 เพราะเราลองของเยอะมาก เพราะผลงานเราคำนึงหลายอย่าง ทั้งคณะกรรมการ ทั้งเราด้วย เพราะมันเป็นเวทีเปิดกว้างให้เราลอง พอจบก็ไม่กล้าทำงานในสายอาชีพนี้ เพราะว่าเราทำสิ่งที่เพ้อฝันมาก มันไม่ได้เอาไปสร้างจริง ก็ไปสมัครงานเป็นกราฟฟิกคดีไซน์ที่บริษัทแห่งหนึ่งใน กทม. ตอนนั้นบอกตรงๆ ดีไซน์ผมติดเอฟ ก็เลยชัดเจนเพราะงานมันมาควบคู่ไปกับการนำเสนอผลงานอยู่แล้วเลยทำให้เขาเข้าใจ ด้วยความชอบทำให้ผมทำงานได้ ทั้งๆที่ผมไม่ได้เรียนมาโดยตรง ก็เอาแฟ้มสะสมงานไปให้เขาดู ตอนนั้นเงินเดือนหมื่นกว่าบาทก็หรูแล้ว สำหรับคนจบใหม่ หลังจากนั้นทำมา 1 ปีเกิดจุดเปลี่ยน คือมาประเมินตัวเราดูว่า 1 ปี เราต้องทำอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน และในอีก 10 ปีข้างหน้าละ คือเราเริ่มมองอนาคต บังเอิญเพื่อนที่เรียน ป.โทเลยเอาหนังสือให้อ่าน ผมเป็นคนที่ขี้เกียจอ่านหนังสือมากที่สุด คือจะขยันอ่านตอนใกล้สอบ แต่ถ้าอะไรที่ต้องให้ทำด้วยฝีมือของเรา อันนั้นโอเค ให้เรามาท่องจำผลไม่ค่อยชอบ จุดเปลี่ยนคือ เพื่อนโยนหนังสือ พ่อรวยสอนลูกมา หนังสือเล่มนี้ดังมาก ผมก็เอามาอ่าน พ่อรวยสอนยังไง พ่อจนสอนยังไง พออ่านเสร็จผมลาออกจากงาน ไปประกอบธุรกิจส่วนตัว แต่ตอนนั้นจะลาออกต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า 1 เดือน จากหนังสือเล่มเดียว ทำให้ผมเปลี่ยนใจเร็วมาก ตอนนั้นคิดเผื่อเลยว่าเราจะทำอะไรดี พอดีผมพักอยู่แถวพระโขนงผมก็มาแถวทองหล่อบ่อย ผมเป็นคนไม่ชอบกินกาแฟ แต่ผมชอบบรรยากาศร้านกาแฟ ผมก็มานั่งที่ร้านกาแฟ พอมานั่ง ทำไมเขาขายแต่กาแฟ ผมไม่รู้หรอกคืออะไร แต่ตอนนั้นอยากทำร้านกาแฟ


Q.แล้วแรงบันดาลใจละครับ
A.เพื่อนผมมานัดเจอผมที่ร้านกาแฟ ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิต โทรหาแม่แม่ว่าจะลาออกทำไม ผมบอกแม่ว่ามากรุงเทพที มีเรื่องจะคุย พอแม่มาผมก็พาแม่ไปที่ร้านกาแฟบอกแม่อยากทำอย่างนี้ที่เชียงใหม่ แม่บอกจะดีหรอ เลยบอกแม่ไปว่าถ้าเจ๊งจะไปสมัครงานใหม่ ผมมีฐานะปานกลาง แม่บอกว่าแม่มีรถอยู่ 1 คัน อยากเอาไปทำอะไรก็ทำ ผมก็ขายรถและก็กลับเชียงใหม่ ได้เงินสดมาก้อนหนึ่ง พอได้มาก็หาเรื่องเปิดร้านกาแฟเป็นพ่อค้าขายกาแฟเอง ตอนนั้นชอบงานบริการ ตั้งชื่อร้านว่า กาแฟมองเพลิน อยู่แถวหน้า ม.ช. ตอนนั้นคิดแบบเด็กๆอยากให้เป็นฝรั่งเศส และอีกอย่างจะได้มองวิวต่างๆ เช่น ม.ช. ดอยสุเทพ ตอนแรกผมไปหาทำเลที่เป็นบ้านแล้วเปิดร้านขึ้นมา เปิดได้ 1 ปีช่วงนั้นกาแฟกำลังเป็นที่นิยม ผมก็เปิดเป็นที่เล็กๆข้างหน้า ผมคิดแค่ว่าเชิญคนมาออก EXHIBITION โดยไม่คิดเงิน เขาคงจะจัดงาน แล้วพอจัดงาน คนก็จะมาซื้อกาแฟ ตอนนั้นมีคนสนใจขอซื้อเฟรนชายน์ ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้วิชาชีพที่ผมเรียนมาจริงๆในการตกแต่งรูปแบบร้าน มันเป็นแบบฝึกหัดของผมซึ่งผมลองผิดลองถูกด้วยตัวของผมเอง ตอนนั้นเป็นหนี้อยู่แสนกว่าบาท เพราะว่าผมต้องการให้มันเสร็จโดยที่ไม่รู้ต้นทุนเลย และคาดไม่ถึง ไม่ได้คิดล่วงหน้า คิดว่ายังไงเปิดร้านแล้วต้องขายได้ ตอนนั้นกิจการไปได้ดี พอมีคนสนใจขอซื้อเฟรนชายน์ก็บอกเขาตรงๆว่า ผมไม่มีหรอก แต่ผมตกแต่งร้านได้นะพี่ก็จ่ายค่าจ้างผม ตอนนั้นเซนทรัลแอร์พอทที่เชียงใหม่กังจะเปิด เขาก็ชวนร้านผมให้ไปเปิดด้วย เขาให้ที่ตรงใต้บันได ผมก็คิดว่ามันแคบ คนเข้าออกจะทำอย่างไร ผมก็เลยเสนอไอเดียไปว่า ผมขับรถเข้ามาขายได้ไหม ผมก็ดัดแปลงรถให้เข้าไปจอดได้ พอหมดสัญญาก็สามารถขับออกได้ ตอนนั้นขายเฟรนชายน์อยู่ 2 ร้าน ตอนนี้ร้านแรกยังอยู่


Q.ช่วงนั้นเป็นสำนักงานสถาปัตยกรรมได้อย่างไร
A.ตอนนั้นผมทำร้านผมก็มีเพื่อน เพื่อนเขาไปต่อเป็นวิศวะ ผมก็ขอความช่วยเหลือจากเขาในเรื่องเทคนิคการก่อสร้าง เค้าก็มีงานให้ผมทำคือช่วยออกแบบ ผมก็ตอบตกลง พอเราทำมันเหมือนกับว่าเราได้ขุดความรู้จากที่เราเรียนอีกครั้งหนึ่ง มันเลยรู้สึกว่าง่ายสำหรับผม หลังจากนั้นผมก็ต้องไปสอบทำใบวิชาชีพ และก็ทำงานนี้ควบคู่ไปกับร้านกาแฟ ผมเริ่มจ้างคน เพราะผมเริ่มไม่มีเวลา มาเฝ้าร้าน เหมือนให้โอกาสเขา ทำแล้วต่างสนุก ก็เลยใช้ที่ร้านกาแฟเปิดเป็นสำนักงาน พอทำไปเริ่มมีงาน ก็เป็นกำลังใจในการทำต่อไป ครั้งหนึ่งผมล้มเหลวในเรื่องการจัดการบริหารผลลัพธ์ที่ได้มันเหนื่อย เหมือนผมมองทางเดียว แต่ไม่มองอีกทาง เช่น เอกสาร การทำสัญญา การเงิน คือไม่ขาดทุนนะ คืองานที่เราวาดไว้ทำไมไม่สวยงาม ทำไมทำแล้วกำไรหายไปไหนหมด เหมือนทดลองทำ แล้วก็ไปไม่รอด ก็เลยเก็บแล้วก็ขายร้านกาแฟ ลูกน้องก็ไม่รู้เรื่อง มันผิดหวังที่สุด เลยบอกกับเพื่อนว่า ไม่เอาแล้ว เข้ากรุงเทพดีกว่า จะไปสมัครงานที่บริษัท คือมันเหนื่อย รู้แล้วว่าประสบการณ์มันไม่พอ เหมือนติดเอฟ เพื่อนบอกว่าให้ลองทำใหม่อีกรอบ ก็เลยตัดสินใจวิเคราะห์ปัญหา ปัญหาก็คือ เราต้องจดทะเบียนบริษัท เราต้องหาที่ทำงานให้ดีถึงจะแพงก็ต้องซื้อ ต้องมีพนักงาน ก็คือ ต้องวางระบบใหม่ แต่ปัญหาคือเราไม่มีเงิน ทำไงละ เราก็โทรกลับไปหาคนที่เราปฏิเสธเขา เพราะนั่นคือกำไร เราก็เริ่มมีเงินเช่าที่ มีสำนักงานที่ดี ร้านกาแฟไม่มีแล้วตอนนั้น ก็เริ่มจากการเช่าที่ หลังจากนั้นก็เริ่มมีตู้คอนเทรนเนอร์ เริ่มหาของที่สำนักงานต้องมี แต่งบไม่เยอะ ก็เลยซื้อของมือสองที่กรุงเทพ เพราะเชียงใหม่ไม่มี ก็ทำขึ้นจนเสร็จ จนตอนนี้ครบรอบ 3 ปีแล้ว


Q.งานเป็นอย่างไรบ้าง
A.เนื่องจากรูปแบบที่เราทำอาจจะไม่เหมือนใคร เพราะที่นี่เป็นที่ๆค่อนข้างจะสมัยเก่า ตอนนั้นไม่นึกถึงคู่แข่งเลย


Q.ทุกวันนี้ประสบความสำเร็จหรือยังและมีเป้าหมายอนาคตอย่างไรบ้าง
A.ทุกวันนี้มันเกินความคาดหมายแล้ว ผมไม่เคยตั้งเป้าไว้สูงแบบนี้ คือมีธุรกิจเป็นของตัวเองก็พอแล้ว ส่วนสำนักงานที่ได้นั้นคือกำไร


Q.อะไรคือนิยามของความสุขและความสำเร็จ
A.ตอบยากครับ คือ อะไรที่มันเหนือความคาดหมายนั่นแหละคือความสุข เหมือนเราตั้งเป้าหมายไว้แล้วได้


Q.มีIDOLในชีวิตหรือเปล่า
A.ไม่มีครับ คือ คนที่เรารู้จักมันมีดีมีเลวทุกคน ผมเรียนรู้จากคนรอบข้าง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ดีแต่ต้องมองในมุมที่ดีนะ


Q.อยากให้ช่วยฝากมุมมองและข้อคิดดีๆแก่เยาวชน
A.สิ่งที่จะทำให้งานเราประสบความสำเร็จคือพื้นฐานที่ดี อย่ารออย่างเดียว ให้คิดหลายๆอย่าง



www.plankrich.com

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact