มิตรไมตรีที่แบ่งปัน

วันนี้มีเรื่องเล่าให้ฟังครับในแคว้นฉี  มีเสนาบดีที่มีเชื้อสายพระญาติพระวงศ์คนหนึ่งมีนามว่า  เมิ่งฉางจวิน
เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง  เลี้ยงคนไว้ในบ้านถึงสามพันคน  ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถต่างๆกัน

อยู่มาวันหนึ่ง  มีชายยากจนผู้หนึ่ง  มีนามว่า  เฝิงเซวียน  ได้ขอร้องให้ผู้ที่รู้จักกับ เมิ่งฉางจวิน
พาตนมาฝากเป็นลูกน้อง ด้วยคนหนึ่ง  
เมิ่งฉางจวิน สัมภาษณ์ว่า

"ท่านชอบอะไรเป็นพิเศษบ้างไหม"
"ข้าพเจ้าไม่ชอบอะไรเป็นพิเศษเลย" เฝิงเซวียนตอบ
"ถ้าเช่นนั้น ท่านมีความสามารถอะไรบ้าง" เมิ่งฉางจวินถามอีก
"ข้าพเจ้าเป็นคนที่ไม่มีความสามารถอะไรเลย" เฝิงเซวียนตอบอย่างถ่อมตน

เมิ่งฉางจวินหัวเราะ ด้วยเห็นแก่หน้าผู้ฝากจึงรับไว้อย่างเสียไม่ได้ (เด็กเส้น ) ลูกน้องเห็นเจ้านาย ไม่ค่อยสนใจ ก็ไม่สนใจตามเจ้านายไปด้วยเป็นธรรมดา อยู่มาวันหนึ่ง เฝิงเซวียนยืนพิงเสา มือเคาะด้ามกระบี่ให้จังหวะเพลงว่า

"เจ้ากระบี่ด้ามยาวของข้าเอ๋ย ข้าจะพาเจ้ากลับบ้านเสียทีดีไหม อยู่ไปก็กินแต่ผัก ยังไม่เคยเห็นปลาแม้สักตัวเดียว"
ลูกน้องรายงานเจ้านาย เมิ่งฉางจวินจึงสั่งให้ลูกน้องเลี้ยงดูเฉกเช่นผู้อาศัยอื่นๆ

เฝิงเซวียนเมื่อมีกุ้งหอยปูปลาหมูเห็ดเป็ดไก่รับประทานแล้ว สงบอยู่พักหนึ่ง ก็พิงเสาเคาะด้ามกระบี่ ร้องเพลงอีกว่า

"เจ้ากระบี่ด้ามยาวของข้าเอ๋ย ข้าจะพาเจ้ากลับบ้านเสียทีจะดีไหม อยู่ไปก็ไม่มีรถจะนั่งเลยหนอ"
ลูกน้องต่างหัวเราะเยาะที่ไม่รู้จักพอ แต่เมิ่งฉางจวินเป็นคนที่มีใจกว้างขวาง จึงสั่งให้ลูกน้องจัดรถให้นั่งตามความประสงค์

เฝิงเซวียน นั่งรถเที่ยวเล่นและแวะไปหาเพื่อน เล่าให้เพื่อนๆฟังว่า เมิ่งฉางจวิน ให้เกียรติเลี้ยงดูตนเป็นอย่างดี เยี่ยงคนอื่นๆแล้ว ต่อมา เสียงเพลงของเฝิงเซวียนก็กังวานขึ้นอีกเป็นวาระที่สาม คราวนี้ปรับทุกข์กับกระบี่ว่า
"ห่วงบ้านเหลือเกิน"

ลูกน้องเมิ่งฉางจวิน เกลียดความไม่เจียมตัวของเฝิงเซวียน จึงนำความเข้ามาฟ้องเจ้านายตามเคย แต่...เมิ่งฉางจวินกลับเรียกเฝิงเซวียนมาหาและถามว่า
"ที่บ้านของท่าน ยังมีบิดามารดาอยู่หรือ"
เฝิงเซวียนตอบอย่างเศร้าๆว่า

"ข้าพเจ้ามีมารดาที่ชรามาก"
เมิ่งฉางจวิน จึงให้คนนำเงิน และเครื่องอุปโภคที่เหมาะกับผู้ชราไปมอบให้มารดาของเฝิงเซวียน และสั่งให้คอยดูแลทุกข์สุขด้วย ต่อแต่นั้นมา เฝิงเซวียนก็ไม่ร้องเพลงอีกเลย

ครั้นถึงกำหนดเมิ่งฉางจวินต้องส่งคนไปเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ เก็บค่าเช่านาประจำปี ได้ประกาศหาผู้สมัครไปทำงานนี้ เฝิงเซวียนจึงขออาสาไปจัดการให้ เมิ่งฉางจวินพอใจมากจึงมอบเอกสารทั้งหมดให้ไป

เฝิงเซวียนคำนับลา และเรียนถามว่า "เมื่อข้าพเจ้าจัดการเก็บเงินมาเรียบร้อยแล้ว ท่านต้องการจะให้ข้าพเจ้าซื้ออะไรกลับมาด้วยหรือไม่"

เมิ่งฉางจวินนึกไม่ออกว่าตนต้องการอะไร จึงบอกให้เฝิงเซวียนไปดูเอาเองว่าในบ้านขาดเหลืออะไรบ้าง ซื้ออย่างนั้นมาแล้วกัน เฝิงเซวียนจึงเดินทางไปเมืองเซวีย ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับพระราชทานตามระบบศักดินาสมัยนั้น เมื่อไปถึง เฝิงเซวียนก็ป่าวประกาศให้ชาวบ้านนำหลักฐานการกู้ยืมเงิน และสัญญาเช่านามาแสดง เมื่อเปรียบเทียบกับต้นฉบับที่นำมาด้วย ตรวจดูเป็นที่ถูกต้องแล้วก็นำมากองไว้บนดิน จัดการเผาไฟจนมอดเป็นเถ้าถ่านหมดทั้งต้นฉบับและสำเนา แล้วร้องบอกชาวบ้านว่า

"เมิ่งฉางจวิน มีความเห็นอกเห็นใจชาวบ้านทั้งหลายที่ยากจน จึงยกหนี้ทั้งหมดให้ ต่อไปจึงขอให้ทุกคนขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์สุจริต ทำมาหากิน มีหลักฐานที่มั่นคงโดยทั่วหน้ากันเสียที"

ชาวบ้านตกตะลึงในความเมตตากรุณาของเมิ่งฉางจวิน ที่ไม่นึกฝัน ดุจฝนหลั่งมาเอง ต่างพากันคุกเข่าลงกราบไหว้ ขอบคุณตัวแทนของเมิ่งฉางจวินด้วยความตื้นตัน และซาบซึ้งใจเป็นยิ่งนัก

เฝิงเซวียนกลับมารายงานตัวอย่างรวดเร็วเกินคาด ยังความประหลาดใจแก่เมิ่งฉางจวินเป็นยิ่งนัก จึงถามว่า
"ท่านซื้ออะไรกลับมาด้วยหรือเปล่า"

เฝิงเซวียนตอบว่า.........
"ท่านให้ข้าพเจ้าซื้อในสิ่งที่ยังไม่มี ข้าพเจ้ามาคิดคำนึงดูเพชรนิลจินดาของท่านมีมากมาย ช้างม้าวัวควายมีอยู่เต็มคอกไปหมด แม้สาวงาม ท่านก็มีจนนับไม่ถ้วน ท่านขาดอยู่สิ่งเดียวคือ "อี้"
ข้าพเจ้าจึงซื้อ "อี้" มาด้วย

เมิ่งฉางจวินแปลกใจยิ่งนัก ถามว่า " อี้ นั้นซื้อกันได้ฉันใด"
เฝิงเซวียนตอบว่า

"กระต่ายนั้น มีโพรงที่อยู่ถึงสามโพรง แต่ท่านมีเมืองเล็กๆนี้อยู่เพียงเมืองเดียว หากท่านไม่ทำนุบำรุงพลเมืองของท่านราวกับบุตรของท่านเอง แต่กลับรีดนาทาเร้นอย่างไม่มีน้ำใจ พลเมืองจะรักท่าน สรรเสริญท่าน และตายเพื่อท่านได้อย่างไร"

ว่าแล้วก็เล่าการเผาเอกสารต่างๆให้ฟังโดยละเอียด รวมทั้งเหตุการณ์ระทึกใจในการแซ่ซร้องสาธุการของ ชาวเมืองด้วย แต่เมิ่งฉางจวินหาพอใจไม่ พยักหน้าให้เฝิงเซวียนไปพักผ่อนได้

รุ่งขึ้นอีกปีหนึ่ง มีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ เจ้าผู้ครองนครแคว้นฉีองค์ใหม่รับสั่งกับเมิ่งฉางจวินว่า
"เราไม่อาจที่จะใช้ขุนนางผู้ใหญ่ของเสด็จพ่อได้"

เมื่อถูกไล่ออกจากราชการอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ เมิ่งฉางจวิน จึงต้องเดินทางกลับไปเมืองเซวีย พร้อมด้วยเฝิงเซวียนและลูกน้อง รอนแรมไปไม่ถึงครึ่งทาง ชาวบ้านต่างอุ้มลูกจูงหลาน ประคองผู้เฒ่าทั้งหลายคุกเข่าอยู่เนืองแน่นทั้งสองข้างทาง ต่างเดินทางมาคอยต้อนรับเมิ่งฉางจวินอยู่ล่วงหน้าถึงหนึ่งวันเต็ม เมื่อเห็นเกี้ยวของเมิ่งฉางจวินมาถึง ต่างก็เปล่งเสียงต้อนรับด้วยความยินดีปรีดาดังก้องไปหมด

เมิ่งฉางจวินจึงหันมาพูดกับเฝิงเซวียนด้วยความตื้นตันใจว่า
"วันที่ท่านบอกว่าซื้อ "อี้" มาฝากข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเพิ่งจะเข้าใจความหมายในวันนี้เอง ช่างประทับใจเหลือเกิน"

"อี้" ถือการให้และการเสียสละ เป็นมงคลอย่างหนึ่ง การให้ด้วยปัญญา ทำให้ไม่เกิดการตระหนี่ ผู้เสียสละย่อมไม่เห็นแก่ตัว ไม่กลัวตายและไม่ต้องการผลตอบแทน แต่ผู้รับย่อมซาบซึ้ง ซึ่งคุณค่าของการให้จะตีเป็นราคามิได้
"อี้" จึงเป็นธรรมที่แสดงออกซึ่งน้ำใจไมตรี โลกจะน่าอยู่ยิ่งนัก เมื่อต่างก็มีน้ำใจต่อกันและกัน
แทนคุณ จิตต์อิสระ

โรงเรียนสอนนวัตกรรมภาษาและปัญญามนุษย์ “ฮั่นอี้”
www.hanyischool.com

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact