กระทิง พูนผล
อดีต Marketing Manager (Global Lead) ของ Google Earth/ Ocean / Moon / Mar / Sky

คุณกระทิง : พี่จะชี้ให้เรารู้ว่ากำแพงเพชรอยู่ตรงไหน บางคนเดาไปถึงภาคอีสานเลย ไม่ใช่นะครับ จังหวัดกำแพงเพชร เป็นแค่จังหวัดทางผ่าน ซึ่งบางคนอาจจะรู้จักจากกล้วยไข่ แล้วก็มีประชากรประมาณ 300,000 คน ค่อนข้างน้อยมาก เขาบอกว่าทั้งจังหวัดนอกจากกล้วยไข่ มีหอนาฬิการาคาหลายร้อยล้านบาท ซึ่งถ้าเกิดเอาเงินที่ทำหอนาฬกาเอาไปซื้อนาฬิกาแจกคนทั้งจังหวัดได้เลยนะครับ กำแพงเพชรเป็นจังหวัดที่เล็กๆ เราเรียกกันว่าแถวบ้านนอกแล้วกัน ผมเรียนโรงเรียนวัดกำแพงเพชรวิทยาคม แล้วค่อยมาเรียนวิศวะจุฬานะครับ ตอนผมเกิดเกิดยากมาก เกิดก่อนกำหนด เกิดผิดท่า คุณหมอเลยเอาเครื่องดูด ดูดตรงหัวแล้วดึงออกมา พอดึงออกมามีเขาติดตรงหัวนิดนึง คุณแม่คลอดผมออกมา ผมก็เป็นเด็กตัวเล็ก ห้องอบอยู่สิบกว่าวัน ตัวเล็กมากคุณแม่ต้องเอามาอยู่กับอกตลอดเพราะกลัวลูกหยุดหายใจ เหมือนปลาช่อน น้องอาจจะไม่เคยเห็นปลาช่อนเห็นแต่ปลาเกาหลี ปลาที่ประมาณขนาดเท่านี้นะครับ (โชว์แขน) ก็วางบนอกตลอด เพราะกลัวลูกหยุดหายใจ คุณแม่อยากให้เข้มแข็ง อยากให้ลูกฟันฝ่าอุปสรรค ผมนามสกุลพูนผล คนไทยถ้านามสกุลยิ่งยาวยิ่งรวย ตระกูลผมโคตรจนเลย จริงๆพูนพยางค์เดียวเลยด้วยซ้ำ เพราะบ้านไม่ได้รวย คุณแม่บอกลูกเกิดมาตัวก็เล็ก คือไม่มีพื้นฐานอะไรเป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่มีนามสกุลยิ่งใหญ่เป็นคนธรรมดาๆที่ Background อาจจะแพ้ใครหลายๆคนด้วยซ้ำ ต้องสู้อุปสรรคเยอะแน่ๆ แต่ต้องใช้ปัญหาไม่ใช่แค่มุ่งมานะอย่างเดียว ตั้งชื่อว่าควายเพราะมีเขาก็จะดูโง่ไป แม่เลยตั้งชื่อว่ากระทิง จะได้วิ่งทะลุปัญหา ผมยังถามแม่เลยว่าเราต้องฟ้องกระทิงแดงนะแม่ ชื่อเราใช้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เอามาใช้โฆษณา วิ่งทะลุปัญหา ตอนนั้นเลยชื่อว่ากระทิง ผมเชื่อว่าคุณแม่ก็ไม่ได้ผิดหวัง ลูกก็ฟันฝ่าอุปสรรคมาตลอด หลังจากที่เกิดผม คุณแม่ก็เป็นโรคหอบหืดแบบเรื้อรังมาก เป็นขนาดเคยหยุดหายใจ 6 ครั้ง ในชีวิต ตั้งแต่คลอดผมมาเลย แล้วมีอยู่ครั้งนึงตอนที่หยุดหายใจ เกิน 1 นาที ในทางกฎหมายก็ถือว่าเสียชีวิตไปแล้ว ทุกครั้งที่ท่านหยุดหายใจ แล้วตื่นขึ้นมาทุกครั้งท่านสู้กับความตายเพราะเป็นห่วงลูกเพราะลูกยังเล็ก มีครั้งนึงที่คุณแม่หยุดหายใจแล้วเห็นเป็นนิมิตร หรือเห็นเป็นภาพหลอน น้องชายผมเข้าไปอุ้มลาก ตอนนั้นผมไม่ได้อยู่ต่างจังหวัด คุณแม่ตัวเขียวไปหมดแล้ว คุณแม่เพ้อเห็นภาพคนมารับ ทุกคนที่มารับก็ใส่ชุดขาว คุณแม่ลงไปนั่งคุกเข่าแล้วบอกเขาขอก่อนได้ไหม เป็นห่วงลูก ความฝันของคุณแม่คืออยากเห็นลูกเป็นคนมุ่งมั่น เป็นคนดีของสังคม แม่บอกผมว่า แม่สู้กับความตายมา 6 ครั้ง แล้วเกิดเป็นกระทิงจะกลัวอะไร สุดท้ายถ้าลูกไม่ประสบความสำเร็จลูกไม่พยายามแล้ว สุดท้ายลูกจะตายรึเปล่า ลูกคงไม่ตายมั้ง แม่สู้กับความตายมา 6 ครั้งแม่ชนะ ดังนั้นลูกไม่ต้องกลัวอะไร เกิดเป็นลูกแม่ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น สุดท้ายผมก็มีความคิดที่ดี การที่เราไม่มีต้นทุนอะไร ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำ ทำให้เป็นคนมุ่งมานะ แล้วเรา self mastery เชื่อถือในตัวเองว่าเรามีข้อด้อย ทำให้เรามีความพยายาม ทุกวันนี้ผมทำงานวันละ 4 ชั่วโมง ผมคิดมาตลอดว่าถ้าผมนอนวันละ 8 ชั่วโมง คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของวัน 8x3=24 คิดเป็น 33% ถ้าผมอายุ 100 ปี ผมนอนไป 33 ปี โอ้โห! โคตรเท่เลย ยิ่งกว่าเจ้าหญิงนิทราอีก เจ้านิทรานอนเป็น 10 ปี ผมนอน 33 ปี ผมเลยคิดว่าถ้าผมมี Background ไม่ได้ดีกว่าใคร ผมไม่ได้ฉลาดกว่าใคร ผมไม่ได้เป็นอัจฉริยะ ผมเลยคิดว่าผมต้องพยายามมากกว่าเขา ถ้าเขาเก่งกว่าผม 2 เท่า ผมต้องพยายามมากกว่าเขา 2 เท่าแค่นั้นเอง ผมไม่ได้เก่งกว่าใคร เพื่อนๆหลายคนบางคนเรียนกับผมก็รู้ว่าไม่ได้เก่งอะไร แต่สุดท้ายถ้ามีรางวัลโนเบลสาขาความอึดของโลก ผมได้! เพราะไม่ยอมแพ้ เพราะไม่ท้อถอย หลายๆครั้งกว่าผมจะประสบความสำเร็จ เดี๋ยวผมจะเล่าโครงการที่ผมทำ กว่าที่มันจะมาประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ ผมล้มมาประมาณ 10- 20 ครั้ง กว่าจะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ ดังนั้นการประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ 1 ครั้ง มันมีต้นทุนความล้มเหลวประมาณ 10-20 ครั้ง อย่างนี้เป็นต้น ถ้าละครั้งที่ผมโดนเล่น โอ้โห! เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังแล้วกันนะครับ สุดท้ายผมมาเรียนที่วิศวะ จุฬา แล้วก็เรียนที่ Stanford Business School แล้วก็เข้ามาที่ Google นะครับ วินาทีที่ผมสมัครเข้า Google ตอนนั้นเรื่องการเงินมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มากๆ มันมี tear pressure เพื่อนๆที่เรียน Business School ด้วยกันที่ Stanford เพื่อนๆทุกคนบอกถ้าเราเรียนโรงเรียนบริหารธุรกิจชั้นนำอย่างนี้ต้องไปทำ Consulting ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ หรือไม่ก็ทำการเงินเท่านั้น ถึงจะเป็นคนเก่ง คือคนเก่งๆจะไปทำพวกนั้น อย่างทำ Hedge Fund หลายคนอาจจะทราบ กองทุน Hedge Fund กองทุนร่วมเสี่ยงเหมือนโซรอส ที่ไปทุบค่าเงินหยวนสักพักก็มาเก็งกำไรข้าว ไม่ต้องสนใจชาวนาอาจจะฟังดูแย่ เป็นวงการที่มีเงินเยอะมากๆ อย่างบางอันเราเซ็นต์สัญญาตอบรับ คือเงินที่เขาให้ ผมแค่เซ็นต์สัญญานะครับ ก็ได้ Porsche คันนึงละ ซึ่งมันมหาศาล แล้วผมไม่ได้เป็นคนรวย เป็นคนจน ตอนนั้นคือเป็นเลยพอสมควร ผมก็รู้ตัวผมอยากไปทำ Hedge Fund แล้วล่ะ ตอนนั้นปี 2007 ช่วงที่กำลังรุ่งสุดๆ แล้ว 2008 เกิดอะไรขึ้นทุกคนคงทราบ ถ้าผมทำ Hedge Fund ป่านนี้ผมคงตกงานเรียบร้อยไปแล้ว ตอนนั้นผมตัดสินใจ แทนที่จะมาขับเคลื่อนด้วยเงิน คือบางครั้ง การตามล่าหาความฝันของทุกคน อย่างนึงที่สำคัญมากๆ คือ การรู้ไต๋ principle มันคือหลักปากกา ที่มันเป็นตัวบอกทางชี้ทางให้เรา ชีวิตเราเกิดขึ้นมาจากอะไร อะไรทำให้ใจเราเต้น อะไรทำให้ใจเราสูบฉีด อะไรที่ทำให้ใจเรานอนไม่หลับ อยากจะตื่นขึ้นมา ผมนอนวันละ 4 ชั่วโมง มันไม่ใช่กระทิงแดง พลังงานที่มันพุ่งพล่าน พลังงานที่มันสูบฉีด มันเกิดจากความฝันล้วนๆ ถ้าคุณมีความฝันที่ถูกต้อง ความฝันที่มีความหมายมาก สุดท้ายคุณจะนอนไม่หลับจริงๆ ผมไม่ได้ลุกขึ้นมาเพราะกินกระทิงแดง หรือไม่ได้ลุกขึ้นมาเพราะนาฬิกาปลุก ผมลุกขึ้นมาเพราะผมอยากทำให้ดีที่สุดในทุกวัน ชีวิตเราค่อนข้างสั้น สั้นมากๆ การที่เราได้เห็นความตาย อย่างคุณแม่ผมตายแล้วเกิดใหม่ 6 ครั้ง การที่เราได้เห็นความตาย ของคนที่เรารัก ของคนที่ใกล้ตัวมากที่สุด มันเป็นแรงผลักดันอย่างดีว่า ชีวิตเรามันสั้นกว่าที่เราคิด พี่ชายผมเคยถูกยิงตาย ผมอายุ 10 ขวบไม่รู้จะเสียใจยังไง วินาทีที่เห็นร่างกายของพี่ชายผม ที่มาเป็นศพ ถูกยิงตายตอนนั้นเนี่ย ทำให้ผมรู้สึกทันทีเลยว่าชีวิตมันสั้นมาก ชีวิตมันไม่เที่ยง ดังนั้นทุกวันเราต้องทำให้ดีที่สุดในทุกๆวัน เพื่อให้ใกล้ความฝันของเราที่สุด วินาทีที่พี่ชายผมเสียเหมือนความฝันมันถูกส่งผ่านมาที่ตัวเราด้วย ส่วนหนึ่งว่าเราต้องทำให้ดีที่สุด อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักอันนึงของผม มันเป็นตัวไกด์หลักการในการใช้ชีวิตของผม การแสวงหาหลักการ ความฝัน ผมว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญ เป็นตัวบอกว่าอะไรที่เราอย่าทำอะไรที่เราไม่อยากทำ ตอนที่ผมไปเรียนบริหารธุรกิจที่ Stanford มันเปิดประตูทุกบานในโลกที่มี ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเก็งกำไร หรืออาชีพอะไรหลายๆอย่างที่เราไม่เคยเรียนมาก่อน อย่างตอนที่ไปเรียนโรงเรียนบริหารธุรกิจ Stanford นะครับ อย่างคนที่มาสอนอย่าง โคลิน พาวเวลล์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ อดีต Secretary of State ของสหรัฐ เขาสอน เขาพูดอยู่ตรงนี้ ผมนั่งอยู่ตรงนั้น มี CEO อย่าง จอร์จ ลูคัส, สตีเว่น สปีลเบิร์ก, วอร์เรน บัพเฟตมาพูดให้ฟัง จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้วเหมือนกับการดึงโลกมาหาเรา เป็นสะพานเชื่อม มันเปิดโลกทัศน์ให้เราอย่างมากมายมหาศาล เป็นการเปิดประตูทุกๆบานที่มีในโลก มันก็ทำให้เราไขว้เขวพอสมควร พอเห็นบัฟเฟตมาก็อยากเป็นอย่างบัฟเฟต สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดเรากลับมาถามใจเรา เราอยากเป็นอะไร อะไรที่เราอยากทำ อะไรที่ทำให้ใจเราสูบฉีด อะไรที่ทำให้เรามุ่งมั่นอยากจะทำ อันนั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดมันไม่ใช่การเปิดประตูหลายๆบาน สิ่งที่สำคัญคือมีหลักการในการใช้ชีวิต แล้วไม่โกหกตัวเอง ถ้าผมโกหกตัวเองผมก็คงเซ็นต์สัญญาไปกับ Hedge Fund รับเอา Porsche มาขับ ณ ตอนนั้นถูกผลักดันด้วยเงิน เหมือนเอาเงินมาแปะตาไปทำ Hedge Fund แต่ตอนนั้นผมโทรไปคุยกับคุณแม่ บอกว่าลูกเสียเวลา 2 ปีมาที่นี่ ห่างพ่อห่างแม่ คุณแม่บอกเหมือนกับตอนที่ลูกไปเรียนอเมริกาครั้งแรก ไม่ต้องกลัวหรอกลูก เหมือนกับตอนที่ลูกมาจากกำแพงเพชรไปเรียนกรุงเทพ ไม่ต่างกันเหมือนกับบ้านนอกเข้ากรุง จริงๆแล้วต่างกันเยอะ การที่ผมมาเรียน Stanford ผมมีเงินเรียนแค่ 2 เทอม เหมือนไปตายเอาดาบหน้า เผาสะพานทั้งหมด ผมไม่ได้เป็นคนรวย ค่าเรียนที่ Stanford แพงมาก ต้องใช้ประหยัดแล้วก็หนักเหมือนกัน คุณแม่ให้ลูกสละเวลา 2 ปี ทำตามความฝันทุกอย่างเสียต้นทุนเยอะแยะทุกอย่างเลยนะ เพื่อสุดท้ายถูกผลักดันด้วยเงินเหรอ คุณแม่ผมเลี้ยงผมไม่ให้ถูกผลักดันด้วยเงินทั้งชีวิตไม่ใช่เหรอ ถ้าสุดท้ายแล้วมันถูกผลักดันด้วยเงินอย่างเดียวก็เป็นเรื่องน่าเศร้ารึเปล่า ถามว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีความหมายกับลูกรึเปล่า ลูกลองคิดดูว่า ถ้าลูกตาย กระทิงเป็นผู้ชายที่ได้ขับ Porsche เท่โคตร บางทีเรามีความฝันอยากหล่อเหมือน โดม ปกรณ์ ลัม สุดท้าย ถ้ากระทิงเป็นผู้ชายที่หล่อเหมือน โดม ปกรณ์ลัม จากการทำศัลยกรรมพลาสติก 1 ล้านเหรียญอย่างนี้ก็คงไม่ภูมิใจ สุดท้ายอะไรที่มันเป็นความฝันของเรา อะไรที่เรามุ่งมั่นแล้วอยากทำมันจริงๆ สิ่งเหล่านั้นแหละครับ ถ้าผมได้ไปทำ Hedge Fund ผมก็คงทำได้ไม่ดี เพราะใจผมไม่ได้ไป ใจสุดท้ายถ้ามันถูกผลักไปได้ด้วยเงิน สุดท้ายจะมีวันที่ Up แล้วก็ Down เราจะไม่สามารถ Survive เอาตัวรอดจากมันได้ เพราะเราไม่ได้รักมันจริงๆ สุดท้ายเป็นการเสียเวลา เสียศักยภาพของตัวเรา ตอนนั้นผมก็เลยตัดสินใจทิ้ง Offer ทั้งหมด 5 อันที่ได้ เริ่มมาสมัครใหม่กับ Google ตอนนั้นถามว่าเสียดายไหม ต้องตอบว่าเสียดาย ความฝันของผมคือยุคดอทคอมแรกๆ มี Amazon, yahoo ยิ่งเราเข้าไปศึกษา Silicon Valley มันเหมือนกับเป็นความฝันของAmerican Dream Silicon Valley ถ้าเราไปศึกษาเนี่ย อย่างHewlett Packardบริษัทมูลค่า 60Billion USD 2.4ล้านล้านบาท ศูนย์ไม่รู้กี่ตัว มาจากโรงรถ APPLE ก็มาจากโรงรถ Yahoo มาจากเดวิด ฟิโล (David Filo) กับเจอร์รี่ หยาง (Jerry Yang) คน2คนทำด้วยกันในห้องพักนิสิตนักศึกษา Google เองก็มาจาก ลาร์รี่ เพจ (Larry Page) และเซอร์เจย์ บริน (Sergey Brin) นักศึกษาปริญญาเอก Stanford เหมือนกัน Youtube เด็กปี 3 Stanford สุดท้ายก็เปิดบริษัท Youtube ขึ้นมาด้วยกันแล้วก็ขายไป1.6 Billion 6หมื่นสี่พันล้านบาท เด็ก3คน สุดท้าย Silicon Valley มันเป็นเหมือนกับเป็นที่ที่คุณไม่ต้องยิ่งใหญ่มาจากไหน ไม่ต้องมีนามสกุลยิ่งใหญ่ แต่สุดท้าย ถ้าคุณมุ่งมั่น ตั้งใจ มีความสามารถจริงๆ คุณไม่ยอมแพ้ สุดท้ายคุณก็สามารถแจ้งเกิดได้ นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อ เป็นGuiding Principleและมันเป็น Fundamental Belief ความเชื่อพื้นฐานของผม อย่างตอนนั้นผมต้องไป Silicon Valley ให้ได้ ผมเป็นคนค่อนข้างชอบเทคโนโลยี เพราะเรียนวิศวะมาเลยอยากทำให้ได้ อยากไปให้ได้ ตอนนั้นที่ผมฝันอยากมา Silicon Valley ตอนนั้นผมทำงานอยู่ P&G ไม่แน่ใจว่าหลายคนรู้จัก P&G รึเปล่า บริษัทที่ผลิต แชมพู รีจ๊อยส์ เฮดแอนด์โชลเดอร์ ที่สะบัดผมแบบแทบเป็นแทบตายบอกไม่มีรังแค ขจัดสัญญาณทั้ง 7 ใช้แชมพู รีจ๊อยส์ขวดละ 20 บาทแต่เหมือนทำ แฮร์สปา เท่มาก นี่คือพลังแห่งการตลาด ที่ทำให้เราเชื่อ ซึ่งไม่แน่ว่าจะจริง ตอนนั้นผมทำ P&G ซึ่งผมก็มาเริ่มรู้ว่าสิ่งที่ผมอยากทำคืออะไร คือผมอยากไปเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางนวัตกรรมที่มันสร้างการเปลี่ยนแปลงของโลก เทคโนโลยี ผมอยากไปอยู่ตรงนั้น แต่ตอนนั้นผมยังขายแชมพูรีจ๊อยส์อยู่ทีมหน่วยรถ ทีมหน่วยรถของ P&G คือเข้าไปขาย เป็นรถเล็กๆนะครับ มีคนขับคนนึง ฝ่ายขายคนนึง ซึ่งก็เป็นผม รถเป็นรถกระป๋อง ขึ้นไป ตุ๊กๆๆๆ ไปอย่างนี้ ดีกว่าตุ๊กๆนิดนึงตรงที่มัน ไม่ค่อยสั่น มีที่เก็บ แล้วไปอย่างร้านที่เขาเรียกร้านเพิงหมาหงอย ร้านเล็กมากๆ ชนบทสุดๆ ต้องวิ่งตามคันนาเข้าไป พอไปถึงร้าน ถ้าเป็นหมาแหงนขึ้นไปมองยังหงอย เพราะร้านเล็กมาก เขาเรียกว่าร้านเพิงหมาหงอย จากตอนนั้น มาคิดถึงมันไกลมาก จากคนขายแชมพูมาสู่ Google เนี่ยมันไกลมาก มันค่อนข้างไกล มันจะเป็นไปได้เหรอที่เราจะทำได้ แต่ถ้าวินาทีนั้นผมตัดสินใจว่าผมพอแล้วกับชีวิต ตอนนั้นรายได้เป็นทีมขายรถก็ไม่ได้แย่มาก มันก็โอเค แต่ผมพอใจกับสิ่งที่ผมเป็น หรือว่าผมกำลังโกหกตัวเองกันแน่ ว่าสิ่งที่ผมอยากทำจริงๆนั้นมันคืออะไร การตัดสินใจมันเป็นช่วง Critical Point จุดตัดสินใจที่เราบอกตัวเราเองว่าจะยอมแพ้กับโชคชะตา แล้วเป็นในสิ่งที่มันเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน หรืออีกอันนึงเลิกโกหกตัวเองแล้วก็ทำตามความฝันของเรา มันยากอยู่เหมือนกัน แต่วินาทีนั้นที่ผมเป็นคนขายแชมพู ร้านเพิงหมาหงอยไปสู่ Google ไปสู่ Silicon Valley คือมันไกลมากๆ แต่สุดท้ายเป็น 4 year in a making คือ 4 ปี คือ 365 x 4 = 1440 วัน แห่งความพยายามทุกวัน ผมนอนวันละ 4 ชั่วโมง หรือบางวันนอน 2-3 ชั่วโมง เพราะผมรู้ว่าผมไม่ได้เก่งกว่าใคร ภาษาอังกฤษผมก็แย่ จะไปเรียนที่ Stanford Business School ภาษาอังกฤษ GMAT สูงที่สุด แต่ตอนผมเรียนวิศวะจุฬาเนี่ย ผมเรียน Fundamental English ภาษาอังกฤษพื้นฐาน น้องๆหลายคนที่เรียนจุฬาจะทราบ Fundamental English คือภาษาอังกฤษโคตรพื้นฐาน พูดง่ายๆ ผมมาจากโรงเรียนกำแพงเพชรวิทยาคม เขาก็ไม่ได้สอนภาษาอังกฤษดีเท่าไหร่ ผมท่อง A-Z ถูกรึเปล่ายังไม่รู้เลย Fundamental English คือ How are you doing? I’m fine thank you. And you. คือจำเอาไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไงหรอก ถ้าฝรั่งถามอย่างอื่นตอบอย่างเดียว ฝรั่งคงงง ทำไมมันสบายทุกวัน ร่างกายมันไม่ปวดขี้บ้างหรอไง I’m fine thank you and you. แต่มันไม่ใช่นะ you วันนี้ปวดขี้รึเปล่า ภาษาอังกฤษพื้นฐานผมได้ C สองตัว คือแมวเต็มบ้าน สุดท้ายผมสอบ GMAT ได้ 750 คะแนน คือ 98-99%ค่อนข้างสูง สุดท้ายมาดู Background ผมไม่ได้เก่งกว่าใคร ไม่ได้เป็นอัจฉริยะ ผมไม่ได้เป็นอะไร ผมเรียนวิศวะจุฬา ตอนปีหนึ่ง ปีสอง เกรดเฉลี่ยผม 2.68 ด้วยซ้ำ น้องหลายๆคนอาจจะบอก แต่ผม 2.00 เองพี่ อันนั้นก็ไม่เป็นไร แต่ผมอยากจะบอกบางครั้งการเรียนมันไม่ได้วัดสิ่งที่ถูกต้อง เกรดบางทีก็ไม่ได้วัดในสิ่งที่ถูกต้องแล้วเนี่ย บางครั้งเราเรียนในสาขานี้เราไม่ได้ชอบจริงๆ แล้วเราก็โกหกตัวเองเราเรียนในคณะที่เรา คือ คนเก่ง คนหล่อ ต้องเรียนคณะนี้ ไม่เรียนคณะที่ 3,4 เป็นต้น ดังนั้นหลายๆครั้ง เราถูกวัดในกรอบที่มันผิด คุณไม่ได้ถูกวัดในกรอบที่คุณทำได้ดีที่สุด มันเหมือนคุณเอา Porsche ไปขับตะลุย มันจะสู้ คูโบต้าได้ไหม คือควายยังเก่งกว่า Porsche ถ้าไปขับอยู่ในทุ่งนา ถูกไหม แต่ถ้าเราไปวิ่งถนนแบบที่มันมีพื้นที่นะ If the right place you stand and everyone can change the world. ถ้ามีพื้นที่ที่เหมาะสมให้กับพวกเรา แล้วพวกเราเนี่ยแหละที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ แล้วเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าทำไมผมถึงเชื่ออย่างนั้น หลังจากที่มาทำ Google หลังจากนั้นผมตัดสินใจสอบสัมภาษณ์ 8 รอบ กับ Google 5 เดือน 8 รอบเจอปัญหา ท้อไม่รู้กี่รอบ ตอนนั้นคือไม่มีงาน มีหนี้การศึกษา เพราะ Stanford มันแพง แล้วผมต้องใช้หนี้ เมื่อก่อนผมทิ้งงานที่สามารถซื้อ Porsche ได้ทั้งคัน มันมีความไม่มั่นคงในจิตใจมากมายมหาศาล แต่ ณ ตอนนั้นผมเชื่อมั่นว่าสุดท้ายถ้าผมไม่ได้บริษัท Google คือผมรู้สึกว่ายังไงผมต้องทำให้ได้ ผมเชื่อมั่น ผมรู้สึกว่ายังไงผมก็จะเอาให้ได้ ต่อให้ผมไม่ได้ปีนี้ ผมไปทำบริษัทอื่น แล้วกลับมาสมัครใหม่ แค่นั้นเอง ถามผมว่าแย่สุดคืออะไร แย่สุดคือกลับมาเมืองไทย สิ่งหนึ่งที่ดีมากๆเลยนะครับ กับการเกิดเป็นคนไทยคือเรามีบ้าน ยังมีที่ให้กลับ คนอเมริกาถ้าตกงาน ไม่มีที่ให้กลับแล้ว จริงๆเราไปสหรัฐอเมริกาไปหางาน จริงๆเราได้เปรียบนะ เพราะเรายังรู้สึกว่าเรายังมีหมอนรองข้างหลังตลอดไง ยังมีบ้าน มีครอบครัว มีสังคม ประเทศไทย หลายๆคนก็คงทราบ คงเป็นจุดที่วิกฤตที่สุดแล้ว ผมยังว่าวิกฤตที่สุดเราก็ยังอยู่กันได้ในระดับนึง ดีกว่าหลายๆประเทศ สังคมไทย เรายังได้พบพวกพ้อง มีอาหารไทย มีเพื่อนๆ มีรอยยิ้มของคนไทย ซึ่งผมรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้ผมไม่กลัวในการที่จะสู้ต่อไป เหมือนมันมีเบาะรองข้างหลังที่มันแน่นเลย ตอนนั้นเราแบ่งเป็น 2 ซีก มีด้านใดด้านหนึ่งเสมอ เป็นวิธีที่ผมมอง สัมภาษณ์ไป 8 รอบ แล้วก็ได้เข้ามาสู่ Google นี่แหละคืออาณาจักร Google จะเล่าให้ฟังว่ามันเป็นยังไง Google หลายๆคนคงทราบว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างมหัศจรรย์มันใช้เวลาทั้งหมด 11 ปีในการก่อตั้ง นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่ม ณ ตอนนี้เมื่อเช้าผมเช็คตลาดราคาหุ้น มูลค่าบริษัท ให้เดาว่าตอนนี้เท่าไหร่ สักคนนึงก็ได้ครับ แสดงความกล้า ความฝันนิดนึง คิดว่ามูลค่าบริษัทตอนนี้เท่าไหร่เอ่ย (10ล้านล้าน) ใกล้เคียงครับ คือ6ล้านล้านบาท ถ้าปัดก็ใช่ คือ 10ปี 10ล้านล้านบาท 1 ปี มันสร้างความมั่งคั่งได้ 1ล้านล้านบาท บริษัทที่เริ่มจากคนสองคน ลาร์รี่ เพจ กับเซอร์เจย์ บริน หลายๆครั้งที่ผมได้สัมผัสกับ ลาร์รี่ เพจ และเซอร์เจย์ บริน ประมาณ 2-3 ครั้ง มากกว่า 2 ครั้งผมว่าหลายแล้วกัน มีอยู่ครั้งนึงที่ได้ทำงานกับท่าน ท่านเป็นคนฉลาดนะ ฉลาดมาก โดยเฉพาะ เซอร์เจย์ บริน เป็นอัจฉริยะทางด้านวิทยาศาสตร์ ผมก็มั่นใจนะว่าผมเก่งคณิตศาสตร์ เพราะผมเด็กเลขโอลิมปิกที่สามของประเทศไทย สอบคณิตศาสตร์ ผมมั่นใจ พอตอนไปเจอเขา ผมอยู่ตรงนี้เขาน่าจะไปอยู่ตรงดวงจันทร์เก่งมากๆ สิ่งนึงที่ผมชอบเกี่ยวกับพวกเขา คือเขาเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาทำ อย่างมาก ผมไม่แน่ใจว่า ลาร์รี่ เพจ หรือเซอร์เจย์ บริน เค้าบอกต้องมี Healthy Ignorance of Impossibility บางครั้งที่มีใครบอกคุณว่าเป็นไปไม่ได้ ให้ Ignore ละเลยมันซะ นึกออกไหมครับ Healthy Ignorance of Impossibility ผมเคยเรียนกับ Eric E. Schmidt เขามาสอนที่ Stanford Business School คือวิชานึง 15 คาบ Eric E. Schmidt CEO google หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก มาสอนในคลาสนั้น 5 ครั้ง ทุกครั้ง Eric E. Schmidt จะย้อน Dream ให้ฟัง ที่เราเห็น Google 11 ปี 10ล้านล้านบาท คือปีนึง 1ล้านล้านบาท ที่มันสร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมา มันมีเบื้องหลังค่อนข้างเยอะที่เราไม่รู้ แม้แต่ Eric E. Schmidt เอง กว่าจะมาเป็น CEO สุดยอดขนาดนี้ เขาเกือบถูกไล่ออกจาก Google ด้วยความกดดันจากนักลงทุน เพราะตอนนั้น Google ไม่ทำเงินเลย คือ Spending Money ผลาญเงินตลอด ในขณะที่ตอนนั้นยอดขายไม่มีเลย ทุกๆคนที่ติดตาม Google คงทราบว่ากว่าที่จะมาทำเงินน่ะ ขนาดไหน คือกว่าจะได้มาเป็น Adwords เป็น Product ตัวเดียวที่ทำ revenue ให้ Google มหาศาล4ปีแล้ว ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่า Eric E. Schmidt เกือบจะโดนไล่ออกไปแล้ว ทุกๆวันเขากังวลตลอด จะหาวิธีทำเงินยังไง เพราะ Product ของ Google มันใช้ฟรี ทุกวันนี้ ลาร์รี่ เพจ กับเซอร์เจย์ บริน ก็ต้องปรับ ช่วงแรกๆที่เขาทำ Server ตัวแรกๆของเขา ซึ่งตั้งอยู่ที่ Google ลาร์รี่ เพจ และเซอร์เจย์ บริน เริ่มจาก Server ตัวเดียว ไอเดียก็ไอเดียเดียว ซึ่งก็คือ page blank หลายๆคนคงเคยได้ฟัง มาจากไอเดียเดียวจริงๆ ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกัน You จะมาทำ Search คู่แข่งมีเยอะแยะเต็มไปหมดแล้ว แต่ลาร์รี่ เพจ และเซอร์เจย์ บริน บอกว่าไอไม่เชื่อ ไอเชื่อว่ามันต้องมีวิธีการที่มันดีกว่าในการทำ Search แล้วฉันก็เชื่อว่า ไอเดียที่ดีกว่าคือไอเดียของฉัน เขาไม่ยอมแพ้กับความเชื่อของคนอื่น เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้ามากๆว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้อง มันน่าจะดีที่สุด Healthy Ignorance of Impossibility แต่มันต่างกับ stubbornness ความดื้อรั้นแบบไม่มีเหตุผลต่างกันเยอะ ผมยกตัวอย่างอีกอันนึงของ Healthy Ignorance of Impossibility ผมมีเพื่อน 2 คน ตอนเรียน Stanford Business School คนนึงเป็นผู้ก่อตั้ง ไอเดียของเขา ผมก็สนิทกับเขาระดับนึง ก็รักเขาแบบเพื่อนผู้ชาย อย่าเพิ่งมองผมเป็นอย่างนั้นนะครับ คือ ไอเดียเขาเนี่ยเขารู้สึกว่าเขาเป็นคนบั้นท้ายสวย เขาเป็นผู้ชายที่บั้นท้าย Sexy คือ It’s almost everything คือเขาบอกมันไม่มีกางเกงไหนที่คู่ควรกับบั้นท้ายของเขาเลย ไม่มีกางเกงไหนที่ทำให้บั้นท้ายสุด Sexy ของเขาโชว์ออกมา ฟังดูไอเดียนี้ Crazy ไอ้คนนี้โคตรบ้าเลย โหย! มึง กึ่งๆหลงตัวเองเหมือนกันนะ ผมเป็นเพื่อนเขาผมยังบอกเขา มันดูเพี้ยนว่ะ แต่เขาไม่เชื่อ เขาเชื่อมั่นอย่างมาก แล้วเกิดบริษัทชื่อ เบอร์โนโบส เป็น 1 ใน 10 แบรนด์ดาวรุ่งของอเมริกาที่ใช้เวลา 2 ปี ปีที่แล้วเขา Raise เงินได้ ทั้งๆที่ปีที่แล้วเป็นจุดต่ำสุดของวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทุกคนขอเงินกู้มีบางอันค้ำประกันไม่ได้ แต่เขา Raise Fund โดยใช้ชื่อบริษัทอย่างเดียว ขอเงินได้ 5ล้าน เหรียญ 200ล้านบาท คิดดู แล้วพุ่งขึ้นมาเป็นแบรนด์ดาวรุ่ง 1ใน 10 ของสหรัฐอเมริกา คิดดูว่ากางเกงสำหรับบั้นท้ายชายเซ็กซี่ อีกคนเป็นเพื่อนผม เพื่อนสนิท เขาชื่อ เจสสิก้า แจ็คกี้ แฟนเนอรี่ เป็นผู้ก่อตั้ง ชีว่า ปี2009 เขาเป็นผู้เข้ารอบ 200 คนสุดท้ายของผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของนิตยสารไทม์อายุเท่าผมนะ แต่ถ้าได้คุยกับเขาจะรู้ได้ว่า เจสสิก้า แจ็คกี้ แฟนเนอรี่ สุดๆ นี่คือว่า ใครจะบอกอะไร ฉันก็ไม่เชื่อ ฉันเชื่อในความฝันของฉัน ถ้าเธอบอกฉันว่ามันเป็นไปไม่ได้ ฉันไม่เชื่อ แต่ถ้าเธอบอกฉันว่าเป็นไปได้ ฉันจะเชื่อ ฉันเชื่อว่าฉันทำได้ ผมได้อะไรดีๆจากเขาค่อนข้างเยอะ หลายๆครั้งมันตอกย้ำความคิด จิตใต้สำนึกของคนเหล่านี้ เป็นอย่างนี้ครับ คนเหล่านี้ค่อนข้างเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ลาร์รี่ เพจ, เซอร์เจย์ บริน, เจอร์รี่ หยาง, เดวิด ฟิโล่, ฮิวเล็ต, แพ็คการ์ด หรือแม้แต่ Steve Jobs เองก็ตาม โอกาสที่ได้สัมผัสกับท่านเหล่านี้ สิ่งที่หนึ่งที่มันเป็น Theme เลย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ รุ่นใหญ่รุ่นหนึ่งจนถึงรุ่นล่าสุดที่เพิ่งมาเป็นดาวรุ่ง เขาเชื่อมั่นเหมือนกับเวลาที่พระเจ้าให้เราเกิดมา เขามอบศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ให้คนวิ่งตามความฝันมาด้วยแล้ว สิ่งนั้นติดตัวมานับตั้งแต่วินาทีแรกที่พระเจ้ากำหนดขึ้นมาให้เราต้องเกิดแล้ว ถ้ามีคนมาบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ถามว่าคุณยิงปืนใส่หัวเขา เขาหลบกระสุนเหมือน นีโอ ในเรื่องแมทริกซ์ เขาหลบได้ไหม ถ้าหลบไม่ได้ หยุดเวลาไม่ได้ เขาไม่ใช่พระเจ้า เขาไม่มีสิทธิ์จะมาบอกคุณว่า คุณทำไม่ได้ เพราะผู้ที่กำหนด ขอบเขตความเป็นไปได้ของคุณ และ คนที่กำหนดขอบเขตความฝันคุณ มีแค่คนเดียวคือพระเจ้า ทุกคนเชื่อว่าเพราะเจ้ามอบความฝัน แล้วโลกของเรามันกว้างใหญ่พอที่จะทำให้ความฝันของมนุษย์ทุกคนเป็นจริงได้ ถ้าเราไม่เบียดเบียนใคร อย่างนี้เป็นต้น พวกนี้จะเหมือนกันคือกึ่งๆบ้า แต่โลกเราก็ถูกขับเคลื่อนด้วยคนบ้า คนพวกนี้จะค่อนข้างเพี้ยน อย่าง Andy Grove ก็เป็น อดีต CEO ของ Intel หนึ่งในบิดาผู้ก่อตั้ง Silicon Valley. Andy Grove ก็จะมีปรัชญาในการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างสุดยอด Theme มันจะเหมือนๆกัน คือ Ignorance of Impossibility เชื่อมั่นจนบางทีเหมือนดื้อรั้นแบบไม่ฟังเหตุผลว่ามันเป็นไปได้ แล้วก็เชื่อมั่นในศักยภาพของเรา คุณก็น่าจะทำได้ ออกทะเลไปซะไกลถึงแอตแลนติค กลับมาที่ Google สำหรับผมส่วนหนึ่งก็คือส่วนหนึ่งของความฝัน อย่างน้อยก็ช่วงนึงของชีวิตละกัน วินาทีที่ผมเข้าไปใน Google ผมก็เจออันนี้ทันทีเลย ผมทำงานกับบริษัท แมคคินซี่ย์ ทำงานกับบริษัท ที่ค่อนข้างเป็น Structure มากๆ พอผมมา Google ผมเจอหมากรุก ตัวประมาณนี้! ผมยังสงสัยว่ามันจะเล่นกันยังไง จะยกกันยังไง วิธีเล่นของมันคือ เป็นอาณาจักรมหัศจรรย์ เพราะเชื่อมั่นว่า คือเราไม่ต้องซีเรียส เราไม่ต้องแต่งสูท เราซีเรียสกับสิ่งที่เราทำได้ เราสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราจะได้เห็นได้ว่าความขี้เล่นมันแฝงอยู่ในออฟฟิศของgoogleเต็มที่ แล้วดูตรงนั้นก็จะมีเก้าอี้นวด ยกตัวหมากรุกมากไม่ไหว ก็ไปนั่งเก้าอี้นวดไฟฟ้า เป็นอย่างนั้น ถ้าเครื่องนวดเอาไม่ไหว ก็จะมีหมอนวดมาให้ เขาเชื่อมั่นว่าพนักงานที่เขารับเข้ามาแต่ละคนอย่างยาก ศักยภาพแต่ละคนมหาศาล ต้องดูแลพนักงานเหล่านั้นให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เขาจะมีทุกอย่าง เดี๋ยวผมจะเล่าเรื่องสวัสดิการให้ฟัง ก่อนอื่นเขาเชื่อมั่นคุณไม่จำเป็นต้องซีเรียส คือคุณไม่ต้องซีเรียสมาก ยกเว้นเมื่อเวลาที่คุณจำเป็นต้องซีเรียสกับมัน คุณต้องมึความสุขกับมัน ถ้าคุณทำตามความฝันของคุณ ทุกๆวันของคุณไม่ต้องมานั่งกังวล ในการทำตามความฝันของคุณ ถ้าคุณเชื่อมั่นใน Google เชื่อมั่นในความฝันของ Google ทุกๆวันจะไม่ใช่การทำงาน ทุกๆวัน จะเหมือนการมา Campus มาเรียน หรือการมาใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานทุกวัน หน้าที่ของ google คือให้อิสระกับพนักงาน ดูแลพนักงานในทุกช่วงวงจรชีวิตของเขาให้ดีที่สุดครับ อันนี้คือออฟฟิศของ google อยู่ที่ Mountain view สำนักงานใหญ่ Mountain view เหมือนชื่อมันเลย คือวิวแห่งขุนเขา ออฟฟิศที่ผมอยู่เคยมีสิงโตภูเขาหลุดมา 2 ตัว ตัวผอมๆเล็กๆ เท่าลูกหมาบ้านเรานี่เอง เดินไปเตะคงตาย คน Google ไม่ใช่แบบ โอ๊ย รับไม่ได้ ต้องโทรไปเรียกตำรวจมา ตำรวจมา 30-40 คน สิงโตมันคงกลัว มันมาแล้วก็เดินหนีไป หลังจากนั้นก็กันโซน ใกล้กับป่าใกล้กับขุนเขามากๆ ถ้าเปรียบเทียบเหมือนกับเมืองเชียงใหม่ มันจะเงียบๆ ฟังดูเหมือน Silicon Valley จะเต็มไปด้วยตึก แต่จริงๆไม่ใช่ อากาศเย็นๆสบาย พริ้วๆ มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องเครียดมากกับการทำงาน ไม่ว่าเหนื่อย ไม่ว่าเครียด งานควายแค่ไหนก็ตามออกไปข้างนอกก็เครียดไม่ลง มันเป็นส่วนนึงที่มัน shape จิตใจของคน เขาเชื่อว่า You don’t be evil อย่าเป็นปีศาจ อีกอย่างนึงคือ User first, All else to follow ทำดีที่สุดให้กับผู้ใช้ สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นเงินหรือว่าทุกอย่างมันจะตามมาเอง ทุกอย่างในการ Construction สร้าง google ขึ้นมามันก็อยู่กับปรัชญาเหล่านั้น พนักงานพอทำงานเหนื่อยมา ตรงนั้นก็จะเป็นที่จัดคอนเสิร์ต ทุกๆวันศุกร์พนักงาน Google จะอนุญาตให้ดื่มเหล้าฟรี เขาจะมีเหล้าเสิร์ฟในงานแล้วมีคอนเสิร์ตเล่น เอาแบนด์ดังๆมาเล่น อย่าง Jimmy Buffet เขาจะเสิร์ฟเหล้า ไวน์ แชมเปญ ดื่มฟรีตั้งแต่ 4 โมงครึ่งเป็นต้นไป ฟรีหมด ดื่มกันไม่อั้น หลายๆคนดื่มเสร็จแล้วก็กลับไปนั่งทำงานต่อ ผมก็เป็นคนนึง แล้วก็คือตอนเครียดๆ บางทีก็จะมี Beach Volleyball ไปเล่น Volleyball สนามตรงนั้นซึ่งอยู่ในออฟฟิศ อันนี้เป็นอีกด้านนึง คุณทำงานตรงไหนก็ได้ ซึ่งหลายๆคนเคยถามผมว่า Google เป็นอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า ผมบอกว่ายิ่งกว่านั้นอีก ที่สำคัญไม่ต้องหนีออกมา เวลาผมทำงานเหนื่อยๆผมก็จะมีแคปซูลนอน ตั้งนาฬิกาปลุก ตั้งเป็นเพลง เวลาตั้งปลุกมันจะค่อยๆเลื่อนสั่น ติกๆ ขึ้นมาไม่ได้ปลุกกระโชกโฮกฮาก เขากลัวว่าคลื่นสมองจะกระทบกระเทือน มันเป็นวิธีการคิด อย่างบางทีมันเป็นแค่วิธีการคิด วิธีการ Keep พนักงาน แล้วผมว่ายุคสมัยใหม่ Generation Y ก่อนหลังจากนั้นผมไม่รู้ว่า Generation อะไร แต่ยุคนั้นต่างกับยุคก่อน Generation พวกเราค่อนข้างเยอะ คนเหล่านั้นมาด้วย Mission มาด้วยความหมาย คาดหวังว่าบริษัทจะ Treat ตัวเองอย่างดี แล้วก็เชื่อมั่นว่าตัวเองทำอะไรได้ดี แล้วผมก็รู้สึกว่ามันเป็นจริง ดังนั้นบริษัทต้องให้ sensibility และ freedom กับพวกเขาค่อนข้างเยอะ แล้ว Treat เขาเหมือนที่ Google treat ไม่ต้องเหมือนกันทั้งหมด แต่ว่าการใส่ใจในตัวพนักงาน นั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก ผมว่า Generation Y เป็น Generation ที่เก่ง เก่งมากๆ รู้จักการใช้ เทคโนโลยี มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงโลกจริงๆ แล้วหลายๆคน เพื่อ Make the world โดยเฉพาะที่ google ผมรู้สึกว่าทุกๆคนที่คุย ส่วนใหญ่ที่คุยด้วย ผมบอกได้เลยว่าแววตาเขาเต็มไปด้วยความฝัน ทุกคนที่เข้ามาหวังที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของ Google องค์กรที่จะเปลี่ยนแปลงโลก แล้วเขารู้สึกว่า เขาเข้ามาใน google เงินเดือนน้อยมาก ก็ไม่ได้น้อยขนาดนั้น เงิน Offer ที่ผมได้จาก google น้อยที่สุดในแง่ของเงิน แต่ทุกคนยอมรับเงินเดือนน้อยกว่า เข้ามาในตำแหน่งที่ตัวเองควรจะได้ เพราะสุดท้ายทุกคนคิดว่า google ทำสิ่งที่ดี และอันนี้จะ Changing the world สิ่งเหล่านี้มีพลังอำนาจในการจูงใจคน มากกว่าเงินตรา หรืออะไรใดๆทั้งสิ้น การผูกกันด้วยความฝัน ที่มีความหมายและก็ยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะดึงคนที่มีความสามารถมาร่วมกันได้ อันนั้นเป็น Learning อันนึงที่ผมได้รับ ทางซ้ายเป็น Server ตัวแรกๆของ Google ที่เป็นบริษัท10ล้านล้านบาท ศูนย์13ตัวเริ่มจาก Server ตัวนี้ ตัวเล็กๆแค่นี้ที่ ลาร์รี่ เพจ และเซอร์เจย์ บริน ทำเมื่อ10ปีที่แล้ว ณ วินาทีนั้นที่ ลาร์รี่ เพจ กับ เซอร์เจย์ บริน ยอมแพ้แล้วขายไป จริงๆเขาเคยคิดครั้งนึงว่าจะขาย ขาย 1ล้านเหรียญ 40 ล้านบาท Google คงไม่ได้มาเป็นบริษัท 10ล้านล้านบาทขนาดนี้ได้ แล้วการที่ Google เริ่มจากนักศึกษาปริญญาเอก 2 คน ทุกๆอย่างอยู่ในจิตวิญญาณของ Google ในวงการเทคโนโลยี ทางขวาให้เดาว่าเป็นอะไร ถ้าเดาถูกผมมีหนังสือเล่มนึงของผมจะแจกให้ พร้อมลายเซ็นต์ (รีไซเคิลบางอย่างรึเปล่า เห็นถังอยู่ข้างล่าง 2 ใบ ) ใกล้เคียงครับแต่ยังไม่ใช่ ผมให้เดา ให้เวลาติ๊กต๊อกๆ 15 วินาที เดาได้ครับถูกผิดไม่ต้องกลัว ไม่ใช่ข้อสอบ ผมเฉลยเลยแล้วกัน อันนี้คือ Google มีเครื่องซักผ้าฟรี แต่เขาพบปัญหา พนักงานเขาจะกด น้ำยาซักผ้า กับอบผ้านุ่ม มากเกินไป เขาเลยตั้งเครื่องที่กำหนดไว้เลย สำหรับผ้าชนิดนึงเท่านี้ ต้องใช้เท่าไหร่ อันนี้พนักงานทำกันเอง กดปุ๊บมันก็จะ Feed ออกมาปริมาณเท่านี้นะจ๊ะ ไม่งั้นจะใช้กันเปลือง และจะมีอันตราย กับ environment อันนี้คือ 20% Project ให้เวลาพนักงาน 1 วัน ต่อสัปดาห์ ไปทำอะไรที่ตัวเองอยากทำได้เต็มๆ ถึงแม้ว่าเหมือนไอ้เจ้าเครื่องอันนี้ก็ตาม ซึ่งหลายๆครั้งไอเดียที่เกิดจาก google ก็เกิดจากออกมาเป็นแค่นี้ นึกออกไหมครับ แต่จากการลองผิดลองถูกเป็นร้อยๆพันๆครั้ง มันก็เกิดไอเดียเจ๋งๆหลายๆอันออกมา และ google ก็ค่อนข้างเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงโลก แม้กระทั่งอันนี้ก็ตาม จะคำนวณกันมา คนจะมาซักผ้าที่บริษัทกันเยอะ เพราะบริษัทให้ซักผ้าฟรี แทนที่จะซักที่บ้าน เรามาทำงานก็ซักเองก็ได้ จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในนั้นตลอดเลย เขาคำนวณกันพันแกลลอนมั้ง ที่จะเซฟได้ ช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมค่อนข้างเยอะของผงซักผ้า อันนี้จะเป็นออฟฟิศของเขา จะเห็นเป็นโต๊ะ บิลเลียด อันนั้นเป็นตู้เกมส์เต็มไปหมดเลย ถ้าเครียดก็มาตี ปิงปอง เล่นบิลเลียด ตู้เกมส์ ส่วนทางซ้ายก็คือ อันนึงที่ขึ้นชื่อของ google มีโรงอาหารใน google เฉพาะในสำนักงานใหญ่ 20 แห่ง ทำโดยเชฟ มือหนึ่ง คือถ้าไปกินข้างนอกมากินกับเชฟที่นี่ดีกว่า ฟรีด้วย อันนี้คือซูชิ เขาเรียกกันว่า google ซูชิ หรือ กูชิ อันนี้ก็จะมี ซูชิ กูน่า google ทูน่า มีความคิดสร้างสรรหลายๆอย่าง แม้แต่พ่อครัวเองเนี่ย เพราะ google เชื่ออย่างนึง มันคือประชาธิปไตยของข้อมูล ประชาธิปไตยแห่งไอเดีย คือ Great idea can come from anywhere ไอเดียดีๆสามารถมาได้จากทุกที่ แม้แต่กระทั่งพ่อครัวหรือพนักงานทำความสะอาดเองก็ตาม Great idea can come from anywhere แม้แต่พ่อครัวเองก็ต้องคิดเมนูใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ที่จะดูแลพนักงานใหม่ๆ อย่างนี้เป็นต้น บางทีออฟฟิตผมจะมีการแข่งขันการทำ Snack attack ตอนบ่ายๆพนักงานจะง่วง ต้องหา Snack มาดูแลพนักงานให้ดีที่สุด บางอันก็มีบราวน์นี่ที่แอบใส่เม็ดกาแฟเข้าไป อีกอันนึงที่เด็ดสุด เป็นเครื่องดื่มที่มาจากAmazon ดื่มอันนึงมันจะ ตึ๊ดตึ๋ยขึ้นมา ต้องกินคู่กับอีกอันนึงเข้าใจว่ามาจากยุโรปตะวันออก ต้องกินผสมกันพอกินเข้าไป โอ้โห! ม้าเรียกพี่เลยนะครับ เรียกว่าชีต้าร์ วิ่งยิ่งกว่าชีต้าร์ แต่ว่าเป็น ออแกนิกนะครับ ขอโทษ มาจากส่วนครัวออแกนิคของGoogleเอง ข้างขวาเป็นตัวอย่างนึงของโรงอาหารของgoogle มีกระจัดกระจาย 20 กว่าที่ อันนี้เป็นวิธีการเดินทางของคนใน google อันนั้นก็คือ รถจักรยานนั่งหันหน้าเข้าหากัน เพื่อสามัคคี เอาโน้ตบุควางตั้งแล้วประชุมกัน แล้วปั่นจักรยานอยู่ ตอนแรกผมก็งงว่าเอาหน้าเข้าหากันแล้วจะรู้ได้ไงว่าจะไปทางไหน the point คือไม่ใช่ว่าเราต้องการไปที่ไหน แต่ the point คือ การประชุมนอกสถานที่ ทางขวาเป็นรูปการเดินทางอีกแบบนึง สกู๊ทเตอร์แบบมีไฟฟ้าเสียบ แว๊นนิดนึง แต่ไม่แว๊นจะเท่ ที่นั่นพนักงานจะเซียน จินตนาการ บางทีก็มีสก๊อยตามขึ้นมาเกาะด้วย เพื่อประหยัดการเดินทางเขาเลยมีตัดผม ออนไซท์ด้วย ตัดผมถึงที่ เปลี่ยนน้ำมันเครื่องถึงที่ ทุกอย่างคือให้พนักงานอยู่ในนั้นได้โดย ผมอยู่ที่นั่นเยอะเพราะสะดวกกว่า อาบน้ำ ได้หมดเลย หลายๆครั้งผมก็อยู่ที่นั่นแหละ ทางขวานี่ไม่ใช่เครื่องเดินทางของ google นะครับ แต่มีผู้ก่อตั้งท่านนึง คือ เซอร์เจย์ บริน เค้าค่อนข้างแบบชอบในด้านของ Space ก็เลยมี Space ship อันนึงในออฟฟิศของ google ด้วย หลังจากที่เล่า ตอนนี้ก็มาถึงโต๊ะของผมนะครับ ถ้าสังเกตุจะเห็น earth ซึ่งผมทำงานอยู่ในส่วน google earth จะรวม google ocean ท้องทะเล google mars ดาวอังคาร แล้วก็ google moon ดวงจันทร์ google sky ท้องฟ้า รวมตั้งแต่พื้นดิน ท้องทะเล จักรวาล ก็ว่าไป อันนี้เป็นโต๊ะของผม ใครมาที่ google ผมก็เชิญมาเยี่ยมที่โต๊ะผม ส่วนอันนี้ก็คือ อัลกอร์ อันนี้เราทำ project ร่วมกับท่าน การทำ project กับ google earth มันดีมาก เพราะเราทำ อย่าง google ocean คนที่มา Launch กับเราก็คืออัลกอร์ เป็นพันธมิตรกับเรา ในขณะที่ google moon, google mars เป็นพันธมิตรกับนาซ่า มันเปิดโอกาสเปิดโลกไปเยอะมากๆทำให้เราได้สัมผัส ไม่ได้หมายความว่า Oh! You อัลกอร์ตบหัวเขาไม่ใช่อย่างนั้น แต่เรามีโอกาสได้ร่วมงานกับทีมงานของเขา อันนี้เป็นโต๊ะของผม มีลายเซ็นต์ของอัลกอ เขาเซ็นต์ให้ จะเห็นว่า One of กระทิง พูนผล One of อัลกอร์ ทำโครงการกับเขาแล้วเขามาเซ็นต์ให้ อันนี้คือโต๊ะทำงานของผมจะโยงไปถึงสิ่งที่ผมทำ ก็จะเห็นว่าจอผมก็จะมีจอหลายๆอัน ตรงพื้นก็จะเป็นพื้นผิวดวงจันทร์ ทำพรมเป็นพื้นผิวดวงจันทร์ อันนี้ทำดีแล้วนะวันนั้นเก็บแทบตายเพราะรู้ว่าวันนึงต้องพูดแน่ๆ จริงๆคือสกปรกมาก บางทีอาจจะเห็นกางเกงในด้วย โยงมาถึงโปรเจคที่ผมทำอันนึง เป็นโปรเจคที่ผมภูมิใจมากๆ ซึ่งก็คือการออก Software ดวงจันทร์ การเฉลิมฉลองการไปลง 40 ปีของ นีล อาร์มสตรอง ที่ไปลงดวงจันทร์เป็นครั้งแรก พูดตรงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกว่า นีล อาร์มสตรองไปลงจริงรึเปล่า แต่ประเด็นมันไม่ใช่ตรงนั้น ประเด็นมันคือการเฉลิมฉลองความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของมนุษยชาติ มันเป็นความภูมิใจสุดๆของคนอเมริกัน เพราะมันคือ 40 ปี ของการไปลงดวงจันทร์ แล้วคนอเมริกันจะภูมิใจมาก เพราะจากประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเป็นต้นไป มีคน 13 คน แตะเท้าสัมผัสดวงจันทร์ได้ คนเหล่านั้นเป็นคน อเมริกันทั้งหมด ดังนั้นโปรเจคนี้เป็นความภูมิใจของคนอเมริกัน มันโยงกับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี้ เป็นประธานาธิบดีที่คนสหรัฐรักที่สุดคนนึง เพราะ จอห์น เอฟ เคเนดี้ เป็นคนกระตุ้น ให้คนอเมริกันลุกขึ้นมาฝัน บอกทุกคนว่าภายใน 10 ปี จะเป็น Man on the moon ซึ่งสุดท้ายก็ทำได้ในปี 1969 เกือบหมดทศวรรษ มันเลยเป็นการเติมเต็มความฝัน ของจอห์น เอฟ เคเนดี้ มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก มันไม่ใช่การเฉลิมฉลองอย่างเดียวแต่มันคือหลายสิ่งๆหลายๆอย่าง แต่มันเป็นประเด็นเรื่องย่อยอีกว่า ทำยังไงไม่ให้คนหมั่นไส้คนอเมริกัน แล้วรัสเซียทำยังไง อินเดียก็มี ตอนนี้เค้ามีโปรแกรมดาวเทียม ญี่ปุ่นก็มีดาวเทียม ฉะนั้นในอีกแองเกิ้ลนึงในอีกแง่ของ international operation คือทำให้มันเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของทั่วโลกอย่างแท้จริง ก็เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องนึง เป็นโปรเจคที่ค่อนข้าง เป็นโปรเจคที่ Challenge มาก ทำงานกับคนระดับวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกา คนที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของนาซ่า เป็นโปรเจค owner ของตัวนี้ เป็นเจ้าของโครงการตัวนี้มันก็มหาศาล ใหญ่แล้วก็เครียดมากๆ เครียดจริงๆนะ เป็นโปรเจคก้อนสุดท้าย คำถามแรกที่เกิดขึ้นมา คือทำไมโปรเจค owner ทำไมต้องเป็นคนนี้ ทำไมไม่ใช่คนอเมริกันที่อาจจะเข้าใจมันได้มากกว่า มีคำถามอีกเยอะมาก google เป็นองค์กรที่ดีอย่างนึง สุดท้ายคือ You have a chance to prove yourself ยังไงก็มีที่ให้คุณพิสูจน์ตัวเองเสมอ เราจะมาจากประเทศเล็กๆสุดท้าย ถ้าคุณทำได้ แล้วคุณพิสูจน์ว่าคุณทำได้จริงๆ สุดท้ายก็จะมีที่ให้คุณยืนแล้วก็ได้ทำมันจริง แต่คุณต้องเรียนรู้เร็วและทำให้เร็ว และมันก็เป็นโปรเจคอีกอันนึงที่ผมภูมิใจ นี่เป็นอุปสรรคเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้น เริ่มตั้ง 7 วัน ผมเขียนไว้ในหนังสือ 7 วันก่อนที่จะออกดวงจันทร์ software ดวงจันทร์ที่ต้องเป็นแบบสมบูรณ์แบบ นึกออกไหมครับ ต้องใช้ดาวเทียมของนาซ่า ถ่ายภาพ สร้างดวงจันทร์จำลอง เราให้นักบินคนแรกและคนสุดท้ายของโลกมาบรรยายว่าการลงดวงจันทร์จริงๆเป็นยังไง เป็นอะไรที่แบบเท่มาก และมันควรจะสมบูรณ์แบบ แต่ว่า1อาทิตย์ก่อนวันที่จะเฉลิมฉลองนะ 1 อาทิตย์ ผมคิดดวงจันทร์หายไปครึ่งดวง ตอนนั้นใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เป็นคุณจะรู้สึกยังไง มันเป็นโปรเจคที่จะเฉลิมฉลองทั่วโลก ผู้บริหารระดับสูงของนาซ่า นักการเมืองระดับสูงของอเมริกา ทุกคนจะมางานเฉลิมฉลองทั้งหมด จะบอกเขาว่า เอ๊า!! สวัสดีจ้ะ หมุนดวงจันทร์ไปครึ่งดวง อีกด้านนึงไม่มี เพราะคืนนี้เป็นคืนเดือนมืดอะไรอย่างนี้ ใช้มุกตลกคาเฟ่มันก็ไม่ได้ เครียดมากเพราะผมนอนวันละ 2 ชั่วโมงช่วงนั้น เดินออกไปอ้วกออกมาเป็นเลือดเลย เพราะผมกินอาหารไม่ตรงเวลา นอนไม่หลับ ผมก็อึดนะแต่สุดท้ายร่างกายมันไปไม่ได้ ใจมันไปได้ระดับนึง แต่ร่างกายมันไปไม่ไหว ผมว่าขนาดหมาจะเห่าผมยังต้องนอนเลย ผมโทษไปนั่นเลยนะ สุดท้ายมันไม่ได้ ต้องเอาวิศวกรนาซ่า บินมาอยู่กินกับเรา สุดท้ายถ้าคนเรามันเก่ง มันสุดยอด เชื่อมั่นว่ามี Passion จริงๆ อะไรก็เป็นไปได้ 4 คน สร้างดวงจันทร์จำลองครึ่งนึงในเวลา 2 วัน ทำแบบทีละตารางกิโลเมตร ทำกันเหมือนหุ่นยนต์ ผลักดันด้วยใจจริงๆ พวกนี้มาร่วมงานกับ googleเนี่ย คือนาซ่ามาร่วมงานกับ Google เพื่อส่งผ่านการไปสู่อวกาศให้กับมนุษยชาติในยุคสมัยหน้า ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก พวกนี้ไม่นอนเลยนะ 2 วันเต็มๆ เราเห็นเค้าทำงานยิ่งกว่าหุ่นยนต์ พวกหุ่นยนต์มันยังอายมันยังกินไฟฟ้า พวกนี้มันไม่กิน มนุษย์ไฟฟ้ายังอาย พวกนี้ไม่กินอะไรเลย ผมเห็นนะ ถ้าสุดท้ายมันถูกหลักการทำด้วยใจทำในสิ่งที่เราเชื่อมั่น มันคือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงโลกจริงๆ แล้วเราจะเห็น ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นเลยนะ จนวินาทีสุดท้าย 48 ชั่วโมงเต็มๆ สร้างดวงจันทร์ครึ่งดวงสำเร็จ สุดยอด ทุกอย่างดูเหมือนดีที่สุด เพราะคนที่พูดในวันงานให้คือ Lori B. Garver คือเบอร์ 2 ของนาซ่า ตอนนั้น บารัค โอบาม่า เพิ่งขึ้นมา ดังนั้นเขายังไม่ได้ confirm กับ Lori B. Garver ว่าจะเป็นเบอร์ 2 ของนาซ่า แล้วตอนนี้ Garver จะมาพูดแล้วก็ Buzz Aldrin มนุษย์คนที่ 2 ที่ไปลงดวงจันทร์และเป็นฮีโร่ของคนอเมริกัน อย่างบารัค โอบาม่า ตอนชิงทุน ถ้าเราลองไป Search ดู บารัค โอบาม่า กับนีล อาร์มสตรอง จะรู้เลยเขาเรียนไม่เก่ง แต่ยกย่องให้ว่าเขาเป็นวีรบุรุษ บารัค โอบาม่าก็ขึ้นมา คนเหล่านี้จะมาในวันงาน มาพูดในวันงาน คนที่จะมาเป็นพิธีกรเป็นหัวหน้าโต๊ะข่าว CNN ทางด้าน เทคโนโลยี ,วิทยาศาสตร์ แล้วก็ นักบินอวกาศคนแรกของโลก ผู้อำนวยการของสถานีอวกาศญี่ปุ่น JAXA ก็มาในวันงานด้วย คือทุกอย่างมันดูพร้อมหมดแล้ว 3 วันก่อนวันงาน บารัค โอบาม่า และวุฒิสมาชิกเพิ่ง Approve ว่า Lori B. Garver เป็นเบอร์ 2 แล้ว ดังนั้นจึงมาเป็นตัวแทนนาซ่าได้ ทุกอย่างดูเหมือนดีแล้ว ดวงจันทร์ครึ่งดวงก็แก้แล้ว 8 ชั่วโมงก่อนวันงาน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น จอที่เราจัดงานที่ Museum ร้อยวันพันปีตั้งแต่ตั้ง Museum นั้นมาไม่เคยเกิดปัญหาเลย เป็นจอใหญ่ขนาดจอ 40 ฟุต ใหญ่กว่าจอนี้มหาศาลเป็นจอเบ้อเร่อเลย ถ้าฉายดวงจันทร์บนนั้นคงสุดยอด สิ่งที่เกิดขึ้นคืออันนี้ มันเริ่มจากอันนี้ก่อนครับ เหมือนช่อง7อะ ผมก็ตกใจตายแล้ว ช่อง7แทรกแซงสัญญาณ อยากไปดูคุณทักษิณทำอะไรรึเปล่า แล้วก็แก้ได้แล้ว ช่อง7หายไปแล้ว สวัสดีขอบคุณคุณแดงที่กรุณาผม สิ่งที่เกิดขึ้นจอดำฉายดวงจันทร์ฟันหลอ 8 ชั่วโมงก่อน Launch ดวงจันทร์ฟันหลอ จะเล่นมุขก็ได้ ว่ามีประชากรกระต่ายอยากแจ้งเกิดมารวมตัวกัน จะขายผ้าเอาหน้ารอดอย่างนี้หรอ มันไม่ใช่ มันเป็นโปรเจคระดับนั้นน่ะ วันงานตอนเช้าคุณจะเห็น Schedule ของพวกนั้นแน่นมาก อย่าง Buzz Aldrin, Lori B.Garver เค้ามีกินข้าวกินข้าวกับประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า แล้วพอกินข้าวเสร็จรีบมางานผมเลย Schedule มันติดๆกันเลย แต่เขายอมมางานของเราทั้งๆที่มีงานให้เลือกตั้งเยอะแยะ เขาเชื่อมั่นว่าเขาอยากฝากไม้ส่งต่อ การไปสู่อวกาศคือความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะคนเหล่านี้เชื่อมั่นว่าปัญหาหลายๆอย่างที่เกิดจากโลกเรามันเกิดจากทางเลือกของมนุษย์เราในการใช้เทคโนโลยีในการทำลายล้าง ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังว่าอีกโปรเจคที่ผมภูมิใจคืออะไร เขาเชื่อมั่นว่าเขาจะแก้ปัญหาโลกร้อน หรือปัญหาหลายๆอย่าง เทคโนโลยีมันมีผลมากๆ สิ่งนี้มันไม่ใช่แค่ คุณต้องไปถึงดาวอังคาร ดาวพลูโต แต่จริงๆมันคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งผ่านให้มนุษยชาติรุ่นถัดไป คือให้พวกเราในที่นี้ใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การบุกเบิกทางวิทยาศาสตร์และใช้มันในการเปลี่ยนแปลงโลก มันคือนัยยะ สำคัญหลายๆอย่าง เจอดวงจันทร์ฟันหลอเข้าไปทำยังไง ตอนนั้นผมพูดตรงๆผมร้องไห้เลย เพราะมันทำอะไรไม่ได้แล้ว แก้ทุกอย่าง แก้ไป 3 ชั่วโมง ผมออกไปนั่งร้องไห้ ด้านหน้าสถานที่จัดงานมันมีดวงจันทร์ใหญ่ๆดวงนึง เป็นดวงจันทร์ขนาด 3 ฟุต ซึ่งใหญ่มาก ผมไปนั่งร้องไห้ตรงนั้น ตอนนั้นมันเหมือนอะไรดลบันดาล มีผู้หญิงผิวดำคนนึงเขาชื่อ อะไร คาชา หรืออะไรสักอย่าง เขาเดินมา คือกลิ่นมาแล้วเป็นคนเร่ร่อนแน่ๆ พวกนี้กลิ่นมันจะออก ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่สุดท้ายแล้วเนี่ย What you wear สิ่งที่คุณสวมใส่หรือว่าภาพลักษณ์ภายนอก It’s not as important as what is inside มันไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ในใจของเรา มันไม่สำคัญกับสิ่งที่เขาพูด It's not important what thay said เขาถามผมว่าเป็นอะไร ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเข้าใจแค่ไหน เรากำลังจะออก Software ดวงจันทร์ เราจะพาคนไปลงดวงจันทร์ สำเนียงอังกฤษปนไทย แล้วก็สะอื้น แต่รู้ว่าไม่สำเร็จ เขาก็ลุกขึ้นเอามือไปแตะดวงจันทร์ เขาบอกดวงจันทร์ของเขาอยู่แค่ตรงนี้ ความฝันของเขาอยู่แค่ตรงนี้ มันใกล้มันเห็นได้ง่าย เขาถึงได้เป็นได้แค่นี้ แต่ความฝันของคุณมันอยู่ตรงนั้น มันอยู่บนฟ้า เป็นล้านๆไมล์ มันถึงได้ยาก มันดูเป็นไปไม่ได้ มันจึงมีอุปสรรคมากมาย บางครั้งจะไปถึงตรงนั้นได้ต้องฝ่าชีวิตไป เขาบอกเลยว่าถ้าคุณทำสำเร็จมันคงจะยิ่งใหญ่มาก ดวงจันทร์ของเธอมันอยู่ไกล ดวงจันทร์ของฉันมันอยู่ใกล้ ถ้าคุณไปถึงได้มันคงจะยิ่งใหญ่มากๆ ดังนั้น เหลือเวลาอีก 8 ชั่วโมง หนุ่มน้อย Kick you ass up สะบัดตูดขึ้นมา Just do it. อย่ามาเสียเวลาอยู่ตรงนี้ ยกก้นขึ้นมา เข้าไปแก้ปัญหาได้แล้ว Great idea and inspiration get out from anywhere บางครั้งเราต้อง see through things ผมอยากบอกจริงๆ จนสุดท้าย fix งานจนเหลือ 3 ชั่วโมงเสร็จ ผมก็แก้มันจนได้ อย่าเพิ่งตบมือ ยังไม่จบ ปรากฏว่างานนี้น่ะแขกผู้มีเกียรติที่มาพูดในงานในวันนี้ 2 คน Buzz Aldrin มนุษย์คนที่2บนดวงจันทร์ กับ Lori B. Garver กินข้าวกับบารัค โอบาม่า คงทานแล้วก็คุยกันนาน เลทไปครึ่งชั่วโมง โทรเช็คกันตลอด เราต้องเอารถไปรอรับพวกนั้นที่ White House ถ้ามีมอไซต์เหมือนเมืองไทยนะ เอาไปแล้ว ผมอยากบอกอย่างนึง กว่าจะสำเร็จขนาดนั้นได้ อุปสรรคจนนาทีสุดท้าย ล้มเหลวเป็นสิบครั้ง อุปสรรคเป็นสิบครั้ง ดวงจันทร์หายไปครึ่งดวง ดวงจันทร์ฟันหลอ งานที่ยิ่งใหญ่ยิ่งยากเท่าไหร่ อุปสรรคที่เรามองไม่เห็นยิ่งมีมากเท่านั้น มันทวีคูณ แต่ถ้าเราทำมันสำเร็จ ความสำเร็จมันก็ยิ่งใหญ่และมีความหมายกับผมมากๆ อันนี้ก็คือวันงาน ก็จะเห็นได้ว่า ที่นั่งแถวหน้าเป็นผู้อำนวยการ JAXA แล้วก็มนุษย์อวกาศหญิงที่เป็นเอกชนคนแรกของโลก Buzz Aldrin มนุษย์คนที่ 2 ของโลกที่ไปเหยียบดวงจันทร์ แล้วก็ Lori B. Garver เต็มไปหมด ตอนเย็นก็เป็นงานเฉลิมฉลองของ นาซ่ากาล่า ดินเนอร์ เป็นงานอย่างเป็นทางการของนาซ่า จัดเพื่อเฉลิมฉลองการไปดวงจันทร์ ครบรอบ 40 ปี เขาจัดยิ่งใหญ่มากปีนี้ เพราะนักบินอวกาศพวกนี้แก่มากแล้ว อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ moon walker จะมาอยู่กันพร้อมหน้าแล้วยังมีชีวิตอยู่ moon walker ไม่ใช่ไมเคิล แจ็คสันนะ เป็นคนที่เหยียบดวงจันทร์ ถึง 3 คน อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเพราะ บัซ อัลดริน ก็อายุมาก นีล อาร์มสตรอง ก็แก่มากๆ ทางขวาเป็นนีล อาร์มสตรอง ท่านเดินมาชนผมพอดี วิ่งไปหาคนดำคนนั้น แล้วก็ขอจับมือกับนีล อาร์มสตรอง แต่ก่อนคือแอบถ่ายไว้นิดนึงด้วยไอโฟนของผมนี่ละ นี่คืองานเฉลิมฉลองของนาซ่า ทางขวาคือมนุษย์ 3 คน ที่ไปลงดวงจันทร์ ผู้หญิงท่านนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นหลาน หรือ เหลน ของ จอห์น เอฟ เคเนดี้ รู้สึกจะเป็น นักบินเป็นpilotด้วย เหมือนเป็นตัวแทนของ จอห์น เอฟ เคเนดี้ ในวันงานเป็นโปรเจคที่ผมค่อนข้างภูมิใจ แต่สุดท้ายหลังจากที่ทำงานกับคนยิ่งใหญ่เหล่านี้ คือ Theme มันค่อนข้างชัด เค้าเชื่อมั่นว่าคนยิ่งใหญ่ระดับโลกเหล่านี้ เขายอมรวมตัวเขายอมมาทำสิ่งเหล่านี้ แม้แต่ โคฟี่ อันนัน ตอนนั้นตอนมาทำโปรเจคด้วยกันปลายๆโปรเจค โคฟี่ อันนัน เพิ่งผ่าตัดทำบายพาส 2 อาทิตย์หลังจากนั้นน่ะ โคฟี่ อันนันลุกขึ้นมาทำโปรเจคกับgoogle ซึ่งสุดท้าย turn out ออกมาผมก็เสียดายเหมือนกัน เพราะมันเป็นการประชุมสิ่งแวดล้อมโลก เละตุ้มเป๊ะ โคฟี่ อันนัน ยอมมาทำงานกับเรา เขาเพิ่งบายพาสหัวใจ อัลกอร์ก็มาทำงานกับเราเพราะเขาคิดว่าสุดท้ายมันเป็นการส่งผ่านภาระกิจอันยิ่งใหญ่ในการ Change the world อย่างคนธรรมดาๆอย่างพวกเรา เพราะคนเหล่านี้เขาเชื่อว่าบริษัท google เป็นหนึ่งในบริษัท เทคโนโลยีของโลก สุดท้ายทศวรรษนี้ อาจจะเป็นทศวรรษแห่งการสูญหาย เรียกว่า Lost decade เราเห็นวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตทุกอย่าง มันเกิดขึ้นในทศวรรษนี้ ทศวรรษก่อนหน้านั้น ทำนองเดียวกัน มันอาจจะเป็น decade of hope, decade of inspiration, decade of changeก็ได้ คือทศวรรษแห่งแรงบันดาลใจ ทศวรรษแห่งความหวังและทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง เขาเชื่อว่าทศวรรษนี้จะกำหนดการเป็นไป ที่เหลือทั้งหมดของศตวรรษนี้ของมนุษยชาติ อีก70ปีข้างหน้า มนุษยชาติมองย้อนกลับมา ทุกคนก็จะบอกว่าทศวรรษนี้ที่เป็นตัวกำหนดอนาคต ณ ตอนนั้น ประเทศไทยเองก็เหมือนกัน มันอยู่ที่ทางเลือกของเรา เขาเชื่อมั่นว่าแค่คนไม่กี่คนหรอกไม่ว่าเค้าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน มาพูดกันปาวๆ จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่คนธรรมดาๆอย่างพวกเราที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของนิตยสารไทม์ ในปี2006ที่รู้จักการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องอย่างมีความหมาย นี่แหละที่กำหนดความเป็นไปที่เหลือของมนุษยชาติ ของศตวรรษทั้งหมด เขาจะสาปแช่งเรา หรือเขาจะบอกเราว่า Generation ของทุกคนที่อยู่ที่นี่ ณ ตรงนี้ จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงโลก และmake it the decade of hope, decade of change และ decade of inspiration มันอยู่ที่ Choices ที่พวกเราใช้เลือก คนธรรมดาๆอย่างพวกเราๆนี่แหละ มันเลยเกิดมาเป็นโปรเจคอันนึง คือโปรเจคฮีโร่ คือเราเข้าไปทำกับคนธรรมดาๆสามัญมากๆ คือเราไปทำกับหัวหน้าเผ่า อะเมซอน หัวหน้าเผ่าชื่อ อาร์เมียร์ คนป่า ตอนนั้นเผ่านึง ถูกยิงต่อหน้าเราไป 11 คน จากประชากรใน 200 คน จากคนขาว ที่ใช้ปืน แล้วก็ใช้เทคโนโลยีในการทำลายล้างป่า เขามีแค่ลูกดอก มีแค่คันธนูเขาสู้ไม่ได้ หัวหน้าเผ่านี้เป็นคนแรกที่เรียนจบวิทยาลัย เขาบอกไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์ อย่างนี้คนขาวตัดไม้ทำลายป่า กินพื้นที่ป่าไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ หัวหน้าเผ่าเค้าไปในหมู่บ้าน ไปเห็นเด็กตัวเล็กๆเล่น google earth ได้เขาคิดว่าถ้าขนาดเด็กเล็กๆยังใช้เทคโนโลยี เขาก็จำเป็นต้องใช้ เขาส่ง email มาหาทีมงาน Google earth ใช้มือถือแอนดรอยส์ ในการถ่ายขอบเขตพื้นที่ป่า เวลาปลูกต้นไม้ ซ่อมแซมพื้นที่ป่า ให้เป็น Geotags ด้วย software google earth ว่าต้นไม้ตรงนี้มันอยู่ตรงไหน google earth เป็น software ที่คนใช้500ล้านคนทั่วโลก ช่วยกันจับตามอง มันเป็น Story telling เป็น Platform ในการเล่า Story to the world การ convince the world แล้วก็ bring the world to amazon นั่นคือ โอเอซิสเทคโนโลยี คือคนมาช่วยเหลือกัน กลายเป็นรัฐบาลบราซิลอยู่เฉยไม่ได้ อุ๊ยตาย 500,000,000 คน ขอบใจจ้ะ มากกว่าประชากรบราซิล เขามาคอยช่วยเหลือจับตามอง จากการที่เขาดูต้นไม้แต่ละต้น ปลูกเป็น สิบ ยี่สิบต้น ทำให้เขาเข้าไปตลาดคาร์บอนเทรดดิ้ง ในอนาคตได้ มันเกิดขึ้นมา เขาขายโควต้า การดูดซับคาร์บอนเข้าไปได้ คนป่านะ แล้วเราๆละ อย่างน้องๆหลายๆคน เก่งในด้านเทคโนโลยีมากๆ ผมได้คุยกับเด็กไทยช่วงที่กลับมา ตอนผมอายุเท่าเขาผมทำได้ 10% ของเขา 10%มากมั้ย ถือว่าหลงตัวเองด้วยซ้ำ คือเก่งมากๆ รู้จักการใช้เทคโนโลยีแล้วเก่งจริงๆ หลายๆคนเด็กไทย หรือว่าคนไทย เขาเรียนที่ Stanford ด้านเทคโนโลยี มันคือแบบ มหาลัยอันดับหนึ่ง เหมือนคู่กับ MIT กับเบิร์กเลย์คนไทยไปเรียนปกติเขาเรียนกัน 6 ปี ได้ปริญญาเอก คนไทยเรียน 4 ปี เบื่อละ จบ 4 ปีครึ่ง เท่มาก เพื่อนคนนึงผมก็เรียนปริญญาเอกด้านวิศวะเหมือนกัน ผมจะแบบ เฮ้ย มึงเก่งว่ะ นั่นก็คือคนไทย ผมว่าคนไทยอยู่ที่ไหน ธงชาติไทยอยู่ทุกที่แล้วก็ทำได้ พอผมเห็นเด็กไทยหลายๆคนที่ผมได้มีโอกาสคุยด้วยแล้วผมเห็นว่าเป็นไปได้ มันเห็นอนาคต แล้วผมอยากอวด อยากเชื่อมั่นไม่ต้องให้นายกอภิสิทธิ์มาบอกเชื่อมั่นประเทศไทย แต่ว่าคนรุ่นอายุ 30 อย่างพวกผมต้อง Pass the way ต้องสร้างทางต้องบุกเบิกให้กับคนไทย ให้กับเด็กไทยและ give them a place to stand to change the world หน้าที่ของคนรุ่นผมเลยนะ เปลี่ยนแปลงประเทศไทย เราดูอินโดนีเซีย มันไม่ง่ายขนาดนั้น เราอย่าหวังไปพึ่งรัฐบาลมาก ท่านแก้ปัญหาของท่านก็บุญแล้ว เราต้องเชื่อมั่น พึ่งตัวเราเอง แล้วอย่าหวังพึ่งคนอื่นพึ่งตัวเรา คนรุ่นผมต้องมาช่วยกันบุกเบิกขวากหนาม เราเชื่อว่ามีช่องทางให้กับคนรุ่นใหม่แล้ว Give them a place to stand to change the world ผมเชื่อมั่นว่าอย่างนั้นจริงๆ...
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact