สลิลาทิพย์ ทิพยไกรศร
อดีตรองนางสาวไทยอันดับ1 ปี 2549 และนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย ปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะบริหารธุรกิจ ภาควิชาการตลาด มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

 

สวัสดีครับท่านผู้ชมครับ ผมอัครนันท์ วงศ์ดีธนรักษ์ วันนี้เรามาอยู่กับรองนางสาวไทยปี 49 เธอเป็นผู้มากความสามารถ ต้องมาดู Profileของเธอ เธอทำงานเยอะแยะมากเลย เดี่ยวให้แนะนำตัวก่อนแล้วกันนะครับ
ค่ะ ชื่อนิ้น สลิลาทิพย์ ทิพยไกรศร ปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่ คณะบริหารธุรกิจ ภาควิชาการตลาด มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่ว่าที่ผ่านมาทำอะไรมาบ้างก็ ตอนนี้เป็นผู้ประกาศข่าวอยู่ด้วย ที่สถานีโทรทัศน์ TNN24 สถานีข่าว 24 ชั่วโมง อันนั้นก็คือสิ่งที่ทำอยู่ปัจจุบัน เป็นอาจารย์ แล้วก็เป็นผู้ประกาศข่าว แล้วก็ยังยิงปืนอยู่บ้าง อดีตก็เคยเป็นนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย

เอาอย่างนี้ เดียวเราให้เธอย้อนถึงความในอดีต ความเป็นมาอย่างไง ชีวิตเรียกว่าสวยโหด อันดับแรกเลยครับน้องนิ้นเรียนจบมหาวิทยาลัยที่ไหนครับ
ปริญญาตรีนิ้นเรียน คณะสื่อสารมวลชนที่เชียงใหม่ เป็นนักศึกษาในโครงการเรียนดี คือเหมือนติดโควต้าเข้าไป เป็นคนชลบุรีแต่สอบติดที่เชียงใหม่ บังเอิญไปสอบติดในคณะที่ใช่ คณะที่ชอบ ใช่เป็นตัวเองสุดๆแล้วก็เรียนสนุก คณะสื่อสารมวลชน เอกประชาสัมพันธ์และโฆษณา ตอนปีหนึ่งไม่อยากเรียนอย่างเดียวก็เลยไปสมัครชมรมยิงปืน แล้วชมรมยิงปืนเขาก็มี โค้ชทีมชาติ ก็เลยได้เรียนไปเรื่อยๆ ตอนนั้นเราไม่ได้ยิงแบบมืออาชีพเรายิงแบบยิงเล่นๆได้มาตั้งแต่ 9 ขวบแล้ว ได้ไปเริ่มที่ ม.ช. ตั้งแต่ปี1 ก็เรียนไปด้วยยิงปืนไปด้วย เป็นช่วงเวลาลาชีวิตที่สนุกมาก โหดมาก แล้วก็ตอนนั้นจะเรียน 4วัน แล้วเขาให้หยุด 3 วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เราก็เอาเวลาตรงนั้นมาเรียนยิงปืน ก็คือจะต้องเดินทางมากรุงเทพ เพื่อที่จะมาซ้อม มาแข่งตลอดระยะเวลา 4 ปี ก็ซ้อม แล้วก็แข่ง ซ้อม แล้วก็แข่ง ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ ก็แข่งทีไรก็ยังไม่ดีซักที จะมาแข่งในนามของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือตอนซ้อมนี้ยิงดีมากเลย แต่พอมาแข่งยิงไม่ดี ก็เลยมาแข่งให้บ่อยขึ้น แล้วก็มาแข่งเดือนนึง 3 อาทิตย์ ใช้เวลาอยู่ 3ปีเต็มในการซ้อมทุกวัน วิ่งรอบสนาม 10 รอบทุกวัน เล่นฟิตเน็ตทุกวัน จนติดนักกีฬาทีมชาติขึ้นมา ทุกครั้งที่นิ้นจะตั้งใจทำอะไรซักอย่าง นิ้นจะตั้งคำถามขึ้นมาว่า นิ้นจะทำได้ไม่ แล้วจะทำดีไม่โอเค ถ้า ตัดสินใจปุ๊บจะทำแล้วจะไม่ถอย

ก่อนอื่นผมขอถามย้อนไปนิดนึง คณะที่คุณถูกใจ เพราะอะไรที่ทำให้คุณประทับใจคณะสื่อสารมวลชน
จริงๆแล้วตั้งแต่เด็กเราสนใจในเรื่องนี้ เราดูโฆษณาแล้วเราอยากนำเสนอแนวคิดของเราเองดู ตอนอยู่บนทีวีว่าเขาคิดอย่างไง ทำอย่างไงในการทำโฆษณานี้ ก็เลยเลือกเรียน แล้วก็เรียนแล้วรู้สึกมันใช่ตัวเรา แล้วก็รู้สึกว่ามีความสุขมาก ก็เลยได้คำตอบว่าถ้าเราทำอะไรที่มันเป็นตัวของตัวเราเอง หรือว่าสิ่งที่เราชอบมันจะมีความสุขและเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี

แล้วตอนนั้นฝึกกีฬายิงปืน ขึ้นลงๆ แล้วติดทีมชาติตอนปี 3 แล้วเป็นไงบ้างครับตอนนั้น
ตอนที่เป็นนักกีฬาทีมชาติไทยตอนนั้นแม็ตแรกที่ไปแข่งตอนนั้นชิมแชมป์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ซีซ่า แข่งประเภทปืนยาวอัดลมก็ได้ที่ 5 ก็เป็นโอกาสที่ดีว่านอกจากเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบแล้วก็ คุณพ่อภูมิใจมากเพราะคุณพ่อเป็นจุดเริ่มต้นที่สอนเรายิงปืน ก็เลยดีใจที่เขาภูมิใจ จากนั้นก็ยิงปืนมาเรื่อยๆ พอจบปริญญาตรีก็ จะเรียนโทรต่อ ตอนนั้นทำงานด้วย พอจบปริญญาตรีก็มาหางานทำที่กรุงเทพ ก็เป็น Creative อยู่ บริษัทโฆษณา ตามที่ตัวเองฝันทุกอย่างก็แนโอกาศที่ดี แล้วก็ตั้งแต่วันเริ่มแรกที่เข้าไปหทำงาน ก็บอกเจ้านายว่า วันนึงอยากจะมีบริษัทเป็นของตัวเอง เจ้านายก็ดีมากๆ สอนทุกอย่าง สมมุติว่างาน Creative จะคิดแค่งานโฆษณา หัวหน้างานก็บอกว่า โอเคงั้นเขียนสคริปด้วยแล้วกัน ไปก๊อปปี้ไรเตอร์ด้วย ไปคุยกับลูกค้าด้วย เป็น AE ด้วย ดูเรื่องบัญชีด้วย เวลาเขาให้พนักงานบัญชีมา Present งบ ให้เราเข้าไปด้วย แล้วเขาจะบอกเราว่า มันมีจุดบอดตรงนี้ ตรงนี้ ทำทุกอย่าง จะได้ Skill ของเถ้าแก่แต่ว่าจะทำงานหนักกว่าคนอื่น สามสี่เท่า เพราะเราต้องเรียนรู้ทุกอย่างและเพราะเป็นสิ่งที่เราอยากรู้ทุกอย่าง

แล้วทำไมอยากเป็นเจ้าของ บริษัท อยากมีธุรกิจส่วนตัว
เพราะรู้สึกว่า ตอนนั้นนะเราเรียนปริญญาโทด้วย เราเรียนบริหาร แล้วก็รู้สึกว่า อยากจะมีความฝัน อยากมีบริษัทเป็นตัวของตัวเอง ก็เลยเลือกจะเข้าไปทำงานที่บริษัทนี้เพื่อที่จะเรียนรู้

แล้วก่อนหน้านั้นเราได้ไปเห็นต้นแบบอะไรหรือป่าวหมายถึงเรานึกอย่างไงถึงจะอยากเป็นเจ้าของบริษัท
ความอยากเป็นเจ้าของธุรกิจมันมีอยู่ในตัวของคนทุกคน เพียงแต่ว่ากล้าฝันแล้วกล้าที่จะลงมือทำกับมันหรือป่าว มิ้นว่าทุกคนอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากรวย อยากมีชื่อเสียงทุกคน ถ้าเราถามกันจริงๆแล้ว แต่ว่าทุกคนกล้าที่จะยอมรับความจริงหรือป่าวว่านั้นแหละเป็นสิ่งที่เราต้องการ และฉันจะเดินตามความฝัน เดินไปอย่างไง มันต้องแลก ไม่มีอะไรที่เราได้มาโดยที่ไม่เหนื่อย

แล้วทำงานไปด้วย เป็น Creative ในโฆษณาแล้วหลังจากนั้น
หลังจากนั้นก็ไปชิงทุน ขอปริญญาโทแล้วได้ทุนที่ ม.กรุงเทพ เป็นนักศึกษาทุนด้วย ตอนนั้นก็จะเรียนแล้วก็ยิงปืน ยังยิงปืนอยู่ คู่ไปด้วยกัน แล้วก็ทำงานไปด้วยพร้อมๆกัน ก็คือมันก็ไม่มีเวลาทำอะไรแล้วค่ะ

อันนี้เรียนคือเรียนตอนภาคค่ำ
เรียนภาคค่ำ กลางวันทำงาน ตอนกลางคืนไปเรียน ก็จะยิงปืน เสาร์ อาทิตย์ เต็มแล้วหมดแล้ว เรียนไปปีนึง ก็นั่งดูเขาประกวดนางงาน แล้วก็สงสัยว่า บนเวทีที่เขาตอบคำถามนั้นมันคืออะไร แล้วรู้สึกอย่างไง ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสวย แล้วต้องไปประกวดนางงาม และเราไม่เคยคิดว่าตัวเองหน้าตาดี จนถึงทุกวันนี้ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองหน้าตาดี แต่ว่าต้องการคำตอบ แล้วก็รู้สึกว่า ถ้าเราไปถามใครก็คงไม่ได้คำตอบที่ดีเท่ากับเราลงไปทำเอง ก็ก่อนท่ำอะไรก็ต้องหาข้อมูลก่อน ศึกษาก่อน แล้วก็ลงมือทำ แล้วก็ปรึกษาคุณแม่ คุณแม่บอกว่าไม่ต้องหรอกลูก ไม่ต้องไป เพราะว่าเวลาไม่เหลือเลย และเรียนปริญญาโท ตั้งเป้าไว้เลย ต้องเอาเกียรตินิยมเหรียญทอง ก็ตั้งเป้าไว้เลย ชัดเจน คือต้องเอาให้ได้ คุณแม่ก็บอกเลยว่าอย่าเอาเลยลูก แล้วเราก็ถามตัวเองว่า ถ้าเราไม่เดินเข้าไประกวดจะเสียใจไม่ วันที่เราอายุ 35 วันที่เราอายุ 40 เราจะเสียใจไม่ มันก็ได้คำตอบว่า เราก็คงเสียดายเสียใจ เราก็คงเสียดาย เสียใจ เพราะเราก็คงแก่ขึ้น เราก็ไม่มีโอกาสแล้ว เลยเดินไปบอกแม่อีกที่ว่าจะประกวดนะ แล้วแม่ก็ให้คำตอบว่า โอเค ยอม คือด้วยครอบครัวที่แบบว่า คือในชีวิตนี้รู้สึกว่า โชคดีเพียงอย่างเดียวก็คือ โชคดีที่เกิดมาในครอบครัวนี้ คือเพราะว่าครอบครัวนี้ ให้ลูกตัดสินใจเอาเองว่าจะเอาอย่างไง อยากทำอะไร แล้วจะเป็นคนแบบว่า คอย Support คอยสนับสนุนทุกเรื่องที่ลูกทำ แต่ว่าจะให้คอย ว่าแม่คิดว่าไง พ่อคิดว่าไง สุดท้ายแล้วเราตัดสินใจเอง เพราะฉนั้นเวลาเราเกิดอะไรขึ้นก็ตามเราต้อง รับผิดชอบเอง ก็เขาจะอยู่ให้เรารู้ว่าเราอยู่ข้างๆแล้วให้เราทำทุกอย่างได้อย่างเต็มที่

แล้วได้ประสบการณ์อะไรบ้างในการประกวดนางสาวไทย
ก็ได้ประสบการณ์เรื่องของการวางตัว แล้วก็เราได้เจอคนเยอะขึ้น เจอหลายประเภทมากขึ้น แต่ก่อนเราก็ได้อยู่บนโลกของความสวยงาม พอเข้าไปในสังคมจริงๆก็รู้จักการวางตัวมากขึ้น

โลกของความสวยงามที่น้องนิ้นว่านั้นคืออะไร
คือ แต่ที่ว่าโลกแห่งความสวยงาม ดูแล้วทุกคนสวยหมด ทุกคนดูเด็กหมด แล้วก็เจอแค่เพื่อนที่สนิทกับเรา คิดดีกับเรา แต่พอออกไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงมันเป็นเรื่อง ของผลประโยชน์เข้ามา เกิดการแข่งขัน แล้วก็คนเขามองนิ้นว่า นิ้นเป็นคนชอบการแข่งขัน นิ้นเป็นคนที่ชอบแข่งกับคนอื่นหรือป่าว เพราะว่า ยิงปืนก็แข่ง นางสาวไทยก็แข่ง ก็เคยไปแข่งเกมกลยุทธ์ แล้วก็แข่งอีก ชีวิตอยู่กับการแข่งขันตลอดเวลา แต่จริงๆแล้วเนี่ยะ นิ้น มองว่าทุกอย่างที่เป็นการแข่งขันที่นิ้นลงไป จะเป็นการแข่งขันกับตัวเอง อย่างการไปประกวดนางงามอย่างเนี่ยะ เราไปอิจฉาคนอื่น เราไปดูว่าคนนี้สวยกว่าเรา หรือไม่ก็ไป แกล้งเขา สุดท้ายก็คือตัวเอง ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นนะคะ ง่ายๆเลย เวลาแข่งอะไร ทำให้เต็มที่ ดูศักยภาพของเราเป็นอย่างไง เท่านั้นเอง นั้นเป็นการแข่งขัน ซึ่งอันนี้ นิ้นได้จากการยิงปืน เพราะว่าเวลายิงปืน ลงในสนามแข่ง สามสิบ สี่สิบคนไม่มีผลเลย เพราะว่าเราแข่งกับตัวเอง เพราะว่าเราต้องมีสมาธิ ก็ฝึกซ้อมตัวของเราเอง ถึงแม้จะแข่งกันเป็นทีมก็ยังต้องแข่งกับตัวเองก่อน คือทำตัวเองให้ดีที่สุด อันนี้ได้มาจากการยิงปืน คือสิ่งที่เราได้มา แล้วก็นำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้

น้องนิ้นจบปริญญาโทด้วยเกียรตินิยมเหรียญทอง! คือจริงๆแล้ว ไม่ได้เป็นคนเรียนเก่งนะ ก็จะบอกนักศึกษาว่า อาจารย์ไม่ได้เป็นคนเรียนเก่งเวลาสอนนักศึกษา แต่อาจารย์ ตั้งใจแล้วก็ตั้งเป้ากับทุกเรื่องที่ทำ คือชีวิตเราต้องมีเป้าหมาย เป้าหมายไม่ไช่ว่าเราวางไว้อย่างนี้ๆๆ แต่เป้าหมายเราต้องชัด จะเล็กจะใหญ่ไม่สำคัญ แต่ต้องชัดว่าเรามีเป้าหมายไว้ตรงนี้ แล้วก็มาคิดย้อนกลับมาดู ว่าเราจะเดินไปอย่างไง จะเดินไปให้ถึงเป้าหมายตรงนั้น บางคนดูว่าชีวิตดูเครียดไปหรือป่าว แต่จริงๆแล้วไม่เครียดเลยนะ แต่ถ้าไม่มีเป้า ไม่รู้จะเดินอย่างไง มันไม่มีเป้าหมายในชีวิตน่ะ เหมือนเราไม่รู้ว่าเราจะไปกินข้าวที่ไหน ขับรถไปเรื่อยๆ ชีวิตมันไม่ได้มีความสุขนะ เหมือนเราบอกว่าเราจะกินร้านนี้ เราก็จะเรียนรู้แล้วว่า จะไปอย่างไง ทางลัดไปทางใหน แล้วจะทำอย่างไงให้เร็วที่สุด คือการวางแผน เลือกทางเดิน เหมือนอย่างวันนี้ นิ้นอายุแค่ 25 บางคนอาจดูว่า ทำไมทำอะไรมาเยอะแยะ บังเอิญหรือป่าว “วันนี้ที่เป็นคือเป้าหมายที่วางที่ได้วางไว้” แล้วก็เดินไปให้ถึง ตอนยี่สิบ จะวางไว้ว่า ตอนอายุ 25 จะเป็นอะไร ก็จะว่างไว้อย่างนี้ จะจบอะนี้ งานที่มันคง แล้วก็จะทำอะไรบ้าง มีบ้างที่ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ว่าทำให้เรารู้ทิศทาง ว่าเราจะเดินอย่างไร ต้องบอกว่าเกินเป้าด้วยซ้ำทุกวันนี้

ผมอยากถามนิดนึง ทำอะไรมาเยอะแยะมีเทคนิคในการแบ่งเวลาอย่างไร เพราะทำหลายอย่าง
อันนี้หลายคนดูว่า มีเวลาอยู่กับตัวเองบ้างป่าว เห็นทำแต่งานดูเครียดกับงาน นิ้นทำงาน 7 วัน แต่ว่านิ้นมีเวลาปาร์ตี้กับเพื่อน มีเวลาออกกำลังกาย มีเวลาทำงานที่รักทุกอย่าง เพราะว่าเรื่องการแบ่งเวลา นิ้นจะคิดว่าพรุ่งนี้นิ้นจะทำอะไร เก้าโมงถึงเที่ยงทำอะไร ช่วงนี้มีเวลาว่าง ไปออกกำลังกาย ช่วงนี้ว่างนัดเพื่อน เรื่องของการเมเนจเวลาเป็นสิ่งสำคัญ เป็นเรื่องที่จะทำให้เราทราบอะไรเยอะขึ้นมากกว่าคนอื่น บางคนก็จะแค่พรุ่งนี้ค่อยคิดอีกที่ว่าจะทำอะไร มันก็จะรอๆ เหมือนกับฆ่าเวลาไปเฉยๆ เพราะฉะนั้นการจัดสรรเวลาจะทำให้เราทำอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น แล้วก็เรื่องเป้าหมายที่ชัน อันนี้จะมองเป้าหมายตัวเอง 5 ปีล่วงหน้าจะไม่มอง สิบปี เพราะว่ามาที 10 ปี นิ้นอาจจะมีปัจจัยอย่างอื่นเข้ามาเยอะเกิน ก็เอา 5 ปีก่อน จะดูใกล้ตัวนิดนึง อย่าง 30 จะมองว่าอยากเป็นผู้หญิงเก่งและดี อยากให้คนอื่นๆมองเห็นว่า นางสาวไทยสวยเก่งแล้วก็ดีได้ ก็เลยอยากจะพิสูจน์ตัวเอง อยากจะมีครอบครัวที่ดี มีครอบครัวเป็นของตัวเอง

คุณมีแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำครอบครัวอย่างไงครับ
เป็นผู้นำครอบครัว ในนิยามของนิ้น สุดท้ายแล้วก็ ผู้ชายก็ยังเป็นผู้นำครอบครัวอยู่ดี ไม่เชิงเป็นช้างเท้าหน้า แบบว่า Manage และก็วางเป้าของครอบครัวทั้งหมดได้ นิ้นยังเป็นผู้หญิงยังมีความคิดเห็นว่า ส่วนนึงเราควรจะ Support คนที่เป็นแฟนเราได้ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เขาชอบ เป็นสิ่งที่เขาอยากทำให้เขาทำ แล้วเราเป็นตัวที่คอย Support เขา เหมือนกับพ่อแม่ที่เคย Support เรา ทำให้เขาทำอะไรได้ทุกอย่างเต็มที่ เพราะมีมีคนคอย Support ตัวเรา ไม่ไช่แบบที่ว่าไม่มีใครคอย Support ไม่ไช่แบบว่า อีกคนทำงานที่รัก แล้วอีกคนว่าแบบ ทำอีกแหละ ทำไมไม่อยู่กับเรา อะไรแบบเนี่ยะ ต่างคนต่างทำในสิ่งที่รัก แล้วคอย Support กันดีกว่า

นี้ก็คือนิยามความรักของเธอนะครับ นั้นก็จะถามนิดนึงว่าปัจจุบันนี้น้องนิ้นมีแฟนหรือยังครับ
ก็มีดูๆอยู่ ก็เข้ามาเรื่อยๆเข้ามาให้ศึกษา แต่ก็มีดูๆอยู่ เพราะนิ้นดูว่า บางทีคนเรา คนดีๆมีเยอะนะแต่นิ้นว่า คนที่ใช่มีน้อย เพราะฉะนั้นนิ้นว่า ก่อนที่จะเลือกใคร เราควรที่จะศึกษาให้ดีก่อน แล้วหากเราตัดสินใจเลือกใครไปแล้วเนี่ยะ โอเค ที่จะคบคนนี้ เลือกคนนี้ อย่างน้อยๆ มันจะทำให้เราไม่เปลี่ยนใจน่ะ คนที่เราเลือกดีที่สุดแล้ว ดีกว่านี้ก็ไม่เอาแล้ว นี้แหละคือสิ่งที่เราเลือกดีที่สุดแล้ว แล้วก็รักกันดูแลกันให้ดี นิ้นมองว่า ความรักมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น ไม่ใช่มาบั่นทอนกัน ไม่ใช่ต้องมาอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ต้องพาไปกินข้าว นิ้นว่าอันนั้นมันเด็กๆอะ โตแล้วมันก็น่าจะแบบส่งเสริมกัน ช่วยเหลือกันดูแลกัน ให้ประสบความสำเร็จในเป้าหมายของทั้งคู่

ผมอยากจะถามน้องนิ้ลว่า เป้าหมายสูงสุดในชีวิตรของน้องนิ้ลคืออะไร คนค่าของความเป็นคนว่า เกิดมาแล้ว ต้องทำอะไรครับ
เป้าหมายสูงสุดของน้องนิ้นคือ ในมุมมองของนิ้นคือ
  1. อยากจะมีครอบครัวที่ดี
  2. ได้ทำอะไรเพื่อนคนอื่น เพื่อที่ว่าวันนึงเราไม่อยู่แล้วเขาจะได้นึกถึงเรา แล้วก็อย่างน้อยๆที่เราได้ทำประโยชน์ไว้สามารถทำประโยชน์ให้กับคนอื่นๆตลอดไป
นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เลือกมาเป็นอาจารย์ บางคนบอกว่า ทำไมไม่เป็น พิธีกร ทำไมไม่ไปเป็นดารา มันมีหนทางที่จะไปได้ ไปทำตรงนั้นก่อน เก็บเงินสักก้อนนึง ซัก5ปี 10ปี แล้วค่อยกลับมาทำในสิ่งที่เราอยากจะทำ หลายคนถาม คนถามเยอะมาก ว่าทำไมนิ้นถึงมาเป็นอาจารย์ ทำไมไม่ไปทำอย่างอื่น ขายหน้าตา ขายอะไรอย่างนี้ ทำไม ตอนนี้ก็สอนอยู่ คณะบริหาร สาขาการตลาด แล้วก็ไปอยู่ทีมว่างแผน กลยุทธ์และการตลาดให้กับ ม.กรุงเทพ คือ คำถามที่นิ้นตัดสินใจมาเป็นอาจารย์ดูไม่ ก็นั้งก้มหน้าคิดอยู่นาน แล้วจะถามตัวเองก่อนว่า เอ้ยเราชอบหรือป่าว ชอบหรือป่าวนั้นไม่รู้ แต่รู้สึกอยากจะทำ อาจารย์ เขาให้โอกาส ว่าสนใจอยากจะมาเป็นอาจารย์ไม่ ก็ก้มหน้าคิดอยู่นาน ก็มาคิดอีกที่ว่า การเป็นอาจารย์ ก็คือเราได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น แล้วเป็นสิ่งที่เราอยากจะทำอยู่แล้ว และถามตัวเองอีกว่า เราจะเริ่มทำเลยมั้ย เราจะหาเงินก่อน เก็บเงินซักก่อนนึง แต่สุดท้ายก็มาคิดว่า เราไม่รู้จะอยู่ได้นานอีกเท่าใหร่ เราไม่รู้จะอยู่อีก 10ปี 5ปี หรืออยู่แค่วันนี้ ก็เลยตัดสินใจมาเป็นอาจารย์เรียบร้อย แล้วก็ครั้งแรกที่ไปสอนหนังสือ สนุกมาก จะเห็นว่านิ้นทำอะไรมาเยอะมาก แต่ว่าสิ่งที่มีความสุขที่สุดในชีวิต คือเวลาที่อยู่ในห้อง ที่นิ้นสอนหนังสือ เพราะว่ามันเป็นอาชีพ ที่เราทำงานไปด้วย มันเหมือนเราทำบุญไปด้วย มันเหมือนกับที่เราทำให้คนอื่นไปด้วย มันคือการให้ที่มีความสุข คือการให้ที่ไม่ได้หวังอะไร แล้วก็ไม้รู้ว่าคนที่นั่งอยู่ เนี่ยะเป็นใครมาจากไหน แล้วจะเป็นอะไรในอนาคต เรารู้แค่ว่า เขาเป็นเด็ก เป็นนักศึกษา เป็นคนที่เราคิดดีแล้วอยากจะให้สิ่งดีๆกับเขา แล้วก็ที่สำคัญ นักศึกษาที่นิ้นเจอมาน่ารัก ตั้งใจเรียน ด้วยอาจจะเป็นวัยที่ใกล้เคียงกัน แต่ว่าเขาก็เชื่อมั่น ศรัทธาในตัวเรา ในสิ่งที่เราทำมา เพราะเราตั้งใจ แล้วเราเป็นคนที่ไม่มีอีโก้เลย ก็คือไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่ง โอ้ยเป็นอาจารย์เก่งอะไรแบบนี้ คือเหมือนกับว่าเรารู้มาก่อน เรามีประสบการณ์ แล้วเราเอาสิ่งที่เรารู้นี่แหละมาสอน บางเรื่องเขารู้มากกว่าเรานะ อย่างเด็กบางทีพ่อแม่เขาทำธุรกิจอะไรอย่างนี้ แล้วเราไปพูดถึง แล้วเขารู้ลึกกว่าเรา แล้วเขาก็เล่าให้เราฟัง เราก็โอเค มันก็เป็นความรู้ของเรา เราก็แลกเปลี่ยนกัน ก็มันทำให้เราเข้าใจเด็ก แล้วเราเป็นนักกีฬาด้วย ทำกิจกรรม แล้วก็เรียนหนังสือด้วย เป็นเด็กเรียน ทำทุกอย่างเพราะฉะนั้นเข้าใจเด็กทุกกลุ่ม ก็ทำให้เรารู้วิธีการสอนคนแต่ละกลุ่ม

เป็นอย่างไงครับวิธีการสอนคนแต่ละกลุ่ม
ก็อย่างเด็กเรียน เราก็ให้เขาแบ่งเวลามาทำกิจกรรมมากขึ้น เพราะว่าบางที ความรู้ในตำราเรียนมันไม่ทำให้เราสามารถ เอาตัวรอดได้ กิจกรรมการเข้าสังคม การทำงานร่วมกับคนอื่น สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้เราเอาตัวรอด แล้วมันใช่ได้จริงในการทำงาน แล้วก็เด็กที่กิจกรรมมากๆ บางทีเราต้องพูดอีกภาษาหนึ่งของเขา เพราะบางทีเขาอาจ อยากจะมีคนที่เข้าใจ อย่างเด็กบางคนมีปัญหาที่บ้าน ถ้าอาจารย์หรือว่าคนที่เป็นครูไม่เข้าใจ คนที่เขาพึ่งได้ก็คือเพื่อน ถ้าเพื่อนไม่ดีก็เสีย เพราะฉะนั้นบอกตัวเองเลยว่า ขอเป็นที่พึ่งที่สองให้กับเขา สำหรับเด็กมีปัญหาที่บ้าน ที่ผ่านมาเด็กก็มาเล่าให้ฟัง อาจารย์ เป็นแบบนี้ๆๆ เราก็จะบอกเขาได้ว่าเราควรจะทำอย่างไง เราควรจะคิดอย่างไง ก็มีความสุขนะ หลายคนบอกว่า เวลาเด็กเดินเข้ามาหาเด็กมีแต่ปํญหา แต่เราไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา แต่เรามองว่าเป็นสิ่งที่ให้เขา มันคืออาชีพอาจารย์มันคือความเป็นครูที่ต้องทำ แล้วสิ่งแบบนี้ก็ได้เห็นจากแม่ด้วย คุณแม่เป็นครู ก็เลยได้เห็นแบบนี้ มาตั่งแต่เกิด ก็อยู่กับอาชีพครู ก็เลยสุดท้ายมาก็เป็นครู ก็รู้สึกภูมิใจมากกับชีวิต

แล้วตอนที่น้อง นิ้นได้รองนางสาวไทยอันดับหนึ่ง คำถามที่เขาถามน้องนิ้นว่าอย่างไรบ้างครับ
จำได้เลยว่าเค้าถามว่าเทคโนโลยีที่อยากจะพัฒนาให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้านั้นคืออะไร คำถามแบบว่า สอบเข้าปริญญาโท ปริญญาเอก แต่ว่าด้วยช่วงเวลา สามวิ ที่ถามคำถามแล้วให้ตอบเลย ตอนนั้นที่ตอบไปก็คือการใช้เทคโนโลยีผลิตพลังงานทดแทนตามพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว ก็เรียกเสียงเฮ แบบไม่สามารถพูดต่อได้ เราก็รู้สึกมีกำลังใจ แล้วก็ด้วยความโชคดีของนิ้นด้วย เราเคยไปประกวดแผนโครงงานธุรกิจของมหาลัย เรื่องพลังงานทดแทน ก็เลยจะมีความรู้เรื่องพลังงานทดแทนอยู่พอดี ซึ่งตอนนั้นพลังงานทดแทนยังไม่บูมด้วย ไบโอดีเซล แก๊ซโซฮอร์ ยังไม่บูมเลย

วันนี้เราก็อยู่กับคุณนิ้น หรืออาจารย์นิ้นที่เป็นที่รักของลูกศิษย์เยอะเยอะ แล้วผมก็รู้สึกว่าผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงแต่ทำอะไรมามากมาย เป็นผู้หญิงที่มากความสามารถคนนึง ถ้าประเทศไทยเรามีคนที่มีคุณสมบัติแบบนี้เยอะแยะ รับรองว่าประเทศไทยเราเจริญแน่นอน น้องนิ้ลครับ น้องนิ้ลมีต้นแบบหรือ Role Model มั้ยครับ ต้นแบบที่เราอยากที่จะทำให้ได้แบบนั้น
ต้นแบบจริงๆของนิ้นก็คือคุณแม่ แล้วคนที่เป็นต้นแบบ นิ้นจะไม่เดินตามรอยของเขา แต่จะดูวิธีคิด และก็อยากจะฝาก กับเยาวชนทุกคนเลยว่า หลายคนอยากจะถามว่า มี ไอดอลเป็นใคร มี Role Model เป็นใคร อยากจะให้ดูที่วิธิคิด เพราะว่า เราไม่อาจเป็นแบบใครได้ บางคนบอกว่าอยากจะเป็นแบบอาจารย์ นิ้นจะบอกว่าคุณไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เพราะว่าคนเรามีพื้นฐานทางชีวิตไม่เหมือนกัน ถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าอยากเป็นแบบใคร อย่าเดินตามรอยใคร ทุกอย่างบนโลกใบนี้ มีเฉพาะเบอร์หนึ่ง ไม่มีเบอร์สอง เพราะฉะนั้นเดินตามรอยของตัวเอง แต่ว่าให้ศึกษาแล้วคิด ของคนอื่นแล้วก็ปรับให้เข้ากับตัวเอง

สุดท้ายก็อยากให้นิ้นฝากข้อคิดสั้นๆ ให้แก่เยาวชน
ก็คงจะเน้นเรื่องของความรัก เพราะว่าอยู่ใกล้กับเด็กแล้วก็มักจะมีปํญหากับเรื่องความรัก ก็อยากจะบอกหาให้รักตัวเองก่อน อย่างตอนที่มีแฟน อย่ามัวที่จะรักคนอื่น ให้รักตัวเองก่อน รักให้พอก่อน จะไม่ต้องไปเรียกร้องความรักจากใคร สิ่งที่เขาให้มาเหมือนกับมันมาเติมในสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว มันจะไม่เกิดการเรียกร้อง มันก็จะไม่เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นด้วยการรักตัวเอง รักครอบครัว น่าจะดีที่สุด สำหรับความรักที่จะทำให้มันยั่งยืน ว๊าวสุดยอดมั้ยครับท่านผู้ชมครับ ตอนนี้ก็สมควรต่อเวลา วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact