ถามตอบ คุณ กมล สุโกศล แคลปป์ (สุกี้)
นักธุรกิจหัวใจศิลปิน ผู้ร่วมก่อตั้งเบเกอรี่ มิวสิค ตำนานสุดยอดค่ายเพลงที่ตรึงหัวใจคนไทยให้ฟังกันทั่วทั้งประเทศ

 


คุณ สุกี้ : ถ้าเกิดผมเจอวิกฤตอะไรเปรียบเหมือน ต้องชกไปเรื่อยๆ อย่าหยุดชก หยุดชกเมื่อไรคุณตาย ชกไปเรื่อยไป เดี๋ยวมันก็มีอะไรดีออกเอง อย่าทำให้ตัวเองหยุดนิ่ง ช่วงสุดท้ายของเบเกอรี่ ช่วงที่ฝรั่งเข้ามาถือหุ้น ในนาม BMG อันนี้เป็นบทเรียนอีกอย่างหนึ่ง ว่าทำไมเราถึงเลือก BMG ตอนนั้นเนี้ยเขาขายบริษัทส่วนหนึ่ง ตอนนั้นมีจัดเวิร์คกรุ๊ปไปฮ่องกง พวกเราก็ไปฮ่องกงกัน แล้วมีประชุมที่ฮ่องกงผมเข้าไปได้5นาทีแล้วเดินออก เดินเข้าแล้วไปเขาก็พูด ถ้าเรามีเงินอยู่100ล้าน ถ้าเกิดเราเก็บเงินไว้ในธนาคาร New York เราได้ดอกเบี้ยเท่านี้เอามาใส่เบเกอรี่ ผมหัวเราะ ไม่ไหวผมอาย ต้องเข้าใจว่าเงินไม่ได้กลับมาวันนี้ ต้องเข้าใจศิลปินกว่าจะดังก็ต้องชุด3 ซึ่งไม่ใช่ชุดแรก ผมคุยกับSonyแล้วสไตล์เราไม่เหมือนกัน ผมก็เลยไปคุยกับ BMG ผมก็นั่งคุยกับเขา เขาก็เป็น Music Man เขาบอกให้เราลองลงทุนบริษัทแล้วลองมองยาว มันเป็นบริษัทของเราเอง ไม่ได้ลงทุนที่จะเอาเงินเข้าแล้วเอาเงินออก บทเรียนที่เราได้จากงานนี้เราไม่ได้มีแต่ความฝันเราต้องมีเงินทุนเพื่อไปให้ถึงความฝัน แต่คนที่จะให้ทุนเราต้องมี Question เหมือนกัน มันต้องมองเหมือนกัน ไม่งั้น ไม่ช้าหรือเร็วมันต้องพังแน่นอน ถ้าไม่เหมือนกัน พ่อเคยสอนว่า มีพนักงาน 50 คน ถ้าวิ่งไปพร้อมกันได้ ถือว่าสำเร็จ ไม่ได้วิ่งไปได้แค่คน 2 คน ถ้าวิ่งไปไม่ครบรับรองว่าพัง ก็คือผมจะสรุปประสบการณ์เกี่ยวกับเบเกอรี่ ก็เหมือนเบเกอรี่เป็นบริษัทเด็ก ตอนนั้นผมอายุ 23 เป็นบริษัทเด็ก คิดอยากทำไรก็ทำ ผมจำได้ตั้งแต่ Modeng Dog ชุด1 ก่อนนักร้องนำจะไปเรียนเมืองนอก คิดรูปแบบงานก่อนจัด3อาทิตย์ จัดที่ ทบ. ไม่รู้มีใครจำได้ไหม เราจัดกันตรงนี้ไม่มีการวางแผนอะไรเลย เด็กมา2หมื่นคน สมัยนั้นยังไม่มี Thai ticket Major เราก็เลยขายกันตรงนั้น ตอน1ทุ่ม ฝ่ายบัญชีโทรมา แล้วก็มาพร้อมถุงดำ2ถุงแล้วบอกพี่ว่ามีเงินอยู่ในนั้น5ล้านบาท ก็เลยหยิบเงินแล้วเอาไปไว้ท้ายรถ สิ่งที่ผมกำลังจะพูดคือว่า เรื่องความมุ่งมั่นในความเป็นเด็ก เมื่อเราอายุเยอะขึ้นความเป็นเด็กเราจะลดน้อยลง เราต้องดึงความเป็นเด็กไว้กับเราให้ได้ ก็คือช่วงแรกเราเอาใจไปก่อนธุรกิจค่อยว่ากัน แล้วก็มาช่วงกลาง ผมไปฟังพวกสาวธุรกิจมากเกินไปต้องอย่างโน้นต้องอย่างนี้ ผมเริ่มคิดว่ามันไม่ใช่ แต่ว่าช่วงสุดท้ายของเบเกอรี่จนถึงปัจจุบันผมใช้ใจมาก่อน แต่จะอยู่ในรูปธุรกิจ หมายความว่า สมัยก่อนจะทำอะไรก็คือลุยเลยไม่คิดถึงค่าใช้จ่าย แต่ในปัจจุบัน ยกตัวตัวอย่าง ถ้าเราจะจัดงานที่เขาใหญ่ แล้วก็ลองคำนวนค่าใช้จ่ายออกมา ก็เหมือนกับว่าจะเริ่มทำอะไรด้วยใจและก็เอาตัวเลขเข้ามาคิดด้วย ไม่ได้คิดแค่ว่าจะทำอย่างเดียว สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดของเบเกอรี่ เราช่วยเปลี่ยนวงการเพลง เปลี่ยนด้านศิลปะ ด้านธุรกิจเยอะผมค่อนข้างภูมิใจในเรื่องนี้ ย้อนกลับถึงเรื่องที่ผมเคยพูดเกี่ยวกับการสู้กับระบบ ถ้าไม่สู้เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ สิ่งที่ผมภูมิใจมากที่สุดคือ ลิขสิทธิ์เป็นของศิลปินเยอะ แล้วผมกล้าพูดว่าผมเป็นคนเปลี่ยนซึ่งสมัยก่อนไม่ใช่ เป็นของค่ายหมดเลย เราเป็นคนมาคิดใหม่ หลังจากที่ผมออกมาจากเบเกอรี่ 6 เดือนแรก ผมงงไม่รู้จะทำอะไร ผมจำว่าตอนที่ผมตัดสินใจขายเบเกอรี่ให้ฝรั่ง คุณแม่ยังเป็นห่วงอยู่ ผมก็เลยบอกคุณแม่ว่าเป็นห่วงทำไมจบด้วยดี เงินก็ได้ คุณแม่ก็บอกว่ายังไม่รู้ตัว จน6เดือนผ่านไป ผมไปสยามร้านขายซีดี ก็เดินเข้าไปในร้านแล้วเห็นว่า ปกซีดีทำไมเป็นอย่างนี้ เนื้อเพลงทำไมเปลี่ยนไป เพิ่งมารู้ตัวอีกทีเบเกอรี่มันไม่ใช่ของเราแล้ว เพิ่งเข้าใจคุณแม่ว่า มันไม่ใช่ธุรกิจเรา มันคือชีวิตเรา เราทำมาตั้งแต่เด็ก อยู่ดีๆ มันหายไป 6 เดือนที่ผ่านมางงผมก็ไม่รู้จะทำอะไร แล้วมีวันนึงมาเจอเพื่อน เพื่อนบอกว่าผมมีเวลาแล้วจะไปเครียดทำไมสนุกดีออก เพื่อนบอกว่าเขาเกิดมาไม่มีเวลาว่างผมก็เลยบอกว่าผม เออก็จิงของมัน ผมก็เลยซื้อมอไซค์มาขี่เล่น ไม่คิดอะไร มีอยู่วันนึงคิดจะไปภูเก็ตผมก็ขี่ไปแล้วทริปนั้นก็ทำให้ผมรู้ว่าประเทศมีอะไรอีกเยอะ ที่เรายังไม่เคยรู้ พอผมมาถึงภูเก็ตก็ตัดสินใจว่าจะเที่ยว3เดือนไม่ทำงาน แต่ผมก็รู้สึกผิดว่าทำไมมาเที่ยวอย่างเดียว ทำไมไม่ทำงาน ผมก็เลยตัดสินใจว่าจะทำงานด้วยเที่ยวด้วย แล้วผมจำได้ว่าวันนึงผมอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งในภูเก็ต ผมเปิดทีวีแล้วก็เจอรายการท่องเที่ยวเยอะ แต่แบบไม่มีเนื้อหาเลย ผมก็คิดออกแล้วว่าผมจะทำรายการทีวี ไม่ใช่ว่าอยากทำแค่อยากไปเที่ยวแต่หาคนออกให้ ผมเป็นคนอยากเอาสิ่งที่รักที่อยากทำมาก่อนธุรกิจ แต่ถ้าครั้งไหนผมเอาธุรกิจมาก่อนพังทันที ไม่เวิร์ค ในที่สุดผมจะเบื่อ ไม่อยากมาประชุม ไม่อยากทำ มันไม่ชอบ ก็คือว่าในกรณีเบเกอรี่ ผมไม่เคยคิดอยากทำค่าย แค่อยากทำดนตรี ผมเอาคำพูดของป๊อดมาพูด ก็คือถ้าเอาเพลงของป๊อดไปให้แกรมมี่ ไปให้BMG เขาก็จะเปลี่ยนแนวเพลง เปลี่ยนการแต่งตัว สู้เราทำค่ายเพลงของเราเองดีกว่า ไม่มีป๊อดไม่มีเบเกอรี่ ป๊อดเป็นคนยุให้ทำค่ายเบเกอรี่ มีวันนึงผมได้พูดกับผู้กำกับหนัง ว่าพวกเราได้คิดกันแบบเด็กๆไปหรือป่าว แต่พอรายการออกไป มีเสียงตอบรับกลับมาจากเด็กและผู้ใหญ่ บอกว่ามีแรงบันดาลใจในการทำงาน ซึ่งผมก็มีความสุข เราเป็นแรงบันดาลใจให้เขาทำฝันของเขาเองได้ ในความรู้สึกผม คนเราอย่าฝันแบบโง่ๆ ถ้าผมเอาตัวอย่างเป็นผมเอง ก็คือว่าช่วงนี้ผมชอบมอไซค์ แล้วฝันว่าจะไปชนะแชมป์โลก ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เพราะผมอายุ 40แล้ว คนเราจะทำอะไรต้องรู้ตัวเราเอง ไม่ใช่ว่าไม่รู้ตัวเองตอนนั้นวงฟลัวซึ่งยังไม่มีคิว ที่เป็นนักร้องนำ ตอนนั้นยังเป็นเทดดี้ ซึ่งเทดดี้ร้องเพลงไม่ได้เลย แล้วเขาก็เป็นคนบอกให้ผมหานักร้องคนใหม่ ผมนับถือเขามาก เพราะเด็กส่วนมากเขาอยากจะดังอยากจะร้อง แต่เทดดี้เขารู้ตัว สิ่งที่ผมมาสังเกตุช่วงหลังเนี้ย วงการเพลงเดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันทำเองได้ มีทั้ง Youtube มีทั้ง hi5 เด็กทุกคนเขาทำเองได้แต่สิ่งที่เขาลืมไปว่า เพราะเขายังห่วย ซึ่งเขายังไม่พร้อม ผมไปเจอวงหนึ่งซึ่งเขา เขียนเพลงเก่งมากเป็นผู้หญิงหมดเลย 4 คน แต่พอผมไปดูเขาเล่น เล่นได้ห่วยมากๆ คือวงผมสมัย ป.6 ผมเล่นดีกว่าเขาอะ แล้วผมก็เข้าไปคุยกับเขาว่า เพลงคุณดีมากแต่ทำไมคุณเล่นได้ห่วยมากๆ กีต้าร์ยังเพี้ยน แล้วเด็กก็ตอบผมมาว่าก็หนูอยากให้มันออกมาแบบนี้อะ ผมตะโกนไปเลยว่า “บ้า” เราต้องนับถือตัวเองหน่อยสิ ต้องไม่กลัว ต้องกล้าทำ เราอย่ากลัวว่าเราจะ Fail เรากลัวว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเราถ้าเรากล้่าที่จะทำ เพราะถ้าเราไม่กล้าทำก็ไม่รู้อะ มันจะเป็นอุปสรรคเยอะถ้าเราเอาอันเก่าไปทำใหม่ แต่เราต้องพร้อมที่จะชนไปเรื่อยๆส่วนตัวของผม มันมาจากข้างใน มาจากความเป็นเด็กของเรา อย่าปล่อยทิ้งอันนั้นไป ตอนนั้นที่ผมเขียนหนังสือได้โดยไม่มีใคร แล้วผมไปสัมมนาที่เชียงใหม่ อาจาร์ยเขาก็ถามว่าเขียนหนังสือขึ้นมา ทำตามฝันเราใช่ไหม เพราะเด็กๆชอบ แล้วผมก็มองว่าความฝันกับความรับผิดชอบนั้นมันไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เหมือนอำนาจกับเงิน แต่ผมต้องมีเงินส่งลูกเรียน ซื้อบ้าน มันต้องมี มันไม่มีไม่ได้ อันนี้ต้องยอมรับผมก็ต้องมีเงินเพื่อที่จะทำตามความฝันของผม เงินมันไม่ใช่จุดสุดท้ายของผม แต่มันเป็นสิ่งที่ผมต้องใช้เพื่อ ไปถึงจุดสุดท้ายของผม ถ้าเกิดคุณเคยได้คุยกับพวกศิลปินหลายๆคน เอาตัวอย่างง่ายๆพวกนักแสดงที่ยังไม่ดัง จะพยายามเอาบทหนังมาซ้อม มันต้องมี ไม่มีไม่ได้มันคือการรับผิดชอบจุดเป้าหมายของผม มันทำให้ผมต้องมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อเพื่อนที่สนิท แต่ว่าความฝันของผม มันทำให้ผมมีความหมายมากขึ้น
ผู้ถาม : เราจะถามเชิงไหนดี เป็นเรื่องส่วนตัวได้ไหมคับ

คุณสุกี้ : ได้หมดคับ

ผู้ถาม : จิงๆผมชอบคำนึงมาก นั้นก็คือ การมีชีวิตอยู่นั้นต้องอยู่อย่างมีความฝัน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราเป็นมนุษย์แล้วไม่มีความฝัน มันเหมือนหมดความเป็นมนุษย์ ใช่ไหมคับในความรู้สึกของ คุณสุกี้

คุณสุกี้ : อยู่แบบมีความฝันใช่ไหมคับ ถ้าเกิดใช่คำของคนญี่ปุ่นก็คือ Family Man ตื่นเช้ามาตอกบัตร รับเงินกลับบ้าน ผมมีตัวอย่างอาจจะทำให้เข้าใจขึ้น ผมมีเพื่อนคนนึงชื่อ ชาตรี เป็นลูกครึ่ง ชาตรี พูดตั้งแต่เด็กแล้วว่า จะรวยให้ได้ จะรวย จะรวย เขาได้ไปเปิดเฟิร์มเฮ้าท์ อยู่ที่วอลสตรีท เขารวย แล้วก็ตอนนั้น น้อย วงพรู แต่งงาน เขาก็เลยกลับมาเมืองไทย ชาตรีก็บอกว่า ฉันรวยแต่ไม่มีความสุข ผมก็อยู่กับเขา ผมก็เลยถามว่าแล้วคุณชอบอะไรอะ ผมชอบUFC เป็นนักมวยที่ชกกันในกรง ผมคลั่งใคล้มาก ผมก็เลยบอกเขาว่า ชาตรีทำไมไม่ลองเปิดยิมล่ะ เขาก็นั่งคิด อีก3เดือนโทรมาหาผม ผมเปิดยิมแล้วนะ เอานักมวยไทยไปสอน แล้วก็ให้ลูกน้องทำหมดเลย ตอนนี้ผมมีความสุขมาก สมัยก่อนเวลาเจอ ชาตรี ต้องใส่สูท เดี๋ยวนี้เวลามาใส่ชุดนักมวยมา ชาตรีก็ขอบคุณผมใหญ่ แต่ ชาตรี เขาฉลาด เขาจะเปิดสาขาที่4แล้ว ภายใน 1 ปีเอง ก็คือว่าสมัยก่อนเขารวย แต่เขาเหมือนกับว่ามันขัดกันอยู่ข้างใน แล้วเขาก็ไม่มีความสุขกับชีวิต พอเขาได้มาทำตรงนี้เติมกับชีวิต ชีวิตเติมขึ้น

ผู้ถาม : จิงๆอยากถามเพื่อจะที่ยังไม่มีใครเขียนมาถาม ถ้าอยากจะบอกเด็กๆที่เรียนอยู่ที่มหาลัย จะมีความฝันหรือเป้าหมายแล้วจะทำให้ได้นั้น คุณสุกี้ จะพูดยังไง

คุณสุกี้ : ก็คืออย่างที่ผมพูดๆตอนต้นว่า มันเป็นอะไรที่เป็นนามธรรมมาก ต้องบอกว่าจากประสบการ์ณผมเอง ผมใช้ความรู้สึก ถ้าความรู้สึกผมนั้น อะเดี๋ยวผมยกตัวอย่าง ตอนที่ผมออกจากเบเกอรี่คือผมทิ้งมันเลย ผมมีกีต้าร์อยู่ 50 ตัว ผมขายไป 45 ตัว ขายหมดเลยไม่สนใจ แล้วผมก็เริ่มพอไปRCA แล้วผมก็เห็นมอไซค์ ใจมันดึงผมเข้าไป ผมก็หันเดินเข้าไป แล้ว3ปีที่ผ่านมานั้นผมไม่สนใจดนตรีเลย แล้วเพิ่งมาปีที่แล้ว ที่ผมเดินผ่านร้านกีต้าร์ อืม กีต้าร์มันสวยดี ซึ่งมันไม่ใช่เหตุและผล มันเกี่ยวกับใจ ก็เหมือนกับเราชอบผู้หญิงอะ เวลาชอบผู้หญิงคนนึง เราโทรไป ไม่กล้าพูดวางสายทิ้ง แต่มันจะเข้าไปเอง แต่ถ้าถามผมนั้น ใจเราไปทางไหน ให้ตามใจเราไป แล้วอย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องเด็ก มันไม่ใช่

ผู้ถาม : ถ้าผมชอบเลี้ยงสุนัข แล้วอยากเปิดฟาร์มแล้วภรรยาไม่ยอม เงินอยู่ที่ภรรยาจะทำยังไงดี

คุณสุกี้ : นี้คือเหตุผลที่อยู่คนเดียว (กระซิบพร้อมด้วยหัวเราะ) เอาตรงๆเลยป่ะ

ผู้ถาม : คับเอาตรงๆ

คุณสุกี้ : แล้วภรรยาไม่ให้ทำไม เพราะว่าหมามันเหม็นหรืออะไร ถ้าเกิดนั้นคือความฝันของเรา แล้วภรรยาไม่เข้าใจ ก็แสดงว่าภรรยานั้นก็ไม่เข้าใจเรา พูดได้แค่นี้ มันเป็นอะไรที่ ช่วงหลังเนี่ยผมมีเพื่อนหลายคนที่ ไม่มีแฟน จะแต่งงานบ้างอะไรบ้าง แล้วผมต้องตอบ แล้วตอนคุยเรื่องสามีภรรยาอะ ผมก็จะตอบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราเข้ากันได้รึเปล่า ผมเคยรักคนนึง แต่ผมก็เข้ากับเขาไม่ได้ มันไปด้วยกันไม่ได้ ผมว่าการเข้ากันได้รึเปล่านั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แล้วก็ เราจะรักใครคนนึงต้องรับสิ่งที่ดีแล้วสิ่งที่ไม่ดีเขาได้ ไม่มีใครที่ดีไปหมด มันมีทั้ง 2 อย่าง เราต้องรับทั้ง 2 อย่างให้ได้ ถ้าเกิดเราอยากเลี้ยงหมา ถ้ามันมาจากจิดใจ ภรรยาเราก็ควรที่จะเข้าใจเรา

ผู้ถาม : ถ้าไม่มี Passion ในชีวิตนั้นแปลว่าจะทำให้ชีวิตจืดชืดเกินไปหรือป่าว

คุณสุกี้ : ในมุมมองผมนั้น ใช่ แต่นี้เป็นมุมมองส่วนตัวนะ ที่ผมพูดทั้งหมดในวันนี้เป็นมุมมองของผม ทุกคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วยนั้นแล้วแต่มุมมองของคน แต่ผมว่ามัน ก็เหมือนตอนต้นที่ผมพูดว่า ผมสอนลูกชายตลอดเวลาต้องมี Passion อยากตื่นขึ้นมาแล้วไปทำมัน ไม่ใช่ตื่นขึ้นมาล่ะไม่มีอะไรทำ ขี้เกียจ สำหรับผมว่ามันคือเรื่องใหญ่ ถ้าเกิดว่ามันบังเอิญ งานของเรามันคือ Passion เป็นอะไรที่โชคดีมาก เราหากินในสิ่งที่เรารักได้เราเป็นบุคคลที่โชคดีได้ อย่าใช้คำว่าไม่มี Passion ถ้ามี Passion แล้วมันเติมเต็มกับชีวิตขึ้น

ผู้ถาม : คุณสุกี้เนี้ย สร้าง Passion ขึ้นมาได้ยังไง

คุณสุกี้ : มันยากนะ เมื่อก่อนผมไป New York ผมไปดู คุณแม่ ผมไม่ชอบละครเวที แต่ว่ามันร้องดีมาก ดนตรีดีมาก แสงสีดีมาก มันดีจนผมดูแล้วร้องไห้อะ ดีจนเรา เขาแค่ 70% ที่ทำลงไป แต่คนดูๆไม่ออก แต่เขาไม่ต้องทำให้ได้100% มันทำให้ผมปลื้มกับตรงนั้น ไม่รู้ว่าตอบคำถามหรือป่าว

ผู้ถาม : หมายความว่า แรงบันดาลใจจริงๆจะหาได้ เราต้องเดินไปหามันใช่ไหมคับ

คุณสุกี้ : มันอยู่รอบตัวเรานี้ล่ะ แต่ที่ผมพูดนั้นมันเป็นนามธรรมมันเป็นเรื่องความรู้สึก

ผู้ถาม : อันนี้ย้อนกลับไปเมื่อก่อตั้งค่ายเพลง ทำไมถึงใช้คำว่า เบเกอรี่ คับ

คุณสุกี้ : เบเกอรี่เป็นอันเดียวของบอย แล้วก็ตอนนั้นเราต้องการชื่อที่นุ่มฟังแล้วนิ่ม ชื่อแรกของบอยนั้นชื่อ โชว์เป่ย ผมบอกว่า บ้า มันแข็งไป ถ้าเกิดเป็นเบเกอรี่พอคนฟังแล้วรู้สึกว่าอยากเข้ามา ไม่ใช่ว่าค่ายเพลงส้มตำปลาร้า ฟังแล้วคนถอย เบเกอรี่มันเป็นอะไรที่นุ่ม มันก็เป็นเรื่องความรู้สึกอีกอะ

ผู้ถาม : อันนี้เห็นด้วยคับ ถ้าตั้งชื่อค่ายว่า ส้มตำปลาร้า คนถอยหนี มีคำถามอีกคับ ทุกวันคุณสุกี้ มีความฝันที่จะทำเกี่ยวกับดนตรีอะไรอีกบ้างไหมคับ

คุณสุกี้ : อืม!! อันนี้เป็นคำถามที่ดีมาก โห เวลาผ่านไปนานมาก ตั้งแต่ปี2005 ผมทิ้งดนตรี คือผมไม่สน เมื่อปีก่อน เมื่อต้นปี 2009 ผมเพิ่งหันมามองใหม่ คือหันมาฟังวิทยุบ้าง ทีวีบ้าง หรือเวลาผมเดินผ่านร้านกีต้าร์บ้าง ผมก็หยิบกีต้าร์มาเล่นบ้าง แล้วผมก็ทำห้องอัดดนตรีที่บ้าน อันเก่าขายทิ้งไปหมดแล้วแต่สิ่งที่แปลกมาก เกิดมาผมไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน คือเมื่อไหร่ผมนั่งลงแล้ว ผมเริ่มทำ ผมจะเบื่อคือผมทำ 2ชั่วโมงแล้วผมจะเริ่ม จุดชนวนไม่ขึ้นแล้วก็ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะทำ มีความอยากแต่ไม่มีแรงบันดาลใจ ซึ่งเกิดมามันก็เป็นอย่างนี้ แล้วผมก็โทรไปหาป๊อด โทรไปหาคนโน้น คนนี้ เอ่อ!! กูนี้เป็นอะไรว่ะ ทุกคนก็จะตอบไม่เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญสำหรับผมคือ ไม่ไปบีบคั้นมัน ถ้าเกิดมันไม่ออกก็คือไม่ออก เพราะว่าผมผ่านอะไรมาเยอะกับตรงนี้ ถ้าเกิดมันไม่มาก็ไม่มา แล้วผมเชื่อได้ว่าถ้าเกิดมันไม่มา แล้วไปเค้นมัน งานจะออกมาไม่ดี ก็เลยมีความอยาก แต่ยังไม่พร้อม

ผู้ถาม : มีอีก2คำถามนะคับ อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของคุณสุกี้ครับ

คุณสุกี้ : ครอบครัวครับ อันนี้ตอบง่ายมาก เพราะว่า สิ่งที่ผมพูดมาก็คือ ทุกอย่างมันมีเข้ามาแล้วก็ออกไป แต่อย่างเดียวที่ไม่เปลี่ยนก็คือครอบครัวเรา ครอบครัวก็คือสำคัญที่สุด อย่างอื่นมันน้ำย่อย เบเกอรี่ช่วงที่มันสูงก็โอ้โฮ้สูงมาก ในช่วงที่จะพังก็พังเลย เบเกอรี่ช่วงที่เป็นหนี้สิน มีอยู่80ล้าน ตอนนั้นอายุ25 ทำตัวไม่ถูกเลย มันทำให้รู้ว่าสิ่งที่ผมสร้างมาตู้มหายไปเลย ก็เลยอยู่กับครอบครัว

ผู้ถาม : มีคำถามเพิ่มเติมนะคับ ในชีวิตแล้วเนี้ย ความสำเร็จในความหมายของคุณสุกี้เป็นยังไง

คุณสุกี้ : ฟังแล้วมันน้ำเน่านะคับ แต่ผมอายุมากขึ้น ความสำเร็จคือความสุข แล้วก็เดี๋ยวนี้ผมจะทำอะไรผมเอา ความสุขมาก่อน เพราะว่าเกิดคุณไม่มีความสุขแล้วทำไปทำไม มันไม่มีเหตุและผล ถ้าไม่มีความสุข คุยในแง่เงินนะคนจะชอบถามว่า ไอ้คำว่ารวยมันแปลว่าอะไร อะไรคือรวย ความรู้สึกผมนะ คือว่าถ้าผมมีเงินพอที่ใช้ชีวิตแบบที่ผมต้องการ คือผมต้องการส่งลูกไปโรงเรียนที่ดีที่สุด ผมต้องการมอเตอร์ไซค์20คัน ผมชอบท่องเที่ยว แค่นี้ผมก็รวยล่ะ มีมากผมก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร

ผู้ถาม : ตอนนี้มาถึงคำถามสุดท้ายแล้ว อะไรที่เป็นจุดสมดุลให้ใช้ชีวิตบนความฝันและความจริงได้

คุณสุกี้ : ก็แบบที่ผมพูด ความฝันกับความจริง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเราต้องแยกให้ออก กฏชีวิตเลยที่ผมให้ตัวเอง คือว่า ตราบใดที่ผม รับผิดชอบ สมมติความรับผิดชอบผม ดูแลลูกอยู่กับครอบครัว นั่นคือความรับผิดชอบของผม ถ้าเกิดผมรับผิดชอบแล้วที่เหลือมันไม่มีเรื่องของผมล่ะ ผมจะทำอะไรเรื่องของผม ผมจะขี่มอไซค์ไปเมืองจีนก็ได้ ผมทำอะไรก็ได้ นั้นคือสำหรับผม

ผู้ถาม : มีใครอยากจะถามคุณสุกี้อะไรอีกไหมคับ เดี๋ยวผมเอาไมค์ไปให้คับ

ผู้ถามที่2 : ตอนที่คุณสุกี้ Fail เรื่องเบเกอรี่ เป็นหนี้80ล้าน ในฐานะคุณแม่ช่วยคุณสุกี้ได้สบาย 80ล้าน อาจจะเป็นด้านเงินหรือไม่ได้เงินโดยตรงเป็นในด้านเครดิตไม่ตาย แต่ทำไมถึงไม่ใช้วิธีนี้คับ

คุณสุกี้ : เป็นคำถามที่ดีมากเลยคับ ตอนผมกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ผมไม่ใช่สุกี้อะ ผมคือลูกชายคุณกมลา จริงๆ คนในห้องนี้ก็หน้าเคยได้ยิน อ้อ ค่ายเบเกอรี่เป็นค่ายเด็กรวย ใช่ไหมคับ ผมถือเรื่องนี้มาก เด็กรวยที่ไหนยอมถือหนี้80ล้าน แล้วผมนอนไม่หลับอยู่3ปี ช่วงวิกฤตอะ เพราะไม่รู้จะเอาเงินไหนมาจ่าย ดูแลพนักงาน แล้วก็ทำไมไม่ไปขอแม่ ก็คือศักดิ์ศรี แต่ถามว่าคือโง่หรือฉลาดผมก็ไม่รู้ คือเราทำของเรามาเองตั้งแต่ต้น คุณแม่ช่วงแค่อย่างเดียวก็คือ เช่าตึกให้ แต่เราก็จ่ายคืนนะ มันเป็นเรื่องผิดหรือถูก โง่หรือฉลาดผมไม่รู้ เป็นศักดิ์ศรีของเด็กโง่ๆ ผมไม่รู้จะพูดยังไง ช่วงเวลานั้นผมถือมาก เพราะเขาไม่เคยรู้เลยว่าเราเป็นหนี้ ในช่วงวิกฤติที่ง่ายที่สุดคือคุยกับพวกคนที่เราติดเงินเขา ผมเดินไปบอกเขาเลยว่า ผมไม่มีตังค์ แต่ผมไม่หนี แล้วจากประสบการณ์ของผมถ้าเราไปคุยกับเขาตรงๆ คนเขาพร้อมที่จะให้โอกาสเรา ถ้าเรามีก็จ่ายคืน ถ้าผมจะตอบคำถามคือ มันเป็นเรื่องศักดิ์ศรี ยังไงเราจะไม่คลานไปหาแม่
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact