คุณ ธนบูรณ์ สมบูรณ์
ผู้ก่อตั้ง Social Network Website สำหรับแสดงผลงาน ของผู้ที่ทำงานด้านถ่ายภาพและทัศนศิลป์ทุกสาขา (www.portfolios.net)

คุณ ธนบูรณ์ สมบูรณ์ เป็นช่างภาพที่ได้ทำอะไรมาเยอะมาก และตอนนี้ก็มาสร้าง portfolios.net เรามาดูกันว่าหนทางที่เขาเดินมา ผ่านอะไรมาบ้าง ผมก็จะค่อยๆยิงคำถามไปเรื่อยๆ โดยจะให้คุณธนบูรณ์เล่าก่อนว่า ตอนแรกในชีวิตของคุณธนบูรณ์ เขาได้เข้ามาเรียนคณะอะไร

คุณธนบูรณ์ : จริงๆ ผมเริ่มต้นจากการเรียน computer software หรือ computer science ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อจบมาก็เปลี่ยนแผนไปเรียนถ่ายภาพที่ซานฟาซิสโกครับ

คุณนันท์ : แล้วทำไมหันไปเรียนถ่ายภาพละครับ ทั้งๆที่ตอนแรกเรียน computer software มา คือดูแล้วคุณน่าจะออกไปทางเด็กวิทย์อ่ะครับ

คุณธนบูรณ์ : จริงๆ แล้ว ก็เรียนตามใจทางบ้านอ่ะครับ เราก็โอเคเรียนตามที่บ้าน แต่พอเรียนเสร็จ ก็อยากลองทำตามใจตัวเองบ้างครับ

คุณนันท์ : แล้วตอนคุณเรียนคุณชอบไหม ?

คุณธนบูรณ์ : ตอนเด็กๆนั้นไม่ได้คิดอะไรอ่ะครับ เพื่อนสมัยมัธยมเขาไปเรียนวิทย์ก็ไปเรียนวิทย์กับเขา ตอนที่เพื่อนจะเอ็นทรานซ์วิศวะ เราก็วิศวะ ประมาณนี้อ่ะครับ

คุณนันท์ : แล้วตอนนั้นก็เริ่มมีงานอดิเรกคือชอบถ่ายรูป

คุณธนบูรณ์ : ครับ ผมชอบถ่ายรูป ก็ถ่ายมาตั้งแต่ประมาณม.3 – ม.4 ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่เราชอบจริงๆจังๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำเป็นอาชีพขึ้นมาได้ เพราะสมัยนั้นอาชีพประเภทช่างภาพก็ดูไม่รู้จะหารายได้มาจากที่ไหนมาจุนเจือ ก็เพราะว่าผมมองแค่มุมนั้น เลยไม่ได้คิดว่าการเป็นช่างภาพสำหรับผมนะ ว่ามันจะกลายมาเป็นมืออาชีพขึ้นมาได้

คุณนันท์ : ครับ แล้วตอนที่ไปเรียนซานฟาซิสโก คุณกังวลไหม เรียนยากไหมครับ ?

คุณธนบูรณ์ : ตอนที่ผมเข้าไปเรียน จะง่ายหน่อย คือ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไปเรียนโทด้านถ่ายภาพ แต่พอได้เรียนไปเทอมแรก ก็รู้สึกว่า ผมยังล้างอัดรูปไม่เป็นเลย จะเรียนโทถ่ายภาพ จะเอาอะไรไปเรียนละ ผมก็ตัดสินใจ ดรอปมาเรียนตรี เป็นปริญญาอีกใบหนึ่ง ซึ่งผมก็ได้เรียนพื้นฐานตั้งแต่ ประวัติศิลปะ ประวัติของช่างทำภาพต่างๆ ขั้นตอนต่างๆ การล้างอัดรูป เริ่มพื้นฐานทุกอย่าง ผมมองว่าการเรียนพื้นฐานที่นั่น เป็นพื้นฐานที่ดีในการทำอย่างอื่นต่อไป และก็รู้สึกว่าคิดถูกที่ปรับมาเรียนพื้นฐานนั้น

คุณนันท์ : เอ่อ...คุณใช้เวลานานไหมครับ ? 3 ปี 4 ปี ?

คุณธนบูรณ์ : อ่อ จริงๆแล้ว ตรงนั้นมากสุดก็ประมาณ 2 ปี อ่ะครับ และช่วงนั้นก็เป็นยุคเศรษฐกิจที่เริ่มเปลี่ยนจาก เหรียญดอลลาร์ละ 25 บาท ไปเป็น ดอลลาร์ ละ 55 บาท

คุณนันท์ : พ.ศ. 2540 ?

คุณธนบูรณ์ : น่าจะประมาณ พ.ศ. 2540 กว่าๆ อ่ะครับ ก็ต้องเปลี่ยนจากที่ลงทะเบียนครั้งละ 3-4 ตัว ก็ต้องเปลี่ยนมาลงทะเบียนตัวเดียว ทำให้จากที่ต้องเรียนแค่ 2 ปี ต้องยืดมาเป็น 3-4 ปี เพราะว่าเราลงเทอมละวิชาแทนที่จะได้ลงทะเบียนเทอมละ 3-4 ตัว อย่างที่วางแผนไว้

คุณนันท์ : แล้วคุณได้ทำงานได้ด้วยไหมครับ ?

คุณธนบูรณ์ : โอ้ย...เยอะครับ ! ตั้งแต่เสริฟอาหาร ขับรถส่งอาหาร ล้างจาน เป็นบาร์เท็นเดอร์ แทบทุกอย่างเลย

คุณนันท์ : แล้วระหว่างนั้น ก็ทำงานด้านถ่ายภาพด้วยรึเปล่าครับ ?

คุณธนบูรณ์ : ทำด้วยครับ ตอนสมัยเรียน ก็รับถ่ายภาพให้พวกเว็บที่ถ่ายผลิตภัณฑ์ให้คนที่ทำร้านขายของ และก็ทำเว็บด้วยครับ ผมก็เอาความรู้จากสมัยที่เรียนคอมพิวเตอร์มารับทำเว็บให้ฝรั่งครับ

คุณนันท์ : โอเคครับ แล้วพอเรียนเสร็จ หลังจากนั้น คุณกลับมาเรียนเมืองไทย หรือ ทำงานที่นู่นก่อน ?

คุณธนบูรณ์ : ผมก็ทำอยู่ที่นู่นประมาณอีก 5-6 ปี กว่าจะกลับมาก็เกือบ 10 ปีอยู่เหมือนกัน ก็ทำงานอยู่ คือใจก็หวังว่า วันนึงจะได้ถ่ายแม็กกาซีนขึ้นปกของต่างประเทศบ้าง คือก็ผ่านมาเรื่อยๆ 8-9 ปี ก็รู้สึกว่า โอกาสมันยากจริง ถ้าเราไม่ใช่คนที่เก่งมากๆ เพราะว่าฝรั่งเนี่ย ถ้าคุณเจ๋งจริง เขายอมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้คุณมาทำงานได้เลย เพราะว่าเวลาเขาตีพิมพ์ เขาพิมพ์ขายทั้งโลก เขาไม่ได้พิมพ์ขายแค่หนึ่งประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเก่งที่อังกฤษ แต่เขาพิมพ์ที่ญี่ปุ่น เขาสามารถจ่ายให้คุณได้ ส่วนเราเป็นแค่เด็กเพิ่งจบใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์ โอกาสมันก็ยิ่งยากอ่ะครับ ผมก็เลยตัดสินใจกลับมาที่เมืองไทย ลองหาโอกาสโตในที่เล็กๆดูบ้าง เพราะเราอาจจะฝันมากเกินไป ว่าจะโตในที่ใหญ่ ซึ่งมันเกินความสามารถ อยู่ที่นู่นเขามีตั้ง 50 รัฐ ก็เหมือนกับ 50 ประเทศไทย คนก็ยิ่งมหาศาล โอกาสที่จะไต่เต้าขึ้นไป แล้วยิ่งเป็นต่างชาติด้วย ถ้างานเราไม่เด่นจริงๆ โอกาสที่จะแทรกแซงเข้าไปมันก็ยาก ก็เลยกลับมาที่ไทย ตอนกลับมาก็ได้รับผลตอบรับที่ดี ก็ได้ถ่ายปกหนังสือหลายๆเล่มในเวลาไม่กี่เดือนแรก

คุณนันท์ : ทำอะไรบ้าง ?

คุณธนบูรณ์ : ก็ แรกๆก็ถ่ายปกให้กับหนังสือ MARS magazine , ถ่ายภาพให้ image ซึ่งทาง image เขาก็ให้โอกาสผมเข้าไปถ่ายในนั้น แล้วก็ถูกหลายๆคนจับตามองว่า “เอ้อ...ทำไมช่างภาพน้องใหม่นี้มีโอกาสได้มาถ่ายกับบริษัทใหญ่อย่าง image”

คุณนันท์ : นั่นสิ ... อย่างไปถ่ายปกกับ MARS คือเรามีวิธีการติดต่อยังไงครับ?

คุณธนบูรณ์ : ตอนกลับมาที่ไทยนี่ว่างเปล่ามากครับ ไม่รู้จักใครเลย แล้วเพื่อนที่เรียนด้วยกันนี่ก็เป็นสายคอมพิวเตอร์ทั้งนั้นเลย

คุณธนบูรณ์ : พอกลับมา ผมก็เลยเดินไปที่แผงหนังสือเลยว่า มีหนังสืออะไรบ้าง แล้วก็นั่งเปิดๆดู กดเบอร์โทรศัพท์เล่มที่เขาไม่ห่อพลาสติก ส่วนเล่มไหนที่อยากถ่ายมากแต่ห่อพลาสติกก็ซื้อกลับมา ก็เลยเริ่มโทรไปหาแต่ละmagazine ตอนนั้นผมโทรไปเกือบ 30 magazine ได้

คุณนันท์ : แล้วเค้าว่าไงบ้างครับ ?

คุณธนบูรณ์ : ผมก็บอกว่า ผมมี report นะ ผมเพิ่งเรียนจบเพิ่งกลับมา ผมอยากเอา report ไปให้ดู นัดได้บ้าง นัดไม่ได้บ้าง บางเล่มอยากถ่ายมากต้องโทรไปจิกเขา ทุกวัน ว่าว่างหรือยัง จนมีโอกาสได้เข้าไปถ่าย 2-3 เดือนแรกก็ได้ถ่ายปกประมาณ 10 set ซึ่งถือว่าผิดคาดมาก เพราะใจคิดว่ากลับมากลัวตกงาน เห็นรุ่นพี่เก่งๆ หลายคน ก็ได้ข่าวว่าจบกลับมา ได้งานเต็มเลย รายได้ก็เยอะ ก็คิดว่า เอ๋...เกิดเราไม่ได้งาน จะทำยังไง ?

คุณนันท์ : คู่แข่งเยอะ ?

คุณธนบูรณ์ : ไม่ได้คู่แข่งเยอะครับ แต่หนึ่งคือเราไม่มีเครือข่าย สองคือตลาดเมืองไทยมันเล็ก เราก็กลัวว่าถ้ากลับไปก็อาจจะไม่มีที่ตำแหน่งให้เราลง เพราะแต่ละคนก็มีที่ของเขาอยู่แล้ว ก็เลยเสี่ยงด้วยการที่โทรเข้าไปหา ไม่มีเครือข่าย และหิ้วแฟ้มผลงานเข้าไปหา

คุณนันท์ : เอ่อ ... ผมขอถามแทรกนิดนึง เนื่องจากตอนนี้คุณเป็นช่างภาพมืออาชีพแล้ว ถ้าถามย้อนไปตอนเด็กๆคุณมีแรงบันดาลใจอะไรไหมครับ ทำไมอยู่ๆถึงชอบถ่ายรูป หรือว่าที่บ้านมีกล้อง หยิบมาเล่น ถ่ายดูและสวยเลยชอบอะไรแบบนี้ครับ ?

คุณธนบูรณ์ : พอดีคุณพ่อซื้อกล้องมา ก็ในบ้านไม่มีคนใช้เป็น ก็เลยต้องรับเป็น พอดีมีพี่สาวสองคน แล้วผมเป็นลูกชายคนเดียว มันคงเป็นได้ตามระเบียบที่ต้องรับหน้าที่นี้ไป (หัวเราะ) ก็เลยเริ่มหิ้วกล้องมาเริ่มถ่าย แล้วพอดีพี่สาวคนนึงเป็นหรีดของคณะ พี่สาวอีกคนนึงก็เป็นหรีดมหาลัยด้วย ก็เลยต้องตามถ่ายเขา แล้วด้วยความที่ถ่ายเพื่อนเล่นด้วย ถ่ายนู่นถ่ายนี่ ไปเรื่อยๆ จนเริ่มหารายได้จากงานแรกๆ ก็เป็นงานรับปริญญา ก็รู้สึกว่า มันได้เงินง่าย และสนุก แล้วผมก็รับมาเรื่อยๆก็เหมือนเป็นการฝึกฝนฝีมือไปในตัวและก็ได้รายได้ ก็เลยเริ่มได้เงินมาซื้อเลนส์ซื้ออุปกรณ์ แล้วเราก็เริ่มรู้สึกว่าเราเริ่มอินกับมัน แต่มันก็ยังไม่ถึงจุดที่จะกลายมาเป็นอาชีพ เพราะตอนนั้นก็กำลังเรียนอยู่ในสายคอมพิวเตอร์อยู่ครับ

คุณนันท์ : ดังนั้นแล้วคุณมีความฝันเกี่ยวกับการเป็นช่างภาพยังไงมั่งครับ ?

คุณธนบูรณ์ : ตอนนั้นใช่ไหมครับ ? ไม่คิดเลยครับ จนมาเริ่มตอนหนึ่ง ตอนนั้นผมเรียนจบมาแล้ว ผมนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ผมทำงานประมาณ 12 ชั่วโมงที่ออฟฟิศ ก็รู้สึกว่าเรานั่งมานานแล้วรึเปล่า เราจะเป็นอย่างงี้ไปจนแก่รึเปล่า ก็เลยมองว่า ไม่ได้ละ เราต้องทำอะไรที่เราอยากทำ ก็เลยนั่งนึกว่าเราชอบถ่ายรูป เราอยากถ่ายรูป เราไม่อยากเป็นนักคอมพิวเตอร์ตลอดไป ก็เลยตัดสินใจขอที่บ้านไปเรียนต่อครับ

คุณนันท์ : พอไปเรียน คุณได้เห็นช่างภาพระดับโลก คุณได้เห็นงานที่ออกมาทั่วโลก คุณมีความฝันที่จะเป็นอย่างเขาไหม?

คุณธนบูรณ์ : ก็ฝันนะ ว่าวันนึงเราจะถ่ายปกนิตยสารของอันนี้ให้ได้ วันนึงเราต้องถ่ายรูปดีๆอย่างงี้ให้ได้ ให้สร้างลายเซ็นต์ของเราในภาพอย่างพวกเขาให้ได้

คุณนันท์ : จำเป็นต้องสร้างลายเซ็นต์ด้วยเหรอ คือดูแล้วต้องรู้ว่าเป็นตัวเรา หรือว่ายังไง?

คุณธนบูรณ์ : ก็ถ้าทำจุดนั้นได้ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่คนใฝ่ฝัน คือมองเสร็จแล้วรู้ว่านี่มันคือแนวของคนนี้นะ ภาพนี้คือภาพของปิกาโซ่ ภาพนี้เป็นภาพถ่ายของช่างภาพคนนี้ ภาพนี้คืองานเขียนของคนนี้ หรือแม้แต่งานเขียนหนังสือ อ่านแล้วรู้ว่า คนนี้เขียนแน่ๆ นี่คือ คุณสามารถสร้างลายเซ็นต์ของผลงานของคุณได้ ถ้าเราทำตรงนี้ได้ ผมว่าศิลปินทุกคนใฝ่ฝันตรงนี้ครับ

คุณนันท์ : แล้วศิลปินในดวงใจอ่ะครับ มีไหมครับ ?

คุณธนบูรณ์ : ก็มี นะครับ มี เฮมเบจ มินตัน กับ เดวิด ลาชาแปล , เฮมเบจ มินตัน จะออกแนวอีโรติกเน้นไปแนวเซ็กซี่และมีคอนเซ็ปแรงๆ ส่วน เดวิล ลาชาแปล มักจะเน้นขาวดำ ไม่ก็สีสันจัดจ้านและเน้นเรื่องราวในภาพ อาจใส่มุข ใส่อารมณ์ขัน หรือเรื่องราวพวกนี้เยอะ ดังนั้น ผลงานของผมเนี่ย ในการที่ผมชื่นชอบสองท่านนี้ ทำให้ผลงานของผมเป็นแนว เซ็กซี่ที่มีสีสันจัดจ้าน ถูกผสมโดนที่ตัวเองไม่รู้ตัวขึ้นมา

คุณนันท์ : พอเรียนจบกลับ มาเริ่มทำงานไปสักพักหนึ่ง ทีนี้คุณได้ประสบการณ์ในการถ่ายภาพปกหนังสือละ หลังจากนั้นนี่ยังไงต่อครับ ?

คุณธนบูรณ์ : พอผมกลับมาก็ทำงานเป็น photo editor อยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เขาก็ผลิตเกี่ยวกับ magazine ต่างประเทศอยู่ประมาณ 7 เล่ม ก็ทำได้สัก 5 ปี ก็คิดว่า มันต้องมีอะไรที่สนุกกว่านี้ทำแล้วละ ก็รู้สึกว่า เรามาถึงจุดๆหนึ่ง อยากหาอะไรที่สนุกสนานทำ ก็เลยออกมาทำโปรเจ็คต่างๆ ที่คิดได้ ทีแรกว่าอยากจะทำ แต่มันอัดอั้น สองปีที่ผ่านมา สมองผมมันไม่ค่อยแล่น จนสมองผมมันได้ระเบิดโปรเจ็คออกมาเยอะมาก หัวสมองอยากทำอะไรเยอะมาก ด้วยความที่ว่า เราไปทำงานใน magazine ก็เหมือนกับเป็นการสะสมเครือข่าย เมื่อผมจะทำอะไรก้ได้เพื่อนๆและคู่หูต่างเข้ามาช่วย จนทำให้โปรเจ็คต่างสำเร็จออกมาได้

คุณนันท์ : แล้วระหว่างทางตอนที่เป็น photo editor เนี่ย ปัญหาที่เราเจอ ที่คิดว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ๆเนี่ย มันมีอะไรบ้างครับ ?

คุณธนบูรณ์ : คงเป็นเรื่องการทำงานกับคนอ่ะครับ คือบางคนก็ไม่เคารพในหน้าที่ของตนเอง คือที่ผมเจอส่วนใหญ่นะครับ คือเขาไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไร ไม่รับผิดชอบในส่วนของตัวเอง แล้วอยากจะไปทำในส่วนของคนอื่น แต่ไม่ทำหน้าที่ตนเอง ก็เหมือนกับการเล่นบอลอ่ะครับ คือถ้า ทุกคนผิดตำแหน่ง เช่นเด็กเสริฟน้ำ เบื่อหน้าที่ตนเองละ ไม่อยากเสริฟน้ำ อยากจะไปเตะบอลเข้าโกลล์ แทน ทีนี้ก็ไม่มีคนให้น้ำนักกีฬา นักกีฬาก็หิวน้ำ เหนื่อย ทีมก็แพ้ มันก็เลยทำให้ทุกอย่างป่วน ผมว่าการทำงานทุกอย่างเนี่ย มันต้องทำงานเป็นทีม แล้วรักในตำแหน่งที่ตนเองทำ แล้วที่ผมเจอก็คือ เขาไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำในจุดๆนั้น

คุณนันท์ : อืม... เข้าใจ โอเค เรากลับมาที่โปรเจ็คดีกว่า คุณทำโปรเจ็คอะไรมาบ้าง ที่บอกว่า สมองเริ่มระเบิดโปรเจ็คออกมาเยอะแยะไปหมดเลย เนี่ย มันมีอะไรบ้างครับ ?

คุณธนบูรณ์ : เอาหลักๆหรือว่ายังไงครับ ?

คุณนันท์ : เอาทั่วไปก่อนครับ แล้วค่อยเข้าประเด็น

คุณธนบูรณ์ : อันแรกที่ผมจบมาก็คือ โครงการเกี่ยวกับ photobook เล่มนึง โดนชวนเพื่อนๆมาทั้งหมด 78 คน มาทำหนังสือถ่ายภาพเด็ก 108 คน จากเด็กกำพร้าที่วัดสระแก้วแล้วถามว่าเด็กอยากเป็นอะไรแล้วให้เพื่อนๆมาช่วยกันแต่งตัว ทำโปรดันชั่นทั้งหมด 60-70 คน โดนที่รายได้จากหนังสือเนี่ย จะ ไปสร้างซุ้มให้เด็ก ซึ่งตอนนี้ก็รันมาได้ระดับหนึ่งแล้ว โครงการใกล้จะคลอดแล้วครับ

คุณนันท์ : โอ้ว ... เยี่ยมเลย

คุณธนบูรณ์ : และก็มีโปรเจ็ค เอ่อ... มีอีกหลายอย่าง อ่ะตัวนี้ล่าสุด ! คือ “portfolios.net” คือผมอยากสร้าง social network เล็กๆ ในกลุ่มคนไทยขึ้นมารวมกัน มีคนถามผมว่า ทำไมคุณต้องอยากทำ ในเมื่อ network ต่างประเทศก็มีอยู่แล้ว ? ผมจึงตอบว่า ผมไม่ได้อยากทำ network ที่ดีกว่าเขา ผมไม่ได้อยากทำ network ที่ดีที่สุดในโลก แต่ผมอยากทำ networkที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย คือมีข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น เกี่ยวกับศิลปิน คนที่รักงานศิลปะ คนที่รักงานดนตรี แฟชั่นต่างๆ อ่ะครับ

คุณนันท์ : แต่ได้ข่าวว่า ชื่อ โดเมนเนม จดไว้นานมากเลยทีเดียว

คุณธนบูรณ์ : จดไว้ 13 ปีอ่ะครับ ตอนนี้ก็ 14 ปีและฮะ

คุณนันท์ : แต่ใน 13 ปีที่แล้วไม่น่าจะมี social network โห...คือมันค่อนข้าง... แสดงว่าคุณไม่ได้ตั้งใจจะเอาจะทำ social network

คุณธนบูรณ์ : ตอนนั้น ผมมองว่า กลับมาผมลิสท์ได้โดนบังเอิญ ผมว่า ถ้ากลับมาเมืองไทย ทำงานสักพักนึง ผมว่าจะเปิดเอเจนซี่เล็กๆสักอันนึง รวมช่างภาพเพื่อนๆสักสี่ห้าคน แล้วจะเป็น portfolio network ที่รวมช่างภาพห้าคน คือคำว่า social network ตอนนั้นยังคงเป็นวุ้นอยู่เลยมั้ง (หัวเราะ)

คุณนันท์ : คือมันยังไม่เกิด (หัวเราะ) คือตอนนั้นคนไทยน่าจะได้ใช้ email ได้สักพักนึง

คุณธนบูรณ์ : ก็เริ่มน่าจะมี กราฟฟิก เพราะรุ่นแรกๆ ยังเป็น text

คุณนันท์ : (หัวเราะ) แล้วยังไงฮะ กระบวนการที่ตอนแรกเริ่มมาจากอยากจะมีเว็บไซต์ที่รวมพรรคพวกเพื่อนฝูงมาโชว์ portfolio กัน แล้วทำท่าไหนถึงออกมาเป็นคนที่อยู่ใน social network มีโปรเฟสชันแนล ด้านต่างๆ เยอะแยะไปหมดเลยครับ

คุณธนบูรณ์ : ก็เริ่มมาจากประมาณสักต้นปีก่อน เมื่อปี ค.ศ. 2009 ผมก็เริ่มมีเวลา เริ่มเคลียร์อะไรได้เยอะ ก็เริ่มโปรเจ็คนี้ขึ้นมา ก็บอกว่าอยากทำ social network อันนึงขึ้นมาซึ่งรวมกลุ่มคนที่รักงานศิลปะ ตั้งแต่ art design , fashion film , model , music และก็ photo มาอยู่ด้วยกัน เพราะว่ากลุ่มพวกเนี้ยเป็นแนว creative คือคอนเซ็ปของ portfolio อันดับหนึ่งเนี่ยเหมือนเป็น creative community ที่คนจะนั่งแลกเปลี่ยน พูดคุย ข้อมูลข่าวสารและแชร์ผลงานกัน เอางานมาแลกกันดู เอามาคุยกัน แล้วตัวเจ้าของ portfolio เองเนี่ยก็สามารถชวนลูกค้าหรือเพื่อนๆมาดูได้ เนี่ยครับ เดี๋ยวผมจะให้ดูคร่าวๆ (พร้อมเลื่อนเม้าส์ในคอมพิวเตอร์ไปมา)

คุณนันท์ : แล้วที่เริ่มมา ใช้งบประมาณไปเยอะไหมครับ ?

คุณธนบูรณ์ : ตอนนี้ไม่เยอะมากครับ เราทำออกมา คือเอาแบบสนุก คือตอนที่ผมเปิดเดือนแรกเนี่ย มีสมาชิกอยู่ประมาณ 200 คน

คุณนันท์ : คือเปิดปุ๊ป แล้วเอาสมาชิกมาจากไหนครับ ?

คุณธนบูรณ์ : ผมเขียนบล็อคอยู่ที่เว็บไซต์ multiply ก็มีเพื่อนๆประมาณ 3000 คน ก็จะมีคนที่เขียนบล็อคเกี่ยวกับเรื่อง photo ต่างๆเยอะพอสมควร แล้ววันนึงผมก็ประกาศปิดบล็อค ว่าจะย้ายละนะ โดยผมจะไปเขียนอีกที่นึง โดยยังไม่บอกว่าเว็บนี้ของผมนะ เพราะผมกลัวมันไม่รุ่งละเดี๋ยวอายเค้า (หัวเราะ) ก็เลยบอกว่า ผมย้ายมาที่นี่ละนะ คนก็คง งง ทำไมผมประกาศปิด เดือนแรกก็มีสมาชิกประมาณ 200 คน เดือนที่สองก็มาอีกประมาณ 500 คน ซึ่งผมตอบรับค่อนข้างดี วิธีที่ผมชวนเพื่อนก็ แปลก ผมโทรชวนเพื่อน เฮ้ย ! ลองเข้ามาเล่นหน่อย (หัวเราะ) เป็นเพื่อนกลุ่มสนิทๆกัน แต่เวลาโทรชวนอ่ะบอกว่าเป็นเว็บผม แต่ถ้าชวนในเว็บจะบอกว่า ลองเข้ามาหน่อยสิ ผมย้ายมาเขียนบล็อคที่นี่ละนะ ก็ทำสักพักนึง มาได้สัก 3 เดือน เกือบ 4 เดือน ก็มี สมาชิกประมาณ 3000 คน ก็ถือว่าผลตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ

คุณนันท์ : ปัจจุบันมีกี่คนฮะ ?

คุณธนบูรณ์ : ปัจจุบันมี 8300 คน มีต่างประเทศประมาณ 700 คน เป็นช่างภาพที่มีฝีมือหรือเป็นคนจ้างทำกราฟฟิกดีไซน์เนอร์เก่งๆที่มาจากออสเตเลีย ฝรั่งเศษ เยอรทัน เยอะมาก จากข้อมูลที่เก็บไว้เนี่ย เป็นชาวต่างชาติ ต่างๆที่เข้ามาก็ประมาณ 70 ชาติ ส่วนใหญ่ก็เป็นอเมริกา เป็นยุโรป ออสเตเลีย พวกเนี้ย

คุณนันท์ : แล้วเว็บไซต์แบบนี้ที่ต่างประเทศมี ไหมครับ ?

คุณธนบูรณ์ : มีๆ มีเยอะพอสมควร แต่ที่ผมสังเกต คือ มันใหญ่ ... มันใหญ่มาก โอกาสที่คนไทยเจอกันน้อยมาก คืออย่างที่ผมบอก social network ตอนนี้มันโตกันไปหมด เช่น facebook ก็โตมาก มี 300-400 ล้านคนแล้วมั้งตอนนี้ โอกาสที่ผลงานเราจะขึ้นโชว์ในหน้าหนึ่ง มันก็มีโอกาสน้อย ผมก็เลยคิดว่า ถ้าผมทำ network ของคนไทยเอง เช่น งานแนะนำ เป็นงาน photo graphic painting animation เอาสมาชิกที่มีคุณภาพ มี มาตรฐานเนี่ย ขึ้นมา เขาก็จะได้มีโอกาส ให้เขา มี พื้นที่ให้เขาแสดงผลงานมากขึ้น แล้วเด็กรุ่นใหม่จะได้มีกำลังใจในการผลิตผลงานออกมา มีรุ่นน้องผมบอกนะ ว่า วันนึงผมต้องอยู่หน้าหนึ่งให้ได้เลย ผมก็เลยคิดว่า เอ้อ...มันดี อย่างน้อยมันก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่เป็นนักเรียนมาบอกเราว่า นี่ ผมอยากอยู่หน้าหนึ่งเว็บพี่มาก

คุณนันท์ : ทำยังไงถึงได้อยู่หน้าหนึ่งครับ?

คุณธนบูรณ์ : จริงๆ มันไม่ค่อยยาก ถ้างานอยู่ในมาตรฐานเนี่ย เราก็จะเลือกมันขึ้นมาเลย เราไม่ค่อยซีเรียสมาก แต่ถ้าวันนึง งานมันมีเยอะมาก มาตรฐานของเราก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นอีกระดับนึง แต่เราไม่ได้เลือกเฉพาะคนที่เป็นมืออาชีพเท่านั้นที่ขึ้นมาหน้าหนึ่ง เราจะเลือกคนที่หลากหลายมากเลย ถ้าคุณเป็นมือใหม่แต่ผลงานคุณมันไม่ธรรมดา คุณมีไอเดีย ไม่จำเป็นต้องเนี๊ยบเท่ามืออาชีพ แต่รู้สุกได้ว่า นี่คือสิ่งที่ไม่ธรรมดาที่มาจากคุณนะ ผมก็จะเลือกขึ้นมา

คุณนันท์ : แล้วมันจะค้างหน้าหนึ่งนานไหมครับ ?

คุณธนบูรณ์ : ส่วนใหญ่ เราจะอัพเดทวันต่อวัน อย่างงานแจ้งเตือนขึ้นมา (พร้อมเอามือเลื่อนเม้าส์) พวกงานกราฟฟิกพวกนี้ครับ จะประมาณ 12-15 อัลบั้มอ่ะครับ ก็จะอยู่ได้ประมาณ 2-3 วัน แต่คนก็สามารถกดเข้าไปดูได้ ว่า งานใครถูกแนะนำขึ้นมาบ้าง กดย้อนหลังเข้าไปได้

คุณนันท์ : หืมม... แบนเนอร์คุณเยอะมาก ... (มองดูด้วยความสงสัย)

คุณธนบูรณ์ : จริงๆแล้วไม่ใช่แบรนเนอร์ครับ มันเป็นโปรเจ็คต่างๆที่เราสนับสนุนที่ผ่านมา

คุณนันท์ : อ๋ออออ

คุณธนบูรณ์ : อันนี้ก็เป็นโครงการของสีสันกรุงเทพ (พร้อมเอานิ้วชี้หน้าจอคอม) ที่ทาง porifolio ได้เข้าไปช่วยสงเคราะห์การทำงานให้อยู่ และก็ประกวดถ่ายภาพต่างๆ หรือว่าโครงการที่เรารับอาสาเป็นโฮสให้ในการประกวดวิทยานิพนธ์ ของ อาร์ทโฟร์ดี magazine

คุณนันท์ : อ่อเคยเห็นอยู่ๆ

คุณธนบูรณ์ : มีการจอยกิจกรรมต่างๆ สิ่งที่ผมทำเนี่ย ผมพยายามทำกิจกรรมออฟไลน์ให้เยอะที่สุด ผมมีความรู้สึกว่า social network ต่างประเทศเนี่ย คุณไปสมัครเค้า แต่เค้าไม่เคยให้อะไรคุณกลับมาเลย ผมแค่อยากทำให้คนเห็นว่า คนที่มาใช้ social network ของคนไทยเนี่ย เมื่อคุณมาใช้ปุ๊ป รวมกลุ่มกัน มันจะมีกิจกรรมเกิดขึ้นง่าย กิจกรรมเราไม่ต้องใช้เงิน เราแค่เดินหา สปอนเซอร์ ว่า ผมอยากมีพื้นที่นี้ จัดงานแสดงแกลอรี่ นี้ คุณสนใจไหม ผมจะพาคนกลุ่มนึงมารู้จักสถานที่ของคุณ ทางส่วนเจ้าของกิจกรรมสถานที่ต่างๆ เค้าบอกว่าเราให้คุณเลือกสถานที่นะ เลือกอาหารเครื่องดื่ม ในการจัดนิทรรศการได้นะ ล่าสุดมีโรงแรมที่เยาวราชแห่งหนึ่ง ให้เราเข้าไปจัดพื้นที่ให้ เค้าก็มาเดินคุยกับเรา ว่าเราทำอะไรได้บ้าง เราก็ตัดสินใจ จัดนิทรรศการถ่ายภาพ ประกวดถ่ายภาพ แล้วเอาผลงานไปแสดงที่นั่น

คุณนันท์ : ก็เลือกจากในนี้ไปเลย ??? (พร้อมชี้ในหน้าหนึ่งของเว็บไซต์ในคอม)

คุณธนบูรณ์ : ใช่...เราไม่ใช้ค่าใช้จ่ายใดๆเลย โรงแรมเค้าจัดการเรื่องการใส่กรอบรูปภาพ การจัดงานเลี้ยงเปิดเล็กๆ ให้สนุกๆ มีสปอนเซอร์เรื่องเครื่องดื่ม ก็เลยเป็นสิ่งที่พิสูจนให้เห็นว่า การรวมกลุ่มของเรา ไม่ได้เป็นล้านๆคนแบบ social network อื่น แค่ 8000 คน เราก็ทำอะไรได้ แล้ววันนึงเราอาจจะมีอีเวนท์ใหญ่ๆแบบที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆเลยก็ได้

คุณนันท์ : แล้วเป้าหมายของการทำเว็บไซต์นี้ขึ้นมา คิดว่า ปลายทางเราคิดว่าเราจะไปถึงไหนครับ ?

คุณธนบูรณ์ : ตอนเปิดเล่นๆ ผมตั้งเป้าไว้ ว่า หนึ่งปีผมจะมี สมาชิก 10000 คน ...นี่ก็จะหนึ่งปีแล้ว อีกประมาณสองเดือน แล้วก็อีกสามปี จะมี สมาชิก 30000 ให้ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูความเป็นไปด้วย (หัวเราะเบาๆ) , คือเป้าหมายของผมก็คืออยากให้เว็บนี้เป็นเว็บไซต์สื่อสารที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดของคนไทย ก็พยายามจะรองรับข้อมูลที่จำเป็น เดี๋ยวผมให้ดูตรงนี้นิดนึง (เอามือเลื่อนเม้าส์) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับงานแสดงภาพต่างๆ งานศิลปะ ข่าวอบรม หรือว่าการประกวดต่างๆเนี่ย เกือบครบทุกอย่างที่คนต้องการ และก็มีเรื่องของงาน มีข้อมูลเรื่องงาน ผมว่าผมมีให้เค้าครบแล้ว ดังนั้นสิ่งที่จะทำ network ให้เติบโต คือ ผมจะมีกิจกรรมให้เยอะขึ้น แสดงให้คนเห็นว่า คุณมาใช้ตรงนี้แล้วมันได้ประโยชน์จริงๆ

คุณนันท์ : แล้วในแง่มุมธุรกิจเราหาทุนมาซัพพอร์ทไหม หรือว่าทุนส่วนตัว หรือว่าเรามอง..ยังไงครับ ?

คุณธนบูรณ์ : ก็เรามีแบนเนอร์ สปอนเซอร์ ซัพพอร์ทเราเข้ามา ซึ่งจริงๆตอนแรกเราไม่มีเลย แต่ตอนหลังนี่เราเริ่มมีพื้นที่เยอะขึ้น เพราะเราให้คนเก็บภาพ วีดีโอ เพลง ไม่จำกัด เราจึงมีค่าใช้จ่ายขึ้นมา เคยคิดเหมือนกันว่าจะวิ่งไปหาสปอนเซอร์ แต่วันนึง ก็มี โทรศัพท์เข้ามา ว่าเขาสนใจ นะ ก็เริ่มคุยกัน ..แล้วเขาก็โอเค ตกลงมาซัพพอทเรา ก็โล่งอกไปหน่อยนึง

คุณนันท์ : อ่าฮ่ะ ... คุณก็ไปต่อได้ (พยักหน้าเล็กน้อย) อ่า...ตอนนี้มูลค่าเว็บไซต์นี่เท่าไหร่ครับ

คุณธนบูรณ์ : เอิ่มม...พอดีเพื่อนส่งมาให้อ่ะครับ มันเขียนว่า มูลค่า 1.3 ล้าน เฉพาะตัวชื่อของเว็บไซต์ แต่จริงๆผมจ่ายไป ปีละ 2000 กว่าบาท ใน 13-14 ปีเนี้ยย

คุณนันท์ : อ่อ...อืม...นี่นะครับ ความพยายามนะครับ (พยักหน้าอย่างชื่นชม) ก็อยากให้พี่ช่วยฝากหน่อยนะฮะ ฝากให้เยาวชนหรือคนดู เกี่ยวกับเรื่องแนวคิดการประสบความสำเร็จ ว่าคนที่เราจะประสบความสำเร็จได้เนี่ย หรือว่าการที่เราจะสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาได้เนี่ย เราต้องมีแนวคิดหรือการผ่านอุปสรรคยังไงครับ ?

คุณธนบูรณ์ : คงน่าจะเป็นสองเรื่องครับ เราต้องถามตัวเองว่าเป้าหมายเราคืออะไร อย่างผม เป้าหมายของผมต่อไปคือ อีกหนึ่งปี ผมจะต้องมี สมาชิก 10000 คนให้ได้ ผมก็พยายามทำทุกอย่าง ทำกิจกรรม เพื่อดึงคนเข้ามา ต้องถามตัวเอง ต้องรู้เป้าหมายตัวเอง ว่า อยากจะทำอะไรกับตัวเอง อยากจะให้สิ่งที่เราทำนั้นไปถึงจุดๆไหน แล้วอีกอันนึงก็คือว่า ...เป็นคอนเซ็ปท์ที่มาจาก สตีฟ จ็อบ เค้าบอกว่า “ ทำโปรดักส์ของตัวเองให้ดีที่สุด” ฉะนั้นเวลาคุณเดินไปหาลูกค้า คุณไม่ต้องโฆษณาชวนเชื่อว่าของคุณมันดี ไม่ต้องโกหก คุณแค่บอกว่า ของคุณดียังไง ฉะนั้นทำสิ่งที่คุณทำมันดีที่สุด ทำผลิตภัณฑ์ หรือว่าโปรเจ็คของคุณให้มันดีที่สุด แล้วเดินไปบอกคนอื่นว่านี่คือความภาคภูมิใจของเรา มาจริง มาจอยกับเรา มาร่วมมือกับเรา มาซื้อของของเรานะครับ

คุณนันท์ : โอเคครับ วันนี้ก็ขอขอบพระคุณ คุณธนบูรณ์ สมบูรณ์ มากครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact