คุณ วิศิษฐ์ วังวิญญ
นักคิดนักเขียนอิสระ เขียนหนังสือในเรื่องราวของการแสวงหาใหม่ๆ ทั้งทางปรัชญาและการศึกษา วิทยากรอบรมกระบวนการเรียนร กระบวนกรสถาบันขวัญเมือง ...

คุณนันท์ : สวัสดีครับ ท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมอยู่กับอาจารย์ วิศิษฐ์ วังวิญญูครับ เราก็ได้ข่าวจากพรรคพวกของเรานะครับว่า ท่านเป็นหนึ่งในผู้มากความสามารถ ในการสอนให้พวกเรารู้เรื่องเกี่ยวกับภายใน เราก็มารู้จักกับการเดินทางของท่านเลยนะครับ อยากให้อาใหญ่ช่วยเล่าประวัติชีวิตคร่าวๆให้ฟังหน่อยครับ

อาใหญ่ : ความจริงผมเป็นคนเรียนรู้นอกระบบ ที่เป็นคนที่สนใจลึกซึ้งก็คือว่า ตัวเองเป็นเด็กกำพร้า เติบโตมาเป็นคนช่างคิด ช่างอ่าน เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ตั้งแต่อยู่บ้านยาย กำพร้าก็เลยอยู่กับยาย การอ่านหนังสือก็เป็นส่วนสร้างความคิดความอ่าน ผมเป็นคนนครสวรรค์ เล็กๆก็อยู่นครสวรรค์ โตขึ้นมาอายุ 13 ขวบ เข้ามากรุงเทพ เข้ากรุงเทพก็ได้อ่านหนังสือดีๆ ก็เกิดความคิด ผมอ่านคุณงามความดีสอนกันได้หรือไม่ ของโสเครติส ตั้งแต่อยู่ประมาณ ป.7 ม.1 อาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นผู้แปล ชั้นม.ต้นก็ได้อ่านหนังสือ ท่านพุทธทาส ตัวกูของกู ที่ท่านพุทธทาสแสดงกับผู้พิพากษา ได้รู้จักงานของอาจารย์ สุลักษณ์ ก็ติดตาม สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ซึ่งเป็นนิตยสารฉบับเดียวที่เป็นความคิดความอ่านในสมัยนั้น ความที่เราเป็นคนช่างคิดช่างอ่าน ทำให้เราได้เลือกวิถีชีวิตเองได้ในที่สุด ผมเข้ามาอยู่กรุงเทพผมก็เข้ามาอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้ ผมก็เข้ามหิดล มีความคิดที่สวนทางกับยุคสมัย พี่น้องอยากให้เรียนหมอ ผมก็สอบเข้าหมอได้ แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ชีวิตของเรา ผมก็ลาออกจากมหิดล จริงๆผมได้เข้าไปเรียนธรรมศาสตร์ด้วย เข้าธรรมศาสตร์แล้วก็ออกมาด้วย เข้ามหิดลปี 15 เข้าธรรมศาสตร์ปี 17 แล้วผมก็ออกจากทั้ง 2 มหาวิทยาลัย แล้วผมก็มาศึกษาด้วยตัวเอง ผมก็ทำงานคิด เขียน อ่าน แปล ในเรื่องความรู้เราก็หาครูบาอาจารย์โดยตรง เช่น อาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส. ศิวรักษ์ ก็เป็นครู พระพรหมคุณาภรณ์ เจ้าคุณประยุทธ์ ท่านพุทธทาสไม่ได้ไปเรียนกับท่านโดยตรงนะครับ ก็อ่านหนังสือของท่านเบื้องต้น ทำงานกับมูลนิธิ ทำงานกับ NGO บ้าง เมื่อวัยแต่งงานแล้ว มีช่วงนึงก็ทำธุรกิจมา 10 ปี (เกี่ยวกับอะไรครับ) Real estate , ธุรกิจ Computer ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จครับ ก็ได้เรียนว่าธุรกิจก็ทำยากเหมือนกัน ถ้าเราไม่มีครอบครัวมาสนับสนุน ก็เหมือนเรามาเริ่มจากศูนย์ แต่ก็ได้ความรู้อะไรเยอะ ได้พื้นฐานช่วงนั้นเยอะ เมื่อภรรยาผมเสีย ภรรยาผมเป็นโรคมะเร็งในสมอง เขาเรียก Brain Tumor ภรรยาผมเสียเมื่อตอนประมาณลูกชายผมอายุ 2 ขวบกว่า เมื่อเสียภรรยาไปแล้วก็มาใคร่ครวญกับตัวเอง ตอนนั้นทำธุรกิจ ใคร่ครวญกับตัวเองว่าคุณค่าแท้ของชีวิตคืออะไร คิดอีกทีว่า คงไม่ใช่ชีวิตของเรานะ การหาเงินเป็นหลัก เลยกลับมาทำงานด้านความคิดความอ่าน มาทำงานด้านสังคมอีกครั้งนึง กลับมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไปอยู่ อาศรม วงศ์สนิท อยู่พักนึง หลังจากนั้นก็ขึ้นมาอยู่เชียงราย แล้วค่อยๆเริ่มทำงานฝึกอบรม เริ่มต้นผมก็ทำงานให้ เสมสิกขาลัย เป็นองค์กรภายในมูลนิธิเสฐียรโกเศศ ของอาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เริ่มต้นผมทำ workshop ไคยาชีวิต มาจากหนังสือของ ฟริตจอฟ คาปรา ชื่อ The rest of life ซึ่งก็คือไคยาชีวิต workshop ช่วงแรกยังเป็นบรรยายๆ คุยกัน ยังไม่มีกระบวนการเข้ามา คล้ายๆเอาองค์ความรู้กระบวนการวิทยาศาสตร์ใหม่ๆมาเล่าให้คนฟัง

คุณนันท์ : ขอโทษทีนะครับ พอจะเล่าคร่าวๆให้ฟังได้ไหมครับว่า วิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ หรือสิ่งที่เราให้คุณค่านั้นมันคืออะไร

อาใหญ่ : วิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ มันแปลกแยกออกมาจากวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์เก่าตรงที่มันเกิดการค้นพบระเบิดนิวเคลียร์ การค้นพบอะตอม เมื่อก่อนเราเชื่อว่าอะตอมมันผ่าลงไปไม่ได้ ตอนนี้อะตอมมันผ่าลงไปได้อีก เป็นอนุภาคเล็กลงไปอีก เขาเรียก Sub-Atomic โลกภายใต้อะตอม ก็เกิดควอนตั้มฟิสิกส์ ควอนตั้มฟิสิกส์ คือวิทยาศาสตร์ใหม่ คนอย่าง ไอน์สไตน์ นีลส์บอร์ เดวิด โบห์ม และอื่นๆ แล้ววิทยาศาสตร์ใหม่มันมีผลกระทบกว้างไกลมากทางด้านศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะเริ่มจากวิทยาศาสตร์ ในที่สุดก็เข้าไปในสังคมศาสตร์ด้วย เข้าไปในทุกๆศาสตร์ ทำให้มนุษย์คิดอะไรลึกซึ้งกว่าเดิม อันนี้ก็คือวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ รวมเข้าไปในการบริหารจัดการด้วย การบริหารจัดการองค์กร เวลานี้ก็มีเรื่องการจัดการบริหารองค์กรด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ ตอนนี้ผมก็ทำงานด้านฝึกอบรม แล้วผมก็มาค้นพบงานของ เดวิด โบห์ม เพราะไดอะล็อกเดิมผมก็เป็นคนชอบพูดคุย ผมเห็นว่าการพูดคุย ค่อยๆหายไปในสังคมสมัยใหม่ คนไม่ฟังกัน คนไม่คุยกัน อันนี้เป็น Common Sense ที่เกิดขึ้น ผมกับเพื่อนๆก็พยายามจัดวงพูดคุยบ่อยๆ ซึ่งจริงๆแล้วมีคุณค่ามาก คนสมัยใหม่ ครอบครัวสมัยใหม่ก็ไม่พูดคุยกัน ชีวิตก็เสียเวลานั่งอยู่หน้าโทรทัศน์ ยุ่งๆ ทุกคนยุ่งๆ เราเลี้ยงลูก เรายุ่งเราทำงานเราก็เอาเลี้ยงลูกด้วยวีดีโอ เลี้ยงลูกด้วยซีดี เด็กก็มีปัญหามากครับ ผมเลยมาจับเรื่องไดอะล็อก ไดอะล็อก ก็คือ ทำยังไงให้คนพูดคุยกัน ทำยังไงให้คนคุยกัน อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องนึง ผมก็เริ่มมาทำไดอะล็อก หลังจากนั้นก็ได้ศึกษากระบวนการที่ทำให้พฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยน เป็นจากภายใน จริงๆสิ่งที่เป็นข้อจำกัดของคนเรา เวลามีปัญหาจะเอาไปเปรียบกับคนอื่น แต่สิ่งที่เราให้ความสนใจน้อยหรือไม่รู้ตัว คือเราไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเอง สมมติเราอยู่ที่นึงไม่ชอบหน้าคนๆนี้ เราคิดจะเปลี่ยนคนๆนี้ เราเปลี่ยนไม่ได้ก็ย้ายองค์กร เราก็ไปเจอคนประเภทเดียวกันนั่นแหละแล้วเราก็ย้ายอีก เราก็ไปเจอคนประเภทเดียวกันนั่นแหละแล้วเราก็ย้ายอีก มันไม่ใช่คนอื่นหรอกครับ มันคือตัวเราเอง ต้องมาเปลี่ยนตัวเราเอง

คุณนันท์ : ตอนนี้อยากจะทราบอาใหญ่มีมุมมองความคิดความสำเร็จไว้อย่างไรบ้างครับ

อาใหญ่ : หมายถึงตัวผมเองใช่ไหมครับ ตอนนี้สิ่งที่ผมให้ความสนใจ อาจจะเป็นเพราะผมเป็นเด็กกำพร้านะที่เล่าให้ฟัง ผมอยากจะรู้ว่าคนเราเกิดมาทำไม เด็กกำพร้าเป็นคนคิดมาก อาจจะเหงา อาจจะทุกข์ อยากจะทราบความลี้ลับของจักรวาล ทำไมต้องมีโลก ทำไมต้องมีมนุษย์ การเรียนรู้ต่างๆที่เล่ามาให้ฟัง จักรวาลคืออะไร ชีวิตคืออะไร โลกคืออะไร มนุษย์คืออะไร สิ่งที่ผมสรุปเป็นคุณค่าของผมคือ ชีวิตที่มีประโยชน์ ชีวิตที่ีมีความสุข คือชีวิตที่ดำรงอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แล้วการช่วยเหลือผู้อื่นไม่ใช่วัตถุสิ่งของ การช่วยเหลือผู้อื่นที่สำคัญที่สุดคือการช่วยให้เขาเข้าใจชีวิต ทำให้เขามีความสุข ถ้าคนเข้าใจชึวิตและมีความสุขแล้ว ปัญหาทั้งหมด ก็จะหมดไป ผมทุ่มเททำงานทั้งหมดของผม งานของทั้งหมดของผมจะอยู่ที่การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงภายใน นี่คือหัวใจ นี่คือแก่น และผมก็ทำสิ่งนี้เพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อันนี้คือหลักปรัชญาที่ผมใช้ชีวิต

คุณนันท์ : อยากให้ช่วยยกตัวอย่างนิดนึงครับว่าการเปลี่ยนแปลงจากภายในมันส่งภายสู่ภายนอกยังไง หลังจากที่เราได้เรียนรู้แล้ว

อาใหญ่ : จริงๆภายในภายนอก มันเชื่อมโยงกัน แยกขาดจากกันไม่ได้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อโลกภายในเราเป็นยังไงโลกภายนอกเราก็เป็นอย่างนั้น ถ้าเราเป็นคนคิดแต่ด้านลบ มันก็จะมีเรื่องลบๆเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา อันนี้ง่ายๆนะครับ ทำง่ายๆ ถ้าเราคิดในด้านบวก ก็จะมีแต่เรื่องบวกเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ถ้าเรารักผู้อื่น ผู้อื่นก็จะรักเรา ถ้าเราเป็นคนแห้งแล้งโดดเดี่ยว โลกก็จะไม่แยแสเรา ถ้าเราเป็นคนอบอุ่นน่ารัก โลกก็จะเกื้อกูลเรา มันง่ายๆอย่างนี้ครับ โลกภายนอกภายใน

คุณนันท์ : การที่เรามาจัดกระบวนการ สิ่งที่จะทำให้ผู้มาเรียนค้นพบโลกภายในของเขา มันมีกระบวนการยังไงบ้างครับผม

อาใหญ่ : จริงๆตอนนี้ก็มีหนังสือหนังหา เรื่องพวกนี้มากขึ้นนะครับ ปัจจุบันมนุษย์สมัยนี้ส่วนใหญ่เราไปสนใจ แต่จิตสามัญสำนึกแคบๆ เราไปสนใจแต่ความคิดแคบๆ คิดสนใจแต่วัตถุ จริงๆแล้วจิตใจมนุษย์กว้างใหญ่ไพศาล จิตของมนุษย์มันมีจิตใต้สำนึก หรือบางคนเรียกจิตไร้สำนึก กว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่เราดำรงชีวิตอยู่แบบแคบๆแค่จิตไร้สำนึก ถ้าเราจะเรียนรู้จิตภายใน เราต้องนำพาเขาเข้าไปเรียนจิตไร้สำนึก กระบวนการที่ผมจัดทำ จะเข้าไปทำงานกับคลื่นสมอง ให้มนุษย์ผ่อนคลาย การผ่อนคลายจะทำการเข้าไปอยู่ในจิตไร้สำนึก เข้าไปเข้าใจตัวเองมากขึ้น พอเข้าใจตัวเองมากขึ้นก็สามารถเข้าไปเขียนบทใหม่ ลึกลงไปในจิตของเรามันก็เหมือนกับบทละคร บทภาพยนตร์ ซึ่งเคยถูกเขียนมาก่อน เมื่อเราเติบโตมากขึ้น เมื่อเราเข้าใจมากขึ้น เมื่อเราเข้าไปจิตใต้สำนึกตัวเองได้บ้าง เราสามารถไปเขียนบทใหม่ การเขียนบทใหม่สำคัญมาก เมื่อก่อนเราดำรงชีวิตเป็นเงา เป็นฉายา เป็นปฏิกิริยา กับโลก กับคนอื่นๆ เราไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่เมื่อเราเข้าไปในโลกภายในของเราได้ เข้าใจโลกภายในแล้วเรากลับไปเขียนบทใหม่ เรากลับไปกำกับชีวิตตัวเอง เรากลับสามารถมีชีวิตที่ตัวเองต้องการได้

คุณนันท์ : เหมือนกับว่าเราได้เข้าไปค้นพบความต้องการของตัวเอง อยากถามว่าความสุขของชีวิตของ อาใหญ่ คืออะไรครับ

อาใหญ่ : ทุกวันนี้มีความสุขมากกับการทำกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้อื่น การได้ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องเดียวกันนะครับ มันไม่มีเส้นแบ่งระหว่างเรากับเขา ทุกครั้งที่เราทำให้เขา เราทำเพื่อตัวเอง เราได้เรียนรู้ด้วย ทุกครั้งที่เราทำเพื่อตัวเองเราได้ช่วยเหลือผู้อื่น พระพุทธเจ้าเคยพูดว่า ถ้าเราดูแลผู้อื่นด้วยความกรุณา เท่ากับเราดูแลตัวเอง ถ้าเราดูแลตัวเองด้วยสติเท่ากับเราดูแลผู้อื่น เมื่อเรามีสติเราก็จะไม่ประทุษร้าย ตัวเองและผู้อื่น ถ้าเราดูแลตัวเองด้วยสติ เราก็จะดูแลผู้อื่นด้วย เราก็จะไม่ไปทำประทุษร้ายใคร

คุณนันท์ : อยากถามคำถามว่า การเรียนรู้ภายในเหมือนกับการเรียนรู้จิตวิญญาณภายใน เป้าประสงค์ของการเจริญเติบโตภายในจิตวิญญาณ ปลายทางมันอยู่ที่ไหนครับ

อาใหญ่ : เพื่อให้มนุษย์หลุดออกจากพันธนาการ เพื่อให้มนุษย์หลุดออกจากการเป็นปฎิกิริยา เราจะเห็นวัยรุ่นสมัยนี้ใช้ชีวิตเป็นปฏิกิริยา เป็นปฏิกิริยากับพ่อแม่ พ่อแม่ไม่มีความสุข พ่อแม่รังแกฉัน ฉันก็ประชดประชัน มีปฏิกิริยากับโรงเรียน มีปฏิกิริยาต่อระบบสังคม เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง เด็กทุกวันนี้เสพสิ่งต่างๆ อยู่ในเงา อยู่ในระบบ ไม่สามารถสร้างระบบ ไม่สามารถเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ แต่ถ้าเขาเข้มแข็ง หลุดพ้นจากพันธนาการ เขาหลุดพ้นจากปฏิกิริยา เขาจะสามารถสร้างโลกใหม่ เป็นโลกของอนาคต เราไม่จำเป็นต้องถูกขังอยู่ในอดีต เราต้องสร้างโลกในยุคของเราเอง

คุณนันท์ : มุมมองในการเลี้ยงลูกของอาใหญ่เป็นอย่างไรบ้างครับ

อาใหญ่ : ถ้าคนเคยอ่านปรัชญาชีวิตของคาลิล ยิบรานนะครับ บุตรของเราไม่ได้มาจากเรา เขามาทางเราแต่ไม่ได้มาจากเรา เขาเป็นบุตรของพระเจ้า เราไม่ได้เป็นเจ้าของลูกเรานะครับ ลูกเราเป็นดวงวิญญาณอันเก่าแก่ เด็กทุกคนมีความฉลาด มีคุณธรรมความดี เราไม่ต้องไปครอบเขา สมัยนี้เราเลี้ยงลูกเราต้องการไปครอบเขาให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง เป็นอย่างใจตัวเอง ครอบลูกตัวเองให้ตอบสนองปมด้อยของตัวเอง ตัวเองเรียนหมอไม่ได้ก็เขี่ยวเข็ญลูก ให้ลูกเรียนหมอให้ได้ ทำแบบนี้ วิญญาณอิสระของเด็กไม่สามารถออกมาได้ เด็กที่ดูเหมือนฉลาดก็กลายเป็นโง่ เด็กที่ดูเหมือนมีคุณงามความดีก็กลายเป็นเด็กป้อแป้ เสพเหล้า ติดโน้น ติดนี่ ติดเกม จนในที่สุดก็เสพยา อันนี้คือพลังชีวิตมันหายไป เพราะลึกๆเราไม่เคารพดวงวิญญาณของเขา ทำยังไงพ่อแม่จะกลับมาฟัง ทำยังไงพ่อแม่จะกลับมาเคารพดวงวิญญาณของเขา ทำยังไงเราจะเกื้อกูลเขาให้เติบโต นี่ละครับความลับของการเลี้ยงลูก

คุณนันท์ : อยากให้อาใหญ่ช่วยฝากของขวัญ สำหรับมุมมองชีวิต ที่อาใหญ่ได้ผ่านมาจนถึงตอนนี้ อยากจะฝากอะไรให้กับคนที่ดูอยู่ด้วยครับ

อาใหญ่ : ผมว่าสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดนะครับ เราต้องกลับมาหาคุณค่าแท้จริงภายใน เราต้องหลุดพ้นจากปฏิกิริยาทั้งปวง เราต้องกลับมาฟังเสียงลึกๆภายในของเรา เราต้องอย่าไปติดกับวัตถุภายนอก เราต้องรู้ว่าเสียงเรียกลึกๆภายในของเราคืออะไร เราเริ่มฟังเสียงเรียกภายใน เราลองฟังเสียงกระซิบภายใน แล้วลองทำตามนั้นดู ค่อยทำๆๆ เราก็จะพบคำตอบของเราเอง คำตอบของเราย่อมไม่ใช่คำตอบของคนอื่น

คุณนันท์ : วันนี้เราก็ได้รับความรู้จากอาจารย์วิศิษย์ วังวิญญูมากเลยนะครับ วันนี้ต้องขอลาไปก่อน ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ สวัสดีครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact