ร่ำรวยอย่างจีน
ภาพลักษณ์ของคนจีนกับการทำมาค้าขายนั้นมีมานานเคียงคู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ เพราะบันทึกที่เกี่ยวกับการทำมาค้าขายของจีนนั้นมีมานานไม่น้อยกว่า 3 พันปี

สังคมจีนในสมัยก่อนมีการรวมศูนย์กลางการปกครองในระบบราชสำนักที่ฮ่องเต้ทรง มีพระราชอำนาจสูงสุด ทำให้ชีวิตของประชาชนจีนในสมัยก่อนนั้นผูกติดและผูกมัดด้วยนิสัยใจคอของ บุคคล ที่ขึ้นมาเป็นใหญ่ซึ่งมักจะใช้กำลังหรืออำนาจช่วงชิงและเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง โดยชนชั้นซึ่งมีบทบาทและมีอิทธิพลมากที่สุดในสังคมจีน อีกชนชั้นหนึ่งคือ ชนชั้นพ่อค้า หรือคหบดี ซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจและมักจะเป็นผู้สนับสนุนทั้งทางตรงและทาง อ้อมให้กับขุนนางราชสำนัก ดังนั้นพ่อค้า จึงเป็นผู้ควบคุมสังคมจีนในสมัยก่อนผ่านอำนาจรัฐ ทั้งในระบบและนอกระบบอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เต็มใจคือสนับสนุนผ่านระบบการเสียภาษี การส่งส่วย หรือแม้แต่ไม่เต็มใจเช่น การถูกรีดไถ ยึดและกรรโชกทรัพย์ เป็นต้น

คนจีนเป็นคนขยันมาก ดิ้นรนเพื่อสร้างฐานะและสถานภาพทางสังคมมาต่อเนื่อง จนกระทั่งในสมัยปัจจุบัน การค้าขายของจีนกลายเป็นอุดมการณ์หนึ่งในการสร้างและพัฒนาประเทศจีนไปแล้ว ทำให้คนจีนเป็นสัญลักษณ์ของการค้าขายไปแล้ว ไม่ว่าอยู่ที่ไหนคนจีนกับการค้าขายก็เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ ยิ่งคนจีนมีกระจายอยู่แทบทุกพื้นที่ทั่วโลก การทำการค้าขายของคนจีนก็ยิ่งโดดเด่นมากขึ้น
ครอบครัวผมก็เช่นกัน ผมนอกจากได้รับการปลูกฝังความเป็นจีนในเรื่องการทำมาค้าขายนั้นเกินร้อย เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะตั้งแต่จำความได้ในสมัยเด็กๆ ก็ต้องทำงานกับครอบครัวไปด้วย ครอบครัวของผมมีการค้าขายเล็กๆน้อยๆ คือการทำบะหมี่ฮกเกี้ยน ซึ่งสำหรับผมนั่นเป็นงานที่เราทำกันเป็นกิจกรรมในครอบครัว มากกว่าจะรู้สึกว่าเป็นธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมอะไร เพราะมันเป็นงานที่เราทำด้วยกันทั้งครอบครัวและก็จะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เรา จะได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากครอบครัวและการทำงานร่วมกันคนอื่น เพราะงานของเราเป็นงานที่ต้องไปเจอกับผู้คนมากมาย ทำให้ผมเห็นว่า ในการค้าขายที่เป็นเหมือนอาชีพของเราได้สอนอะไรเราหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ในวัยเด็กผมต้องตื่นแต่เช้า เพื่อมาช่วยที่บ้านทำบะหมี่ คนจีนถือว่าการตื่นเช้าเป็นกำไรของชีวิต เพราะในขณะที่ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน มีเพียงผู้ที่เห็นคุณค่าของเวลาและตื่นขึ้นมาเช้ากว่าคนอื่นจึงจะได้ใช้เวลาที่คุ้มค่ากว่า เพราะคนอื่นยังมัวนอนหลับใหลอยู่ เวลาเช้าของคนจีนนั้นเริ่มต้นที่ ประมาณ ตี 4- ตี 5 โน่นครับ เพราะยิ่งเริ่มเช้ามาก เราก็ยิ่งมีเวลาทำอะไรได้เสร็จก่อนคนอื่นและถือว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งด้วย ยิ่งสำหรับผมแล้วต้องเริ่มทำงานตั้งแต่อายุประมาณ 8 ขวบ แม้ว่าจะเป็นเด็กแต่เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วเราต้องรีบสลัดความง่วงเหงาหาวนอนทั้งหมดทิ้งไป เพราะพ่อแม่จะไม่ชอบให้ลูกขี้เกียจและเขาถือว่าการฝึกฝนให้ลูกหลานมีความขยันหมั่นเพียรนั้นเป็นมรดกที่สำคัญยิ่งกว่าการมอบแต่เพียงทรัพย์สินเงินทอง เพราะยิ่งมีทรัพย์มากแต่ไม่มีภูมิคุ้มกันในด้านการใช้จ่าย อย่างที่ทุกวันนี้เราพูดถึงกันมากในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงนั่นแหละครับ

เมื่อตื่นเช้า ขึ้นมา คนจีนจะมีเวลาที่จะออกกำลังกายกันเล็กน้อยเพื่อเป็นการดูแลสุขภาพและเตรียม ตัวเองให้พร้อม เพราะอากาศและบรรยากาศตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่สบายที่สุด คนจีนก็มีคาถาเพื่อพัฒนาความร่ำรวยให้กับตนเองได้เหมือนกันคล้ายกับที่เรา เคยได้ยินว่าเป็นมงคลเศรษฐีนั่นแหละครับที่ว่า “อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา”

คือต้องตื่นแต่เช้า ต้องขยันและกล้าแสวงหาการทำมาหากินใหม่ๆเสมอ ต้องพอเพียง และเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง แทนการอ้อนวอนร้องขอ แต่ความเชื่อในเรื่องของเทพเจ้าและสิ่งมงคลของจีนก็มากมายมหาศาลและเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเทพเจ้าที่เป็นมงคลหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สายร่ำรวย รุ่งเรืองอะไรทำนองนั้นซะมากกว่า

อย่างเทพเจ้า ไฉ่ ซิ่ง เอี้ยง หรือ ไฉ เสิน เอี้ย เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่คนจีนที่ทำมาค้าขายจะนิยมบูชาติดบ้านติดบริษัทกัน มากมาย มีความนิยมไม่น้อยกว่า จตุคามรามเทพที่กำลังฮิตสุดๆของไทยตอนนี้ครับ หากพูดถึงคุณสมบัติที่ทำให้ชาวจีนทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองแล้วผมคิดว่า เรื่องของการเสียสละและการพยายามจะสร้างรากฐานที่ดีให้กับลูกหลานของตนก็ เป็นสิ่งที่ชาวจีนคำนึงถึงมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่เป็นพ่อแม่ชาวจีนนั้น ยิ่งเป็นรุ่นบุกเบิก คือเริ่มก่อร่างสร้างตัวด้วยเสื่อผืนหมอนใบนั้นเรียกว่า พร้อมทำทุกอย่างบนความไม่พร้อม เพื่อสร้างปัจจุบันและอนาคตที่ดีให้กับลูกหลาน ซึ่งถือเป็นอุดมการณ์ของครอบครัวคนจีนทุกคนที่พ่อแม่จะต้องขวนขวายแสวงหาและ สร้างทรัพย์สมบัติไว้ให้ลูกหลานได้สุขสบายยิ่งกว่าตน

การขยันและ เสียสละเป็นคุณธรรมสำคัญที่ทำให้เราร่ำรวยได้ ไม่เฉพาะแต่คนจีนเท่านั้นหากแต่คนไทยอย่างเราๆท่านๆด้วยครับ ถ้าได้มีโอกาสเรียนรู้ในเรื่องของความขยันหมั่นเพียรอย่างเต็มที่มีน้ำอดน้ำ ทนต่องานหนัก และหมั่นเรียนรู้ในสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น ที่สำคัญที่สุด ที่ผมเห็นว่า เรายังให้ความสำคัญกันน้อยไปในปัจจุบันนั่นก็คือ เรื่องความพอเพียงครับ คน จีนได้ชื่อมากในเรื่องความประหยัด แต่หากเป็นเรื่องการลงทุนทุ่มเทเพื่อการงานแล้ว เขาก็ทุ่มเทมากเช่นกัน ดังนั้นความพอเพียงจึงเป็นเหมือนกับการฝึกฝนบนเงื่อนไขแห่งความพอดีระหว่าง ความต้องการที่จำเป็นของตนเองกับการพัฒนาหน้าที่การงานให้ก้าวหน้า ยิ่งต้องการความเจริญก้าวหน้ามากเพียงไร ยิ่งต้องพอเพียงคือจัดการกับความต้องการที่ไม่จำเป็นของตนเองออกไป มองให้เห็นแต่คุณค่าแท้ของการทำงานนั้น ๆ มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างความสำเร็จ ซึ่งผมเชื่อมั่นครับว่า นั่นจะนำมาซึ่งความสำเร็จแบบก้าวกระโดดให้กับเราได้อย่างแน่นอน

แทนคุณ จิตต์อิสระ

โรงเรียนสอนนวัตกรรมภาษาและปัญญามนุษย์ “ฮั่นอี้”
www.hanyischool.com


Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact