คุณฐิติรัตน์ คัชมาตย์
นักออกแบบดาวรุ่งพุ่งแรงได้รางวัลชนะเลิศ Deutsche Bank Awards จบการศึกษาที่ Royal Collage of Art ปัจจุบันเปิด Studio ออกแบบที่ London

 

สวัสดีครับ ผมอัครนันท์ วงศ์ดีธนรักษ์ วันนี้เราอยู่กับ คุณฐิติรัตน์ คัชมาตย์ เธอก็เป็นดาวรุ่งในด้านดีไซน์ เป็นนักออกแบบดาวรุ่งพุ่งแรงอยู่ในตอนนี้ พึ่งได้รางวัลชนะเลิศในงานใหญ่ๆระดับโลก ตอนนี้ก็มีสตูดิโอของตัวเอง แล้วก็กำลังสร้างแบรนของตัวเอง ตอนที่เธอกำลังเรียนอยู่ เธอกวาดรางวัลชนะเลิศมาหลายรางวัลนะครับ วันนี้เราได้โอกาสได้เกียรติ มาสัมภาษน์เธอว่ามีที่มาที่ไปอย่างไง แล้วเธอก็ยังกำลังศึกษาอยู่ แล้วก็มาถึงจุดนี้ได้ผ่านอุปสรรค อะไรมาบ้าง แล้วก็ทำไมเธอถึงอยากเป็นดีไซเนอร์ ทำไมเลือกอาชีพนี้ แล้วมาอยู่ลอนดอนทำไม
สวัสดีคะ ฐิติรัตน์ คัชมาตย์ นะคะ ก็จบปริญญาตรี คณะศิลปะอุตสาหกรรมจากมหาวิทยาลัยสถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบังเรียนมา 5ปี ระหว่างนั้นก็ทำงานประกวดไปด้วย เรียนไปด้วย ก็ได้รางวัลมาบ้าง แล้วก็ทำโปรเจ็กอยู่กับกรมส่งเสริมการส่งออก ก็ได้รางวัลแล้วก็ได้ไปต่างประเทศบ้าง

คือได้รางวัลแล้วก็ได้ไปต่างประเทศ?
ใช่คะ ชนะก็ได้รางวัลแล้วก็ได้ไปดูงานต่างประเทศบ้าง ที่เยอรมัน ที่ฝรั่งเศสบ้างหลายๆที่ พอจบก็ทำงานมาสองปี แล้วก็ทำงานกับบริษัททำ Freelance แล้วก็ออกมาทำเองบ้าง ทำโปรเจ็กเป็นของตัวเอง พอมาถึงจุดหนึ่ง ก็เริ่มอิ่มตัว แล้วเราก็ถามตัวเองว่า แล้วเราจะทำไปถึงเมื่อไหร่ แล้วเราทำงานให้กับบริษัท ปีนึงจะออกแบบประมาณ สองชิ้นงาน คือต้นปีต้องออกแบบรูปทรง Collectionนึง ส่วนตอนปลายปีก็จะออกแบบงานอีก Collectionนึง ก็จะเริ่มถามว่า สมมุติว่า เราจะออกแบบทรงกลม อันนี้สามเหลี่ยม มันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วนี้หรือการออกแบบ “หมายถึงเรามี Trend ที่ต้องตาม” มันไม่เชิงมี Trend แต่เราต้องมี Shapeที่ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนสีเปลี่ยนอะไร ซึ่งรู้สึก แล้วเราทำสิ่งนี้เพื่ออะไร เพื่อกระตุ้นให้คนอยากได้สิ่งใหม่ คือสงสัย แล้วนั่งถามตัวเองว่าการออกแบบนั้นคืออะไร หรือว่าต้องการให้คนซื้อของมากขึ้น แล้วเราก็เปลี่ยนShapeไปเรื่อยๆ อันนี้หรือป่าวที่เราตามหา ก็เลยอยาก อยากมาค้นหาว่า พูดง่ายๆว่าเลยว่า เก้าอี้ตอนนี้ บนโลกมีกี่ล้านแบบแล้ว ทำไมคนต้องออกแบบเพิ่ม ทุกๆๆปีแล้วออกแบบCollectionใหม่ไปเพื่ออะไร เอาว่าไม่ต้องพูดถึงการออกแบบเลย เอาว่าของทุกวันนี้มันก็เกิดที่จะพอ แล้วก็มีทุกอย่าง แล้วทำการออกแบบให้ผู้คนอยากซื้อเพิ่มทำไม จริงๆก็ไม่รู้ว่า ปลายทางคำตอบคืออะไร จริงๆแล้วมันคือธุรกิจ

แล้วทำไมตอนเรียน จึงอยากเรียนคณะออกแบบอุตสาหกรรม?
ตอนเรียน ตอนเอ็นทร้าน รู้ว่าตัวเองชอบเรียนออกแบบชอบวาดรูป แต่ว่าถ้าให้ถามจริงๆ ว่ารู้ไม่ ว่าออกแบบผลิตภัณท์มันคืออะไร ก็ไม่แนใจว่าเข้าใจมันหรือป่าว เพราะมันค่อนข้างกว้าง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามแทรน พอเข้ามาอยู่ใน Field มันก็ลึกซึ้ง เรียนรู้เข้า มันก็รู้เพิ่มขึ้นแล้ว ก็ซับซ้อนกว่าที่เราคิด ตอนมัธยมก็เข้าใจได้ว่า นึกว่างาน ออกแบบปากกา ออกแบบชิ้นงาน แล้วจะเล่าต่อไปว่าซับซ้อนอย่างไง

ช่วงเรียน เกรดจะดีที่สุดของห้อง แล้วเรียนอย่างไง คิดอย่างไง ทำไมถึงเรียนได้เกรดดี คิดอย่างไงจึงต้องเรียนให้ดี แล้วมันมี Drive อะไร
จริงๆแล้ว โดยส่วนตัวรู้สึกว่าเรื่องเรียน ไม่ได้เรียนดี ได้ 4.00 อะไรอย่างเดียว แต่รู้สึกว่าเป็นสิ่งเดียวที่ที่บ้านให้เรารับผิดชอบก็ควรจะได้ คือว่า ไม่ได้เรียนดี ได้เกียรตินิยมสูงสุด หรือได้ทุนภูมิพลอะไร แต่เราก็ไม่ทำให้เขาลำบากใจ แล้วเราก็รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเรา แล้วทำหน้าที่ของให้ดีที่สุด

ตอนที่อยู่ RCA มันได้พัฒนาความคิดอะไร แบบอะไรบ้าง
เยอะมาก ค้นพบ คือพูดง่ายๆว่า เปลี่ยนไปเลยความคิดเรื่องการออกแบบ คือใครๆค้นพบ ก็จะบอกว่า RCA คือ มหาลัยด้านออกแบบที่ดีที่สุดในโลก อะไรหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านดีไซด์ ออกแบบภาพยนตร์ ออกแบบ Textile อะไรแบบนี้ อะไรหลายๆอย่าง เขาดังเกี่ยวกับเรื่อง Product คือจริงๆแล้วส่วนตัวไม่เคยคิดว่ามหาลัยมันมีอะไร แต่คิดว่า เป็นที่ของคนออกแบบทั่งโลกมารวมกันก็จะได้แบบแลกเปลี่ยนความเห็นจะได้ความรู้จากเพื่อน อาจารย์ก็แบบว่าเป็น Professional เป็น Designer Tomoko Asumi อะไรเป็นระดับชั้นนำนองโลก ที่สมัยก่อนตอนเรียนเมืองไทยก็ได้แต่ดูคนในหนังสือ อันนี้แบบมาเป็นตัวๆ ได้รู้จัก ได้คุยได้เห็น เป็นไอคอน ของวงการ เราได้รู้จักได้คุย ได้ไปดูสตูดิโอเขา

แต่ก่อนหน้านั้นที่เมืองไทย เราได้มีไอคอนเป็นของตัวเองป่าวครับ
ชอบงานมากกว่า แต่ว่าเราไม่รู้ว่าที่มาของเนื้องานนั้นคืออะไร แล้วแล้วปลายทางที่มันเสร็จแล้ว แล้วจริงไม่ได้ขยันจะอ่านหนังสือหาว่าต้นทางมันคืออะไร สุดท้ายเราก็ได้เห็น อาจจะมีบางช่วงที่หลงลืม ติดตาม หรือว่าดูแล จะเพราะรูปทรงภายนอก การเรียนที่ RCA เขาจะแบ่งเป็น Platform คณะที่อยู่คือ Design Product แล้วมันจะแยกเป็น Platform มีบ้างอันจะเป็น Furniture แล้วจะมีติวเตอร์ที่เป็นแบรนชั้นนำ ของอังกฤษ ทั่วยุโรป แล้วบางอันก็จะเป็น Conceptual บางอันก็จะเป็น Art ที่อยู่ในตัว Art ตัวแม่ แบบว่าที่เราอยู่ จะเป็นแบบ Emotional เป็นเรื่องความรู้สึกความผูกผัน อันนี้ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่เราจะมาเรียน ทุกครั้งที่เราออกแบบเราถามตัวเองว่าทำไมถึงโลกเราต้องมี Product ขึ้น อันนี้เป็นคีย์ว่าการออกแบบเลยว่าทุกครั้งที่มีการออกแบบไม่ว่าจะเป็นโจทย์จากลูกค้า Projects ก็จะถามเลยว่ามันจะมันจะสร้างอะไรให้โลกนี้ไม่ อาจจะไม่ต้อง Save the world อะไร แต่ต้องมีเหตุผลที่อย่างน้อยมันก็เป็น Message อะไรที่เราจะบอกกล่าวกับคนได้ซึ่งจุดนี้ ตอนแรกที่เราทำไปก็ไม่แน่ใจ ทำไปแบบไม่มีถูกไม่มีผิด แต่แนวทางนี้ไม่รู้ว่าถูกไม่ แต่ว่ามี Project หนึ่ง ที่เราใช้ เรื่องนี้แหละ เรื่องใส่ Message ไปยัง Pied Product แล้วทำเป็นโปรเจก ที่ชื่อว่า Mysweet แล้วทำแล้วก็แบบเป็นโปรเจกที่ได้รางวัล Pyramid Award ของ Deutsch Bank แต่ว่าปีนี้เปลี่ยนชื่อแล้ว เป็น Deutsch Bank Award ก็คือ แบบว่าพอได้ราววัล ก็ได้เงิน Support project แล้วก็ให้คำปรึกษาเป็นแนวให้เรา ก็ทำให้เราเชื่อมั่นว่าแนวทางที่เราวางไว้เป็นไปได้ อย่างน้อยก็มีคนบางกลุ่มที่เขายอมรับ แล้วก็ทำให้เรา เชื่อว่ามันเป็นไปได้

แล้วเป็นดีไซด์เนอร์ มีแนวทางของเราที่ชัดเจนไม่ครับ หมายความว่าตามตลาดหรือว่าเราต้องเลือก
คือ ดีไซด์เนอร์ ไม่จำเป็นต้องมีแบบ แต่ถ้าเราอยากมีตัวตน ต้องมีแนวทางเป็นของตัวเอง หมายถึงว่า ถ้าเราเป็นหมอทั่วไปก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าเราเป็นหมอ ศัลยกรรมจมูกเก่ง คนเขาจะมาหาเรา คือถ้าเราอยากให้มีตัวตนก็ต้องมี

แล้วอย่างนี้ที่คุณ อยู่ปัจจุบัน ตัวตนของคุณคืออะไรครับผม
ก็ตอนนี้ คือเป็นความเชื่อดีกว่า ความเชื่อว่า การแปลความหมายทางด้านการออกแบบของเราเนี่ยะว่าของ1ชิ้นมันมีที่มาหรือจะเรียกว่าเป็น Stories telling ซึ่งเราคิดว่ามันสำคัญ

ลองยกตัวอย่างให้ ในกระบวนการคิดงานหรือ Final product แล้วเนี่ยมันออกมาได้อย่างไง
เอาจะเล่างานชิ้นนี้แล้วกันแล้วกัน ชื่องาน Projectว่า A Secret friends เป็นงานที่ทำหลังจากจบแล้ว ตอนนั้นกลับบ้านไปเมืองไทย หลังจากจบไปเยี่ยมบ้านซื้อของกลับไปบ้านแล้วไปถึง คุณแม่ก็บอกว่า “ต่างดาว” สุนัขที่บ้านตาย กลับไป1เดือน ไม่มีใครกล้าบอกเพราะว่ากลัว บอกไปก็ไม่มีประโยชน์ด้วย เพราะไม่ได้อยู่ที่นี้แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย แล้วก็รู้สึกเสียใจน้ำตาไหล แล้วรู้สึกแบบว่า เราเอาเขามาไม่ได้ แล้วกลับไปเขาก็ค่อย แล้วเลยแบบว่า เราก็ทำแบบ Sculpture ขึ้นมาเป็นแบบ Sculpture คือจะเป็นส่วน ก็เป็นแบบว่า ส่วนหนึ่งเป็นตัว Sculpture ที่หัวขาด เป็นกระต่ายแบบนี้ แล้วตรงหัวก็จะเป็นแหวน แล้วพอเราถอดออกไปก็จะเป็นแบบว่า เราใสแหวน แล้วเราดึงส่วนหนึ่งของ Sculpture ออกไปเดินข้างนอก แล้วเราไปไหนก็ตามเหมือนกับว่าเราดึงส่วนหนึ่งของบ้านติดตัวไว้กับเรา แต่ว่า Sculpture ส่วนนั้น ส่วนที่ติดอยู่กับบ้าน มันก็จะไม่สมบูรณ์ เหมือนอะไรขาดไป เพราะเมื่อวันนึงเรากลับบ้าน หรือวันหนึ่งที่เราไป เราเอาชิ้นส่วนที่เราเอามาใส่ไว้เหมือนเดิม ก็จะกลายเป็น Sculpture ที่สมบูรณ์แบบ เหมือนกับว่าเอาเรื่องราวในชีวิตเข้ามาคือแบบว่าเป็นความเชื่อ แล้วเรามาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมา แล้วแหวน ถ้าพูดถึงแหวนถ้าเราไปดูตามท้องถนนก็ได้ประมาณพันแบบ

แล้วชีวิตที่นี้มันต่างกับเมืองไทยอย่างไงครับ มาอยู่ที่นี้ชีวิตแอปปี้ไม่ ภาระหน้าที่ในการรับผิดชอบตัวเองมันสูงขึ้นไม่ แล้วถ้าเรากลับไปทำงานที่เมืองไทย มันต่างอะไรกับทำงานที่นี่
ก็ ทำงานที่นี่ก็เหนื่อย ทำเองทุกอย่างอะไรอย่างนี้ ก็แบบว่าทุกอย่าง ค่าครองชีพมันแพง ทุกอย่าง แล้วทำอะไร จะเอาโต๊ะ เก้าอี้อะไรมา ก็ต้องทำเองทุกอย่าง ขายเองทำอะไรเองทุกอย่าง ข้อดีของมันก็คือว่า เราก็จะได้รู้ทุกอย่าง ทุกรายละเอียดที่เราทำ แล้วก็ทำให้เราได้ประสบการ แล้วเราจะรู้ทุกอย่างทุกรายละเอียด

แต่ถ้าเป็นที่เมืองไทย เราจะไม่ได้เป็นแบบนี้
สมัยอยู่เมืองไทยก็ไอโซ ออกแบบในคอมพิวเตอร์ แล้วก็ส่งไป ถ้างานไม่เรียบร้องก็ชี้นิวสั่งได้ มีผู้ช่วยเยอะ ก็สั่งได้ พอมาอยู่ที่นี้ทำเองทุกอย่างเลย “จับกลัง” แต่ก็สนุก ก็อยู่ในสตูดิโอมาสองปี

แล้วเคยตั้งเป้าหมาย จุดหมายปลายทางของชีวิตว่า ปลายทางของเราจะออกมาอย่างไง เคยคิดไว้ก่อนหรือป่าว ต้องเป็นดีไซด์เนอร์ชั่นนำของโลก หรือว่าทำงานเพราะมีความสุขไปเรื่อยๆ มีการPlanไว้อย่างไงบ้างครับ
แต่ก่อนเคยPlanว่า อยากมี แต่ก่อนตอนอยู่เมืองไทยเวลาเห็นงาน เห็นหนังสือ Asia Book หนังสือรวมเล่ม ดีไซด์ Design of the century แล้วเราดูแบบว่า ห่างไกลชีวิตเหลือเกิน ตอนแรกคิดว่าต้องมีงานเราสักครั้งนึงต้องมีชื่อเราอยู่บนหนังสือ

ห่างไกลชีวิตนี้หมายความว่า
ก็อยู่เมืองไทยใครสุดก็เห็นในสมุด Asia Book ได้เห็นในสุดก็ใกล้แล้ว คือเห็นของจริงนี้ไม่เคยเห็น คือเห็นแต่ในรูป แล้วเราอยากได้อยู่อย่างนั้นบ้าง แต่พอเดียวนี้ ก็ได้อยู่ ก็ได้ลงหนังสืออะไรอย่างนี้ ก็จะมีหนังสือเป็นของตัวเอง หนังสืองาน หนังสือออกแบบ ก็จะมีก็หลายแบบ ครั้งแรกก็ตื่นเต้นมากว่าสิ่งที่เราเคยเห็นที่เราอยู่เมืองไทย วันนี้เราทำได้สำเร็จแล้ว แต่ว่าพอหลังจากนั้น แล้วไงอะ หนังสือก็เฉยๆ แมกซีนก็จำไม่ได้แล้วว่าลงเล่มไหนไปบ้าง มันก็เหมื่อนแบบว่า คนเราพอได้จุดนึงแล้วก็ จะมองขึ้นไปเรื่อยๆ

แล้วตอนนี้มองไว้ว่าอย่างไงบ้างครับ
อยู่ที่นี้มานานหลายปี พอกลับไปเมืองไทยก็ได้เห็นครอบครัว แล้วก็ได้แนวคิดว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะดังขนาดไหน จะใหญ่แค่ไหน สุดท้ายแล้วครอบครัวสำคัญสุด ตอนนี้ก็คิดว่า อยากอยู่กับครอบครัว

ความสุขของ คุณฟิ้ว นี้คืออะไรครับ
พูดจริงๆเลยนะ เห็นที่พ่อ แม่ ยิ้มนะ มีคนบอกว่า เพื่อนพ่ออะไรอย่างนี้ เอาหนังสือมาให้ดูว่า นี้ลูกสาวหรือป่าวอะไรอย่างเนี่ยะ แล้วเขาโทรมาหา เราก็แบบจะดีใจ ก็น้ำเน่านิดหน่อย

ก็ไม่น้ำเน่า ก็เป็นความภาคภูมิใจ ของคุณพ่อคุณแม่ ที่ได้ส่งเสียเรามาเรียน แล้วประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราเรียน แล้วจบออกมา มีอาชีพการงาน แล้วดูแลตัวเองได้ หาเลี้ยงตัวเองได้ เอาอย่างนี้แล้วกัน เนื่องจากเวลานี้เรากระชั้นชิดแล้ว สุดท้ายก็อยากให้คุณ ฟิ๊ว ได้ฝากข้อคิด ซัก สองสามข้อ เอาสิ่งที่อยากจะบอกแล้วกัน
ก็อยากจะบอกว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามให้เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าเราเชื่อมั่น เราจะมีพลัง ถ้าเราเชื่อ คนรอบข้างก็จะเห็นในสิ่งที่เราทำ แล้วเชื่อมั่นว่าในสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง แล้วไม่ต้องไปไหวตามกระแสก็ตอนที่กลับไปเมืองไทยมา ก็เห็นเมืองไทยเป็นโรคฮิต แล้วตอนนี้จะฮิตตุ๊กตาบลายกัน แล้วก็จะฮิตเป็นช่วงๆ หลายๆอย่าง แต่เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าเราไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่มีจุดยืนในตัวเองมากนัก ซึ่งไม่รู้ว่าต่อไปจะฮิตอะไรกันอีกหรือป่าว คือก็อยากให้เรา เชื่อมั่นในตัวเอง แล้วก็เป็นตัวของตัวเอง

ครับก็วันนี้เราก็ขอขอบคุณ คุณฐิติรัตน์ คัชมาตย์ ที่มาพูดคุยกับเรา อย่างไงเราก็ค่อยติดตามผลงานของเธอต่อไป สวัสดีครับ
www.tithi.info

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact