คุณ มุข วงษ์ชวลิตกุล
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล...

คุณรัศเอก : สวัสดีครับ วันนี้ผมรัศเอก รัตธัญธนากุล ผมอยู่กับอาจารย์ มุข นะครับ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ที่จังหวัดนครราชสีมา สวัสดีครับ อาจารย์ครับ วันนี้ผมจะมาสัมภาษณ์อาจารย์เกี่ยวกับประวัติชีวิต และการต่อสู้ แรงบันดาลใจ การฝ่าฝันอุปสรรคจนเป็นมหาวิทยาลัยที่กว้างขวาง ยิ่งใหญ่จนถึงทุกวันนี้ได้ยังไง อันดับแรกอยากให้อาจารย์ช่วยเล่าในช่วงวัยเด็กตอนเกิดมาเป็นยังไง สภาพครอบครัว แรงบันดาลใจ ที่คิดถึงอนาคตน่ะครับ

คุณมุข : สวัสดีครับ ผมชื่อมุขนะครับ เป็นคนโคราช เกิดที่โคราช ที่ตลาดหลักเมือง แถวเจ้าพ่อหลักเมือง ข้างๆนารายณ์มหาราช เป็นคนโคราชมาโดยกำเนิด อยู่ที่โคราชมาโดยตลอด สมัยตอนเด็กๆที่บ้านผมก็ค้าขาย พ่อแม่ค้าขาย โชว์ห่วย ค้าขายทุกอย่างครับ เต้าฮวย เต้าส่วน ขายหมดครับ ขายหมดทุกอย่าง การที่ผมได้มาคิดว่าทำไม สงสัย ว่าทำไมถึงมาทำมหาลัย ทั้งๆที่ พ่อแม่ผม บรรพบุรษเป็นพ่อค้าหมด ผมนี่แหกมาทำการศึกษา ทำให้ผู้อื่น มีคนสนใจและสงสัยมากว่าทำไมมาทำการศึกษา ผมนี่ตอนแรกการศึกษา อยากจะขับรถยนต์เป็น ไปเรียนสอนขับรถยนต์ เมื่อก่อนที่จังหวัดนครราชสีมาไม่มีโรงเรียนสอนขับรถยนต์นะครับ ผมก็ไปหาช่วยเขาเช็ครถ ไปช่วยเขาตักน้ำใส่รถ ไปสูบลมรถ สมัยก่อนรถไม่มีสตาร์ทรถ สมัยก่อนมันใช้แก๊สแล้วหมุน โว้วๆๆๆ ใช้แก๊สไปทำให้เครื่องมันติด ผมไปช่วยเขาอยู่พักนึง แล้วไปหัดขับรถ ชอบขับรถ ขับเป็น ช่วงนั้นพอดี ทหารอเมริกัน เข้ามาพำนักอยู่ในไทยเพื่อที่จะไปรบกับประเทศเวียดนาม (ทำสงครามกับประเทศเวียดนาม) ขณะนั้นโคราชเรา ขาดแคลนพวกพนักงานขับรถ เนื่องจากทหารอเมริกามาอยู่นครราชสีมา มาตั้งแคมป์ เพื่อมาพักและไปรบที่ประเทศเวียดนาม โคราชตอนนั้นไม่มีคนขับรถ และโรงเรียนสอนขับรถยนต์ด้วย ผมก็ตั้งโรงเรียนสอนขับรถยนต์ขึ้นมา ชื่อว่าช่างกลเซอร์วิสนครราชสีมา ตั้งอยู่ที่หัวรถไฟนะครับ สอนไปสอนมา สอนขับรถยนต์ แก้เครื่องยนต์น่ะครับ ครูผู้สอนก็ไม่มีใครสอนขับ แล้วไปเชิญอาจารย์ผู้สอน ซึ่งเป็นนายทหารอยู่ในค่ายพวกทหารช่าง มาช่วยสอน สอนเด็กจบออกไปก็รู้สึกว่าได้คุณภาพ ก็มีคนมาเรียนกันเยอะ เพราะตอนนั้นทหารอเมริกัน ต้องการคนขับรถมาก สอนไป ผู้ที่มาเรียนก็ได้ประโยชน์ได้งานทำด้วย สมัยก่อนการทำงานขับรถนี่หาไม่มีครับ หายากเพราะรถไม่มี ตอนนั้นถนนมิตรภาพเพิ่งมาใหม่ๆเมื่อปี 2502 (ยังไม่เกิดเลยครับ) ถนนมิตรภาพจากสระบุรีนะมาโคราช ก็ทำให้คนตื่นตัวอยากจะมาเรียนขับรถ กับทหารอเมริกัน ทำให้คนขับรถมีงานทำ มาเรียนกันเยอะ ประกาศทางวิทยุ สมัยก่อนไม่มีวิทยุ ไม่มีทีวีนะ ประกาศทางวิทยุ มีคนมาจากมหาสารคาม กาฬสินธ์ สุรินทร์ บุรีรัมย์ มาเรียนเยอะ ชุดหนึ่งมาเรียนเป็นร้อยๆคนครับ ผมต้องเปิดสอนตั้งแต่ตี 5 ถึง 5 โมงเย็น เยอะมากทีเดียว หลังจากนั้นเสร็จโคราชก็มีคนเรียกร้องให้ไปที่ขอนแก่น เพราะตอนนั้นจากโคราชไปขอนแก่นลำบากมาก ถนนมิตรภาพยังไม่สะดวก มาได้แต่เป็นทางเกวียน ทางลูกรัง จากทางเกวียนเรามี รปช. ไปทำถนน จากโคราชไปขอนแก่นขับรถเป็นวันนะ ไปเปิดสอนที่ขอนแก่นอีกจุดนึง เป็นสองจุด ขอนแก่นก็มีคนเรียนมาก จากคนที่มาโรงเรียน ผมก็ถามพวกที่มาเรียนขับรถ ส่วนมากจบม.3 สามารถเข้าไปเรียนเทคนิค วิทยาลัยเทคนิคได้ แต่ว่าขณะเดียวกันนั้น วิทยาลัยเทคนิคเขารับนักศึกษาจำกัดใช่ไหม มาเรียนโรงเรียนขับรถยนต์ แก้เครื่องยนต์ แล้วก็ไปทำราชการ รปช. ก็รับ ตำรวจก็รับ ทหารก็รับ ฝรั่งก็รับ ทำให้คนตื่นตัวมาเรียนขับรถ แก้เครื่องยนต์กันมากทีเดียว ผมทำสถิติถามพวกจบม.3 มาเรียนเนี่ย ทำไมไม่ไปเรียนวิทยาลัยเทคนิค เขาบอกมันเข้าไม่ได้เขารับจำนวนจำกัด เมื่อสมัยก่อนรับนักเรียนไม่เกิน 1 ห้อง ห้องละ 40 คน คนไปสมัครเป็นพัน ผมก็ทำสถิติ 10 กว่าปีนะ ผมเปิดวิทยาลัยเทคนิคช่างกลนครราชสีมา เนื่องจากอาชีวะไม่มีใครได้เปิดมาก คิดว่าผมเปิดเป็นโรงแรก สอนทั้งช่าง ทั้งพาณิชย์ โรงเรียนช่างปนพาณิชยการนครราชสีมา ทีนี้โรงเรียนพาณิชย์นี่ สมัยก่อนฝรั่งเข้ามาพนักงานพิมพ์ดีดก็ไม่มี ผมเปิดโรงเรียนสอนพิมพ์ดีดด้วยนะ ทั้งพิมพ์ดีด ทั้งสอนบัญชีด้วย ผมสอนเองด้วย เนื่องจากผมจบโรงเรียนสากลบัญชี สมัยก่อนบัญชี สอนเพียง 5 เล่ม บัญชี,เงินสดแยกประเภท,ทรัพย์สิน,เจ้าหนี้,ลูกหนี้ เราก็สอนเด็กๆก็มาเรียนเยอะ ทำงานกับฝรั่งได้ ฝรั่งก็รับ เมื่อมันมี 2 อย่าง บรรจบเข้ามา เราก็เลยคิดว่าเรามีอุปกรณ์ เด็กที่มาเรียนส่วนมากก็จบม.3 มาเรียนทั้งบัญชี ทั้งขับรถยนต์ ผู้หญิงก็มาเรียนบัญชี เรียนพิมพ์ดีด สอนสัมผัสได้ 30-40 ยังเก็บไว้อยู่เป็นอนุสรณ์ได้ เราเปิดโรงเรียน2ประเภทนี้ขึ้นมา เนื่องจากไปเปิดโรงเรียนหลวงอาชีวะไม่ได้ เราก็เลย เปิดเป็นช่างกลพาณิชย์นครราชสีมาเมื่อ ปี พ.ศ. 2512

คุณรัศเอก : ตอนนั้นมีอุปสรรคอะไรไหมครับ

คุณมุข : ตอนแรกก็นักเรียนเยอะ เปิดครั้งแรกมีนักเรียนประมาณ 400 คน เปิดสุดท้ายสูงสุดมีนักเรียน 8,000 กว่าคน ไม่มีที่ ก็สร้างตึกขึ้นมาเรื่อยๆ หลังจากเปิดโรงเรียนพาณิชย์ช่างกลนครราชสีมาได้รับผลสำเร็จ จบออกไปสอบเข้าข้าราชการส่วนมากได้หมดนะ เนื่องจากระเบียบของเราจัด เด็กจบจากโรงเรียนเราสมัยก่อนเรียกปี3 จบจากช่างกล หรือเรียกจบอาชีวะปี 3 ไปสอบเรียนต่อของรัฐบาลเข้าได้หมด นอกจากนั้นนักเรียนเราไปเรียนไม่มีปัญหา ลูกศิษย์เราเขารับหมด เนื่องจากโรงเรียนมีระเบียบ ไม่มีเรื่องตีกัน ถ้าตีกันเราก็ไล่ออก เลยไม่มีใครกล้าตีกัน (หัวเราะ) กลัวไม่มีที่เรียน ไล่ออกหมดไม่เอา เพราะอยากจะเรียนหนังสือต้องตั้งใจเรียน จะไปหาเรื่องหาราวเราไม่เอา เราได้รับผลสำเร็จเราได้อบรมลูกหลานของเขาให้เป็นคนดีมาตลอด เขาเป็นคนดี ทำงานได้ นายจ้างก็ภูมิใจ ได้เด็กเราไปมีระเบียบ มีวินัย รู้จักคาราวะผู้หลักผู้ใหญ่ รู้จักเจ้านายก็กราบไหว้ รู้จักพูดจาอ่อนหวาน พูดจาให้เป็นสาระที่ดี ทำให้ผู้ปกครอง นายจ้างถูกใจ หรือไปเรียนต่อก็ได้รับการยกย่องจากโรงเรียนรัฐบาลด้วยนะครับ จากโรงเรียนช่างกลพาณิชยการนครราชสีมา สมัยก่อน ปวส.เขายังไม่เปิด ถ้าไปเรียนปวส.จะง่ายขึ้น ตอนหลังถึงจะเปิด จากโรงเรียนช่างกล นักเรียนเยอะ มามองมหาวิทยาลัย มีคนสนใจจะเรียนอยู่เหมือนกัน เพราะในจังหวัดนครราชสีมา หรือตะวันออกเฉียงเหนือยังไม่มีมหาวิทยาลัย ผมก็เปิดก่อนเมื่อปี 2527 มาเปิดมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล เป็นวิทยาลัยก่อนในตอนแรก จากวิทยาลัยเราเปิดคณะแรก คือคณะบริหารก่อน เปิดง่าย หรือโรงเรียนพาณิชย์ก็เปิดง่าย พิมพ์ดีด 40 ตัวเปิดได้แล้ว บริหารก็เปิดง่ายระดับอุดมศึกษาเปิดง่าย มีอาจารย์ที่มีคุณสมบัติ สมัยก่อนผู้ที่จะมาเป็นอาจารย์ต้องมีวุฒิ MBA โอ้! สมัยนั้น MBA ก็หายากครับ หาไม่มี แต่ทุกวันนี้มีมากแล้ว เพราะรัฐบาลให้เปิดมีมากแล้ว ไม่มีไม่ให้เปิด ต้องมี MBA มาเป็นหัวหน้าคณะ เผอิญภรรยาผมจบปริญญาโท คณะบริหาร เป็นอธิการได้ จบหัวหน้า MBA มีมหาวิทยาลัยหอการค้า ตอนแรกเรากำลังจะตั้งสมาคม รู้จักกับท่าน ปัจจัย บุนนาค มหาวิทยาลัยหอการค้า ก็ไปขอเขามาคนนึง ขอเขามาช่วยเปิดคณะบริหาร เปิดมหาลัยขึ้นมาโดยมีแค่คณะบริหาร คณะแรก มีคนมาเรียนเยอะเหมือนกันนะครับ คณะแรก พอเปิดบริหารได้ก็ขยายมาเป็น วิศวะ พวกอะไรต่างๆอย่างทุกวันนี้ 20กว่าสาขา จากบริหาร มานิติศาสตร์ก่อน นิติศาสตร์สอนก็ง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก จากนิติศาสตร์ก็มาเป็นวิศวะ ต่อมาเป็นคณะสถาปัตย์ เปิดต่อมาเรื่อยๆ เปิดตามผู้ที่สนใจลูกค้าเราสนใจที่จะมาเรียน ผมทำตามลูกค้า เมืองสร้างตึก เราสร้างตามที่มาเรียนไม่พอ ค่อยๆสร้างขึ้น ไม่ใช่ว่าไปกู้เงินมาสร้างทีละเยอะๆ ไม่ใช่ครับ สมัยก่อนการทำมหาวิทยาลัย ทำไม่ยากเหมือนทุกวันนี้ ปัจจุบันผมยอมรับว่ามันยากครับ ไม่เหมือนสมัยก่อน ตัวลูกค้าก็หายากเพราะมันมากเหลือเกิน สมัยก่อนที่ผมเปิดเป็นมหาวิทยาลัยที่ 6 ของประเทศไทยนะ โคราชอีสานก็มีของผม จากกรุงเทพมาเรียนก็มี หลังจากเปิดอุดมศึกษาปริญญาตรี เราก็อิ่มตัว เราก็ได้อุปกรณ์มาครบ คุณสมบัติเราดี เลยขอขยายปริญญาโท ปริญญาเอกขึ้นมานี่แหละครับ พูดถึงเนื้อที่เราซื้อมาตั้งแต่ก่อนแล้ว ก่อนที่จะทำมหาวิทยาลัย ผมเตรียมไว้หมดครับ เป็นทุ่งนาผมก็ติดป้ายไว้ว่าจะสร้างมหาวิทยาลัย ทุกแห่งเตรียมไว้ก่อนแล้ว การที่เราอะไรก็แล้วแต่ทำด้วยความจริงใจ ทำด้วยความรับผิดชอบ ทำเพื่อให้ผู้ที่มาเรียน ผู้บริโภค สบายใจ คนก็จะมาเรียน ผู้ปกครองก็จะไม่เสียใจ การที่ส่งลูกมาอยู่กับเรา 3-4 ปีนี่ ถ้าลูกเขาจบไปไม่เป็นอะไรเลย ลำบากนะ ทำให้เราเสียชื่อเสียงเราด้วย ผมพยายามหาอาจารย์ที่ดีๆมาสอน อย่างเปิดวิทยาลัยช่างกลใหม่ๆ สมัยก่อนครูบัญชีหาไม่มีเลย เราประกาศหาตามหนังสือพิมพ์ บางคนอยู่แถวปทุม แถวคลอง 6,7 ผมขับรถไปถึงบ้านเขาเลย เป็นผู้หญิงไปขอพ่อแม่เขาเลย เรามีบ้านให้เขาอยู่ด้วยนะ ให้พ่อแม่ตามมาดูด้วย ให้ไปช่วยสอน เขาหางานไม่ได้อยู่ ก็เอาพ่อแม่เขามาอยู่ที่นี่ เอาอกเอาใจมาก รับประกันดูแล พ่อแม่ก็ให้มา สมัยก่อนมีจบธรรมศาสตร์ กับจุฬา ที่อื่นไม่มี รับเขามา อยู่บ้าน็มีให้อยู่ มีรถรับจากที่บ้านพักมาที่โรงเรียน เอาใจเพราะหาครูยาก ต้องเข้าใจว่าสมัยก่อนโรงเรียนเอกชนมันไม่ค่อยมี เขาไม่เปิด รัฐบาลไม่เปิด ขาดแคลนไม่เท่าปัจจุบัน รัฐบาลเปิดกว้างนักวิชาการเยอะแยะเลย ขอรัฐบาลให้เอกชนเปิดเถอะ เอกชนก็ไม่ใช่ว่าเปิดแล้วไม่ดีนะ เอกชนต้องดี ผมพูดกับทุกคนว่าผู้ที่มาเรียนมหาลัยเอกชน โรงเรียนเอกชน เปรียบเสมือน คนไข้คนนึง มีหมอดูแล 2 คนนะ อย่างรัฐบาลหมอ 1 คนนะ อย่างของผมหมอที่ 2 ต้องดูแล เพราะมันเป็นธุรกิจของเรา เป็นทรัพย์สินของเรา ถ้าเราไม่ดูแล มันแย่ใครจะมาดูแลเรา เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามดูแลธุรกิจของเราให้ดีขึ้น เปรียบเทียบกับมีหมอ 2 คน มีหมอ 2 คน คนไข้ต้องหายเร็ว นักเรียนต้องเก่งขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ต้องห่วง ผมถึงบอกทุกคนถ้ามาเรียนในโรงเรียนเอกชน หรือมหาวิทยาลัยเอกชนคุณไม่ต้องห่วง ทุกมหาลัยเขาต้องดูแลธุรกิจของเขาให้ดี ไม่ปล่อยให้ลงทุนไปมหาศาลแล้วพัง ไม่ได้หรอก แต่เหมือนกับมหาวิทยาลัยบางแห่ง หรือโรงเรียนบางแห่งเอามากจนเกินไป ไปขายใบ ร.บ. ที่เห็นข่าวอยู่ พวกนี้ก็ฆ่าตัวเอง ของผมนี่ไม่ได้ บางทีเด็กมาขอขาดอยู่ 1 คะแนนจะผ่าน ผมบอกไม่ได้หรอก ต้องมาสอบ มาเรียนแก้ตัว เขาบอก อ้าว! คุณเป็นเจ้าของคุณก็เขียนให้ผมผ่าน ผมบอกถ้าคุณเป็นเจ้าของ ผมไปขอจากครูประจำวิชาบัญชีละกัน เด็กคนนี้ตกบัญชีคะแนนเดียว ผมไปขอผมเสียชื่อนะ เด็กคนนั้นหรือครูต้องดูถูกเราว่าอยากได้เงิน ถ้าใครมาขอผมบอก ไม่ได้เลย คุณต้องมาเรียน เมื่อคุณมาเรียนคุณจะได้ความรู้ไปด้วย ได้ใบ ร.บ. เขียนเต็มว่าคุณจบใช่ไหม ถ้าให้ผมไปขอกับครู ผมไม่ขอหรอกครับ มันเสียเกียรติยศของผมด้วย ครูจะดูถูกว่าหมอนี่จะเอาแต่เงินใช่ไหม ผมก็ไม่เคยทำ ใครมาขอผมจะบอกต้องไปเรียนให้จบ ผมบอกเรียนก็ไม่ยากนี่ แค่มาลงทะเบียนเรียนวิชาเดียวหนึ่งคะแนน ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย แต่บางคนไม่อยากจะเรียนมาขออย่างเดียว นี่ก็ไม่ได้ ผมว่าการศึกษามาขอไม่ได้นะ เราหิวข้าวมาขอกินขอได้นะ การศึกษาคุณต้องมาเรียนให้รู้ การศึกษาขอได้แต่ไม่มีความรู้คุณจะมาเรียนทำไม ไม่มีประโยชน์อะไร ผมจะบอกกับผู้ปกครองอย่างนี้ทุกคน ส่วนใหญ่ที่ผู้ปกครองมาขอก็เพื่อนผมทั้งนั้น เพื่อนฝูงกัน ผิดใจกันก็มี ผมก็ต้องผิด หรือเด็กบางคนมันเกเรมีปัญหา ผมก็ต้องให้ออก ก็เป็นลูกเพื่อนอีกนั่นแหละ มาขอเราก็บอกไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าเพื่อนต้องนึกถึงเพื่อน เราต้องนึกถึงอาชีพของเรานะ ถ้าเราให้คนนั้นไป อีกคนมาบอกทำไมหมอนี่มาขอได้ เราขอไม่ได้ มันจะเสียหายเราด้วยนะครับ ผมจะไม่ให้ใครมาขอ ผิดก็ต้องผิดใจ ผมต้องขออนุญาต ขอโทษด้วย ผมไม่ได้เป็นคนเขียนคนเดียว ถ้าผมเขียนคนเดียวอาจจะเขียนให้ ถ้าผมไปขอครู คุณเป็นครูแล้วผมเป็นเจ้าของ อาจารย์ช่วยขอคะแนน ผมก็เสียครูด้วย ต่อไปพวกครูจะกล้าไปทำอะไรหรอ เดี๋ยวก็มาขอให้อีก ไม่กล้าทำอะไร มันเสียเรา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราจะไม่มีครับ เมื่อเราเปิดมหาลัยเปิดการศึกษา ต้องทำให้การศึกษามีคุณภาพ ให้เป็นชื่อเป็นเสียงกับชาวจังหวัดนครราชสีมาด้วย นครราชสีมาเป็นจังหวัดใหญ่เป็นจังหวัดที่มีชื่อมีเสียง มีประวัติศาสตร์ด้วย ถ้าเราทำอะไรไม่ดีไปเราก็อยู้ไม่รอดหรอกครับ จริงไหม ผมบอกลูกบอกหลานว่า ทำอะไรต้องทำให้ดีทุกอย่าง เนื่องจากว่า มันเป็นอาชีพของเรา ถ้าเราทำดี ต้องมีคนมาเรียนแน่นอน ถ้าทำไม่ดี หรือมาซื้อมาขาย เดี๋ยวหนังสือพิมพ์เขาเอาไปลงข่าว หรือใครเอาไปพูดก็เสียชื่อโรงเรียน รู้จักกันไปขอเขาก็ได้ หรือไปซื้อใบร.บ. ใบอะไรก็ได้ เราก็เสียหายใช่ไหมครับ เราจะไม่ทำ เรื่องซื้อขายใบ ร.บ. ใบประกาศนียบัตร เราไม่ขาย ผมทำอะไร ผมเป็นคนที่ยิ้มดีนะครับ แต่เวลาทำอะไรผมไม่ได้ให้อะไรใครง่ายๆนะครับ คุณจะมาขอนั่นขอนี่ ผมต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมถือว่านี่เป็นอาชีพของเรา ของครอบครัวเราต้องทำให้ดี ไม่ให้ใครง่ายๆ ผมผิดใจกับพรรคพวกหลายคนนะ กว่าจะกลับมาดีได้ ลูกเรียนไม่ได้มีปัญหามาทะเลาะกันพักการเรียน บอกต้องพักไปก่อน หยุดไปก่อน มากราบมาขอ ผมไม่ให้ ถ้านายก. มาขอ นายข.เห็นทำไมได้ เราจะไม่ทำ ทำการศึกษาต้องคุณภาพ ไม่งั้นเด็กออกไปตัดอนาคตเด็กนะครับ บาป อย่างหมอนี่จบปริญญาตรี จบปวส. จบปวช.ไปสอบไปทำอะไรไม่ได้ เรามีวิศวะจบช่าง แค่รถยนต์พอไปตั้งไฟไม่ได้ ตั้งไฟสี่สูบไม่ได้ เขาก็ไม่เอาแล้ว คุณไม่ต้องทำเอาสูตรมาให้ได้ก่อน ตอบไม่ได้เขาก็ไม่เอาแล้ว เราต้องให้ทุกคนที่ออกไปมีคุณภาพ ไม่ใช่จบออกไปมีแค่ใบประกาศ ผมบอกทุกคนใบประกาศคือกระดาษเฉยๆ คือใบความรู้ ความสามารถติดอยู่กับตัวเรา ความรู้ความสามารถ ใบประกาศไปติดที่ข้างฝาแล้วปลวกกินก็หมดสภาพเป็นกระดาษ ความรู้ความสามารถอยู่ในตัวเรา หากินได้ตลอดชีวิต ต้องทำให้ดี หลายๆแห่งมหาวิทยาลัยมาเลิกกิจการเพราะทำไม่ดี เราจะไม่ทำ เรื่องซื้อขายใบ ร.บ. คนพูดปากต่อปาก บอกมหาวิทยาลัยนี้ซื้อใบปริญญาได้ ไม่มีใครอยากเข้ามาเรียน ต้องทำให้ดี ผมบอกอาจารย์ที่เข้ามาสอนทุกคนต้องสอนให้ดี ต้องมีการเตรียมการเรียนการสอน ดูแต่ทีวีไม่ได้มีการเตรียมการเรียนการสอน จะถูกเด็กว่าเอา เด็กทุกวันนี้ไม่ได้โง่ เด็กสมัยก่อนครูไม่สอนดีใจ เด็กไปเที่ยว เดี๋ยวนี้เด็กรู้มาก เนื่องจากทุกวันนี้มีอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ เอามาถามครู ผมบอกว่าเวลาเด็กมาถามไม่ใช่เขามาทดสอบคุณ เด็กที่มาถามคุณเขามีความรู้ ดีแล้วทีเขาถามเรา เราจะได้ค้นคว้ามาตอบเด็ก ถ้าไม่มาตอบเด็ก แสดงว่าครูคนนี้ไม่มีคุณภาพ เราจะไม่จ้าง สิ้นปีก็บอกว่าเราไม่เอาละ บางคนโดนถามแล้วโกรธ ไม่ใช่ว่าเขามาลองภูมิ แต่เขาอยากรู้ถึงถาม คนไม่รู้ถึงมาเรียน ถ้าคนรู้ไม่มาเรียนหรอก อยู่บ้านเฉยๆ การเรียนการสอนครูต้องเตรียมมา แล้วต้องพูดให้คล่อง ถ้าครูอึกอักๆ เด็กจะไม่เชื่อถือ สอนผิดไม่ได้นะครับ เมื่อไปยืนตรงกระดานแล้วต้องมั่นใจ ต้องให้เด็กเชื่อถือ ไม่งั้นคุณสอนอะไรไปเด็กก็ไม่เชื่อฟัง คนนี้ไม่แน่จริง ผมบอกครูทุกคน เวลาเข้าไปต้องอย่าให้เด็กนั่งหลับนะครับ ไม่ใช่สอนแต่วิชาการ ต้องมีสิ่งที่ทำให้เด็กตื่นอยู่เสมอ อาจารย์ของผมทุกคนพูดแล้วเด็กตั้งใจฟัง ยกตัวอย่างหลายๆเรื่อง การที่เป็นครูในสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ไม่มีทีวี ไม่มีหนังสือให้อ่าน ไม่เหมือนสมัยนี้ ทีวีเรารับได้รอบโลกแล้วนะ ถ้ารู้ภาษาอังกฤษยิ่งได้รอบโลกเลย ดูข่าวตรงไหนมีอะไร รบกันตรงไหน ทุกอย่างมีหมด อาจารย์ต้องเตรียมการเรียนการสอนให้ดี

คุณนันท์ : มีความเห็นยังไงกับเด็กในยุคปัจจุบัน อยากให้ฟังทำยังไงให้เด็กในยุคนี้ประสบความสำเร็จได้

คุณมุข : เด็กในยุคนี้เป็นยุคอิสระ พ่อแม่เดี๋ยวนี้กลัวลูก ผมนอนอยู่บ้านตี1ตี2ตี3 ลูกไปเที่ยวให้ผมไปช่วยตามให้ (หัวเราะ) ผมก็บอกว่าตอนนี้มันไม่ใช่เวลาไปตามนักเรียนนะครับ นักเรียนมาอยู่กับครูที่โรงเรียน 8 ชั่วโมง เด็กอยู่ที่บ้านตลอดวัน ตลอด24 ช.ม. หลังจากมาโรงเรียน คุณต้องไปตามเอง เขาบอกว่าเขาไปตามเองกลัวลูกเขาจะโกรธ คุณไม่ต้องไปกลัวลูกโกรธหรอกด้วยเหตุผล ปล่อยไปสักพักนึงเขาก็หาย ต้องปล่อยเขาไปเข้าใจด้วย เด็กไปเที่ยวแบบนี้มันไม่ถูกต้อง ต้องเรียนหนังสือก่อน เมื่อเราเรียนหนังสือมีความรู้แล้วไปเที่ยวดึกๆก็ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้ต้องศึกษาให้ความรู้กับตัวเราเองก่อน ต้องพูดให้เด็กเข้าใจ เด็กบางคนติดเพื่อน ผมอยู่ตรงนี้มา 20 กว่าปี ได้ความรู้จากเด็กๆเยอะ ส่วนมากเด็กจะอ้างว่าเพื่อนพาไป คุณเชื่อเพื่อนถึงได้มาอยู่ที่ศาลเนี่ยแหละ (หัวเราะ) ถ้าคุณอยู่กับพ่อแม่ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกเสียคนหรอก พ่อแม่ก็ต้องมาศาลด้วยนะ ต้องมาอบรมสั่งสอนแนะนำพ่อแม่ด้วย อย่าไปให้เงินลูกมากนัก เมื่อลูกมีเงินมากก็จะเอาไปเที่ยวกับเพื่อน กินเบียร์ กินเหล้า เป็นสิ่งที่ไม่ดี อีกพวกคือพวกที่ไปเข้าโต๊ะบิลเลียด มาไม่ถึงโรงเรียนไปถึงโรงบิลเลียดก่อน มาไม่ถึง โรงเรียนของผมมี 3 โรงนะ มีโรงเรียนเกียรติคุณสอนตั้งแต่อนุบาล-ม.6 โรงเรียนเทคโนโลยีช่างกลนครราชสีมา สอนปวช. – ปวส. มหาลัยก็สอนตั้งแต่ปริญญาตรี – ปริญญาเอก เด็กที่ไม่มาโรงเรียนจะมีไปษณียบัตรไปถึงที่บ้านให้ผู้ปกครองตอบมาว่าทำไมนักเรียนไม่มา บางทีผู้ปกครองบอกลูกโมโหทำไมโรงเรียนแจ้งว่าไม่มาโรงเรียน ไปด่าพ่อด่าแม่ ผมบอกคุณไม่ต้องวิตกหรอก ทางโรงเรียนยอมเสียสละค่า ค่าแสตมป์ 3 บาท ค่าบัตร1 บาท เป็น 4 บาท วันนึงส่งไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ทำให้ลูกคุณรู้จักรับผิดชอบ ไม่มาโรงเรียน โรงเรียนก็ติดตามให้ ในประเทศไทยไม่มีโรงเรียนไหนทำหรอกครับ อาจจะมีแต่น้อย ทางเราก็ยอมเสียสละเงินจำนวนนี้ เพื่อปกป้องเยาวชนของชาติ ไม่ให้ไปหลอกพ่อแม่ว่าวันนี้ไปโรงเรียน แต่จริงๆไปไม่ถึงโรงเรียนไปอยู่โต๊ะบิลเลียด ป้องกันโดยอย่าให้เงินมากนัก ต้องรู้ว่าลูกจะกินอะไร ก๋วยเตี๋ยว 2 ชาม 60 บาท กินน้ำก็ 10 บาท กาแฟ 20 บาท ให้ไป100 นึง ค่ารถก็รวมไป ถือว่าของเดี๋ยวนี้แพงขึ้น ไม่เหมือนสมัยก่อน 50 บาทก็พอแล้ว ถ้าให้มาก 200-300 บาท เด็กก็ต้องเอาเงินไปใช้อย่างอื่น เพื่อนก็พาไปเที่ยว หรือไม่ก็ชวนเพื่อนเที่ยว โรงเรียนเกียรติคุณผม บางคนให้ 50 บาทผมบอกว่ามากเกินไป เด็กตัวน้อยๆ กินข้าว10 บาทก็พอแล้ว ที่โรงเรียนก็ขายข้าว 10 บาทไม่ได้ขายแพง น้ำก็ 5 บาท เด็กไม่สามารถควบคุมได้ มีเงินก็ใช้ใหญ่ ควักใหญ่ กินเข้าไปมาก ทุกวันนี้มีสิ่งทำให้เยาวชนเสียคน เช่น Internet ผับต่างๆ มีสิ่งไม่ค่อยดี มีหนังลามกมาฉาย มาหลอกเด็กเข้าไปดูก็มีเยอะนะครับ ทางตำรวจก็ไม่สามารถจับได้ เพราะมันมากเกินไป ผู้ปกครองต้องสอดส่องว่าลูกกลับบ้านตรงเวลารึเปล่า โรงเรียนเลิก 4 โมง ลูกกลับบ้าน 2 ทุ่มก็ผิดปกติแล้ว บางทีโรงเรียนก็มีกิจกรรม ก็โทรมาถามได้ ถ้ามีกิจกรรมก็ถือว่าลูกมาช่วยงานโรงเรียน ต้องสอดส่องติดตาม ไปโรงเรียนถึงโรงเรียนรึเปล่า โรงเรียนผมสองโมง ผมเช็คชื่อแล้วนะ ถ้าใครไม่มาส่งไปษณีย์ถึงบ้านเลยนะ ว่าวันนี้ลูกท่านไม่มาโรงเรียน

คุณนันท์ : อยากจะถามสักนิดนึงนะครับ ถ้ามีคนรุ่นราวคราวเดียวกับผมดูอยู่ อยากประสบความสำเร็จในชีวิต อยากจะประกอบกิจการ หรือดำเนินชีวิตตามสิ่งที่เขาเลือกนะครับ อยากให้อาจารย์ช่วยฝากหน่อยครับว่าต้องทำยังไงครับ อาจจะเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากไม่มีอะไรเลยก็ได้ครับ เขาต้องมีคุณสมบัติ ต้องอดทน ต้องอะไรบ้างครับ

คุณมุข : คนเราบางทีไม่มีเงินก็ต้องอดทนมาก่อนนะ อย่างผมเมื่อก่อนก็ไม่ได้มีเงิน แต่พ่อแม่แต่ก่อนมีเงิน มีโรงเหล้า โรงฝิ่น ของบรรพบุรุษ ทำกงสี แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วยากจน ธุรกิจบ้านเมืองมันแตกสาแหรกหมด เมื่อเรายากจนเราต้องคิดสร้างอาชีพของเราขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเมื่อเรายากจนไม่รู้จะทำอะไร เคยเป็นอาเสี่ยมาทำอะไรไม่ได้ พวกเสี่ยนี่ตายไปมากเหมือนกันนะ เพราะพ่อแม่เคยรวยแล้วมาจน อย่างผมนี่สู้มาตลอด จนไม่มีเงินพ่อแม่ยากจน ผมก็ขายทุกอย่างนะ อายุ 15-16 ผมไปเป็นลูกจ้างเขาได้วันละ 10 บาท เมื่อก่อนวันละ 10 บาท เดือนละ 300 บาท ผมก็ไปรับเนื้อหมูมาขายในตลาดหลักเมือง แม่ผมทำเต้าส่วน ผมก็หาบขาย ได้วันละ 10,20,30 บาท เลี้ยงครอบครัวได้ ไม่เหมือนทุกวันนี้ต้องเป็นพัน ไปเอาขนมไปขายแถววัดศาลตรงนี้ หมาไล่กัดก็เคยครับ ผมทำทุกอย่างไม่เคยรังเกียจงาน ทำมาเรื่อยๆจนตอนหลังไปเรียนบัญชีมา ผมไม่ได้จบปริญญาตรี จบมัธยมต้นแล้วไปสอบเทียบมัธยมปลาย การทำงานผมเริ่มจากตั้งสำนักงานบัญชีมาก่อน รับทำงานบัญชี เมื่อปี พ.ศ. 2496 กฎหมายออกมาว่าร้านค้าต้องทำบัญชี เสียภาษี ผมก็ตั้งสำนักงานบัญชี ทำบัญชีในโคราช อ.ห้วยแถลง อ.พิมาย อ.สีคิ้ว เป็นร้อยๆราย เดือนนึงได้ค่าทำบัญชีเป็นหมื่นเหมือนกันนะ ต้องจ้างคน 5-6 คน สมัยก่อนจ้างเดือนละ 300 บาท คนนึง เก็บบัญชีไปให้เขาทำที่บ้าน ทุกอย่างต้องทำ ไม่ใช่จนแล้วมานั่งเฉยๆ จนแล้วต้องดิ้นรนอะไรก็ต้องทำได้ ผมไม่รังเกียจงาน สุดท้ายผมได้ทำงานสำนักงานบัญชี ไปประมูลรถดูดส้วมของเทศบาล บางคนให้ผมไปดูดส้วมไม่กล้า บ้านนี้มันหรูหรา มาเดินรอบๆบ้านหลายครั้ง ถามว่ามีอะไรจะมาดูดส้วมหรอ ไม่กล้า กลัวเขาดูถูกเรา เข้าไปดูว่าดูดตรงไหนก่อน ไม่แพงนะครั้งละ 50 บาทเอง ถูกๆ ซื้อรถคันละแสนกว่าบาท รถสั่งมาจากญี่ปุ่น ใหม่เอี่ยม ดูแปบเดียว มันมีมิตเตอร์บอก เป็นคิว ทำมาเรื่อยๆ จากขายขนม เลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นมหาลัยเนี่ยแหละ ก็ต้องขยัน อดทน ตื่นแต่เช้า

คุณนันท์ : จากขายขนม เปิดสำนักงานบัญชี

คุณมุข : ขายขนม ขายหมู ตั้งสำนักงานบัญชี มาทำโรงเรียนสอนขับรถยนต์ แล้วก็ทำโรงเรียน

คุณนันท์ : จากนั้นก็ค่อยๆเก็บเงินมาเปิดมหาวิทยาลัย

คุณมุข : เปิดมหาลัยเอาของเก่าเก็บรวมกันมาเรื่อยๆ เปิดโรงเรียนอนุบาลไม่ค่อยได้ใช้อะไร มีโต๊ะ ก็ใช้ได้แล้ว แต่เปิดอาชีวะต้องมีเครื่อง ต้องมีตึก กู้เงินธนาคารมา การกู้เงินก็ต้องมีความซื่อสัตย์ถึงเวลาต้องส่งดอกเบี้ย ดอกเบี้ยร้อยละ ยี่สิบนะครับ กู้เงินสมัยก่อนไม่ได้ถูกนะ กู้ธนาคารมาก็แพง ต้องเอาทรัพย์สินไปเป็นค่าประกัน ปกติธนาคารจะไม่ให้โรงเรียนกู้หรอกครับ ถ้าไม่ซื่อสัตย์ไม่ให้กู้ เพราะธนาคารถือว่าให้โรงเรียนกู้นี่เอาเงินคืนยาก ถ้าไปทวงเขาจะเอานักเรียนมาเดินขบวน เสียชื่อธนาคารนะครับ ครั้งหนึ่งหมอเพียร หมอเพียรเป็นคนเลี้ยงเด็กอนาถา อยู่ที่ถนนสาทรใต้ พวกคุณยังไม่เกิดทั้งนั้น แกก็ไปกู้ออมสิน ออมสินก็ไปทวงหนี้ ทวงหนี้มาก แกก็เลยประกาศให้ร้านค้าต่างๆมาช่วยหมอเพียร ร้านก๋วยเตี๋ยวก็มา ธนาคารก็เสียชื่อ ตอนหลังธนาคารไม่ให้โรงเรียนกู้เดี๋ยวจะมีปัญหาแบบหมอเพียร แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมีความรับผิดชอบ เมื่อไปกู้เขาก็ต้องเอาเงินไปจ่ายเขา บางคนกู้แล้วไม่ยอมจ่ายก็มีเยอะแยะนะครับ อยากได้เงินเขาแล้วไม่ยอมจ่ายก็ไม่ถูกต้อง เราจะสร้างเครดิตของเรากู้มาแล้วก็ต้องไปจ่ายเขา เราต้องทำตัวเป็นโรงเรียนแบบอย่างที่ดีให้โรงเรียนอื่นเขาได้กู้บ้าง ผมจ่ายดอกเบี้ยตามเวลา ถึงเวลาต้องจ่ายดอกเบี้ยคืน ของทบวงเราก็กู้ ของประถมศึกษาเราก็กู้ กู้มาสร้างตึกแล้วก็ส่งเขาคืน รัฐบาลก็ดีให้เรากู้เพราะเราเอามาทำการศึกษา ได้ช่วยสังคม ได้ช่วยประเทศชาติ ให้บุคลากรมีความเจริญ ให้ทรัพยากรมนุษย์ในประเทศมีความรู้ความสามารถ เขาให้เรากู้อยู่ครับ รัฐบาลเดี๋ยวนี้ดีนะครับ ให้นักเรียนเรียนฟรีนะครับ เรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ เด็กเดี๋ยวนี้ก็เรียนฟรี ใครบอกมีลูกมากยากจนไม่ต้องกลัวนะครับ นักเรียนจะเรียนหนังสือไม่ต้องเสียเงิน เรียนฟรี ตามที่เขาประกาศเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี

คุณนันท์ : เมื่อกี้ที่อาจารย์มุขพูดว่าต้อง ตื่นเช้า

คุณมุข : ต้องตื่นแต่เช้า มาทำมาหากิน การตื่นเช้านี่มันดีอย่างนึงนะ เราตื่นเช้าทำงาน 12 ชั่วโมงหรือ 8 ชั่วโมง เหมือนเราเกิดใหม่ๆ ถ้าสามโมงเริ่มเป็นหนุ่ม พอสิบโมงก็เป็นหนุ่มใหญ่หน่อย 18 , 19 แล้วนะครับ พอเที่ยงก็ 30-40 แล้วนะ พอคุณไปตื่น 10 โมงหรือเที่ยง อายุ 30-40 แล้วหากินไม่ทันนะ ตื่นบ่ายเหมือนคนแก่ พอไปตื่นบ่ายๆเริ่มง่วงนอนละ ชีวิตเราเหมือนวันๆนึง ถ้าเราตื่นเช้าเท่ากับเรายังหนุ่มอยู่มีแรงทำอะไรได้หมด ถ้าเราตื่นสายไม่ทันเขาหรอก หรือว่าเราไปตลาดก็ซื้อไม่ทัน ของหมดละ ตลาดวาย แต่คนกรุงเทพมีนิสัยตลาดวายแล้ว ผมเคยเห็นพระเขียน ต้องตื่นแต่เช้า อย่ารังเกียจการทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย เราทำได้ทุกอย่าง เก็บเล็กผสมน้อยเหมือนนกน้อยค่อยๆทำรัง อย่าดูถูกงานอะไรทำได้หมด ผมอยู่ได้อย่างนี้เพราะผมทำทุกอย่าง ประการที่สอง ถ้าทำทุกอย่างเสร็จต้องดูแลสุขภาพของเราด้วย สุขภาพเราต้องแข็งแรง อย่าไปมัวกินเหล้าไปเที่ยวกลางคืน ไปไม่รอดหรอกครับ ตายลูกเดียว เพราะคนเราก็ไม่ใช่เหล็กไหลนะ เกิดมาจากเนื้อ ถ้าคนเรามีสุขภาพแข็งแรง ทำอะไรก็ได้นะครับ ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรง เขากินขนมกันเราไปกินยาก็ไม่ไหวนะ บางคนสุขภาพไม่แข็งแรงเกิดมากินแต่ยาอย่างเดียว แต่หมอก็ต้องให้ยากินบ้างนะ มียาป้องกัน ความดัน โรคเก๊า อย่าให้ไขมันขึ้น ต้องไปให้หมอตรวจ ไม่ใช่เพื่อนกินก็ไปกินตามเพื่อน ตายไปเยอะเหมือนกัน ทุกวันต้องดูแลสุขภาพเราด้วย ผมดูแลสุขภาพทุกอย่าง ทำงานก็ต้องทำ ถ้าคนที่ไม่ทำงานจะเป็น อัลไซเมอร์ ต้องทำงานจะมาบอกว่าผมแก่แล้วไม่ทำไม่ได้ ผมไปไหนขับรถเองนะ กลางคืนดึกดื่นได้หมดเพราะตาผมดีอยู่ แต่หูไม่ดีนะ (หัวเราะ) หูประสาทมันเสื่อม

คุณนันท์ : ปัจจุบันอาจารย์อายุเท่าไหร่ครับ

คุณมุข : 80 ครับ

คุณนันท์ : 80! ยังดูแข็งแรงอยู่เลยนะครับ

คุณมุข : ผมทำงานตั้งแต่อายุ 12-13 อายุ 6-7 ขวบก็ไปขายขนมหาอะไรทำ ขายทุกอย่าง เรียนหนังสือก็ไปไม่ทันโรงเรียนหรอกครับ เป็นหัวหน้าก็เป็น ไปบอกนักเรียนยืนเคารพครู (หัวเราะ)

คุณนันท์ : อาจารย์มุขครับ ผมอยากถามว่าอาจารย์เคยเจออุปสรรคแล้วเคยท้อไหมครับ

คุรมุข : เจอเยอะแต่ไม่เคยท้อหรอกครับ ต้องสู้ คนเราล้มได้ก็ต้องลุกได้ วันหนึ่งเทวดา ฟ้าแผ่นดินก็ต้องประทานมาถ้าเราทำดี ถ้าคนทำไม่ดีต้องระวัง เขาบอกว่าบาปกรรมมันมีจริงนะครับ ใครสร้างบาป ต้องเจอกรรมตามสนอง คนเรา แก่มาก็ต้องตาย ตอนมีชีวิตอยู่ต้องทำสิ่งที่ดีๆไว้ ใครมาขอให้ช่วยทำบุญ ไปไล่เขาก็ไม่ได้ ผมทำบุญตลอด ใครมาขออะไรผมให้หมด เขาอุตส่าห์มา ให้เขาไป 500-600 ให้เขาได้ ไม่ใช่เขามาขอล้านนึง จะเอาไปทำอะไรต้องดูก่อน เป็นประโยชน์ต่อสังคมรึเปล่า ถ้าไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมก็ให้น้อยลงหน่อย ไม่ต้องให้มากหรอก เดี๋ยวมันมาต้มเรา ต้องดูคนที่มาขอบริจาคว่ามาทำไม ถ้าราชการผมช่วยเต็มที่ทุกอย่าง หรือทางวัดทางวา ผมจะบำรุงศาสนา ศาสนาเราก็ให้ การศึกษาเราก็ให้ ทุนต้องให้ ทุนนี่เราแจกปีนึงเป็นหลายล้านเหมือนกัน มีมูลนิธิด้วย มีของส่วนตัวด้วย หรือเด็กเรียนฟรี เรียนฟรีแล้วให้เงินอีกด้วยนะ ให้เงินไปซื้อเสื้อผ้า รองเท้า หรือเป็นค่าพาหนะมาโรงเรียน เรามีชื่อมีเสียงเพราะเราทำบุญ บุญก็สนองช่วยเรานะครับ บางคนถือว่ารวยแล้วมาขอก็ไม่ได้ หลบหน้าหลบตาสังคม ไม่ได้หรอกครับ ผมให้หมด ต้องดูว่าขอไปทำอะไร หรือส่งจดหมายมา 500-600 ก็ส่งให้ได้หมด เพื่อไม่ให้เขาเสียกำลังใจ เป็นเอกลักษณ์ของผมนะ คนอื่นเป็นรึเปล่าผมไม่รู้ เรื่องทำบุญสำคัญ ฝากคุณไว้ คุณต้องทำ เรายิ่งมีเงินยิ่งต้องให้ คนรวยๆไม่ทำบุญ อาจจะมีอันเป็นไป ถึงไม่มีเงิน ก็ต้องทำบุญบ่อยๆก็จะรวย ผมเห็นมามากแล้ว อย่าไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผมยึดถือศีล 5 นะ ถ้าคุณยึดศีล5 รับรองคุณไม่มีอะไรผิดพลาดหรอก ศีล5 ข้อ เป็นชีวิตประจำวันที่เราปฏิบัติได้อยู่ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่พูดปด ไม่เสพสุรามึนเมา ไม่ผิดลูกผิดเมียเขา ไม่เล่นการพนัน เล่นการพนันอันตรายที่สุด มีเท่าไหร่ไม่พอ พวกซื้อล็อตเตอรี่ ผมไม่เคยซื้อล็อตเตอรี่นะ ผมบอกผมไม่มีบุญวาสนา ต้องหาด้วยตนเอง เจอคนมาต้มก็ต้มเราเรื่อยๆ เจอไพ่สี่สีแปดสี่ ผมไม่ค่อยรู้หรอก อย่างบางคนไปเล่นถึงเมืองนอกเมืองนา ผมเคยไปดูนะแต่ไม่กล้าเล่น เสียดายเงิน แม้แต่สล็อตผมยังไม่กล้าโยกเลย (หัวเราะ) ง่ายๆยังไม่กล้าเล่นเลย ผมเสียดายเงิน ฝากไว้ด้วยเรื่องศีล 5 ขอให้ทุกคนยึดศีล 5 พระเขายึดศีล 8 เราเอาศีล5 พอ ปฏิบัติไม่ยากง่ายๆ ผมไปไหนผมจะบอกทุกคนให้ยึดศีล 5 ไว้ สบายใจ สบายใจชีวิต ตลอดชีวิต

คุณนันท์ : โอเคครับ วันนี้ก็หมดเวลาแล้วนะครับผม วันนี้ก็ได้สาระดีๆจากอาจารย์ มุข เยอะแยะมากมาย ได้แนวคิดในการดำเนินชีวิตครับ ขอบคุณครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact