คุณ ไกรวุฒิ
ยอดนักสู้ผู้พิการทางสายตา ปัจจุบันรับราชการอยู่กระทรวงต่างประเทศ

สวัสดีครับวันนี้ผม อัครนันท์ วงศ์ดีธนรักษ์ ตอนนี้ผมอยู่กับพี่เป้ ซึ่งเป็นผู้พิการทางสายตานะครับ วันนี้พี่เป้ก็จะมาแบ่งปันมุมมองในชีวิตของเขาว่า ในโลกของความืดน้ันเขาสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่างเลยนะครับ และก็ใช้ชีวิต ดำเนินชีวิตอย่างคนทั่วไป

คุณนันท์ : สวัสดีครับพี่เป้ครับ

คุณเป้ : สวัสดีครับคุณนันท์ครับ

คุณนันท์ : ผมอยากจะให้พี่เป้ช่วยเรื่องราวตั้งแต่พี่เป้พิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิดเลยรึเปล่าครับ เติบโตขึ้นมาถึงจุดนี้อย่างไรบ้างครับ

คุณเป้ : ผมนะครับ เกิดมาถ้าจะเรียกว่าผมพิการมาตั้งแต่เกิดไหม ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะว่าตอนผมเกิดมาใหม่ๆ ตาข้างหนึ่งยังดีอยู่ แต่อีกข้างหนึ่งมีจุดขึ้นที่ลูกตา แล้วคุณแม่ผมก็พาไปพบคุณหมอ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจำจังหวัด แล้วคุณหมอก็บอกว่า “ตอนนี้ยังเล็กอยู่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร ต้องรออีกสักระยะหนึี่ง” คุณหมอให้ยาหยอดตามาเรื่อยๆ จน 4 เดือนผ่านไปเข้าเดือนที่ 5 มันก็ลามมาอีกข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็เป็นเหมือนกัน ทีนี้คุณหมอบอกกับคุณแม่ผมให้พาไปรักษาที่กรุงเทพ เพราะไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร เพราะไม่ใช่หมอตา จากนั้นคุณแม่ผมก็เข้ากรุงเทพ ตระเวนหาหมอรักษาตา แต่พอถึงตอนนั้นแล้วคุณหมอบอกว่า ประสาทตาเสื่อมไปหมดแล้ว หมดทางที่จะรักษาได้ หลังจากนั้นก็เลยใช้ชีวิตแบบมองไม่เห็นมาตลอด แต่คุณแม่ของผมก้ไม่ย่อท้อนะครับ พยายามพาผมไปตระเวนรักษาที่โน่นที่นี่ ก็ถือว่าหมดงินไปเยอะ แต่ก็ไม่ดีขึ้นเพราะประสาทตาเสื่อมแล้ว พอคุณแม่ไม่เห็นทางที่จะรักษาได้แล้ว คุณหมอที่โรงพยาบาลก็บอกให้พาไปเข้าโรงเรียนสิ เขามีโรงเรียนสอนสำหรับคนตาบอดอยู่นะ ที่กรุงเทพ ตรงสี่แยกตึกชัย คุณแม่ผมก็เลยมาสมัครเอาไว้ แต่กว่าผมจะได้เข้าเรียนก็อายุ 9 ขวบกว่าๆ เพราะว่าช่วงนั้นที่มันเต็ม ถ้าผมจะเข้าไป ต้องอยู่แบบโรงเรียนประจำ อยู่แบบไปกลับไม่ได้ เพราะผมไม่มีญาติอยู่กรุงเทพ ถ้าอยู่แบบไปกลับจะมีที่ให้เรียนอยู่ ถ้าอยู่แบบประจำ ที่มันเต็มต้องรอให้เด็กออก หรือมีใครสละสิทธิ์ รอจนมาถึง 9 ขวบกว่าๆ โชคดี ที่มีคนสละสิทธิ์ ทางโรงเรียนจึงส่งจดหมายมาเรียกแม่ผม ให้เรียกผมมาเข้าโรงเรียน ตั้งแต่นั้นผมเข้ามาศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงชั้นมัธยมปีที่ 3 หลังจากนั้นผมก็มาเรียนต่อ มัธยมปีที่ 4 ถึงปีที่ 6 ที่โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย ใกล้ๆกับโรงพยาบาลสงฆ์ เป็นการเรียนร่วมกันกับคนตาดี หรือคนตาปกติ จนจบมัธยมปีที่ 6 หลังจากนั้นผมเข้าไปสอบเอ็นทรานซ์ ลองสอบเอ็นทรานซ์ด้วยนะครับ แต่สอบไม่ผ่าน

คุณนันท์ : ข้อสอบเอ็นทรานซ์ ที่เขาเอามาให้เรา แล้วเราอ่านอย่างไรครับ

คุณเป้ : ช่วงนั้นเขาจะให้ประกบ 2 ต่อ 1 คือมีคนดูแล 2 คน ต่อคนสอบ 1 คน คนหนึ่งจะมีหน้าที่อ่านข้อสอบ อีกคนหนึ่งจะทำหน้าที่กาข้อสอบให้ แล้วเราก็ยกนิ่้ว อย่างเราเลือกข้อ 1 เราก็ยก 1 นิ้ว ถ้าตอบข้อ 2 ก็ยก 2 นิ้ว ตอบข้อ 3 ก็ยก 3 นิ้ว ตอบข้อ 4 ก็ยก 4 นิ้ว เป็นการยกนิ้วตอบ คนกาก็จะกาไป คนอ่านก็จะอ่านไป พอสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ สอบไม่ผ่าน ผมก็เลยเข้ามาสอบที่ ตอนนั้นยังเป็นสถาบันราชภัฎสวนดุสิต ก็เลยมาสอบเข้าที่สวนดุสิต สอบเข้าได้ที่คณะครุศาสตร์ เอกการศึกษาพิเศษ เรียนมาเรื่อยๆจนครบ 4 ปี

คุณนันท์ : ซึ่งตอนนั้นเราเรียนร่วมกับคนตาดี ?

คุณเป้ : ครับ เรียนร่วมกับคนตาดี

คุณนันท์ : แล้วเราต้องฟังเอาหรอครับ ?

คุณเป้ : ก็ฟังเอา แล้วเพื่อนก็จะบอกที่จดเลคเชอร์บนกระดาน ปัจจัยที่สำคัญในการเรียนร่วมกับคนตาดี ผมบอกเลยว่า เพื่อนก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการเรียนของเราเหมือนกัน ใครเข้าไปแล้วได้เพื่อนดีๆ ก็ถือว่าโชคดีมาก แต่ใครถ้าโชคไม่ดี เจอเพื่อนไม่ดีก็ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิม ผมไม่ได้บอกว่าไม่ได้ฟังแล้วจะจบได้ แต่ว่าถ้ามีเพื่อนเป็นตัวช่วยก็จะทำให้จบง่ายขึ้น หลังจากนั้นก็จบปี 4 แล้วก็มาสมัครเข้าทำงาน ก็คือเรียนจบแล้วไม่ได้ทำงานเลย รออยู่ 1 ปี ช่วงนั้นก็ฝึกงานปี 4 ฝึกงานรับโทรศัพท์ที่โรงเรียนสอนคนตาบอด 3 เดือนแล้วก็รอ ช่วงนั้นผมก็ไปลงชื่อ ลงทะเบียน ที่ศูนย์พัฒนาอาชีพคนตาบอด แล้วรอจนถึงเดือนมีนาคม ทางกระทรวงต่างประเทศเขาก็ส่งจดหมายไปที่ศูนย์ที่ผมลงทะเบียนไว้ ต้องการคนแบบนี้ คนตาบอดเข้าทำงาน ทางศูนย์เขาก็โทรศัพท์เรียกให้ผมเอาเอกสารเข้าไปส่ง พอเดือนมีนาคม กลางเดือน ทางกระทรวงก็เรียกผมเข้าไปสัมภาษณ์ เดือนมิถุนายน ปี 44 ผมได้เริ่มเข้าไปทำงานที่กระทรวงต่างประเทศ ก็ทำมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันนี้ครับ ตำแหน่งโอเปอร์เรเตอร์ ทำมา 9 ปี ที่กระทรวงต่างประเทศ

คุณนันท์ : แล้วพี่คิดว่าปัญหาของพี่ หรือว่าเรื่องพิการทางสายตา ถือว่าเป็นปัญหาไหมครับ

คุณเป้ : ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหาสำหรับผม เพราะว่ามันก็แค่ สายตาเท่านั้นที่มองไม่เห็น ส่วนอื่นๆที่เรายังมี หมายถึงอวัยวะอื่น เราก็ยังสามารถใช้งานได้เช่นเดียวกันกับคนปกติ เพียงแต่ว่าเรามองไม่เห็นเท่านั้นเอง ทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำแบบคนตาดีไม่ได้ เช่น อะไรที่เป็นรูปภาพ ผมไม่สามารถ แต่ถ้าเป็นอย่างอื่น ผมก็คิดว่าผมก็ไม่ด้อยกว่าคนปกติครับ

คุณนันท์ : เยี่ยมเลยนะครับ สำหรับทัศนคติในการมองของชีวิต หลังจากเข้าไปทำงานที่กระทรวงต่างประเทศแล้ว ปัจจุบันยังทำอยู่ไหมครับ

คุณเป้ : ยังทำอยู่ครับ

คุณนันท์ : พี่มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตไหมครับว่า มุมมองปลายทางชีวิตจะเดินไปสู่ในจุดไหน สิ่งที่อยากทำให้บรรลุในชีวิตนี้ครับ

คุณเป้ : สิ่งที่อยากทำให้บรรลุในชีวิตนี้ ตั้งใจไว้ว่า ผมต้องมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น ในช่วงบั้นปลายชีวิตจะต้องมีบ้าน มีครอบครัวที่อบอุ่น มีเงินที่จะช่วย อย่างแรกที่ผมคิดไว้คือ การตอบแทนผู้มีพระคุณ คือ คุณพ่อ คุณแม่ ส่ิงที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การตอบแทนแผ่นดิน ตอบแทนสังคม ที่ให้โอกาสกับผมนะครับ สิ่งที่ผมตั้งใจก็คืออย่างนี้ละครับ

คุณนันท์ : สุดยอดเลยนะครับ มีความกตัญญู รักประเทศชาติ อยากตอบแทนบุญคุณสังคม ถึงแม้พี่เขาจะพิการทางสายตาก็ตาม มีคำคมอยากฝากให้กับเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ที่กำลังเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางของชีวิต ที่พี่อยากฝากไว้

คุณเป้ : อยากจะฝากคำคมให้สำหรับคนที่กำลังจะเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางของชีวิต และที่กำลังท้อแท้ ก็ขอฝากไว้ว่า ในชีวิตคนเรา เส้นทางที่เดินไปมีทั้งทางที่มันเรียบ และ เป็นหลุมเป็นบ่อ ให้เราจงตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของความดี และความตั้งใจจริง และอย่าหยุดเป้าหมายของเรา จงก้าวไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ อย่าเปลี่ยนความตั้งใจนะครับ คนเราเมื่อเดินทางไปสักระยะ ต้องมีเหนื่อยมีท้อ ท้อได้แต่ห้ามถอย จงตั้งมั่นอยู่บนความดีและความตั้งใจจริง และทุกคนจะสำเร็จในเป้าหมายที่ทุกคนตั้งใจไว้ ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังเดินทางไปสู่เป้าหมายในชีวิตทุกคนครับ

คุณนันท์ : สุดยอดเลยนะครับ ผมฟังอยู่ตรงนี้ผมรู้สึกว่า ผมได้พลังบางอย่างที่เราอยากจะเอาไปใช้ประโยชน์ เอากำลังใจตรงนี้กลับไปสร้างสิ่งที่เราต้องการในชีวิต แล้วก็วันนี้ก็อยากจะขอบคุณพี่เป้นะครับ ขอบคุณและสวัสดีครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact