คุณ จรัญ คงได้
อดีตทหารผ่านศึก เหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ตาบอดและแขนขาดปัจจุบันเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเป็นแรงบันดาลใจให้คนตาดีอีกมากมาย ...

คุณนันท์ : คุณค่าที่น้าจรัญมองเห็นมีอะไรบ้างครับ เนื้อของคุณค่า

น้าจรัญ : คุณค่าของความสามารถที่เหลือที่เราจะวัดกับคนอื่นได้ โดยที่เราไมได้มาอวดว่าเราเก่งหรืออะไรหรอก แต่เราอยากให้เทียบเคียงดู คุณค่าคือความคิด คือมันสมองที่เรามีอยู่ ถึงเราจะไม่ได้ฉลาดปราดเปรื่องเหมือนกับคนที่เขาเรียกว่าคนไอคิวสูงอะไรขนาดนั้น เราก็เป็นวิญญูชนคนธรรมดานี่แหละ แต่มันสมองเรามี มีเหมือนคนธรรมดาซึ่งเราสามารถจะใช้ได้เทียบเท่ากับคนอื่นทั่วไป มันติดอยู่คือความพิการ ทำให้คนอื่นมองไม่ออกบ้าง แต่ตอนนี้ไม่ใช่อุปสรรคละ เรารู้จริง เราคุยกันเรื่องจริง ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ นี่คือคุณค่านะครับ คุณค่าของความคิดเป็นส่วนที่สำคัญ ผมขอเสนอไว้เป็นความคิดส่วนตัวนะครับว่า คนเราคุณค่าของความเป็นคนมันเท่ากัน วัดกันที่ผลงาน ผลงานมันจะเกิดก็วัดกันที่ความตั้งใจ ความพยายามที่จะไม่เลิก จะไม่ยอมหยุดตรงนี้เองมันเป็นคุณค่าที่เกิดขึ้น ความสามารถที่เหลือทำให้ผลงานมันเกิดแล้วมีคุณค่าสูงต่อความพยายามมากเลย

คุณนันท์ : ประมาณว่าถ้าวันนึงเราไม่ล้มเลิกวันหนึ่งเราก็จะประสบความสำเร็จแน่นอน

น้าจรัญ : เราย้อนดูนะครับ ปัจจุบันเราเป็นอยู่อย่างไร เป็นการตัดสินใจในอดีต อย่างผมตั้งใจว่าผมจะต้องเข้ามหาวิทยาลัย การตัดสินใจตรงนั้นทำให้เราเรียนเพื่อที่จะได้วุฒิ มีสิทธิ์ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยได้ นั่นคือการตัดสินใจแล้วไม่เลิก ผมก็สอบเทียบๆๆ จนจบม.6 มีสิทธิ์จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย นี่คือการตัดสินใจในอดีตแล้วทำไม่เลิก ความคิดแท้ๆเลย จนกระทั่งจบนิติศาสตร์ แม้ผมจะเรียนนานไปหน่อย แต่ผมก็ตั้งใจเรียนจริงๆ วัดรวมแล้วประมาณ 3 ปีกว่าๆ 2 ปีแรกผมได้ 99 หน่วย พอผมหันกลับมาเรียนต่อโอนหน่วยกิต ผมก็ใช้เวลาอีกปีเศษๆ ก็จบละ

คุณนันท์ : ผมเคยได้คิดคุณน้าจรัญ เคยเล่านิทานเรื่องคนเหมือนกันทำไมไม่เหมือนกัน

น้าจรัญ : ผมเคยพูดเรื่องนี้ก็เพราะว่า เรื่องนี้มีเล่าอยู่ในพระพุทธศาสน์ก็มี คนเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน มันเป็นคำพูดที่ให้มันติดตลก แต่จริงๆแล้ว ก็เป็นคนเหมือนกันแหละ แต่เป็นความคิดเท่านั้นที่ต่างกัน เมื่อความคิดต่างกัน การกระทำก็ต่างกันไปด้วย ผมอยากให้ทุกท่านได้คิดถึงข้อนี้ การจะรวยจะจนขึ้นอยู่กับความคิด คิดจะรวยก่อน แสดงว่าความคิดเริ่มรวยละ เงินมันยังไม่มา แต่ความคิดเริ่มคิดจะรวย การกระทำก็จะต่อไป ฉะนั้น ถ้าคิดเหมือนกัน มันก็จะเหมือนกัน แต่คนทั้งสังคมไม่มีทางจะคิดเหมือนกันได้ทั้งหมด อันนี้เราเข้าใจเรื่องจริง คนไม่เหมือนกัน คิดไม่เหมือนกัน การกระทำไม่เหมือนกัน จะส่งผลถึงการสำเร็จไม่สำเร็จ ตาบอดอย่างผมมีอยู่ทั่วประเทศ ก็น่าจะหลายแสนคนอยู่ ทุกคนมีญาติพี่น้องสุขภาพดีหมดแหละ เพียงแต่ว่าคนตาบอดคนนั้นเขาคิดยังไง คนตาบอดมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆนะครับ จะแยกให้ดู บอดแต่เล็กหรือบอดแต่กำเนิดมาเลย เขาไม่มีโอกาสเห็นสภาพแวดล้อมแท้จริง เขาอยู่กับสังคมโดยจินตนาการ อาจจะถูกต้องแต่ไม่ 100% แต่คนที่โตแล้ว เคยเห็นสภาพสังคมมาบ้างแล้ว เขาอยู่กับสภาพแวดล้อมที่แท้จริงมาบ้างแล้ว แล้วจึงมาบอดทีหลัง เขาอาจจะไม่ได้เห็นมา 100% เลยก็ตาม แต่เขาก็เห็นมากกว่า 90% นี่คือสภาพของคนพิการตาบอด ฉะนั้นความคิดของกลุ่มต่างกันอยู่บ้าง ความไวต่อความคิดความรู้สึกต่างกัน

คุณนันท์ : อยากให้คุณน้าจรัญเล่านิทานเรื่องนี้ให้ฟังหน่อยครับ เพราะว่าผมเชื่อว่า เมื่อกี้มันเป็นตัวอย่างที่ดี ความคิดมีตัวตนคนเป็นได้อย่างที่เขาคิด สิ่งที่ทำให้คนต่างกันคือวิธีของความคิดนั่นเอง การเริ่มต้นที่จะคิด จะนำเราไปสู่อนาคตที่ดี ต้องคิดอย่างไร ผมคิดว่านิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่ดี ผมชอบ ตอนที่ผมได้ฟังน้าจรัญเล่า อยากให้ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ

น้าจรัญ : เล่านิทานหรอครับ (หัวเราะ) นิทานมี 2 เรื่องใหญ่ๆ ที่ผมอยากจะให้ความคิดไว้ เขาบอกคนเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน สมัยนั้นก็มีพระเจ้าแผ่นดินทรงเสด็จประพาสต้น ไปทางน้ำ ทางเรือ ทีนี้ก็มีมหาดเล็กถวายรายงานข้างทาง คนแจวก็แจว พอสายขึ้นก็ร้อน คนแจวก็หันไปมองมหาดเล็กยืนสบาย แต่ตัวร้อน จึงบอกออกไปว่าคนเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน พูดไปก็แจวไป แล้วก็พูดเป็นจังหวะหลายคน คนเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน พระเจ้าแผ่นดินก็เลยหันมามองแว่บนึง ทรงทราบนะว่าคิดอะไร พอใกล้เที่ยงจึงพักศาลาข้างทาง ให้มหาดเล็กที่รายงานข้างทางไปหาอาหาร แล้วเรียกคนแจวมา ทีนี้พระเจ้าแผ่นดินขึ้นไปบนศาลาแล้ว มีสัตว์ร้อง ก้มหาก็ไม่เจอ มันอะไรเนี่ย ก็เลยเรียกคนแจวคนนั้นมา บอกว่ามานี่สิ ไปดูใต้ถุนศาลามีสัตว์อะไรร้องอยู่? ได้ครับผม คนแจววิ่งปรื้ดเลย กลับมาบอกว่า หมาออกลูกพระพุทธเจ้าข้า กี่ตัว? คนแจวเรือวิ่งกลับไปดูใหม่ แล้วก็วิ่งกลับมา 4 ตัวพระพุทธเจ้าข้า สีอะไร? คราวนี้ก็วิ่งกลับลงไปอีก วิ่งขึ้นมาก็เหนื่อย บอกว่า แม่มันลายด่าง ลูกมันลายดอก ไปดูอีกทีสิ ตัวผู้กี่ตัว ตัวเมียกี่ตัว? เดินลงไปกลับขึ้นมา ตัวผู้สองตัว ตัวเมียสองตัวพระพุทธเจ้าข้า พระเจ้าแผ่นดินบอกว่าไปดูสิ มีหมาลักษณะนี้อีกไหมที่มีนิ้วเท้าหน้าครบ 5 นิ้ว คนแจวก็กลับลงไป มีสองตัวพระพุทธเจ้าข้า เป็นตัวผู้ เอาล่ะนั่งก่อนๆ พอดีมหาดเล็กที่ถวายรายงานข้างทางกลับมา พระเจ้าแผ่นดินก็กวักมือเรียก ให้ไปดูที่ใต้ศาลาว่ามีสัตว์อะไรร้องอยู่ วิ่งปรื๊ดลงไปเลย พักใหญ่ๆกลับขึ้นมา หมาออกลูกพระพุทธเจ้าข้า มี4 ตัว แม่มันด่าง ลูกมันลายดอก ตัวผู้สองตัว ตัวเมียสองตัว มีหมาลักษณะนี้อยู่สองตัวซึ่งเป็นตัวผู้นิ้วเท้าหน้าครบ 5 นิ้ว พระเจ้าแผ่นดินเลยหันไปหาคนแจวเรือ พร้อมพูดว่านี่ไงคนเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน ผมอยากเปรียบเทียบให้ดูนะครับ คำสั่งเดียวกัน ต่างคนต่างวิ่งลงไป กลับขึ้นมาคำตอบไม่เหมือนกัน มันต่างกันทางความคิด ความรู้ในสัตว์ชนิดนั้น นี่ครับคนเหมือนกันเลยแต่กลับขึ้นมาแล้วมันต่างกันจากคำสั่งเดียวกัน นี่เปรียบเทียบจากสังคมได้เหมือนกัน อีกเรื่องนึงคนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตมันก็ต้องหาเครื่องมือ ถ้าเครื่องมือดีแล้วใช้ไม่เป็นมันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร (หัวเราะ) กลับเป็นภาระ แต่ถ้าเครื่องมือดีแล้วใช้เป็นมีค่ามหาศาล แต่ถ้าใช้เครื่องมือเป็นแต่เครื่องมือสุดความสามารถแค่นั้นมันก็ได้น้อยลง ทีนี้ผมอยากเล่าให้ฟังอีกเรื่องนะ มีผู้พันนั่งอยู่ข้างนอกแล้วกับแกล้มหมด เอ๊ะ! ทำอย่างไรดี หันไปหันมาเห็นทหารรับใช้ เลยบอก ไอ้น้องมานี่สิ ไปตลาดใช้เวลาไป-กลับเท่าไหร่ นานนะไม่ทันใจ ผู้พันก็บอก ไอ้น้อง ไปซื้อกับแกล้มให้พี่นะ เอามอเตอร์ไซค์ไปด้วยนี่คือคำสั่ง ครับผมเอามอเตอร์ไซค์ไปด้วยรับคำสั่งครับ! คว้ามอเตอร์ไซค์แล้วไปแน่บเลย กลับมาอีกที 3 ชั่วโมง กลับมากับกับแกล้มเหงื่อโทรมกายมาเลย ผู้พันโกรธมาก ไปเถลไถลที่ไหนมา ไหนบอกว่าครึ่งชั่วโมง นี่มันจะ3ชั่วโมงแล้วนะ คนนั้นตอบผมขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็นครับ (หัวเราะ) อ้าว แล้วไปยังไง คนนั้นตอบ จูงไปแล้วจูงกลับครับ เรานึกถึงความเป็นจริงว่า มอเตอร์ไซค์บิดไปได้เร็วไหม เร็วมากนะครับ แต่ถ้าเราขับมันไม่เป็นล่ะ มันเป็นภาระต้องจูงไปจูงกลับ เดินไปวิ่งตีนเปล่ายังดีกว่า แล้วคิดดูนะ ถ้าเป็นรถยนต์ เขาโยนกุญแจให้บอกเอารถจี๊บไปนะแล้วขับรถจี๊บไม่เป็นจะทำยังไงล่ะ ตรงนี้เรามองได้ 2 ด้าน ความที่ไม่ทันฉุกคิดของผู้พันว่า พลทหารรับใช้ของเราขับมอเตอร์ไซค์เป็นไหม ไม่ได้ถาม แต่คนที่รับคำสั่งก็ไม่บอก ว่าขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ถือคำสั่งเถรตรง รับคำสั่งเอาไปด้วย เอาไปทีนี้ไม่ได้ใช้นะครับ จูงไปจูงกลับ มันเป็นการใช้เครื่องมือไม่เป็น ซึ่งมิได้บอกคนใช้ด้วย ตรงนี้เปรียบเทียบได้ว่าเวลาเราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เราต้องพิจารณาก่อนว่าเครื่องมือของเรา เราใช้มันเป็นไหม แล้วถ้าเราใช้เป็นเต็มประสิทธิภาพ เราจะได้ผลงานที่เกิดขึ้นแค่ไหน ส่วนใหญ่ตรงนี้เราต้องใช้ความคิดครับ เราทำอย่างเดียวแล้วเราไม่คิด นั่นแหละครับทำให้ผลเกิดน้อยพลาดชีวิตที่ผ่านไปแต่ละวัน

คุณนันท์ : ได้ข้อคิดดีทีเดียวนะครับ เรื่องการเลือกเครื่องมือและการพิจารณาด้วย ทีนี้อยากให้คุณน้าจรัญให้แง่มุมคิดที่เอาไปเป็นบทสรุปแล้วกันในชีวิตของน้าจรัญครับ เป็นแง่มุมที่อยากจะถ่ายทอดให้แก่เยาวชนได้รู้ว่า คุณค่าในความคิดและการกระทำ คืออะไรครับ

น้าจรัญ : ในยุคนี้คนยังไม่ล้าสมัย เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ หรือว่ายุคเทคโนโลยีสื่อสาร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คนเราต้องเห็นชีวิต และจำนวนคนก็มากขึ้น อาหารการกินก็แตกต่างออกไปเรื่อยๆสภาพสังคมที่เป็นอยู่ ผมอยากให้แง่คิดกับพวกเราไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น หรือวัยทำงานก็ตาม ต้องใช้ความคิดหรือได้รับการพิจารณาเสียก่อน ผมอยากให้ใช้การศึกษาในระบบให้เต็มที่ เอาการศึกษาในระบบมาพิจารณาการศึกษานอกระบบที่เราใช้ชีวิตประจำวันตรงนี้นะครับว่า เราจะพาชีวิตเราไปทางไหน การศึกษาที่เราได้รับ เอาทบทวนใคร่ครวญ ว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง ไม่ใช่เรียนมาเพื่อรับจ้างอย่างเดียว ผมไม่ได้หมายความว่ารับจ้างไม่ดีนะครับ การรับจ้างก็เป็นงานที่ดี ถ้าไม่มีการรับจ้างนายจ้างก็จะอยู่ไม่ได้เหมือนกัน แต่เราควรจะคิดด้วยว่าตัวเราจะพาชีวิตเราไปทางไหน แล้วเครื่องมือที่ทำให้ชีวิตเราประสบความสำเร็จคืออะไร เราใช้มันได้เต็มที่หรือยัง หรือเรามีเครื่องมือที่จะนำความสำเร็จในชีวิตตามเป้าหมายของเราหรือยัง ตั้งแต่เริ่มต้นเรียนเลยนะครับ ไม่ว่าวัยเรียน หรือวัยทำงาน ลองพิจารณาดู แล้วทำลงไปให้เหมาะสม ถ้าเรารู้ไม่หมด ให้หาความรู้สิ่งนั้นเพิ่มขึ้น แล้วเราก็ดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาพชีวิตของเราเอง ซึ่งผมเองสภาพพิการแล้วไม่น่าทำอะไรได้มากหรอก แต่ผมก็ได้ใช้ความคิด ศึกษาดูว่าเครื่องมือที่ผมทำอยู่นี้ จะใช้ได้เต็มที่แค่ไหน เอาเปรียบคนอื่นหรือเปล่า หรือถูกเอาเปรียบหรือเปล่า ต้องพิจารณาด้วย พอรู้แล้วว่าดี เราไม่ได้ไปเอาเปรียบใคร แล้วใครก็ไม่ได้เอาเปรียบเรา มีความยุติธรรม ผมจึงทำงานด้านนี้ไม่เลิก แล้วก็ใช้เครื่องมือนี้อย่างเต็มที่ ทั้งๆผมก็ยังใช้ได้ไม่หมดหรอก ยังมีอีกหลายจุดที่ผมยังศึกษาได้ไม่ 100% แต่ขนาดยังไม่ 100% ยังทำให้ผมมีชีวิตที่ดี มีรายได้พอที่จะมาเลี้ยงครอบครัว ได้ช่วยให้คนรอบตัวผมได้พัฒนาความคิดก้าวไกล ไปถึงฝัน ควรอย่างยิ่งหรือไม่ที่คนเราควรจะพัฒนาความคิดเรานอกเหนือจากความรู้ ผมอยากจะบอกว่าความรู้กับความคิดคนละอย่างกันครับ ความรู้เราได้จำมา เรียนมา แต่ความคิด เราเอาความรู้ ที่ได้จำมาปรับหรือ Apply เข้ากับสังคม คือประยุกต์ให้เข้ากับสังคมที่เราอยู่ เราจะได้ผลงานตามประสิทธิภาพที่เราต้องการ ตามเป้าหมายที่เราต้องการจะไปครับ

คุณนันท์ : โอเค ขอบคุณมากเลยครับ วันนี้เราได้แง่มุม แง่คิด แทบจะเรียกได้ว่าจากคนที่ คือเป็นแรงบันดาลใจของผมเหมือนกันนะครับ เพราะว่า คนที่พิการทางสายตา มือด้วย (แขนขาดข้างนึง หูตึง ตานี่ถอดให้ดูได้เลย เคาะได้เลย เป็นพลาสติก) นี่คือตัวอย่างของคนที่มีค่าต่อสังคมครับท่านผู้ชมครับ วันนี้เราได้แง่คิดมากเลยครับ สิ่งที่คุณน้าจรัญได้ฝากไว้คือการคิดที่ถูกต้องนะครับ วันนี้เราฝากไว้แค่นี้เราขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact