คุณ แทนคุณ จิตอิสระ

พิธีกรรายการอัจฉริยะข้ามคืน และ เป็นผู้มีส่วนผลักดันให้เอนิเมชั่นเรื่อง พระพุทธเจ้า ให้เกิดขึ้น

โรงเรียนสอนนวัตกรรมภาษาและปัญญามนุษย์ "ฮั่นอี้"
www.hanyischool.com

อยากให้ช่วยเล่าชีวิตในอดีตจนถึงปัจจุบันว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างครับ
ผมเองก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วๆไปที่ต้องการแรงบันดาลใจ ต้องการว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ผมมักตั้งคำถามอยู่กับตัวเองบ่อยๆ ผมจำได้ว่าผมเริ่มตั้งคำถามให้กับตัวเองแบบนี้เมื่อตอนอายุ 12 ปี และก็พยายามหาคำตอบมาเรื่อยๆ เพราะว่าตอนนั้นผมชอบดูหนังจีนและผมก็คิดว่ามันน่าจะมีวิธีรับเหมือนพระเอกคนอื่นๆ ผมคิดว่าวิธีรับคือผู้ชายคือพระเอก ผู้หญิงคือนางเอก ผมก็คิดว่าอยากจะมีคัมภีร์วิเศษหรือช่องทางอะไรบางอย่าง เช่น มีอาจารย์เก่ง ๆ ที่หายสาบสูญไปหลายสิบปีโผล่เข้ามาแล้วก็สอนแล้วก็ถ่ายทอดมอบพลังทั้งหมดให้กับผมนั่นคือจินตนาการ พอโตขึ้น จินตนาการกับเหตุผลเริ่มมาเข้ากัน เริ่มกลับเข้ามาสู่ความเป็นจริงมากขึ้น คือ การตั้งคำถามก็มาเป็นเป้าหมายว่า เราจะทำได้ไหม ทำอย่างไรเราถึงจะหาครูเก่งๆ วิชาเก่ง ๆ ที่ทำให้เราเหนื่อยเพื่อคนอื่น ก็เหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่อยากจะเก่งกว่าคนอื่น ลึกๆแล้วอาจจะเป็นวิธีการที่จะหลบซ่อนความรู้สึกที่จะต้องแข่งขันกันทุกวิถีทาง อย่างเช่น ตอนนั้น คนเขาเริ่มเรียนคอมพิวเตอร์มากในยุคที่ผมอยู่ ม.ปลาย ก็ตั้งปณิธานว่าผมจะไม่เรียนคอมพิวเตอร์ เพราะผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเหมือนคนอื่น และผมเป็นคนที่รู้ตัวเองว่าผมไม่สามารถนั่งอยู่กับอะไรนานๆได้ ผมค่อนข้างจะไฮเปอร์นิดหนึ่ง ผมก็เลยพยายามรีบหาสิ่งที่มันใช่ตัวผมมากที่สุดผมก็ยังไม่รู้มันคืออะไร และผมก็ได้โจทย์กับชีวิตว่า เราลองอ่านหนังสือเยอะๆ สิ เราจะได้รู้จักตัวเราเองมากขึ้นและก็มีความคิดเหมือนกับผมก็เจอประโยคแต่ละประโยคที่มันต้องคลิกและก็เปลี่ยนชีวิต เพราะผมเห็นประโยคมันสามารถคลิกและเปลี่ยนแปลงชีวิต เช่นประโยคที่ว่าการอ่านหนังสือมันทำให้คุยกับคนอื่นเก่ง มันเหมือนกับมีอาจารย์ ถ้าเปรียบกับหนังจีนก็เปรียบกับคนที่เก่งมาก เพราะมันถ่ายทอดมาเราก็อ่านมัน จนรู้ตัวเองว่าชอบหนังสือประกอบกับช่วงนั้นโจทย์ใหญ่กับชีวิตก็คือ การต้องช่วยงานในครอบครัวเพราะว่าครอบครัวก็มีกิจการเล็กๆคือทำบะหมี่ คล้ายๆยากิโซบะ แต่จริงๆคือบะหมี่ฮกเกี้ยง ซึ่งในเทศกาลกินเจเราจะเห็น ผมก็ช่วยงานมาตลอดแล้วก็พบว่า จริงๆแล้วโจทย์อีกอันหนึ่งที่เราต้องตอบให้ได้ว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวผมเชื่อว่าครอบครัวจีนจะต้องมีโจทย์นี้อยู่ประจำบ้าน เราเป็นลูกผู้ชายด้วย ผมก็ต้องทำงานสองอย่างควบคู่กันไปคือพยายามทำงานที่บ้านกับค้นหาตัวเองไป ตั้งโจทย์และก็ตอบโจทย์ให้กับตัวเอง และมันก็มีอยู่โจทย์หนึ่งที่มันมาคลิกลงตัวพอดีคือโจทย์ของครอบครัวและโจทย์ส่วนตัว ก็คือทำอย่างไรให้ตัวเราสามารถที่จะทำงานให้กับครอบครัวมากที่สุด ประกอบกับผมถูกฝึกฝนมาค่อนข้างจะเข้มงวด เป็นคนที่ต้องรับผิดชอบ คือพ่อแม่ผมจะฝึกให้ช่วยงานครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งมันทำให้ผมมีนิสัยอดทน สู้งานหนัก และผมจะไม่มองปัญหาทุกปัญหา ผมจะไม่ท้อแท้เลย คือ เมื่อไหร่ที่เกิดปัญหาผมจะคิดอย่างเร็วเพื่อที่จะหาทางออก จังหวะนั้นเองก็เป็นจังหวะที่ผมได้ทำงานในวงการบันเทิง ตอนนั้นประมาน 16 ย่าง 17 ตอนนั้นคิดว่ามันจะเป็นจังหวะที่ลงตัวที่จะหาเงินหาทองให้กับครอบครัว เราก็ทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น เราสามารถตั้งความหวังไว้ได้ ทำอยู่หลายปี ตอนนั้นเล่นหนังเรื่องแรกไม่เคยคิดว่าจะได้เป็นดารา เพราะขนาดไปนำเสนอหน้าห้องมือยังสั่นเลย แล้วนี่ต้องแสดงให้คนเป็นล้านคนดูในทีวี นั่นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งกลับกลายเป็นคนที่ใครๆต้องจับตามอง ตอนนั้นงานในวงการกำลังรุ่งโรจน์ ผมคิดว่ามันคืองานใหม่ที่ต้องเรียนรู้ว่า เราจะทำอย่างไรดีสำหรับคนที่รู้จักเราแต่เราไม่รู้จักเขา พอเราไม่กล้าทักก็หาว่าเราหยิ่ง ก็เลยเรียนรู้ใหม่ว่าใครทักเราเราต้องทักตอบ บางทีมันทำให้เราเครียดพอสมควรเพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ


ตอนนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตหรือเปล่า
นั่นคือจุดเปลี่ยนที่หนึ่ง ซึ่งทุกคนต้องมีจุดเปลี่ยนทุกวัน มันได้ก้าวมายังอาชีพที่ไม่เคยมีความฝัน อาชีพที่ไม่เคยมีความหวังว่าจะได้เข้ามาสู่วงการ


ก่อนหน้านั้นมีอาชีพในฝันหรือเปล่าครับ
มีครับ คือถ้ามีฝันเราอยากจะทำอะไรสักอย่าง เราอยากจะอยู่กับมัน เราจะวาดรูปถึงมัน เราจะจินตนาการถึงมัน นั่งเล่นกับมัน ผมฝันว่าผมชอบนักขับรถ ผมอยากจะออกแบรถคันหนึ่ง คล้าย ๆ กับรถมินิให้มีอุปกรณ์ แล้วเดินทางไปทั่วโลก ส่วนอาชีพในตอนโตนั้นไม่มีเพราะตั้งแต่เด็กๆ ผมก็ทำงานอย่างนั้นมาตลอด หลังจากทำงานในวงการก็รู้จักการวางตัว ปรับตัว การเรียนรู้ค่อนข้างก้าวกระโดด เพราะว่าผมทำงานเร็วกว่าคนอื่น เพราะในวัย 16-17 ปี บางคนยังเที่ยว ทั้งเล่นกัน ส่วนผมไม่ใช่ละ แต่เราก็ภูมิใจอย่างหนึ่งก็คือเราสารถกระเทาะกำแพงที่มันห่อหุ้มตัวเราให้หายไป เป็นครั้งที่ถูกผลักไปสู่มวลชนโดยที่ไม่รู้ตัว เป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างขัดแย้งกับตัวเราแต่เป็นคู่ขัดแย้งที่เราสามารถมองได้ว่าเราทำได้ดี บางครั้งคำด่าไม่ใช่หมายความว่าแย่ แต่มันคือความรู้สึกที่คนดูอินไปกับมัน ตอนนั้นการแสดงไม่ได้เป็นเป้าหมายในแง่ของการใช้ชีวิต บอกได้เลยว่าไม่ได้ชอบ แต่ที่ทำเพราะว่าอยากแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัว คือจะได้ไม่มีข้ออ้างในการโดดเรียน


เข้ามาสู่เรื่องพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
ตอนนั้น ก่อนจะสอบเข้ามหาลัย เป็นช่วงสำคัญมากเป็นช่วงที่ผมตัดสินใจว่าผมจะไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะผมกลัวผิดหวังและผมไม่มีวันเลียนแบบคนอื่นที่เขาเป็น ผมไม่อยากเรียนพิเศษ แต่ตอนนั้นรู้สึกว้าเหว่ และก็คิดว่าการจบมหาวิทยาลัยคือการมีงานทำ มีรายได้ที่มั่นคง ตอนนั้นเราก็มีแล้ว เราสามารถตอบโจทย์ให้กับตัวเองได้แล้ว แต่ตอนนั้นคนที่มาเปลี่ยนความคิดนั่นคือพ่อผมท่านบอกว่าความสำเร็จของการเรียนหนังสือไม่ใช่ผลคะแนน มันอยู่ที่ความตั้งใจและให้โอกาสตัวเองได้เรียนหนังสือ คือ ฝึกฝนให้ตัวเองมีความพยายาม ไม่ขี้เกียจ เพราะถ้าเป็นคนเก่งแต่ ขี้เกียจก็จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเรามีความพยายามความพยายามนั้นก็จะมีคุณค่า คือมันไม่ใช่ปลายทาง มันคือกระบวนการหรือระหว่างทาง เราได้ฝึกฝน ตอนนั้นบอกได้เลยว่าอยู่ในความกังวล แต่พ่อบอกลองสู้สักครั้งดีกว่ายอมแพ้หรือไม่สู้เลย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นพ่อจะรับไม่ได้ ถ้าเราสู้แล้วแพ้พ่อยังยอมรับได้ ดูสง่างาม ในที่สุดก็ลงเรียน ตอนนั้นเหลือเวลาแค่เดือนกว่า ตอนนั้นอยากเข้าวิศวะ แต่คนในห้องเลือกกันเยอะก็เลยไม่เลือก ช่วงนั้นงานละครเยอะมาก ประกอบกับชอบอ่านหนังสือ ก็เลยสนใจคณะจิตวิทยา เพราะเป็นคณะที่แปลกและไม่ค่อยมีคนเลือกด้วย เราเริ่มพบว่าการทำงานกับคนเยอะๆ มันเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนบทบาท ซึ่งมันจะต้องขึ้น ลง เศร้า หัวเราะ ตอนนั้นเริ่มได้รับการยอมรับกับการเป็นนักแสดงมืออาชีพซึ่งนั่นหมายความว่าให้บทอะไรต้องเล่นได้ คือมันต้องเปลี่ยนอารมณ์ได้ เราก็เลยกลับมาตั้งโจทย์ใหม่ว่าจริงๆแล้วอยากทำอะไร ตอนนั้นยอมรับว่าค่อนข้างจะสุดขั้วเหมือนกันในเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง อาจเป็นเพราะครอบครัวให้อิสระในการตัดสินใจ ซึ่งผมโชคดีมาก ในตอนนั้นยังไม่ค่อยแน่ใจว่าอยากเป็นอะไร เนื่องจากว่าไม่สนใจมากกว่า คือเป็นอย่างนั้นก็ดีอยู่แล้วเพื่อครอบครัว เพื่อเงิน ตอนนั้นเลยตัดสินใจเลือกจิตวิทยา ก็ขยันเรียนหนังสือ ในที่สุดก็สอบติดที่ ม.ศ.ว. (ศรีนคริมทรวิโรจน์ ประสาทมิตร) วันแรกสงสัยว่าจิตวิยาคืออะไร อาจารย์หยิบกระดาษขึ้นมา 1 แผ่น บอกวันนี้เราไม่เรียนอะไรกันมาก แล้วก็ชูกระดาษแล้วให้จินตนาการว่าเป็นนาฬิกา 1เรือน ที่มีเวลา 6 โมงเย็น คุณทำอะไรอยู่ ผมก็เลยคิดว่าช่วงนั้นผมคงกำลังถ่ายละครอยู่ รถติด ยุ่งมาก จนอาจารย์พลิกกระดาษไปอีก 1 หน้า แล้วก็บอกว่าให้เปลี่ยนมุมมองว่า 6 โมงเย็น แม่ของคุณทำอะไรอยู่ ใจหายวาบเลยนี่แค่พลิกกระดาษแผ่นเดียวมันก็พลิกไปสู่คนอีกคน ผมก็ตั้งโจทย์ ผงก็คิดว่าแม่คงทำกับข้าวอยู่ คงรอเราอยู่ ตอนนั้นอายุ 18 แล้ว มันเป็นอะไรที่เท่ห์มากกับกระดาษแผ่นเดียวที่ทำให้ผมสะเทือนใจ และมันเป็นอะไรที่ท้าทายมาก มันเป็นการเปลี่ยนมุมมอง เราเลยเข้าใจว่านี่คือจิตวิยานะ คือการที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้สอนอะไรอีกมากมาย มีครั้งหนึ่งมีเพื่อนที่นั่งเรียนอยู่ในห้องลุกออกไปนอกห้องขณะที่อาจารย์เขาสอนแล้วก็ปิดประตูกระแทก ทุกคนก็มองเขาเป็นตาเดียวกัน สักพักเขาก็เดินเข้ามาสะกิดเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งนั่งใกล้ๆผมแล้วก็กระซิบอะไรสักอย่าง เพื่อนที่นั่งข้างผมเขาก็ไม่ยอมออกไป เพื่อนคนนั้นก็งอนเดินออกไปเลย สักพักอาจารย์ก็มาถามเพื่อนที่นั่งข้างผมเขาว่า เขามาพูดอะไรกับคุณ เพื่อนบอกว่าเขาจะขอยืมเงินไปรักษาตัวเขาไม่สบาย แล้วก็ชวนให้ออกไปเพื่อที่จะกดเงินให้เขา หนูไม่รู้จะช่วยเขาดีหรือเปล่า หนูก็สงสารเขาแต่ก็ไม่รู้ว่าเขาเอาไปรักษาตัวจริงหรือเปล่า ถามว่าป่วยเป็นโรคอะไรเขาก็ไม่ยอมบอก แต่เท่าที่รู้คือเขาไม่ค่อยได้อยู่ที่บ้าน หนูควรจะทำอย่างไรดี ซึ่งผมเป็นคนชอบความรู้นอกหนังสือ อาจารย์ก็ยิ้มแล้วก็ถามแล้วพวกเราคิดว่าพวกเราควรจะทำอย่างไร ควรจะให้เงินเขายืม ควรจะพูดคุย หรือควรจะเฉยๆ อาจารย์ก็เลยบอกว่า ถ้าคุณเป็นหมอแล้วต้องรักษาคนไข้ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายซึ่งรู้ว่ายังไงก็ต้องเสียชีวิตแน่นอนคุณจะต้องรักษาเขาไหม ทุกคนก็ต่างคิด อาจารย์ก็บอกว่าลองคิดดูถึงแม้ว่าเรารู้ว่าเขาจะต้องตายเราก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ที่สำคัญระวังอย่าเป็นเหยื่อของเขา คือเขาจะตายแล้ว เขาร้องขอมาเราจะต้องให้ทุกอย่างเหมือนไม่มีจุดยืนของตัวเอง หรือไม่มีเกณฑ์ที่จะควบคุมให้มันพอดี อาจารย์พูดแล้วก็เริ่มเปลี่ยนความคิดว่าบางครั้งเราช่วยคนอื่นมากเกินไป ประกอบกับธรรมะที่เราเคยรู้คือ พรหม-วิหาร 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แต่เราก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่าอุเบกขาคืออะไร จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์นี้จึงได้รู้ว่าอุเบกขาคือการวางเฉย คือต้องช่วยก่อน ช่วยไม่ไหวแล้วเราต้องตัด เพื่อที่เขาจะได้เผชิญหรือเรียนรู้อะไรที่มากกว่านี้ ผมเลยรู้สึกว่าธรรมะกับจิตวิทยาเป็นของที่คู่กันและก็พบมุมมองอีกมุมมองหนึ่งว่าการเรียนจิตวิทยาในบ้านเราค่อนข้างตะวันตกมาก คือมันค่อนข้างจะอาศัยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ผมค้นพบว่ามันมีอีกหลายจิตวิทยาที่ตะวันตกไม่สามารถอธิบายได้ แต่ในทางธรรมะสามารถอธิบายได้ ทำไมบางคนเกิดมาดูดี มีเพียบพร้อม แต่อีกคนหนึ่งไม่มีอะไรเลย แถมย่ำแย่อีก ทางธรรมก็อธิบายไว้ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมคือการกระทำ มันก็เลยส่งผลกับตัวเราเป็นรูปธรรม นี่เป็นคำอธิบายที่เป็นยุทธศาสตร์มาก ไม่มีใครทำตัวเราได้เท่ากับตัวเราทำตัวเราเอง มันทำให้ความรู้สึกของผมค่อยๆ คลิกเข้ามาเรื่อยๆ จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตผมนั่นก็คือ ตอนนั้นผมอายุ 21 ปี พ่อผมก็เสียชีวิตไป ก่อนหน้านั้นท่านมีโรคอยู่พอสมควรแต่ท่านก็อดทนมาก ท่านเป็นต้นแบบของความอดทนและเสียสละ ท่านยอมเหนื่อย ท่านยอมลำบาก เพื่อลูก ผมเองคะยั้นคะยอให้พ่อไปหาหมอ พ่อไม่ค่อยไป พ่อบอกว่า ถ้าต้องไปหาหมอแล้วเสียเงิน ในที่สุดก็ต้องตาย สู้เอาเงินที่รักษามาให้ลูกได้เรียนหนังสือดีกว่า ซึ่งเป็นพ่อที่เสียสละและรักลูกมากจริงๆ ท่านเป็นแรงบันดาลใจให้ผม ไม่ว่าผมจะทำสิ่งใดผมจะคิดถึงพ่อเสมอ ในคืนนั้นพ่อก็หลับไปและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย ผมเสียใจและเจ็บปวดที่สุดในชีวิตไม่เคยรู้เลยว่าการสูญเสียคนที่เรารักเจ็บปวดมากแค่ไหน และเป็นพ่อซึ่งไม่สามารถจะมีใครทดแทนได้ แต่โชคดีผมมีธรรมพื้นฐานคอยคุ้มกันประกอบกับเป็นคนชอบคิดชอบหาคำตอบในหนังสือ วันที่อยู่ในงานศพพ่อก็อยู่กับประเพณีจีน ข้างหนึ่งก็เผากระดาษเงินกระดาษทอง ซึ่งผมก็ตั้งคำถามว่าเผาทำไม พ่อผมจะได้หรือเปล่า ที่เมืองไหนสักเมืองจะสวรรค์ก็ดี นรกก็ดี เขาใช้เงินนี้หรอ ก็ไม่รู้จะตอบกับตัวเองยังไงก็ทำไปเถอะเพราะใครๆ เขาก็ทำกัน อีกข้างหนึ่งก็อ่านหนังสือเพื่อหาคำตอบ นี่คือความพิเศษของผม ทำให้ผมเกิดขึ้นมาใหม่จากการอ่านหนังสือ แล้วผมก็ได้ธรรมะเยอะมากว่า ผมไม่ได้เป็นคนแรกและคนเดียว คนแรก หรือ คนสุดท้ายในโลก ที่จะต้องเจอกับความสูญเสีย สิ่งมีชีวิตทุกตัวต้องตาย แต่วิธีที่จะทำให้เราไม่ตายตามความรู้สึกไปด้วยนั่นก็คือไม่มีใครคนหนึ่งพลัดพรากจากเราไปแล้วเราไม่เจ็บปวดซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แต่มีทางออก พระพุทธเจ้าเคยตั้งโจทย์แบบนี้เหมือนกันก่อนจะมาเป็นพระพุทธเจ้าว่า ทำไมต้องแก่ ทำไมต้องเจ็บ และทำไมต้องตาย ซึ่งในความรู้สึกของมนุษย์ท่านก็มีมากมายเหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์หรือเรื่องอะไรพิเศษมันเป็นความช่างสังเกต และท่านก็พบว่าคนเรามีการเกิดนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านก็แสวงหาทางที่จะไม่เกิดจนท่านพบธรรมอริยสัจ 4 เพราะฉะนั้นเป้าหมายหนึ่งในการดำรงชีวิตนั่นก็คือการลดความเข้าใจผิด การลดตัวตนของเรา ให้เล็กลงที่สุดโดยการเข้าใจและกลับคืนสู่ธรรมชาติ พยายามใช้ชีวิตของตนเองให้คุ้มค่าเท่าที่จะทำได้ การที่จะรอดจากการเกิดนั่นก็คือ การมีสติ การมีธรรมะ มีปัญญา พอศึกษาตรงนี้ก็ทำให้เราเข้าใจตัวเองบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ต้องหลุดไปอยู่ในป่าในเขา แต่เราก็สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้ ก็พยายามมีส่วนหนึ่งมาแบ่งปันกัน


การเรียนจิตวิทยาและธรรมะเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างการ์ตูนพระพุทธเจ้า หรือเปล่าครับ
ครับ เป็นความใฝ่ฝันเลยครับที่จะมีสื่อธรรมะที่ทันสมัย ที่สามารถจะช่วยดึงดูดให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ได้เรียนรู้กับธรรมะ ผมคิดว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อ บางคนชอบอ้างว่าเป็นเรื่องเก่าแก่สองพันกว่าปี แต่ผมว่าคนทุกคนสามารถปฏิบัติได้และให้ผลกับทุกคนที่ปฏิบัติ คือ ถ้ารู้ธรรมะจะทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น มันทำให้เราเข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าอธิบายด้วยสติปัญญาของท่าน ท่านสามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นธรรมะได้ ว่าอะไรคือทางที่เราควรจะไป เพราะถ้าเราควบคุมมันไว้มันจะอึดอัดและเหนื่อยมาก ควรเป็นการเข้าใจ ปล่อยให้มันเป็นอิสระ ถ้าเรารู้สิ่งนี้มาทำให้จิตใจเราต้องขึ้น-ลง อยู่เรื่อย


การทำหนังเรื่องนี้มีอุปสรรคอะไรบ้าง และมีแรงบันดาลใจอย่างไรที่จะฝ่าฟันมาอย่างไร
เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วพึ่งรู้จักกับท่าน ว.วัชระเมธี เราก็มีความรู้สึกว่าเราเจอพระที่มีอุดมการณ์ ที่ทำสื่อมารวมแล้วสิบกว่าปี ตอนนั้นคิดว่าอยากทำสื่อให้กับเยาวชนเลยทำกลุ่ม ตอนแรกยังไม่เป็นกลุ่มเป็นก้อน จึงเชิญมาเป็นภาคี ทุกคนก็เสนอ เด็ก เยาวชนต่างๆอยากทำแนวเรียลลิตี้ ในแต่ละเดือนเราทำเรื่อง ความกตัญญู ความพอเพียง และให้เด็กไปตีโจทย์ว่าถ้าเป็นละคร เป็นการนำเสนอในแง่มุมต่างๆ แล้วเขาจะตีออกไปทางไหน ผมเองไม่ค่อยชอบแนวเรียลลิตี้ เพราะช่วงนั้นมันเยอะมาก แต่หลายคนอยากให้ทำอย่างนั้นก็เลยทำ จากนั้นก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งเป็นผู้หญิงมีอายุหน่อย ท่านก็นั่งนิ่งมากและก็ฟังอย่างชื่นชม เราก็งงว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร จากนั้นก็เลยถามไปว่าใครมีอะไรจะเสนอไหม ท่านก็ยื่นแฟ้มจะมีภาพ ผมก็เปิดก็อยากให้ทุกคนได้ดูพร้อมกัน ตอนแรกคิดว่ามันเป็นอะไรที่ผู้ใหญ่อยากจะต้องการให้เด็กได้ดู เช่น หนังสือฯ พอเปิดไปหน้าแรกตกใจเลยครับเห็นเป็นภาพพระพุทธเจ้าฉบับ วอลล์ ดีสนีย์ เป็นโครงร่างแล้ว ในนั้นจะมีบทบาทของเจ้าชาย สิตธัตถะและอะไรที่เต็มไปหมด ซึ่งเราเคยเห็นแต่ภาพวาดที่มันเป็นจิตรกรรม แต่นี่คือการ์ตูนสีสันสดใสมาก แล้ววินาทีนั้นผมลืมทุกอย่าง แล้วให้อาจารย์เล่าให้ฟังหน่อยมันคืออะไร อาจารย์ก็เลยบอกว่านี่เป็นหนังการ์ตูนหนังใหญ่ที่จะทำเรื่องพุทธประวัติแล้วก็เป็นหนังที่คนไทยสร้างขึ้นเอง ผมก็ถาม นี่มันของ วอลล์ ดีสนีย์ หรอ อาจารย์บอกว่าคนไทยไปวาดการ์ตูนให้ วอลล์ ดีสนีย์ แล้ววันนี้คนไทยเหล่านั้นอาจารย์ชวนกลับมาเพื่อที่จะมาวาดการ์ตูนธรรมะเพื่อที่จะให้คนไทยได้ดู ซึ่งค่าตัวมหาศาล แต่พอบอกเป็นหนังเกี่ยวกับศาสนาเขายินดีช่วย โดยไม่คิดค่าตัวแพง ซึ่งตอนนั้นที่ทำก็เจอปัญหาหลายด้าน เจอทั้งคนมองในแง่ลบ และมองว่าไม่สามารถสร้างได้ ผมก็เลยคิดว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อ เด็กก็สามารถดูได้สนุกและมีสาระ และก็ได้มหาวิทยาลัยสงฆ์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาช่วยในเรื่องการการันตีข้อมูลต่างๆ ซึ่งโจทย์ที่ยากในการทำหนังเรื่องนี้ก็คือทำให้ละเอียดและเข้าใจง่ายขึ้น ภาษาด้วย การเขียนด้วย ซึ่งมันก็ออกมาเป็นหนังแนว นวนุรักษ์นิยม ก็เลยถามอาจารย์อีกว่าใช้ทุนสร้างเท่าไหร่ละ อาจารย์ก็ตอบว่า 120 ล้านบาท ตอนนั้นอาจารย์ทุ่มทุนตัวเองไปแล้ว 90 กว่าล้าน ก็ยังเหลืออีก 30 กว่าล้าน เราก็ตกใจมาก ไม่คิดว่าหนังอนิเมชั่นเรื่องหนึ่งจะแพงขนาดนี้ คิดว่าแค่ 10-20 ล้านก็ทำได้ ใน 1 วินาทีที่เห็นหนังจะต้องใช้ภาพประกอบทั้งหมด 24 ภาพ แล้วหนังเรื่องประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ก็ต้องใช้มากกว่า 100,000 ภาพ ซึ่งใช้คนวาดมากกว่าใช้คอมพิวเตอร์กราฟิก ตอนนั้นไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยไปหาใครต่อใครช่วย สุดท้ายก็จำนองบ้าน เพื่อที่จะเอาเงินตรงนั้นไปช่วย ซึ่งจะฉายหนังเรื่องนี้ในวันที่ 5 ธันวาคม บ้านนี้เป็นบ้านหลังเดียวที่ผมเก็บเงินซื้อด้วยตัวของผมเอง ซึ่งผมทำอะไรเอง ออกแบบเอง แต่ในวันหนึ่งมันมีจุดที่สำคัญกว่า ซึ่งมันเป็นอนุสรณ์ให้คนพ้นทุกข์เหมือนกับเรา ก็คือการทำหนังเรื่องนี้ ก็เลยจำนองไป แต่ใจหายเหมือนกันนะ แต่ก็ตัดสินใจนะว่าถ้าทำหนังเรื่องนี้แล้วขาดทุนก็จะหาเงินมาไถ่บ้านคืนให้ได้ ก็ไปหาเงินโดยใช้คำพูดผ่านทางอินเตอร์เนตว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้เสร็จ เด็กกว่าล้านคนได้ดู และสามารถจะดีขึ้น คือเขาได้ศึกษาธรรมะ และถ้าเขาโตขึ้นชีวิตเขาจะรุ่งเรือง มีศีลธรรม สามารถสร้างผู้ใหญ่ที่ดีอีกมากมาย ทำให้ประเทศชาติเจริญขึ้น ทำให้คนเห็นความสำคัญและบริจาคมามากมาย ในที่สุดหนังก็สำเร็จ


ช่วยฝากข้อคิดอะไรให้กับเยาวชนหน่อยครับ
ขอขอบคุณทุกคนที่ทำให้ธรรมะเป็นหลักชัยในการดำรงชีวิต ประชาธิปไตยถ้าไม่มีธรรมะ ความตายก็จะเกิดขึ้น คือความล่มจมของบ้านเมืองก็จะเกิดขึ้น ดังนั้นธรรมะจะต้องเข้าไปอยู่ในสังคม คนที่มีธรรมะก็จะเจริญยิ่งขึ้น ประเทศชาติก็จะเจริญ แต่ถ้ามีคนเห็นแก่ตัว ประเทศชาติก็จะเจอกับหายนะ ธรรมะคือทางรอด เศรษฐกิจคือทางออก ศีล 5 คือความเครารพ 1.เคารพชีวิต 2.เคารพทรัพย์สิน 3.เคารพความรัก คู่รัก 4.เคารพสัจจะ 5.เคารพศักดิ์ศรีของตัวเอง อยากให้ทุกคนมีเป้าหมายคือนิพพาน คือสภาวะที่จิตเห็นจิต รู้จิต และละจิตได้ แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย


Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact