คุณ วริวรรณ์ วิทยฐานกรณ์
ทายาทเจ้าของธุรกิจที่มียอดขายมากกว่าสองหมื่นล้านบาทต่อปี เล่าถึงแนวคิดในการสร้างตัว สร้างธุรกิจ และการพึ่งพาตนเอง
พี่อยากจะมาเล่าแนวคิดแล้วก็ วิธีการในที่เราจะมีหลักการคิดในการดำเนินงาน หรือประกอบธุรกิจนะค่ะ คือส่วนตัวพี่เติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจ แล้วก็ตั้งแต่เด็กๆเราอาจจะเคยเห็นเยอะแยะเลยนะคะ คุณครูจะชอบถามเราว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่เดียวนี้เรามักจะไม่ค่อยตอบกับตัวเองเลยนะ โตขึ้นแล้วอยากเป็นอะไรนะคะ คำตอบแรกและคำตอบเดียวมาจนถึงทุกวันนี้นะคะ ตั้งแต่อนุบาลยั้นอายุเท่านี้นะคะ ก็ยังเป็นคำตอบเดิม คืออยากเป็นนักธุรกิจหญิง และคงจะไม่เป็นนักธุรกิจชาย เป็นนักธุรกิจหญิงอย่างเดียว ก็เพราะว่าครอบครัว และสังสังคมที่เราอยู่นะ เติบโตมาทำธุรกิจหมดเลยนะคะ เดียวรู้จักพี่นิดแล้วกัน คร่าวแล้วกันเดียวเรามีโอกาศได้พูดคุยกัน นี่ครอบครัวพี่ มีคุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย น้องสาว เรียนมาแตจบมาแต แล้วก็เข้าอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เหมื่อนกัน เรียนกับโรเจ้อนะคะ ก็คือเรียน Major Account แล้วก็ Minor Marketing นะคะ วันที่เราเข้า BBA เนียะ หลายคนอาจจะคิดนะ บางคนอาจไม่คิดเลย เข้าๆไปก่อนแล้วกันอะไรอย่างเนียะนะคะ แต่ว่าพี่นะคิดนะคะก่อนเข้าพี่คิดว่า ชีวิตนี้ถ้าทำธุรกิจคณะนี้Workสุดแล้วนะคะ เข้าไปนี่นะเพื่อจบออกมาเป็นนักธุรกิจ แต่วันจบออกมา วันสุดท้ายของการเรียน สิ่งที่เกิดขึ้นนะคะ สังคมจะพาเราไป ระบบการศึกษาไม่ไช่ไม่ดีนะ แต่หมายถึงว่าบบการศึกษามันถูกจัดระเบียบให้เราคิดแบบนั้น โดย 4 ปี ที่เราถูกหล่อหลอมออกมา เสร็จสัปปึบ วันจบออกมา ยังไม่ต้องจบหรอก เราเห็นมาตั้งแต่ ปีหนึ่ง สอง สาม วันใกล้จบของพี่ปี 4 นี่ สิ่งที่จะมีอยู่อย่างนึงคือ Job fair แล้วเราก็จะเดินตามกระแสเพื่อนๆ ไปตามกันเราก็จะจบอยู่ตรงนั้นเลย พี่เองนี่นะ ลืมตัวไปเหมือนกัน โอ๋ยจ็อบแฟร ใบสมัครงาน ทุกคนไปสมัครงาน ต้องทำ Resume ต้องทำอะไร โอเคเรา Resume มี Profile เราก็ใส่ไปนะคะ แต่ว่าอย่างนึ่งที่พี่คิดคือ เอ๋ยจริงๆชีวิตเราน่าจะมีทางเลือกมากกว่าจะไปให้เขาเลือก บางคนหว่านเป็นร้อยบริษัทเลยนะ แล้วก็ออกมาก็ตกงานทำไม่ได้ พี่เลยคิดว่าโอเค บ้านเราทำธุรกิจ ถ้าเรากลับไปทำธุรกิจนะคะตอนนั้นมี Choices อยู่ ประมาณ 4 Choices หนึ่งเนียะคือ เรียนต่อซึ่งเป็น Choiceปกติของเด็กจบใหม่ปี4 จบปี 4 ปุ๊บเอ๋ยเรียนต่ออะไรอย่างนี้นะคะ เรียนต่อเรียนเมืองนอก เรียนต่อโท หรือจะไปเรียนภาษา เรียนภาษาจีนดีกว่า กลับมาจะได้ช่วยที่บ้านอาจจะดีขึ้น อย่างที่สามคือ งั้นไปลองทำงานประจำดู แล้วอย่างที่ 4 คือ ไปช่วยที่บ้านก่อนเลย หาประสบการณ์แล้วค่อยไปเรียนต่อ ตอนนั้นมี 4 Choices ตอนนั้นก็เริ่มคิดทำ เอ๋ยไมทุกคนต้องเดินตามกันเข้าสมัครงาน แล้วเราก็บอกว่า ถ้าเราจะสมัครงานเราต้องอยู่ในบริษัทที่เราอยากอยู่เท่านั้นไม่ใช่สมัครงานไปงั้นๆนะคะ พี่เลยบอกว่า โอเคบริษัทที่เราอยากอยู่นะ ต้องเป็นบริษัท top โลกนะคะ ก็มีอยู่ 4 บริษัททิ่ฮิตมากๆเลยเด็ก BBA เด็กบัญชีอะไรชอบเข้านะคะก็คือบิ๊กโฟ นะคะ PWC, Deliotte, KPMG, Earns&Youngนะคะ ตอนนั้นเนี่ยะสมัครไปทั้ง 4 บริษัทเลยนะคะ อ๋อสมัครไป 3 บริษัทอีกบริษัทนึ่งไม่ได้สมัคร บริษัทที่โจเจอร์อยู่นะคะ ไม่ไช่ว่าโรเจอร์อยู่เลยไม่สมัคร แต่เป็นเพราะว่า รู้สึกคะหยาดกับอาจารย์ที่มาจาก Deliotte เราเรียน Audit กับอาจารย์ที่ทำงานอยู่ที่ Deliotte เนี่ยะ เรารู้สึกว่าตายแล้วเราไม่อยากเข้าไปเจอเพราะว่าที่เราเรียน เราไม่ได้แบบ ไม่ได้ตั้งใจขนาดนั้น แล้วไปเรียนกับรุ่นน้อง เพราะว่าพี่ไปแลหเปลี่ยนมาปีนึงหลังจากกลับมาเราก็รู้สึกว่า โฮเค เราเลือกเอาสามที่นี้เท่านั้น ถ้า 3 ที่นี้ไม่ได้ไม่สมัครแล้ว คือฟันธงเลยตั้งเป้าทุกอย่าง ว่างๆอย่างนี้เลยนะคะ ไม่งั้นเนี่ยะ เราจะสับสน เราเคยมีมั้ยมี Choices เยอะเราเลือกไม่ถูก แต่ถ้าเราไม่ฟันธงหรือไม่มีอะไรปักไว้เนียะ เราจะสับสนแล้วชีวิตเราเนียะจะยิ่งช้า ยิ่งวุ่นวาย พี่บอกโอเคฟันธง สมัครไปทั้งสามที่ ไม่ต้องการเป็นออดิษเลยทั้ง 3 ที่นะคะ จบบัญชีมาก็จริง แต่ว่างตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ทำบัญชี จบบัญชีแต่ไม่ทำบัญชีนะคะ คือต้องการไปเรียนเพื่อรู้เป็นพื้นฐาน หลังจากจบมาปึบก็เลย โอเค นั้นถ้าไม่ทำบัญชี ทำงานประจำบริษัทนั้นมันมีอะไรบ้างนะคะ ก็ไป Research ไปดูว่าเขามีอะไรบ้างที่เรารู้จัก ไทรด์เนียะ แต่เราไม่รู้ บริษัท ไทรด์มีบริษัทย่อยทั่งกี่บริษัท เต็มไปหมดเลยนะคะ พี่ก็เข้าไปอยู่ ในแทร็ก จบมาเนียะเกียรตินิยมอันดับสอง ไม่ได้เก่งมากคือ นี่ Outstandingนะคะ ในธรรมศาสตร์ไม่มี แต่ว่าก็มี Degree ออกมาเล็กน้อย เพราะว่าอะไร เพราะเพื่อนดี เพื่อนสองคนนะคะ เป็นเพื่อนสนิทมาจากมาแตร์ทั้งคู่เลย แล้วก็จับกลุ่มเดียวกัน คบเพื่อนดีเราจะรู้ว่า ชีวิตเรามีชัยไปกว่าครึ่ง 5 ปีข้างหน้าชีวิตคุณจะเป็นอย่างไงอยู่ที่เพื่อนคุณคบลองดูข้างๆใครวะนะคะ ลองดูว่าพาเราไปดีหรือเปล่า เพื่อนพาให้เราดี 5 ปีนะคะ หนังสือที่เราอ่านก็เหมือนกัน สื่อที่เรารับก็ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป สังเกตดูนะ 5 ปีข้างหน้าแล้วฟันธงไม่ต้องหาหมอดูเลย นะคะ จบออกมา 4 ปี เราก็ติดสอยห้อยตามนะคะ ฝั่งนี้ก็ลูกไทยซัมมิทเลย จึงรุ่งเรืองกิจนะคะ ฝั่งนู้นนะธรรมดามากเลย แต่เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองเก่งมากเลย นี่ก็จบมาด้วย เกียรตินิยมอันดับสองจริงๆให้เห็นเดียวไม่เชื่อ ช่วงปีสามมีโอกาสเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนนะคะที่ Sydney University ไปถ่ายรูปกับคุณพ่อ ตอนนั้นไม่ไช่นะคะนี่คุณพ่อคนแถวนั้น ไปแลกเปลี่ยนหนึ่งปีได้รู้อะไรเยอะมาก เพราะว่าเติบโตมาในครอบครัวที่อยู่ดีกินดีไช่มั้ย พอเราอยู่ดีกินดี คุณ พ่อแม่สร้างมาให้เราเสร็จเนียะ เราไม่เคยยืนด้วยลำแข้งตัวเอง มันก็แตกต่างแต่พอไปอยู่ที่นู้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือเราเข้าใจเลยว่าใช้ชีวิตเองอยู่เองไปแบงค์เอง จ่ายค่าบ้านเองดูแลตัวเองทุกอย่างเนียะ แต่ดูแลตัวเองแบบไม่ต้องทำงานนะ มีเงินแต่เรารับผิดชอบชีวิตตัวเองมากขึ้น ก็ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แล้วก็เปิดมุมมองมองโลกที่กว้างขึ้นด้วยนะคะ ไปอยู่ที่นั้นนะก็หลังจากกลับมาไปเรียนปี สาม กลับมาจบปี 4 ไปอยู่ที่นั้นนะคะ มหาลัยสวยมากนะคะกลับมาก็ทำงานที่ PWC นะคะ ทำงานด้านภาษีเป็น PWC ก็ภาษีกับกฎหมาย เป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะทำ แต่พอจบปุบคิดว่าจะทำ เพราะว่าอะไรรู้มั้ยคะ เพราะว่าเรารู้ ถ้าเราจะเป็นผู้ประกอบการอีกอย่างนึ่งที่เราต้องรู้คือ เรื่องภาษี ในมหาลัยที่คุณเรียนไปสองคณะที่สอน คือกฎหมายกับบัญชีนี่แหละ ถ้าคุณเรียนบัญชีคุณจะได้เรียนภาษี 1 วิชา หรือ 2 วิชานี้แหละ ชั้นหนึ่งกับสอง อะไรแค่เนี๊ยะหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ก็ไปทำจริงๆยากมากเลย ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือการอยู่กับภาษีนี่แหละ เรียนภาษีแล้วกัน จริงๆไม่ชอบเลยนะ เข้าไปทำงานอยู่ 2 ปีนี่นะ ก็แฮปปี้มากชอบทำงานชอบสังคม บรรยากาศ แล้วมีโอกาสจากผู้หลักผู้ใหญ่ ที่เราเข้าไปไม่ได้เส้นสาย แต่เข้าไปเรารู้หาเส้นสายหลังจากที่เราเข้าไปนี่นะ ส่วนใหญ่อย่างที่โรเจอร์บอก โมนาเป็นคนหนึ่งที่สนิทกับ Managing Director แล้วก็ Partner ขึ้นไป แต่ Consult ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ด้วยกันระหว่าง Consult กันเอง นี้คือความแตกต่าง เพื่อนๆเราร้อนคาราโอเกะกับConsult เราร้องกับ Partner ขึ้นไป แต่คอเซ้าส่วยใหญ่ก็จะอยู่กันระหว่างคอนเซ้ากันเองนี้คือความแตกต่าง ตอนเย็นเราร้องคาราโอเกะ เพื่อนๆเป็นคอนเซ้าร้องคาราโอเกะกับคอนเซ้า เราร้องคาราโอเกะกับพาทเนอร์ นี่ก็คือความแต่ต่าง แล้วมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนลาออกจากบริษัทนี้นะคะ ทำงานแค่2 ปีเอง แล้วก็ตั้งใจด้วยนะ ก่อนที่เราเข้าไปทำงาน เราก็ตั้งเป้าเลยทำงานที่นี้อย่างน้อย 2 ปีอย่างมาก 3 ปี 2ปีหรือ 3 ปี เราทำอย่างน้อย ทำงาน Merging & Acquisition นะคะตรวจสอบแล้วให้บริษัทควบกิจการกัน ทำงาน 2 ปีนี่ได้ประสบการณ์ออกมาเยอะนะคะ แล้วก็ประสบการที่ได้ ไม่ไช่ประสบการด้านภาษีหรอก ถามภาษีตอนนี้ตอบได้ไม่ลึก เพราะภาษีเปลี่ยนทุกวันมันต้องอยู่ในField แต่เรารู้ว่าเราไม่ได้ต้องการเป็นแบบนั้น เรารู้พื้นฐานเพื่อที่จะคิดเป็น เข้าใจโมเดล โครงสร้างแล้วก็หลังจากทำงานไปเนี่ยะ วันจบออกมาก็ได้คุยกับ Partner แล้วก็ Director ต่างๆนะคะ แล้วก็ให้เขาบอกว่าเราเป็นยังไง นี้คือการสร้างแบรน์อย่างนึงที่เราสร้างไว้ให้กับบริษัทนี่แหละ เราถามเขา แล้วเขาก็บอกว่าให้อยู่ในนี้นะ คือหนึ่งคนที่มีอนาคตแน่ๆ พี่บอกเลยนะคะว่า ทำงานสองปีเนียะ ถ้าถามว่า Performance เวลาวัดอย่างอื่นจะวัด ความรู้ แต่ถ้าเขาวัดระดับสูงเขาจะวัดทักษะเรื่องบุคคล เรื่องการตลาด เรื่องการขาย การเซลล์ พี่บอกว่าพี่ห่วยมากเลยนะ คือเท่าเนี๊ยะพี่ต้องเรียนหนังสือทุกเย็น เรียนใหม่ทำใหม่ที่เรียนมาแทบจะไม่ได้ใช้เลย ไปเรียนใหม่ปุบต้องให้คะแนนสอบนะคะ คะแนนก็ห่วยมาก ทำงานไม่รู้ซักอย่าง เพราะไม่เก่งอะ ไม่เก่งภาษีไม่รู้ซักอย่าง พอไม่เก่งภาษี ไม่เก่งซักอย่าง พี่เลยรู้สึกว่าจริงๆแล้วเรา เพื่อนหลายๆคนที่จบมา บัญชี 4 หมดอะไรอย่างนี้พวกนี้นะ เก่งมาก ไปคุยกับ Partner เราก็เข้าใจว่า เฮ้ยจริงๆแล้ว จบออกมานะคะแนนไม่ดี แต่ว่าสิ่งที่เรามีสิ่งที่เราไม่เหมือนกับคนอื่น นี่คือสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ แคเรียพาทของเรานี่อะ ไม่ไช่ว่า เชื่อมั้ยถ้าพี่อยู่ที่นี่อีก 15 ปีนี่อะ พี่รู้ภาษีทั้งหมด เชื่อ สองนิพี่ไม่รู้หรอก แต่สิ่งที่แตกต่างคนอืนเรียนรู้ไม่ได้เพราะไปนั้ง ทำแต่ภาษี คุณไม่สามรถออกไป บูชิดกับลูกค้าได้ เขาบอกคุณก็ต้องออกไปคุยกับลูกค้าได้ ไม่ไช่แค่สร้างสายสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่สร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าได้ คนอื่นนะคะเด็กใหม่เข้ามา Partner บอกว่าให้ออกไปเจอลูกค้าไม่ไปเพราะไปเสร็จเราไม่รู้อะว่าจะตอบเขาอย่างไง มีปัญหาถูกมั้ย เพราะฉะนั้นเนียะ แต่พี่บอกว่าโอเคไป พี่ชอบอะถ้าไป นี้คือสิ่งที่แตกต่างเขาบอกว่า 1 เรากล้า 2 เรามีทักษะในเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตอบไม่ได้ไม่เป็นไร เรามั่นใจไว้ก่อน ไอ้พวกนี่คือสิ่งที่ พาทเนอร์ บอกว่าเราไม่รู้ทุกอย่าง ขาไม่ได้เก่งเหมือนกัน แต่เขาขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะเขาท่องตำราได้ ท่องตำราได้ เป็น Senior หมดเลย แต่ขึ้นมาถึงตรงนี้ได้เพราะทักษะเรื่องมนุษย์ เรื่องคนเป็นหลักเลย และระหว่างนั้นไปทำงาน Part time ตอนกลางวันใส่สูธ ตอนกลางคืนร้องเพลง ธรรมะนี้เราชอบด้วยนะคะ ตอนไปทำงานเราก็เลือกงานที่จะต้องทำก่อน โมนาก็ชอบร้องเพลง แล้วก็ไปทำงาน อันนี้ธุรกิจที่บ้านนะคะ นี้ครอบครัว นี้ผู้บริหารนะคะ ที่บ้านพี่ทำน้ำมันถั่วเหลืองตราองุ่น เมื่อก่อนพี่ชื่อซอย แต่เดียวนี้เปลี่ยนชื่อเองให้ ไอโซขึ้น ชื่อ โมนา ซอยแปลว่าถั่วเหลืองนะคะ เพราะคุณพ่อสร้างธุรกิจนี้มา แล้วเราก็เติบโตมาตั่งแต่เราไม่มีอะไรเลยนะ เราก็เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นโรงงานเล็กๆนะ เราก็วิ่งเล่น เดียวนี้ก็ใหญ่โต อาก่งพี่นี่นะเริ่มเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีนเริ่มธุรกิจมานะคะ กว่าจะเป็นถั่วเหลืองได้นี้นะ โฮ้เลือดสาดเลยอะ เพราะอากงมาไม่มีตังซักบาทเดียวเลย แล้วผ่านมานี่นะ ตอนนี้ยังไม่ถึง100 ปีนะ ผ่านมาไม่ถึง 100 ปีมีธุรกิจให้ลูกหลานอยู่กินสบายนี่นะ ท่านคิดอะไร พี่ชอบถามคุณพ่อมากเลย แล้วให้คุณพ่อเล่าคุณพ่อบอกเลย มาถึงอาก๋งมาเนียะไม่มีตัง ถ้าเราไม่มีตังค์ คนไทยทำไงคะ คนไทยรับราชการ เป็นลูกจ้าง คนจีนมาไม่มีตำแหน่งงานให้คนจีนทำหรอก ถูกดูถูก คนจีนต้องทำอะไรคะ ค้าขาย แต่พอผ่านมา 50 ปี สิ่งที่เกิดขึ้น เจ้าสัวทั้งหมดนี่นะในไทย ติดท๊อปเท็นคนจีนหมด เพราะอะไรเพราะคนจีนขายของคนไทยขายแรงขายสมอง นี้คือความแตกต่างที่ชัดเจนมากๆ อาก๋งพี่นะคะ ไม่อายทำกิน ช่วงนั้นมีสงครามโลกครั้งที่สอง ไปขอถุงเท้า ถุงเท้าทหารที่สีกากีนี่นะ สีเขียวๆอ่านะคะ อาก่งก็พามาดึง สีแบบนี้ย้อมยากมาก ถุงเท้าก็ส่งมาจากเมืองนอกให้ทหารฝรั่งใส่ อาก๋งไปขอ ขอเสร็จแล้วอาก๋งก็จะดึงด้ายยาวๆ เป็นเส้นเดียวทอด้วยถุงเท้า หาไม้มานะคะแล้วก็พันไส่ไม้ พันๆ ทำเป็นหลอดๆแล้วก็ใส่ตะกร้าเดินขาย เริ่มจากอย่างนี้ แล้วก็ขายไปเรื่อยๆจนเริ่มคิดแล้ว เอ๋ยทำอย่างไงๆ ทำอย่างไงให้เร็วขึ้น วันนึงพันได้ 5 หลอดอย่างนี้ ทำอย่างไงพันวันหนึ่งให้เป็น 10 หลอด 20 หลอด เขาก็คิดเครื่องปั่นออก จะปั่นหลอดด้าย แล้วก็เริ่มต่อยอดมาเรื่อยๆจนมีโรงด้าย โรงสีข้าว แล้วก็ต่อยอดมาเป็นอันนี้ จับพัดจับผูกมาเป็นโรงงานน้ำมันได้นี่นะ ก็เพราะว่ามีเพื่อนชาวใต้หวัน มาจากไต้หวันมาลงทุน มาลงทุนนะคะ มาทำธุรกิจ พอลงทุนกันปุ๊บนี้นะเราโดนหุ้นส่วนโกงคนไต้หวันนี้นะโกง พอโกงปุ๊บก็หายไปเลย ตอนนั้นเราก็ติดลบมากเลย แล้วตอนนั้นน้ำมันถั่วเหลืองมันเกิดยากมาก เพราะมันมีเจ้าตลาดอยู่แล้ว เจ้าตลาดก็มียี่ห้อทุกวันนี้ก็ยังขายอยู่ อยู่เป็นคู่แข่งกันนะคะ น้ำมันถั่วเหลืองนี้นะ 100 %ไม่เคยมี คุณพ่อบอกว่า เชื่อไม่ครับผลิตน้ำมันถั่วออกมานียะค้างสต๊อกอยู่ในสต๊อกขายไม่ได้เลยเนียะ 2 ปีน้ำมันเน่ามั้ย เน่าเก็บไว้เฉยๆ แต่ถ้าคุณไม่ขายก็ขาดทุนสุดๆ คุณพ่อนะ อากงโทรเรียกคุณพ่อมาจากฮ่องกง คุณพอไปต่อ ปวช. ปวส. ที่ฮ่องกง กับมาเมืองไทย อาก๋งบอกไม่ได้แล้ว มึงต้องกลับมา กลับมาช่วยกันเข็นธุรกิจนี้ พอกลับมาปุบ พ่อโมนานะคะเริ่มจากการจัดทีมเซลล์แล้วไม่สามารถบอกลูกน้องเราได้หรอกว่าน้ำมันมันเน่า แต่ลูกน้องต้องขายมั้ยขาย เนี่ยะจิตใจของผู้ประกอบการ คุณพ่อบอก โอโห มันทรมานมากเลยนะที่บอกให้คนไปขายทั้งๆที่รู้ว่าน้ำมันมันเป็นแบบเนี๊ยะ แต่ก็ต้องขายถ้าไม่ขายก็ตายหมดทุกคน พอไปขายลูกน้องเนียะ มีอยู่เคสนึง ลูกน้องเอาไปขายแม่ค้ากล้วยเขก ตอนนั้นขายที่ไหนได้ ขายได้ขายไปก่อนอะ ตอนนั้นไม่มีน้ำมันองุ่นเลยนะ ยังไม่ได้สร้างแบรนด์ เอาน้ำมันไปขาย แม่ค้ากล้วยแขกพอแม่ค้าเอามาทอดกล้วยแขกแล้วน้ำมันที่เก็บไว้นานเกินไป อย่างนี้เมื่อโดนความร้อน ก็เกิดปฎิกิริยาไหม้ แล้วก็ล้นออกมาเป็นฟองขึ้น ไหม้ร้านเขาเลย แล้วไอ้คนขายก็เกิดใจฝ่อเลยใช่มั้ย ลูกน้องเรานี่นะกลับมาหาพ่อพี่ แล้วก็บอกพ่อพี่ว่า คุณเอาน้ำมันอะไรให้ผมขายเนี่ยะ คุณเอาน้ำมันเน่ามาให้เราขายได้ไงแล้วเทต่อหน้าเลยนะ แล้วคิดดูดิ จิตใจเป็นอย่างไง คุณพ่อบอกว่าสุดๆในชีวิตเลย คือเรารู้ทั้งรู้แล้วเราโดนลูกน้องตอบกลับมาแบบนั้น สุดท้ายเราก็ทำการตลาดทำไปทำมา เราก็ขายได้ ขายได้ทั้งหมดทั้งหมด เพราะว่าเรารู้แล้ว น้ำมันแบบนี้โดนความร้อนไม่ได้ แต่ว่าตอนนั้นมันมีวิกฤตเข้ามาคือเมืองไทยจะส่งออกปลากระป๋องเยอะมาก แต่ปลากระป๋อง ถูกรีเจ๊กกลับมาประเทศไทยหมดเลย เพราะว่าน้ำมันที่ใช้ไม่ได้มาตรฐานคือมันไม่ไช่ ร้อยเปอร์เซ็นแบบนี้ เขาเอา ข้าว นุ่น ฝ่าย เอามาผสมกันแล้วออกมาเป็นน้ำมัน แล้วเวลาแช่แข็งปุ๊บมันจะเป็นไข แต่น้ำมันของเราแช่แข็งแล้วจะไม่เป็นไข เพราะว่าดูแลเรื่องคอเรสเตอร์รอลต่างๆก็จะไม่เป็นไข ก็เลยไปขายให้พวกบริษัทปลากระป๋องเขาก็ต้องใส่เพื่อรักษาปลาทูน่าแล้วเขาก็ส่งออก แล้วเราก็ขายหมด เราขายทีเดียวหมดล็อตเลย แล้วทีนี้ก็เริ่มฝ่าฟันมา ติดลบๆเป็นร้อยๆล้านเลยแหละ แล้วก็ช่วยกันสร้างขึ้นมาแล้วก็เริ่มสร้างแบรนด์ เพราะว่าน้ำมันแพง มันอาจจะแพงแต่ก็ขายได้ เมื่อก่อนน้ำมันยี่ห้ออื่นไม่ใช้เป็นขวดเพชร ใสๆแบบนี้ไม่มี เมื่อก่อนจะเป็นแบบพีวีซี เหมือนขวดน้ำขุ่นๆใส่น้ำมันแบบนี้ มันจะเยิ้มออกมาข้างนอก เพราะว่าพลาสติกมันไม่ได้คุณภาพ วางตามร้านตกมาก็แตกหมด พ่อพี่ต้องเดินไปขายตามร้านอาแปะ แล้วก็ไปถามอาแป๊ะ อาแปะบอกอู๋แพงเขาไม่ทักหรอก เอาไปตั้งวางคู่แข่ง น้ำมันอะไรมันก็ทอดได้หมดเหมือนกันแหละ พ่อพี่ก็ไปแล้วบอกว่า แป๊ะลองวางดูซะหน่อย ของเราขวดเล็กกว่า ขวดเท่ากันขายไม่ได้แพงนะคะเพราะเราขายไม่ใหวของเรา 100%แล้วพ่อก็บอกว่าแปะนั้นเอาอย่างนี้นะ พ่อพี่ต้องทำเล่นละคร ทำเป็นขวดหล่นลงพื้น แล้วขวดเราก็เด้งแล้วก็กลิ้งๆ คือของเราจะเป็นขวดเพชร แล้วก็ไม่มีใครใช้ แล้วแพงสุดๆ คุณพ่อต้องจ่าย ขวดเพชรตอนนั้นเป็นลิขสิทธของโค้ก โค้กนี่อะเมื่อก่อนขวด ตูดมันจะเป็น สีดำๆแล้ววาง แล้วไปฉีดขวดมาเป็นขวดเพชรนะคะ แล้วมันใสก็เป็นลิขสิทธิ์ร้ายเดียว พ่อพี่บินไปเยรอมัน ไปหาบริษัทที่ทำเครื่องจักรตัวนี้อะ บอกว่าอยากจะทำขวดให้มันใส เพราะน้ำมันเราจะได้น่ากิน พอไปหาที่เยอรมัน เยอรมันบอกว่าผลิตให้ไม่ได้ เพราะว่าลิขสิทธิ์เพียงผู้เดียว คือโค้ก พ่อต้องบินไปอเมริกา พ่อพี่ไปนอนที่เยอรมันนะ ไปนอนที่โรงงาน บินไปอเมริกา ไปบริษัทโค้ก บอกว่าเราอยากจะผลิตขวดเพชร โค้กบอกโอเค ทุกขวดที่คุณขาย ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้โค้ก พ่อบอกโอเคเอาเลย คือเราต้องแตกต่างนะคะ แล้วก็เริ่มไปทำ ขายขึ้นShelf อาแปะเริ่มรับ เพราะหล่นมาแล้วไม่เลอะ วางเสร็จแล้วของเราก็จะเตี้ยกว่าคนอื่น ก็ขายไม่ได้ พ่อบอกโอเค เอาอย่างนี้หาอะไรเป็นของแถมแล้วกัน ก็เอากระป๋องแล้วเอาหนุนไว้ข้างล่างให้มันสูงเท่ากับคนอื่น แล้วเขาก็อยากซื้อมั้ย ใสสูงเท่ากับคนอื่น แม่บ้านก็หยิบเริ่มซื้อ แต่พอเราเริ่มเกิดปุ๊บคู่แข่งก็เอาแล้ว พ่อสอนพี่เสมอว่าไม่สามารถกางตำราทำธุรกิจได้ ถ้าคุณกางเมื่อไหร่เตรียมเจ๊งทันที เพราะอะไรคะ ในตำราคือเรื่องเขาทำหมดแล้วเขาเลยมาเขียนตำรา ถ้าเราไปตามตำรา คนอื่นตามก็ชนะหมดมันเป็นไปไม่ได้มันต้องมีแบบใหม่แล้ว พ่อยังบอกว่าตอนนั้นนะแข่งกันจนขนาดเขานะแอบเอาน้ำมันของเราไปตากแดด เอามาจากไหนก็ไปรู้ ไปตากแดดพอตากแดดเสร็จน้ำมันของเรามันก็เสีย พอตากแดดนานๆแล้วเอากลับไปว่างบน Shelf ใหม่ แล้วลูกค้ามาซื้อเป็นไงน้ำมัน มันก็เสียไม่ประทับใจโดนอีก แล้วอีกอย่างนึงเราไม่มีตังโฆษณา แล้วเราก็ไปทำเป็นแบบบิลบอร์ดแล้วไปแปะทั่วกรุงเทพทั่วมหานคร เราก็แป๊ะๆเสร็จพ่อบอกใช้เวลาเป็น อาทิตย์เลยนะ คู่แข่งกลัวเราเกิด ก็ไปแกะออก จ้างวินมอเตอร์ไซด์ ไปแกะออกครึ่งวันหมดเกลี้ยงเลย แล้วเงินเราต้องลงทุนไปเท่าไหรโอโอ๋กว่าจะจด อย. กว่าจะได้ชื่อ ทุกอย่างกว่าจะเสร็จมา พอพี่ฟังปุ๊บรู้เลย สร้างนี้นะไม่ได้ง่าย ถ้าบ้านใครทำธุรกิจนะลองไปถาม ธุรกิจที่ไม่ได้รับทอดมานะเป็นธุรกิจที่สร้างขึ้นมาเอง ลองไปถามเขาดูว่าสร้างเหนื่อยขนาดใหนจนกว่าสร้างชีวิตแล้วส่งมาให้เราเรียนมาถึงขนาดนี้ได้ ยอดประกอบการนะจากติดลบ ปีที่แล้วสองหมื่นล้านแล้ว สองหมื่นล้านถือว่าไม่ได้มากไม่ได้น้อย ถือว่าเป็นระดับแนวหน้าของประเทศแล้วกัน เราอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหุ้นแล้วนี้เอามาให้ดูว่าเศรษฐีเขาทำอะไรกันเขาทำอะไรอยู่ในนี้ แล้วเรารู้จักใครบ้าง นามสกุลเหล่านี้เยอะแยะเลย พี่ก็จะอยู่นี่นะ วิทยฐานกรณ์ เป็นเศรษฐีหุ้นอันดับที่ 24 ของประเทศไทย ไม่ได้เยอะมาก ไม่ได้แปลว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ประสบความสำเร็จ การเข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นการลงทุน แปลว่าเราอยากได้ตังค์ลงทุนแต่เราไม่อยากกู้แบงค์ เป็นการกู้ประชาชนก็คือการเข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นหุ้นที่ดีถ้าใครอยากจะถือเพราะว่าเงินปันผลดีมาก ฝ่ายคุณพ่อพี่ทำโรงงาน คุณแม่พี่ทำโรงแรม ธุรกิจแบ่งเป็น 2 Parts คือการผลิตสินค้าแล้วก็ผลิตบริการ อันนี้เป็นชื่อโรงแรมรามาด้าเดิมโรงแรมแม่น้ำเพราะอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา จากสามดาวครึ่งเป็น 4 ดาว ตอนนี้ปรับเป็น 5 ดาวแล้ว เพราะว่าเราต้องแข่งขันกับตลาดโลกนะคะ ก็ทำโรงแรมรามาด้าพลาซ่า ก็รีโนเวทใหม่โรงแรมก็เกิดมาพร้อมๆพี่เลย น้ำมันองุ่นก็เกิดมาพร้อมๆพี่เลยนะคะ โรงแรมแม่น้ำเพิ่งไปRenovateใหม่ลงทุนไปใหม่ 800 ล้านนะคะ ในการ Renovate อย่างเดียว แพงมาก แล้วคิดดูกว่าจะคืนทุน 800 ล้านพี่ลองคิดดูเป็นสิบปี แล้วนี้เป็นธุรกิจเริ่มแรกที่อาก่งทำ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น คุณพ่อพี่รับมาต่อนี่เส้นด้ายอย่างที่บอกนี้ยังอยู่แล้วยังได้รางวัลมากมาย แล้วคุณพ่อก็ไปธุรกิจใหม่ อันนี้เกือบ 5 ปีที่แล้วพี่เกิดมากับครอบครัวธุรกิจจริงๆเพราะฉะนั้นแนวคิดมันก็แตกต่างมากเลยนะ อันนี้เป็นธุรกิจคุณพ่อบอกว่า เขารู้อยู่แล้วแหละว่าธุรกิจที่เราสร้างมา มันไม่ใช้ว่าจะคงอยู่กับเราตลอดไปแล้วธุรกิจเส้นด้าย เดี๋ยวนี้ที่ไหนเขาก็ทำ แล้วเราจะแข็งกับเขาได้อย่างไง แข่งไม่ได้นะคะ คุณพ่อบอกนั้นทำอันนี้แล้วกัน เพราะเทรนด์โลกมันมาทางนี้แล้ว ทำสิ่งแวดล้อมแล้วกัน คุณพ่อก็ทำเส้นใยกรองน้ำนะ ทำเส้นใยกรองน้ำ ระบบบำบัดน้ำ โรงงานทุกโรงงานต้องมีระบบบำบัดน้ำที่ดีขึ้น พวกนี้ก็จะมีตลาด แล้วก็มีอนาคต แต่กว่าจะเกิดก็ไม่ง่ายเหมือนกันนะ พวกนี้ก็ไม่ง่าย 5 ปี ยังแบเบาะอยู่เลย ล่าสุดทำทัวร์นะคะ อันนี้เห็นมาแต่คลอดเลย พึ่งเกิด ทำทัวร์นี้เพราะว่า คุณพ่อพี่เวลาคิดธุรกิจจะคิดเป็นองค์รวม จะไม่คิดเป็นอย่างๆ ซึ่งมันแตกต่างกับคนอื่นนะคะ เวลาเราคิดทำธุรกิจอะไรซักอย่างซึ่งมันเป็นธุรกิจของเรา เราก็จะคิดที่ละอย่าง แล้วก็จะคิดปีนี้ ปีหน้าทำอะไรนะคะ คุณพ่อก็คิด เริ่มไปลงทุนที่ลาวที่จีน ไปเซอเวย์ไปอะไรเองหมด พอเริ่มลงทุนเริ่มมีภัตตาคารคาร มีอะไรเองหมด ไปทำที่ลาวที่จีนนะคะ ไปทำที่ลาวเพราะลงทุนถูกแล้วก็ไม่ต้องใช้ประสบการณ์ใหม่ พ่อก็เอาประสบการณ์ที่เมืองไทยไปใช้ได้หมด เพราะลาวเหมือนเมืองไทยเมื่อ10 ปีที่แล้ว ใช้ประสบการณ์เดิมหมด เพราะถ้ามาแข่งตอนนี้คุณต้องมีประสบการณ์ใหม่ คุณพ่อบอกไม่มีเท่ากับแข่งไม่ได้ ต่อให้มีตังค์ คุณมีตังค์เยอะสุดๆ คุณจะเกิดในกรุงเทพฯยากมาก พ่อบอกนั้นต้องไปทำที่ลาว เหนื่อยหน่อยอาจไกลหน่อยแต่ต้องเกิด ผ่านไปอีกสิบปีเกิดแน่นอน พ่อบอกเลยไปลงทุน พอลงทุนเสร็จต้องทำอะไร Support พ่อคิดเป็นองค์รวม ทำภัตตาคาร ที่ลาว ที่จีน แล้วเราก็ทำเรือข้ามฟากแม่น้ำโขง เราทำเป็นกึ่งสัมปทาน เราไปทำเพราะเราได้รู้จักกับเจ้าแขวงนายแขวงอะไรก็แล้วแต่ เราก็ไปทำกึ่งสัมปทานกับลาว ทำเรือข้ามฟาก การที่เราคิดจบคืออะไร ถ้าเราคิดแค่ว่าเรือวันนี้ดีทำได้กำไร ได้กำไรจริง เงินก็เยอะโอ้วันนึงข้ามกันมากมายเงินเยอะ แต่ถ้าวันหนึ่งเขาทำสะพานขึ้นมาละ เรือเราได้ใช้มั้ย บางคนไม่คิดเลยในเรื่องแบบนี้ แต่พ่อเป็นคนคิดเลย ทำสะพานก็ต้องเอาเรือมาทำสะพาน เพราะเวลาทำสะพานต้องใช้เรือใหญ่ เรือเราต้องใหญ่พอไม่ไช่ลำเล็กๆมา ไปซื้อเรือเก่าแล้วเอามา Renovateใหม่ ไม่ลงทุนเยอะเพราะเรารู้ว่าธุรกิจนี้ถึงวันหนึ่งมีสะพานแน่ๆ พอมีสะพานเราก็เอาเรือนี้นะให้เขาเช่า พอมีสะพานตรงนั้นเจริญมั้ย โคตเจริญเลย มีสะพานปุ๊บมันจะเป็นแหล่งท่องเทียว มีอะไรเยอะแยะมากมาย พ่อบอกหลังจากมีสะพาน เราก็จะเอาเรือมาทำภัตตาคารลอยน้ำ เราก็จะจัดเป็นที่ท่องเที่ยวนะคะ คิดเสร็จเลยนะ ถึง50 สิบปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เนี่ยะคิดอย่างนี้เราคิดอย่างนี้บ้างหรือป่าว นะคะนี่คือความแตกต่าง แล้วก็ทำทัวร์มาเพื่อซัพพอทกับธุรกิจบริการที่เราจะเกิดขึ้นในอนาคต อันนี้ฝ่ายคุณแม่พี่ก็เหมือนกันกำลังจะเปิด มาสสิลา ใครสนใจก็ไปใช้บริการได้ ก็เป็นเวลเนสกับสปา สปาเป็นธุรกิจที่กำลังบูมมากตอนนี้กับธุรกิจแฟชั่น แต่เราทำมาไม่ได้ทำตามแฟชั่นนะคะ เราทำมาเพราะว่ามันต้องโรงแรมเรา Renovate มาเป็น5 ดาว โรงแรม 5 ดาว ก็ต้องมีสปาถูกมั้ย ไม่งั้นลูกค้า แล้วเรามีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ลูกค้าทีมาใช่โรงแรม ส่วนใหญ่ชอบใช้ ฟิตเน็ตแล้วก็สปา ถ้าเรามีอยู่แล้ว เราแน่ใจว่าเรามีฐานลูกค้าแล้ว เราเลยกล้าเปิดไม่ใช่เปิดขึ้นมาเฉยแล้วให้ลูกค้าเข้ามาเป็นสิ่งที่ยากมาก แล้วก็ลูกค้าในโรงแรมเป็นของตาย เราก็ต้องคิดต้องทำการตลาดยังไงให้ลูกค้าภายนอกมาใช้บริการอย่างไง ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน ขอถามหน่อย ใครว่าสุดท้ายแล้วชีวิตนี้ ขอทำธุรกิจเป็นของตัวเองมีมั้ยคะ มีบ้าง มีความฝันของตัวเองไว้ก่อนไม่ผิดนะคะ คิดไว้ก่อนว่าจะทำธุรกิจนะคะ เพราะพี่คิดตั้งแต่อนุบาลนะ กว่าจะได้ทำตั้งอายุเท่าไหรใช่มั้ย เพราะนั้นต้องคิดไว้ก่อน แต่ที่สำคัญวันนี้เราถามคำถาม คงไม่มีอะไรมาเล่า แต่ให้เราลองถาม คำถามตัวเอง เยอะๆ คำถามที่ดีนะคะ จะนำไปสู่คำตอบที่ดี บางคนถามคำถามอะไรไม่รู้ ตอบอย่างไงก็ตอบดีไม่ได้เพราะคำถามมันไม่ดี คำถามมันไม่มีคุณภาพนะคะวันนี้ถ้าเราต้องการทำธุรกิจ ก็ต้องถามก่อนเลยว่าธุรกิจอะไรที่เราจะทำ เราอาจรู้สึกไกลเกินเอื้อมมั้ย มันอาจยากเกินไป แต่คิดเอาไว้ก่อน มันไม่มีอะไรยากไปกว่าที่คนเราจะทำได้ ดูอย่างคุณเจริญเขาขายหอยทอดมาก่อน แล้วเขากลายมาเป็นเจ้าสั๋วในประเทศไทย ถ้ายังขายหอยทอดอยู่ที่เยวราช ปานี้ก็ยังขายหอยทอดอยู่ แต่เปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ เพราะเขาคิดแล้วเขาทำ นี่คือสิง ที่แตกต่าง เขาบอกว่าที่ ที่ใหนมีมูลค่าของความคิดมากที่สุดในโลก เขาบอก คือหลุมฝังศพ เพราะหลุมฝังศพมีความคิดมากมาย ที่สุดท้ายแล้วเป็นความคิดที่ดี แต่ไม่เคยลงมือทำ วันนี้เราก็เหมือนกัน เราอาจจะคิดอะไรไปเรื่อยๆ แต่ไม่กล้าที่จะทำนี่นะมันไม่มีวันได้ เพราะฉะนั้นเราคิดก่อน เราจะทำอะไรบ้าง ทำธุรกิจเหล่านั้น เพราะอะไร คิดเกียวกับชีวิตก่อนเราทำงันนั้นะทำไม เพื่ออะไร แล้วคุณต้องการอะไรจากมัน ในการทำธุรกิจ ถ้าไม่รู้นะคะว่าต้องการอะไร ทำไปเดี๋ยวก็เลิกทำ เพราะมันไม่มีเป้าหมายว่าเราทำเพื่ออะไร ทำไปเรื่อยหรอมันไม่มี เหมือนขึ้นแท๊กซี่ไป ให้เขาขับไปเองเรื่อยๆ ไม่มีเป้าหมาย เพราะฉะนั้นเขาก็ถามว่าจะไปใหน ต้องการอะไร บางคนบอกว่าต้องการความสำเร็จ อย่าพูดเลยความสำเร็จ ใครๆเขาก็ต้องการความสำเร็จ ขอให้เจาะก่อนว่าที่เราต้องการนั้นคืออะไร ต้องการรวยมั้ย ถ้าต้องการรวย ทำได้ทั้งหลายอย่างถูกป่าว ต้องการLifestyle มั้ย คุณต้องการมีขนาดใหน ต้องการความมั่นคง หรือทำธุรกิจอะไรที่มีเวลา เนียะมันแตกต่างเราต้องเจาะจงกับตัวเอง หรือต้องการทำอะไรก็ได้ที่ให้ครอบครัวเราอยู่พร้อมหน้ากัน นักธุรกิจหลายคนนะที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัว คือเป้าหมายของเขาไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ หรือว่าต้องการอิสรภาพ หรือว่าทำแล้วต้องการตอบแทนต่อสังคม หลายๆอย่างพวกนี้คือสิ่งที่ต้องคิดให้จบ ถ้าพูดถึงความสำเร็จจับต้องได้ยากมาก พี่เป็นคนนึงที่วันเรียนจบปีสี่ พี่เดินไปถามแม่ว่า ม๊าทำอย่างไงดี จบมาปุ๊บมีเงินเดือนหนึ่งแสน ถ้าแม่ทั่วไปจะบอกว่าลูกหมื่นกว่าบาทก็พอ เพราะให้ใช้ความเป็นจริงตอบ แม่พี่เขาก็ใช้ความเป็นจริงตอบเหมือนกัน หนึ่งแสนนะ อย่างโมนาไม่พอหรอกลูก พี่คิดมากนะ ไปคำนวนมาหนึ่งแสนบาท หนึ่งปีล้านสอง ใช้พอแน่นอนอยู่มหาลัยหมื่นกว่ายังใช้พอได้เลย ก็รู้สึกแบบนี้ แม่ก็บอกว่าแสนนึงไม่พอหรอกลูก เขาใช้ความจริงตอบ เราจะอยู่ยังไง หนึ่งแสนเราต้องดูแลทุกอย่าง ค่าบ้งค่าบ้าน ทุกอย่าง แค่นี้พี่ก็กลับไปอ่านหนังสือใหม่คิดไม่ออกจะทำอย่างไงว่าจะเกินหนึ่งแสน ก็ตอนนั้นก็เรียนก่อน เพราะเราเชื่อนะว่าหนึ่งแสนจบออกมาทำได้ เพราะมีคนทำได้ เพราะมีรุ่นพี่จบออกไปนะ จบปุ๊บทำงานประจำนะได้เงินเดือนหนึ่งแสน แต่ตอนนี้หัวหงอกเลยนะ แก่เหี่ยวเลย คือใช้งานอย่างทาสนะหนึ่งแสน เลยเปลี่ยนใจไม่เอาดีกว่าหนึ่งแสน และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่พี่ย้ำมากๆคือเราต้องรู้เลยว่าเราต้องการอะไรในชีวิต อย่าพึ่งไปคิดก่อนว่าเราต้องทำอย่างไง ต้องคิดก่อนว่าอีก สิบ ปี ข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไง แล้วเราไปดูไปหาเลยถ้าโมเดลแบบนี้เรา ไปหาคือ เช่น คุณทำงาน PWC แล้วอยากเป็นพาทเนอร์คุณก็ไปถามพาทเนอร์ ว่ายังไงที่ PWC นะมีคนทำงานแล้วตายคาที่ทำงาน ไม่ได้ตายที่บริษัทด้วยนะ ไปที่ลูกค้าด้วย เพราะเขามีโรคส่วนตัวอยู่แล้วแกทำงานหนักจนเกินไป ปิดข่าวกันหน้าดูเลย บางคนทำงานแล้ว ทำต่อไปเรื่อยๆแล้วไม่รู้ว่าจริงแล้วชีวิตต้องการอะไร อันนี้คือคำถามแรกเราเลย 5 ปี 10ปีข้างหน้าอยากมีชีวิตแบบใหน อย่าถามว่าอยากเป็นอะไรห้ามเลย ผิดเลย เราต้องถามว่าอยากมีชีวิตแบบใหนแล้วเราก็ไปหาเครืองมือที่จะทำให้เราเป็นแบบนั้นได้นะคะ อันนี้สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นคิดก่อนกลับไปคิดก่อน แต่วันนี้ที่เรามาคุยเรื่องธุรกิจ จำเป็นสุดๆเพราะอะไรรู้มั้ย ทำไมต้องคิดทำธุรกิจตอนนี้มีแรงแล้วนำ ทำอะไรได้ทำไปก่อน เจ๊งไม่เป็นไร ทำก่อนพยายามก่อนสู้ไปก่อนเรายังมีแรงไม่เป็นไร เพราะอะไรรู้มั้ย นี่เป็นเซอเวย์จริงๆที่เกิดขึ้นในกรุงเทพนะคะหลายปีมาแล้ว แต่วาชาทก็เป็นแบบนี้ตลอดนะคะ เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่ 37 % พนักงาน 33% ข้าราชการ 14% ผู้บริหาร 5 %ผู้บริหารแสดงว่า แปลว่า 90 %เป็นพนักงานมั้ยถูกต้องมั้นนี่คือแฟรกนะคะ มีเจ้าของธุรกิจ 8 % อาชีพอิสระ 3% ไม่เยอะมากประมาณ 10%ของคนกรุงเทพเป็นแบบนี้ แล้วเขาก็ถามว่าคุณอยากเกษียรอายุเท่าใหร่ อันนี้เป็นคำถามที่ดีมากเลย คนส่วนใหญ่ขอเกษียรที่ อายุ 56 ถึง 60 เพราะอะไร เพราะว่าหยุดทำงานปุ๊บมีรายมั้ย คนส่วนใหญ่เขาบอกแบบนี้ ส่วนนึงบอก51-55 พวกนี้รู้แล้วต้อง Early ไม่นั้นเขาก็ไล่ออกต้องชิงลาออกมาก่อนอีกส่วนนึงเขาเซอเวย์ที่อายุ 45 อีกส่วนนึง ขอตอนนี้เลย 15-20%ไม่ไหวเลยทำงานเหนื่อยมาก ขอตอนนี้เลยได้มั้ย นะคะมันก็จะมีแบบนี้ออกมาพอถามเสร็จ ถ้าเราพูดถึงคำว่าเกษียณนะ อย่าคิดนะคะว่าคือแก่แล้วหยุดทำงาน เกษียณเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อคุณมีรายได้ที่มาจากทรัพย์สินที่เป็นกระแสเงินสดเป็นทรัพย์สินมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องใช้ ถ้าวันนี้เราต้องใช้ 50,000 มีรายได้ 100,000 นึง หยุดทำงานได้มั้ยคะ หยุดได้เมื่อมันมาทุกเดือนนอนอยู่บ้านเฉยๆก็มาแล้วๆ รายจ่าย 5 หมี่นเองนี้เกษียณได้ เกษียณอายุเท่าไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องคิดใหม่ บางคนเมืองไทย 18 ยังคิดอะไรไม่ออก เมืองนอก 18 บางทีหาเงินได้เป็นล้านแล้ว ถูกมั้ย เราต้องคิดว่าทำมัยไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่สีผิวนะ แต่มันคือกรอบความคิด เมืองนอกหาตังค์ได้ล้านนึง เมืองไทย 28 ทำอะไรคะ ถามแม่เรียนต่อดีมั้ย ถามแม่หางานอะไร เปลี่ยนงานดีป่าว พวกนี้คิดเองไม่ได้เลยนะคะนี้ก็คือปัญหา เพราะฉะนั้นนี้ สุดท้าย Chart นี้บอกให้เรารู้ว่า ทุกคนในชีวิตหลังจากที่เราทำงานปลูกถั่วงอกมาทั้งชีวิตแล้ว สุดท้ายจะมาทำธุรกิจ เขาบอกว่าแล้วถ้าคุณเกษียณ คุณจะทำอะไร Chart นี้บอกมาเลย 60 เปอร์เซ็นอยากค้าขาย 20 % เปิดร้านกาแฟเบเกอรี่ 12 %ทำสวนทำไร่ 8 % มือถือ 100 เปอร์เซ็น ไม่มีใครสามารถทำงานประจำได้จนถึงอายุ 70 – 80 ได้ ทุกคนก็เริ่มทำธุรกิจ เพราะฉะนั้นพี่บอกว่าถ้าวันนี้เรามีแรงนะคะถ้าเราไม่เริ่มทำวันนี้ 60 คุณก็ต้องทำอยู่ดี แล้วถ้าไปเริ่มทำตอน 60 เหนื่อยมั้ย โคตยากเลย เหนื่อย เริ่มไปเลยนะคะตั้งแต่ตอนนี้ กล้าคิดกล้าทำลองดูจะขายของ ทำกาแฟ ทำอะไรก็ได้ ฝึกทักษะตรงนี้ก่อนนะคะทำอะไรก็ได้ คนส่วนใหญ่ถ้าเราอยากรวยมั้ย ถ้าเลือกได้เราขอรวยก่อนนะคะรวยแล้วค่อยดูที่บ้านมีชีวิตแบบนี้จะดีมั้ย ถ้าเรารวยเขาบอกว่า คนที่บอกอยากรวย ไม่ได้รวยหรอก เพราะมันไม่มากพอ ความยากมันไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณรวยนะคะ อยากมันอาจจะอยากไว้เฉยๆนะคะมันไม่มีพลัง แต่ถ้าเราพูดว่า เราเลือกที่จะเป็นคนรวยดีขึ้นมาอีกหน่อย แต่เขาบอกว่าไม่พอ คุณจะได้ระดับคนชั้นกลาง แต่ถ้าคุณอยากเป็นเศรษฐีจริงๆนะคะ คุณจะต้องตั้งใจโฟกัสแล้วก็มุ่งมั่น แล้วจดจอว่าชีวิตนี้ต้องรวยแน่นอน เหมือนพวกฝึกหัดจิตรอะ มันทำงานแล้วมันแลกมากๆนะคะ ทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเราเพื่อความสำเร็จนั้นมันถึงจะได้ อันนี้ไม่ไช่แคเรื่องคนรวยนะ คือเขาอยาก ถ้าคุณต้องการสิ่งนั้นจริงๆ แล้วคุณต้องโฟกัสขนาดนั้นนะคะ คนรวยเขาทำอะไรบ้างนะคะ เขาบอกว่าเขาเต็มใจที่จะทำงาน 16 ชม.ต่อแต่ว่าคนรวยตั้งใจไว้เลยจะทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์แล้วไม่มีวันหยุดเลย ทำ 365 วันถูกป่าว แต่ถ้าเราทำงานประจำเราก็จะมีหยุดกี่วัน เสาร์ อาทิตย์หยุดเท่าไหร่นะคะ อันนี้ไม่มีทำตลอด พี่ตื่นขึ้นมาพี่เห็นคุณพ่อพี่ทำงานสุดยอดมากๆ สงกงสงกรานทำตลอด อีกอันนึงก็คือ อันนี้พีคมากๆเลยซึ่งต้องกล้าสุดๆนะคะ คือเขาเต็มใจมากๆที่จะตัดสิ่งเย้ายวนในชีวิตออกไปแล้วโฟกัสกับสิ่งที่เราต้องการทำ ต้องไปเทียวกับเพื่อน อยู่กับครอบครัว ช่วงที่พี่พ่อสร้างนะคะเขาไม่ได้ตีกอล์ฟ แต่เขารู้ว่าเขาสร้างเสร็จ เขาจะได้ตีกอล์ฟหมดเลย เนี่ยะจริงๆไม่ทำงานเลยอยู่บ้าน ออกจากบ้านไปตีกอล์ฟกลับบ้านจริงๆอย่างนี้เลย คือเขารู้ว่าเขาจะทำอะไรก่อน แล้วสุดท้ายเลยเขาเต็มใจที่จะลงทุน แรง เวลา จิตวิญญาณแล้วก็เงินทุกอย่างโดยที่ไม่รู้ว่าทำแล้วจะได้หรือเปล่า ไม่ใช่ว่าทำทุกธุรกิจที่เราทำนั้นสำเร็จนะคะ ที่ไม่เอามาฉายเยอะเยอะเลยนะคะที่มันไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ว่าความล้มเหลว ความสำเร็จระหว่างทางคือความล้มเหลวทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นสำคัณที่สุดเราต้องว่าแผนชีวิตดี อายุเท่านี้โชคดีรู้ป่าว คนส่วนใหญ่กว่าจะรู้เรื่องแบบนี้คือผ่านความล้มเหลว แล้วจึงจะรู้ตัวเอง วันนี้เรารู้แล้ว ว่าอย่างไงต้องล้ม คุณรีบล้มตั้งแต่ตอนนี้เลย ล้มแต่ลุกใหวอะ ไปล้มตอนที่คุณลุกไม่ใหวไม่ได้ ยิ่งเร็วยิ่งดี พี่สอนน้องพี่ตั้งแต่ยังไม่เข้า มหาลัย สอนวิธิคิดแล้วว่าต้องทำอย่างไง วันนี้เขาบอกว่าเขาจะเข้ามหาลัย คือต้องคิดอย่างไงต้องทำอย่างไง วันนี้เข้ามหาลัยจะเลือกอะไร พี่บอกเลย เดียวพี่จะพาไปดูให้หมดเลย พวกรุ่นพี่ที่จบออกมาจากคณะนี้ มันเป็นอย่างไง แล้วเขาจะได้รู้ว่าเขาจะเดินทางแบบใหน แล้วก็อย่าหวังนะคะว่าสุดท้ายแล้ว เราทำงานไปวันๆเดี๋ยวลูกเราเลี้ยง เราจะเลี้ยงพ่อ แม่เมื่อไหร่คะ เรายังไม่รู้เลย ลูกเราจะรู้มั้ยเนี่ยะจะเลี้ยงเราไหร่ เราก็ยังไม่ได้คิดนะคะ แล้วก็อย่าคิดจะสร้างตัวตอนอายุ 40 อย่าคิดว่าทำงานประจำแล้วออกมาทำธุรกิจได้ ทำไม่ได้ คุณทำงานประจำคุณทำงานอยู่แผนกเดียว ต่อให้คุณเป็นผู้บริหารเขาก็ไม่รู้หรอกว่าคนก่อร่างสร้างตัวมาอย่างไง คุณไม่มีทางรู้เลยนะคะเพราะฉะนั้นคุณต้องผ่านประสบการณ์จริงเท่านั้น เขาเรียกว่าเป็น First hand information คือผ่านจากเราคือหนึ่งคือตัวเราเอง ไม่ใช้ไปรับ Second Hand มาตลอด รับ Second Hand มาใช้ต่อได้ไม่นานนะคะ ที่ต้องเร็วเพราะเราไม่รู้ว่า เรามีเวลาในชีวิตเหลืออีกเท่าไหร่ ที่จะสร้างตัว เราไม่รู้หรอกพรุ่งนี้ออกไปจะเจออะไรนะคะ แล้วก็ในการทำธุรกิจคือต้องมองเห็นโอกาส อาก๋งพี่บอกออกนอกบ้านนี่อะ ใครตื่นเช้ามากออกมาเห็นก่อน หยิบได้ก่อน โอกาสมีมากมายมหาศาลแต่เราอาจไม่เคยได้สังเกต ไม่ได้สังเกตวันนี้ออกไป มองออกไปเห็นป้าย ที่ดินอะไรแบบเนี๊ยะ เราอาจไม่สนใจเรื่องแบบเนียะ มันอาจจะถูกมากๆแล้วกลับไปบอกพ่อแม่ มันอาจจะเป็นของของเราเลยก็ได้ แต่เราไม่เคยไปสนใจเลยนะ เห็นเยอะแยะมากมายเราจะเห็นป้ายรายทางมากมายเราอาจจะเห็นบางทีอาจเป็นโอกาสเราก็ได้แล้วแต่ แต่ว่าคุณจะมองอะไรหนังสือพิมพ์ เปิดมาถ้าเราเปิดหน้าที่ถูกต้อง เราอาจจะเจอโอกาสเยอะแยะ แต่เราอาจเปิดหน้าใหนคะหลังจากจบงานใหม่ๆหน้าหางาน เยอะแยะมากมาย ถ้าเราถ้าราเล่นหุ้นเราก็จะเปิดหน้าหุ้นแต่ถ้าเราไม่เล่นเราเปิดไม่คะ ไม่เปิดหรอกนะคะ ที่ลงหนังสือพิมพ์มีเยอะมาก ข้อมูลข่าวสารที่เราจะได้รับ อีกอย่างนึงคอนเน็คชั่นสำคัญมาก คอนเน็คชั่น ถ้าคุณมีแบบนี้โชคดี แต่ถ้าคุณต้องใช้ตังไม่แน่ อาจจะได้คอนเน็คชั่น อย่างที่บอกบางทีต้องใช้บ้างในการทำธุรกิจ ที่สำคัญอันนี้เลย พ่อพี่พูดตลอด พี่ถามพ่อพี่ว่าจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจต้องเห็นอะไรบ้างเป็นจุดสำคัญ พ่อพี่บอกว่าเห็นในสิ่งที่เรามองไม่เห็น เป็นยังไงวะ งง เลยฟังเสร็จ คือแบบนี้อะคือเห็นประตูออกมันดูตรงๆ แต่เข้าไปเราไม่รู้มันมีกี่มิติ และเท่าที่ผ่านมาเรารู้เรามองขนาดใหน บางทีเราเห็นเส้นทางเราต้องมองให้ทะลุไป บ้างที่ข้างหน้าอาจโค้งเราก็จะตกทะเลเลยอะถ้าเราตรง เนียะอะคือต้องมองเห็นข้างหน้า อย่างพ่อพี่เห็นอะ พี่เห็นพ่อทำเรือดีนะดี แต่พี่ยังคิดแค่ทำเรือนะคะ ไม่ได้คิดต่อไป แล้วพ่อพี่ไม่ได้บอกไว้ พี่อาจจะไม่รู้ก็ได้จะเอาเรือนี้ไปทำอะไรต่อ เขาคิดมากมายคิดจนเสร็จ แล้วเขาวางหมุดไว้เบ็ตเสร็จเลย เขาคิดไว้หมด เพราะฉะนั้นเราต้องวางLoopให้เสร็จเลย ตลอดเส้นทาง ตั้งแต่กรุงเทพจนถึงเมืองจีนทำไงบ้าง คิดขนาดนี้เลยนะ ชีวิตสุดยอด ประสบการณ์และทักษะมาจากการที่เราลงมือทำนะคะ เงินสำคัญมากๆลองคิดก่อนจะเอาเงินมาจากใหน ขอพ่อแม่ขอได้กี่ครั้ง ถ้าเรารู้ว่าเราจะต้องล้มเหลว บอกเขาเลย ม๋าขอไปลองทำไอ้นี่แม่ขอลองทำซัก 4 ครั้ง เดียว สำเร็จแน่นอน ให้เขาเตรียมไว้เลยถ้าสมมุติคุณจะขอนะให้เตรียมไว้เลย 1, 2, 3, 4 สร้างเองสร้างได้ไม่ยากนะคะ มีความฝันแล้วก็มีเป้าหมาย แล้วก็ทีมเวิร์คสำคัญมาก ทำงานกับคนอื่นไม่ได้ยากมากๆเลยนะคะ ทีมเวิค ในที่นี้คือการ Outsource ก็เหมือนกัน แล้วก็มี Network ทั่วโลก ดีที่สุดนะคะ แล้วก็ที่สำคัญคือต้องอดทนต่อการเสียดสี เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกเร็วมาก ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลงคุณตาย ธุรกิจเส้นด้ายของพ่อพี่เกือบแล้วคือเริ่มเต็มที่ คลุกฝุ่นคือจากทำงาน 6 วัน ตอนนี้ เหลือ 5 วัน แล้วเราก็ไม่รู้ว่าอีกกี่วันเพราะว่า พื้นฐานรู้อยู่แล้ว พ่อพี่ก็เลยไปหาธุรกิจใหม่ๆทำเยอะแยะ เพื่อให้พนักงานที่กล้าเปลี่ยนแปลงมีที่ใหม่ไป เพราะคนป็นผู้ประกอบการคุณมีภาระ ไม่ไช่แค่ลูกน้อง ลูกน้องคุณกี่ร้อยกี่พันคน ลูกน้องบางคนพ่อบอกอะไปลาว ใครไปนะมีที่เกิด ไปถึงทำเป็นอาจจะเป็น Managerเลย คนไม่ยอมไป ไม่ได้ทำเป็นแต่เส้นด้าย เตรียมตัวเลยคุณทำเส้นด้ายต้องออกนอกประเทศเลย เพราะอีกหน่อยจะไม่เหลือโรงงานเส้นด้าย เพราะคุณทำเป็นแต่เส้นด้ายเท่านั้น พ่อพี่บอกถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลงคุณก็ตายนะคะ เปลี่ยนคือโหดมากๆ Innovation & Creativity พวกนี้สำคัญนะคะ อีก 2 อย่างนี้ก็คือ จังหวะเวลาแล้วก็ Priorityในการทำ เราต้องรู้ ถ้าเราทำธุรกิจเราต้องเริ่มอะไรก่อน คนส่วนใหญ่นะคะจะทำธุรกิจเริ่มอะไรก่อน ซื้อของแต่งร้านทำไงดี อะไรพวกเนียะ แล้วมันไม่ใช่แบบPriority ที่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญคืออะไร ไปอยู่กับสิ่งนั้นก่อน หมกมุ่นก่อน อยู่กับสิ่งนั้นแล้วเดียว อย่างอื่นค่อยเติมได้ทีหลัง ลองคิดแหวกแนวนิดนึง แล้วก็ต้องรู้ตลาดที่เราจะทำ แล้วต้อง Update information แล้วโลกมันเป็นใบเดียวกันแล้ว ถ้าเรายิ่งมีโอกาส ได้เจอผู้คนเยอะ ไปฟังสัมนาเยอะ ไปฟังจากคนที่ทำเป็นจริงๆเยอะนี่นะเราจะ Update information ได้เยอะเลย แล้วพวกนี้นะคะไม่ไช่ฟังเฉยๆ ฟังแล้วคิดต่อ แล้วเอาไปใช้ หลายคนจดเสร็จกลับบ้าน ค้างอยู่บ้านเลยนะคะ3ปีข้างหน้าเอามาเปิดดู เคยฟังด้วยเหรอ จริงๆแล้วเนียะพวกนี้ถ้าเราเอาไปใช้เป็น เกิดประโยชน์มากๆเลยนะคะ สำคัญสุดๆ

อันสุดท้ายคือการเลือก Partner Partner เราคือเพื่อนข้างบ้าน เพื่อนรุ่นอนุบาลมั้ย หรือมืออาชีพนะคะ Outsource ระดับโลก อันนี้ก็รวมกันเราอยู่ เห็นมั้ย พื้นที่เขาจับมือกันอยู่เขาก็อยู่ได้ เดียวนี้เรารวมกันทั้งนั้น บริษัทเล็กๆแทบจะไม่มีแล้วนะคะ หมายถึงบริษัทที่ยักษ์ใหญ่จริงๆจึงจะอยู่ได้เขาต้อง Merge ต้องรวมกันหมดเพื่อจะได้พลังศักยภาพ

สุดท้าย วันนี้ให้เราตามตัวเองว่า ในตัวเรามี Drive ในตัวที่จะทำธุรกิจจริงๆหรือป่าว เราต้องถามเยอะๆ แล้วเราจะตอบตัวเองได้ แล้วเรากล้าเสี่ยงมั้ยถ้าเราเจออุปสรรค เราถอยหรือป่าว ลองถามดูนะคะ เราจะถอยไม่ เราจะหาแหล่งเงินทุนอย่างไง ถ้าเรามีปัญหาเราจะทำอย่างไง ถามคำถามพวกนี้บ่อยๆ แล้วหาคำตอบ ทำธุรกิจ แล้วก็คุณตกหลุมรักในการทำงานหรือป่าว คุณชอบทำงานที่ไม่มีเจ้านายหรือป่าว ถ้าชอบทำธุรกิจ ถ้าชอบมีเจ้านายก็ทำงานประจำนะคะ สุดท้าย เขาบอกว่าไม่ว่าคุณจะทำอะไร ทุกอย่างในชีวิตรที่คุณทำจะประสบความสำเร็จในชีวิตอยู่ใน Chart นี้เลย แนวลง Energy คือ การลงๆแรง งานที่เราจะลงไปนะคะ โฟกัสมี Energy ของโฟกัสนะคะ เราอยู่ในช่องใหนเช็คตัวเราก่อนนะคะอยู่ในช่องใหน ช่องบนขวาหรือเปล่า Energy เพียบเลย แต่ไม่มีสคิวลุยแหลก ใครบอกทำอะไร ลุยแหลก ข้างล่างก่อนโทษที ข้างล่างเขาบอกว่า Energy ก็ไม่มี โฟกัสก็ไม่มี เตรียมตัวตายเลย พวกนี้คือลังเลไปลังเลมาประสบความสำเร็จยาก แต่ถ้า Energy เยอะนะคะ แต่โฟกัสไม่มี คำตอบที่คนนั้นจะพูดแล้วเราจะได้ยินจากเขาบ่อยๆก็คือยุ่ง ยุ่งตลอด ยุ่งทั้งชีวิต ยุ่งอย่างเดียว เพราะว่ามันเอาเวลาไปทำนู้นทำนี่ แต่รู้ว่าโฟกัสอะไรซักอย่างเดียวนะคะ แต่ถ้าข้างล่าง โฟกัสมากเลย แต่ไม่ใส่แรงเลย ฝันหวานมั้ย โฟกัสชีวิตเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ลงแรงเลย คุณก็จะเป็นคนผันหวาน สุดท้ายคุณต้องลงแรงแล้วคุณต้องโฟกัส สองเคล็ดลับนะคะ คุณต้องลงแรงแล้วก็โฟกัส เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ช่องนี้มีน้อยมากเลย 10 เปอร์เซ็นบนโลกนะคะ เราจะอยู่ในนั้นหรือป่าว วันนี้เราจะอยู่ใน 10 %นี้หรือเปล่า เราจะออกไปอยู่บนโลก เราต้องออกไปลองดู ว่าคุณอยู่ตรงใหนสุดท้ายเราต้องคิดใหญ่เราเคยเห็นหนังสือคิดใหญ่ เคยเห็นมั้ย คิดใหญ่ไม่คิดเล็กอะไรพวกนี้นะคะมีเยอะแยะ แต่ถ้าคุณคิดใหญ่แต่คิดไม่เป็นมีเรื่อง เขาบอกว่าคิดใหญ่ไม่เคยลงรายละเอียด ไม่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถขนาดไหนนะคะ คิดใหญ่แต่รีบ ประมาทนะคะ คิดใหญ่แต่คิดเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียวไม่เคยคิดเพื่อส่วนรวม ตายเหมือนกัน แล้วสุดท้ายคิดใหญ่แต่ใช้เงินหมุน อันนี้เข้าเรื่องธุรกิจเล็กน้อย บางคนทำธุรกิจเงินหมุน พ่อพี่ทำธุรกิจเงินสดนะคะ คือเงินหมุนมันเสี่ยงมากทุกวันนี้เรื่องการเงินเรื่องสำคัญ สุดท้าย คิดใหญ่แต่ไม่ตกผลึก คิดใหญ่ไปก่อน แต่ไม่รู้ว่าจริงแล้ว เราไม่ได้ตกผลึกทางความคิด เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำมันมีคุณค่ามีประโยชน์อะไรหรือเปล่า มากน้อยแค่ใหน ก็สุดท้ายเลย คือมีเป้าหมาย เป้าหมายชีวิตเรา อย่างเป้าหมายทางธุรกิจ อย่างที่พี่บอกธุรกิจมันไปกับชีวิตเรามั้ย ไม่นั้นจะทำอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วก็เป้าหมายเหมือนเป็นเมล็ดพันธุ์เล็กๆนะคะ เรามีเป้าหมายเมล็ดพันธุ์ของเรา เราปลูกของเราให้มันโตขึ้น เมือมันโตมันก็จะเป็นของเราเอง นี่คือสิ่งที่จะบอกไว้ สุดท้ายเลยนี้เป็นคำคมที่พี่ชอบมากเลย เป็นคำคมของ Michael Phelps ทุกคนรู้จัก นักว่ายน้ำสุดยอดมาก เขาบอกว่า คืออย่าไปตั้งตัวเองว่าวันนี้เราทำได้แค่นี้แหละ วันนี้เรามีแรงที่จะลงให้กับงานแค่นี้เท่านี้ อย่าพึ่งไปตัดสินมันเร็ว ถ้าคุณมี Limit ในชีวิตเมื่อไหร่นะคะ ไปไม่ถึงไหน เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุด อย่าตั้ง Limit ให้กับตัวเองทุกอย่างนะคะ ในโลกมีคน Break Record มาหมดแล้วเราอาจจะเป็นหนึ่งในนั้นก็ได้นะคะ แล้วก็อยากให้ทุกคนฝันใหญ่ แล้วก็มีเป้าหมายในชีวิตแล้วเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต ขอบคุณคะ
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact