คุณ อานนท์ ไพโรจน์

นักออกแบบรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง เจ้าของรางวัล Reddot Design Award

บทสัมภาษณ์ คุณ อานนท์ ไพโรจน์ นักออกแบบรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง เจ้าของรางวัล Reddot Design Award



ประวัติคร่าว ๆ ของ คุณ อานนท์ ไพโรจน์
สวัสดีครับ สำหรับผมนี่ก็จบการออกแบบมาจากที่ลาดกระบัง ก็ได้เรียนอยู่กับ industrial design มีพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมมาก่อน ตอนเรียนจริง ๆ แล้วเราก็ไม่ได้โฟกัสว่าจบมาจะทำอะไรแน่นอน จบม.1 ก็เฮ จบม.2 ก็เฮ จบม.3 ก็เฮ ซึ่งช่วงที่เรียนเราก็ ถามว่ามันเป็นสิ่งที่มันใช่สำหรับเรามั้ยก็มีสะดุดบ้าง มีตกวิชานู้นวิชานี้บ้าง เราไม่ใช่เด็กท็อปคลาสเด็กเกียรตินิยม สิ่งที่เราได้จากในมหาลัยก็คือ จุดที่มันต่างจากวิชาชีพอื่นที่เราไม่คิดว่า การออกแบบมันจะทำอะไรได้กว้างได้เยอะแล้วก็เอาบริบทของการคิดงานมาทำเป็นธุรกิจก็ได้ มาทำเป็นอาร์ทก็ได้ มาทำเป็นเกี่ยวกับด้านอื่นที่ช่วยในองค์กรก็ได้


Q.ตอนเรียนอยู่ที่มหาลัยเนี่ย ตอนนั้นมีเป้าหมายในชีวิตรึยังครับว่า อยากเป็นนักออกแบบ
A.ตอนเรียนจริง ๆ แล้วผมก็ ตอนเอ็นยังไม่รู้เลยว่า designer คืออะไร เราแค่มันเอ็นทรานซ์น้อยดีเราก็เลือก แต่ก็โชคดีที่เราได้มีโอกาส เรียนกับคนที่เราคุยแล้วรู้เรื่องให้คำแนะนำเราได้ดี แล้วก็เราชอบแค่บางวิชาซึ่งในบางวิชาที่เราชอบเราก็โชคดีงานที่เราเริ่มทำ เริ่มได้การตอบรับ เริ่มมีคนฟัง แล้วก็เราก็มีโอกาสในงานประกวดอะไรเราก็เข้าไป join ด้วย ซึ่งการที่เราได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจจากผู้ใหญ่ที่ต่อยอดจากงานประกวด หรือจากการไปฝึกงาน จากการไปทำงานจริงทำให้โพรไฟล์ตั้งแต่ตอนเรียนเราเริ่มมีอะไรเพิ่มขึ้น ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ต่างจากแค่การศึกษาในมหาลัย



Q.แล้วตอนเรียนผมได้ยินมาว่าคุณอานนท์เนี่ยไม่ คือเพิ่งจะเหมือนเพิ่งจะมาค้นพบตัวตนอะไรบางอย่างตอนช่วงเรียนรึเปล่า จำได้ว่าตอนก่อนหน้านั้น คือเรียนอยู่สักพักตอนปี 2 ปี 3 แล้วก็มีการได้ F ใช่มั้ยฮะ แล้วก็ต้องเรียนนานกว่าเพื่อน
A.คือ เรื่องเกรดเรา ผมไม่ได้เป็นคนซีเรียสเรื่องเกรดมากมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว แล้วโชคดีที่พ่อแม่ค่อนข้างเปิดกว้าง อะไรเราชอบเราก็ทำดี อะไรเราไม่ชอบก็ไม่ทำ ซึ่ง ณ เวลานั้นเราก็ไม่เคย ถามว่าการตกมันสำคัญมั้ยในตอนนั้นเราก็ โอ้โห คอขาดบาดตายนะ เรียนเพิ่มอีกปีนึง พ่อแม่จะเข้าใจมั้ยอะไรหลายอย่าง เพราะว่าแบบเหมือนกับตอนนั้นขณะที่เราอยู่ในกรอบ ทุก ๆ คนเดินไปตามขั้น เราสอบเทียบได้เราก็เฮและ ฮู้พิเศษกว่าคนอื่นซึ่งมัน ตอนนั้นเราก็ยังเด็กเราก็ยังแคบ แต่พอเราได้มีโอกาสไปต่อเมืองนอก เราเห็นภาพเมืองนอก หูวมันต่างกันมาก คนที่เรียนปริญญาตรีบางทีอายุ 25 30 ไปหาตัวเองให้เจอก่อนแล้วค่อยมาเรียน แล้วมันก็จะใช้เงินรัฐบาลได้คุ้มค่า เพราะจบมาแล้วก็ทำงานตรงการเรียน บางคนก็การที่จะเรียนไฮสคูลเค้าก็ไปทำอย่างอื่นก่อน เพื่อดูว่าชีวิตเค้าต้องการอะไร ซึ่งเราโตมาเราก็เพิ่งจะรู้ว่า ไม่ได้แย่นะ เราก็แก้ไขในจุดที่เราอ่อนในช่วงนั้น คือการที่เราได้เรียนเพิ่มขึ้นมันก็กลายเป็นแบบเรามีเวลาว่างมากขึ้น เราก็ทำทุก ๆ โปรเจ็คได้เต็มที่มากขึ้น เราก็ใช้โอกาสในการที่ที่ว่างขึ้นกว่าเพื่อน ทำงานได้เยอะขึ้น เราก็รู้สาเหตุที่เราตกเราก็แก้ไขในจุดที่เรา อันไหนที่พ่อแม่แคร์เราก็ทำหน่อย อันไหนที่เราชอบมากก็ดูเต็มที่ ไม่ได้คิดว่ามันอันนั้น อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีก็ได้การที่เรามีเวลาเยอะขึ้นเราก็ทำงานหลายอย่างได้เต็มที่มากขึ้น



Q.เมื่อกี้พูดถึงจุดเปลี่ยนนะครับ พี่มีจุดเปลี่ยนที่มันเป็นจุดใหญ่ ๆ ในชีวิตอะไรบ้างเอ่ย
A.มันจะพูดว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแบบหักโค้งคงไม่ใช่ คงเป็นแบบจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ มันค่อยสะสม การที่เราสนใจเรื่องอะไรแล้วทำมันเต็มที่เนี่ยมันได้ประโยชน์อะไรบางอย่าง สอนเรากลับมา เราโตไปกับงาน เช่นตอนเรียนเราก็เริ่มถ่ายรูปจริงจัง ใช้เงินทั้งหมดที่มีถ่ายรูปจริงจัง ตอนที่เรางานบางงานที่เรา fail เราก็ใช้เวลาน้อยกับการเสียใจมันมาก แล้วก็เอาเวลาไปทำอะไรที่เราชอบก็จะได้อะไรกลับมาเรื่อย ๆ เราได้เจอได้โอกาสเจอคนที่เป็นมืออาชีพตั้งแต่เด็ก ๆ เราก็เรียนรู้ในมุมมอง เราไม่รู้เรื่องธุรกิจเราก็เก็บข้อมูลเรื่องธุรกิจ โครงสร้างประเทศไทย เวลาขายของมันเป็นยังไง แล้วโครงสร้างของนักออกแบบมันจะไปอยู่จุดไหน อะไรคือมุมมองของผู้ประกอบการแต่ละอย่างบ้าง เราก็ได้เจอโรงงานโดยตรงเพิ่มขึ้น ผมเชื่อว่าทุก ๆ อย่างเนี่ยมันมีจุดที่เราสามารถนำมาใช้มาสานต่อกันได้ว่า บางอย่างมันเป็นสิ่งที่ดีอ่ะ แต่เราต้องเลือกสิ่งที่มันเหมาะกับเรา หรือบางอย่างสิ่งที่มันไม่เหมาะกับเรา แต่มันดีเราก็ต้องเลือกเอาในสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้กับมันได้ เพราะเวลาเนี่ยมันเดินตลอด ผมโชคดีมากกว่า โชคดีที่ได้เจอคนให้โอกาส



Q.แล้วมีการตั้งเป้าหมายยังไงบ้างในชีวิต เป็นสเต็ป ๆ เป็นขั้นตอนมั้ย หรือว่าเราพยายามทำให้ดีที่สุดในแต่ละขั้น
A.คือพยายามจะทำเป้าหมายให้ชัดเจน เพราะว่ายิ่งเวลานี้แล้วต้องตั้งเป้าหมายเพราะเราไม่ได้ทำงานคนเดียวและ เราเริ่มมีคนที่มาช่วยเราทำงานด้วยและ แต่ถามว่าการตั้งเป้าหมายเราคงไม่ได้คาดหวังในไปไกล ๆ มาก ๆ และ ยิ่งตอนเด็ก ๆ เราจะแบบฝันไปนู้นไปนี่ แต่สุดท้ายเนี่ยเรามีความสามารถเรามีความสุขได้กับสิ่งที่เราทำ กับการที่ balance ระหว่างความจริงกับความฝัน การที่เราได้มีโอกาสทำงานที่ special ผู้คนสนุกแล้วก็ได้ทุนทรัพย์ในการมาอยู่ดำรงได้อย่างไม่ลำบาก



Q.มีคติในการดำรงชีวิตยังไงบ้างพี่
A.คติในการดำรงชีวิตก็ คงไม่ซีเรียสอะไรมากกับเรื่องวัตถุ



Q.แต่ว่าพี่เป็นนักออกแบบเป็นคนสร้างวัตถุขึ้นมา
A.จริง ๆ แล้วโดยหลักการผมว่าคนที่ซื้อของเราไม่ได้ซื้อด้วย ผมมั่นใจว่าคนที่ซื้อของผมน่าจะชอบที่โดยหลักการและแนวคิดมากกว่า คนชอบแนวคิดที่เกิดขึ้นกับงาน มันก็ business เราห้ามมันไม่ได้ แต่มันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เราแค่ทำในสิ่งที่เราชอบ คือเราแค่ตื่นมาแล้วเราอยากทำ อันนั้นเราโชคดีแล้วว่างานที่เราอยากทำแล้วเราก็ได้ทำ คนบางคนไม่ได้มีโอกาสที่จะได้เลือกงานว่าแบบตื่นมาแล้วโอ๊ยขี้เกียจไปทำงานจังเลยแบบเนี่ยเยอะ ซึ่งเราโชคดีที่ได้ทำงานที่เราชอบ และสนุกกับมันแถมยังมีคนเอาเงินมาให้อีก มันก็ดีซึ่งงานที่เราทำก็เกิดเป็น business ออกไปเรื่อย ๆ จนที่เราไม่ต้องคอนโทรลมัน มันก็ขายทุกวันแล้วมันก็ refund ผลประโยชน์มันกลับมา



Q.แล้วพี่มีความใฝ่ฝันมั้ยครับ
A.ก็เรามีโปรเจ็คลับ ๆ อยู่แล้ว ในต่างประเทศว่า คือคอนเนกชั่นเริ่มเยอะขึ้นอ่ะ เพราะว่าเราทำงานที่มันเป็นภาษาสากล เพราะฉะนั้นเนี่ยมันเลย ขอบเขตในการทำงานเนี่ยเมื่อคอนเทนต์ที่เราพูดเนี่ยมันไม่ได้จบอยู่ในกรุงเทพฯ มันไปไกลแล้วมันก็เกิดการขับเคลื่อนทางด้าน business ขึ้นมาช่วยเราเราก็โชคดี จุดที่เราฝันไว้ไกล ๆ เนี่ยมันก็จะมีสิ่งที่เราซ่อนไว้อยู่ว่า เฮ้ยมันจะมีอันอื่นที่ไม่ใช่แค่ ตอนนี้จาก design แล้วเราเริ่มได้ทำงานที่เป็น installation art เราเริ่มมีโรงแรมให้ทำ เริ่มมีงานที่แบบไม่ได้ตรงสาขาเราเลย มันเป็นสเกลใหญ่ขึ้น เป็นการลงทุนใหญ่ขึ้น เป็นอะไรที่แบบต่อยอดจากกระบวนการคิดมากกว่า



Q.อยากให้พี่ช่วยเล่าผลงานที่ผ่านมาในอดีตเนี่ย เราประสบความสำเร็จในอะไรมาบ้างครับ
A.ถ้านับตั้งแต่ตอนเรียนผมว่า งานประกวดมันเยอะมาก มันว่างอ่ะ มันก็เลยทำไปเยอะแล้วก็มันก็ได้เงินด้วย งานประกวดในประเทศเราก็เริ่มเล็ก ๆ น้อย ๆ สิ่งที่เราทำได้ของขวัญ ของชำร่วยงานของกรมส่งเสริมการส่งออก ซึ่งถ้าจะเรียกว่าจุดเปลี่ยนอันนึงก็คือกรมส่งเสริมการส่งออกที่เราได้รู้จักผู้ใหญ่ ได้เจอกับ ได้ไปประกวดแบบจากที่นั่นบ่อย ๆ ครั้ง แล้วก็เราก็เข้ารอบทุกปีได้รางวัลจากเค้าทุกปี ก็ได้มีโอกาสพอดีทุกหัวข้อมันเหมือนกับเราชอบด้วยมั้งเหมือนกับเป็นโจทย์ใหม่ว่าแบบใครสนใจอะไรเราก็ลองไป ซึ่งงานประกวดในประเทศเนี่ยอย่างกรมส่งเสริมนี่ชัดเจนว่าเราได้มีโอกาสเข้าร่วมแล้วเราก็ได้เจอผู้ใหญ่ได้เจอคนที่มีประสบการณ์เรื่องการค้าขายธุรกิจนี้โดยตรง เค้าก็ช่วยสนับสนุน งานทุกงานเราทำขึ้นมาเค้าก็ช่วยสนับสนุนโอกาสที่ไปแสดงงานไปต่อยอดในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมันค่อนข้างมีโอกาสน้อยถ้าเราอยู่บ้านเฉย ๆ เราคงไม่มีโอกาสได้ทำ แล้วเราก็พยายามมีโอกาสที่เราจะได้แลกเปลี่ยนอะไร อย่างเช่นในงานเมืองนอกนี่ยิ่งการแข่งขันยิ่งเยอะไปใหญ่ เราก็โชคดีว่าโชว์แต่ละครั้งได้เจอโปรดิวเซอร์ดีดี ได้เจอคนที่แนะนำไปสู่เอเจนต์ ไปสู่การโชว์ ไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ เสมอ ๆ ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดว่างานทุกงาน เช่นอย่างงานที่นี่เราก็ไม่คิดว่าคนจะเข้ามาดูแล้วก็ได้มาจัดอีกทีที่กรุงเทพอย่างเงี่ย เราเคยทำทำอย่างรวดเร็วแล้วเราก็คิดว่าบางครั้งเนี่ยการคิดอะไรที่ซับซ้อน ณ ตอนเวลานี้แล้วเราจะคิดแบบใสซื่อบริสุทธิ์ตรงไปตรงมา ซึ่งกระบวนการคิดมันทำให้ มันยืดหยุ่นมันทำให้เราได้เปลี่ยนจากงานประกวดในกรุงเทพมาเป็นงานในต่างประเทศ แล้วก็พองานในต่างประเทศแล้วก็เข้าสู่อะไรปลีกย่อยมากขึ้น มีทั้ง museum มีทั้งงานคอมเมอเชียลเทรดแฟร์ จริงจัง ซึ่งแต่ละที่มันไม่ได้ต้องการอะไรแตกต่าง



Q.นิยามของความสำเร็จของคุณอานนท์คืออะไรครับ
A.ณ วันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าอะไรคือสำเร็จอ่ะนะ แต่ว่ามันคงเป็นเรื่องของเป้าหมายที่แต่ละคนตั้งมั้ง สำหรับผมเวลาทำงานเนี่ยเราก็ตั้งเป้าระยะสั้น ๆ ว่าระยะแรกควรจะมีอะไรกับอะไร คนตอบรับระยะไหน ๆ ผมมองว่าความสำเร็จของแต่ละคนมันคงตั้งไม่เท่ากัน แล้วก็ถามว่าผมประสบความสำเร็จยัง ผมถือว่ายังอีกเยอะ จริง ๆ เรายังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไงแน่นอน จุดที่ดีที่สุดสำหรับผมผมไม่ได้ เราก็อยากมีเวลาที่ ถึงจุด ๆ นึงเราคงทำงานหนักเหมือนทุกวันนี้ไม่ได้ เรามีแรงทำแค่ไหนพรุ่งนี้เราก็อยากทำเต็มที่ไปก่อน เพราะฉะนั้นสำหรับผม ผมไม่ได้แปลนไว้มากว่าแบบประสบความสำเร็จคืออะไร ต้องได้เงินร้อยล้านรึเปล่า ไม่ใช่ ขอให้มันมีงานมารอคิวตลอดทั้งเดือนอย่างเงี่ยเราก็โอเคละมีคนอยากให้เราทำ แล้วก็เราทำงานอะไรไปแล้วคนไม่เกลียด



Q.พี่มี role model มั้ยครับ
A.ไม่นะ แต่ก่อนตอนเด็ก ๆ เราเหมือนจะมี แต่ว่าสุดท้ายพอเรามาเรียนรู้จริง ๆ เรา คือ ณ ทุกวันนี้เนี่ยเราพยายามตั้งกฎเกณฑ์ในชีวิตให้มันน้อยลง ไม่ต้องสะสมอะไร เลิกสะสมนู้นนี่ไม่ต้องมีอะไรที่มันต้องวีไอพีมาเป็นข้อกำหนดผมว่าชีวิตมีความสุขขึ้น ก็เลยไม่ได้คิดวางแผนในเรื่องของว่าต้องประสบความสำเร็จเหมือนใครหรือว่าต้องมีปรัชญาอะไรที่สร้างกรงขังให้ตัวเอง เพราะฉะนั้นเนี่ยโดยหลักทั่ว ๆ ไป เราชอบอารมณ์ของอย่างพ่อแม่ผมมากกว่าที่แบบ บางครั้งมันไม่ต้องแบบว่าเป็นคนที่รู้จักเยอะแยะมากมาย แต่เราเห็นท่านตื่นเช้ามาเราเห็นเค้าก็มีความสุขอยู่ด้วยกันได้ เราไม่เคยเห็นที่บ้านเราทะเลาะกันเสียงดัง ซึ่งมันต่างกับชีวิตจริงที่เรามาเจอครอบครัวอื่น ๆ ที่แบบหลาย ๆ เรื่องหรือว่าแบบทุกอย่างดีหมดแต่เวลากลับบ้านมีเรื่อง บ้านบางบ้านเอาปืนมายิงกันมันเป็นสิ่งที่แบบ เราเกิดมาไม่เคยเจอนะ เราโชคดีมากที่เรามีครอบครัวอบอุ่น ผมว่าสุดท้ายเนี่ยเราต้องมองประเด็นชีวิตสำคัญ ว่าชีวิตที่มัน simply สุดเนี่ยมันหายากนะ พยายามตะเกียกตะกายหาจุดที่มันพิเศษกว่าคนอื่นแต่สุดท้ายแล้วเนี่ยมันไม่มีอะไรหรอกที่มันพิเศษ เหมือนกับเราพยายามทำให้ชีวิตมันขาวมาก ๆ เวลาโดนจุดดำมานิดนึงเราก็เจ็บ เพราะฉะนั้นเนี่ยก็ไม่ได้ตั้งว่าจะต้องเหมือนใครอะไรอย่างเงี่ย ถ้าอยากจะต้องเหมือนใครผมขอเหมือนตัวเองดีกว่า



Q.พี่มีมุมมองต่อนักออกแบบในประเทศไทยอย่างไร แล้วก็อยากฝากอะไรให้กับนักออกแบบในประเทศไทยเนี่ย ที่จะดำเนิน เค้าเรียกว่าจะประสบความสำเร็จอย่างพี่บ้าง
A.พี่ก็ยังย้ำนะว่าพี่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ว่าสำหรับนักออกแบบในประเทศไทยก็ถ้าใครทำงานออกแบบแล้วไม่ค่อยสนุก ผมว่ามันก็ไม่ผิดปกตินะ บางเวลาเราก็อยาก ถามว่าจริง ๆ เราฝันอยากเป็นนักออกแบบมั้ย เราไม่ได้คิดอ่ะ เพียงแต่ว่าโอเคมันมีโอกาสให้ทำ แล้วก็ดันเลือกเรียนมาทางนี้แล้วก็หาเงินได้อยู่อย่างเดียว จะเป็นนักกฎหมายก็ไม่ทันแล้ว จะเป็น finance ได้เงินเยอะ ๆ ก็ไม่ทันแล้ว ตอนเด็กเราก็อยากเป็นนักบอล อยากเป็นผู้กำกับหนัง แต่ว่าย้อนเวลาไม่ได้ ถามว่าเสียใจมั้ยไม่อ่ะ รู้สึกว่าทุก ๆ อย่างเนี่ยสามารถมีความสุขมาก เราเห็นบางคนขายหมูปิ้งเค้าก็มีความสุขทุกวันได้ แต่บางคนแบบรวยมาก ๆ แต่ว่าอยู่ประเทศไม่ได้ก็มี เพราะฉะนั้นเนี่ยผมมองว่าสำหรับนักออกแบบถ้าคิดว่าทำแล้วอย่าไปตั้งเป้าหมายไกลว่าทำแล้วต้องรวยหรือว่าอยู่ในสังคมไฮโซ อยู่ในออฟฟิตดีดีผมว่าไม่ใช่และ เพราะฉะนั้นอยากทำอะไรคุณต้องเข้าไป แล้วเราสามารถทำให้ชีวิตในการทำงานมีความสุขได้ เพราะว่าจริง ๆ วิชาในเรื่องของการออกแบบเนี่ยมัน ถามว่าต้องเป็น designer มั้ยมันไม่จำเป็น ในเมืองนอกมีทั้งนักวิจัยด้านออกแบบ มีทั้งนักจิตวิทยาด้านออกแบบ หรือว่าที่ปรึกษาด้านออกแบบที่ไม่ได้ทำออกแบบเลย มีหลายอย่างที่แต่ละคนเนี่ยถนัด เพียงแต่ว่าในไทยมันค่อนข้างแคบว่าใครอยากทำออกแบบต้องทำทุกอย่างเองหมด แต่ในเมืองนอกเนี่ยศักดิ์ในการออกแบบมันมี detail ยิบย่อย แล้วแต่ละคนทำงานในส่วนของตัวเองแล้วมาประสานกันเลยทำให้เกิดงานดีดีใหม่ ๆ ในเวลาสั้น ๆ ขึ้นมาได้ แล้วก็คงอยากให้น้อง ๆ ที่เกิดขึ้นมาใหม่ลองดุรายละเอียดตัวเองว่าเราถนัดอะไร บางคนถนัดขายของเนี่ยเราก็น่าจะ มันก็ไม่ผิดอะไรถ้าเราจะ design เรื่องคอมเมอเชียล หรือว่าทำคอมเมอเชียลก่อนไม่ต้อง design ก็ได้นั่นก็คือ design เหมือนกัน คือหาตัวเองให้เจอนั่นอ่ะ คือ design ที่ดีที่สุด



Q.design ที่ดีที่สุดคือการหาตัวเองให้เจอ ทำแล้วก็ต้องมีความสุข ถ้าไม่มีความสุขอย่าไปทำ
A.ผมว่ามันเป็นจริง ๆ นะ ขาดทุนอ่ะ คนบางคนทำงานได้เงินเดือนละหลายหมื่น แต่ชีวิตประจำวันไม่มีความสุขเลย ผมว่าได้เงินเดือนน้อยกว่านั้น แต่มีความสุขทุกวันดีกว่า



Q.เยี่ยมเลย ผมชอบจริง ๆ เลยประโยคนี้คือ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ success ในชีวิต แต่ถ้าเกิดชีวิตมีความสุขก็ถือว่ามันมีความ success นะ
A.ใช่ครับ หาช่วงเวลาที่ เราลองนับกันหลาย ๆ คนก็ได้ว่า ชีวิตแต่ละช่วงระยะไหนที่มีความสุขบ้าง จนไปถึงเวลานั้นแล้วเราก็อยากจะจำได้ว่า ตั้งแต่ตอนเรียนตั้งแต่เด็กเลยเรามีความสุขตลอดเลย ผมว่าเค้าเป็นคนที่มีโชคดีมาก



Q.อยากให้คุณอานนท์นะครับช่วยฝากข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับก่อนเราจากกันในคืนนี้ครับ
A.ผมว่า คนบางคนเนี่ยเดินตามหาชีวิตทั้งชีวิตไม่เจอ คนบางคนพยายามที่จะมองหาชีวิตใหม่ ๆ ที่ต่างจากสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ สุดท้ายเพิ่งมารู้ว่าสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่นี่แหละมันคือตัวเอง ผมมองว่าเราคงโชคดีที่เราเจอในจุดที่เราทำแล้วเราคิดว่ามันเป็นคำตอบสำหรับเราได้เร็ว ก็ถ้าน้อง ๆ นักศึกษา นักเรียนเนี่ยสามารถหาตรงนี้ได้เร็ว ผมว่ามันจะทำให้โครงสร้างสังคมดีขึ้น บางครั้งเนี่ยเราทำมันแปลกตรงที่ว่า ระบบการศึกษาเนี่ยมันหล่อหลอมให้ทุกคนเนี่ยต้องแข่งขันกัน เรียนทุกอย่างเหมือนกัน แต่ว่าเราก็มีอีกหลาย ๆ วิชาที่จบมาไม่ได้ใช้อะไรเลย แล้วก็เราเข้าคณะนี้เพราะว่าอะไร หรือว่าเรารู้จักมันดีแค่ไหน เราถึงมาเรียนวิชานี้ นี่คือจุดที่มันทำให้คุณภาพของการสร้างคนในสังคมเนี่ยอ่อนแอ แล้วก็ถ้าเรารู้ตัวเร็วมันไม่ผิดหรอกที่เราจะเรียนช้าหรือเรียนมาก มันไม่ผิดหรอกที่เราจะเริ่มทำงานช้ากว่าคนอื่น มันไม่ผิดหรอกที่เราจะล้มหรือทำอะไรพลาดสักกี่ครั้ง แต่เรารู้ตัวเองรึยังว่าเราอยากทำอะไร เพราะฉะนั้นเนี่ยผมว่า ความผิดหวังจะพลั้งสักกี่ทีมันเรื่องเล็ก แต่ว่าถ้าเกิดเจอในจุดที่เรามีความสุข ผมว่าจะพลาดสักกี่ทีมันก็ไม่ใช่ปัญหา



www.anonpairot.com

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact