คุณนนท์ อัครประเสริฐกุล
จากนักศึกษาเกียรตินิยมคณะสถาปัตกรรมศาสตร์ลาดกระบัง รับทุน Fulbright ไปศึกษาต่อ ที่ Cambridge, ต่อด้วย Harvard, MIT และ Oxford University ...

คุณนนท์ อัครประเสริฐกุล เป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการเรียน เรียกได้ว่าเป็นนักวิชาการก็ว่าได้ เราจะมาสัมภาษณ์และขุดค้น ประวัติและชีวิตของเขา และเส้นทางชีวิตของเขาที่ได้ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนะครับว่า เขาผ่านอะไรมาบ้าง และอะไรที่เป็นจุดตัดสินใจ ในการเลือกเส้นทางของเขานะครับ คำถามที่หนึ่ง อยากจะถามว่า คุณนนท์ในอดีตตอนเด็กๆมีแรงบันดาลใจ ในช่วงไหนที่ทำให้มาถึงจุดนี้ การที่เราได้ไปร่ำเรียน หลายวิชา หลากหลายสาขา เป็นยังไงครับ

คุณนนท์ : จริงๆแล้วไม่มีอะไรมากนะครับ เนื่องจากคุณพ่อ คุณแม่ ค่อนข้างยุ่งทั้ง 2 คนนะครับ ทำงานทั้งคู่จนเกษียณตอน อายุ 60 เลยโดนเลี้ยงมาแบบตามใจ คืออยากทำอะไรก็ทำ เราก็เลยจะไม่ค่อยโดนบีบอะไรมากนัก แต่เพราะว่าไม่ค่อยโดนบีบ ปล่อยตามสบาย ทำให้ได้คิด เวลาที่อยากจะคิดอะไรไม่ค่อยได้คิดอะไรตามกรอบ ที่โดนวางไว้ ตอนเด็กๆก็เลยจะเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง ทุกครั้งพอสิ้นเทอม พ่อแม่ก็จะเตรียมตัวไปรับฟังคำบ่นของอาจารย์ที่ปรึกษา ว่าทำไมเรียนได้ไม่ดี แล้วก็คิดอะไรก็จะคิดไม่เหมือนเค้า ทุกครั้งก็จะมีปัญหาเสมอ ตั้งแต่อนุบาล จนถึงมัธยมปลาย ก็จะมีผลการเรียนที่ไม่ดีมาโดยตลอด

คุณนันท์ : คิดอะไรไม่เหมือนเขา หมายความว่ายังไง คิดต่าง นอกคอก แหกคอก เขาเรียกแหกคอก

คุณนนท์ : คือแหกคอก ฟังดูดี ดูเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ของผมคือทำนองว่า ผมรู้สึกว่าทำไมต้องมาวางกรอบให้ผมเหมือนกับคนอื่น อย่างเช่นว่าถ้าผมชอบวาดรูป ทำไมผมต้องไปเรียนเลข ต้องไปเรียนฟิสิกส์ ทำไมต้องไปเรียนคณิตศาสตร์ หรือว่าต้องไปเรียนอะไรที่ไม่เกี่ยวกับผม ทำไมถึงไม่วัดผมในส่ิงที่ผมมีความสามารถ ทำไมถึงเอากรอบที่วางไว้ให้กับคนหลายๆคน กรอบที่วางไว้กับภาพใหญ่ของสังคมมาใช้กับผม ก็เลยไม่คิดทำตามกรอบ โดยที่พ่อแม่เองก็เป็นห่วง แต่ก็เตือนและก็ทำงานยุ่ง เข้าใจว่าลูกอาจจะมีความสามารถได้เท่าที่ตัวเองตั้งไว้เหมือนกับที่คุณพ่อ คุณแม่ เก่งมากตอนที่เป็นนักเรียน ก็เข้าใจลูก

คุณนันท์ : คุณพ่อ คุณแม่เก่งมากนี่ยังไงนะครับ อธิบายแบบละเอียดนิดนึงครับ

คุณนนท์ : ท่านทั้งสอง เป็นคนต่างจังหวัด มาจากจังหวัดนครราชสีมา แล้วก็เข้ามาเรียนที่กรุงเทพ ที่มหาวิทยาลัยธรรมาศาสตร์ ทั้งคู่ สมัยก่อน เด็กต่างจังหวัดที่มาเรียนกรุงเทพก็จะต้องเรียนเก่งมากๆ ก็ทั้งคู่ก็เข้ามาด้วยกัน มารู้จักกันที่ธรรมศาสตร์ แล้วก็ทั้งสองคนก็จบเกียรตินิยม พอเรียนจบทั้งคู่ก็ได้ทำงานสู่สายอาชีพที่ค่อนข้างดี และประสบความสำเร็จในวิชาชีพของตัวเอง คุณพ่อตอนเกษียรเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็มีตำแหน่งหลายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย คุณแม่ก็ทำงานธนาคาร ผู้จัดการธนาคารต่างประเทศ หลายๆธนาคาร ก็คือ ท่านก็ใช้ความเก่งของท่าน ไปถึงจุดที่ท่านอยากจะเป็นในสายอาชีพ ซึ่งเป็นโมเดลให้ผมมองตลอดชีวิต คือความเก่งของท่านเป็นความเก่งที่เข้ากับระบบ ซึ่งผมกับระบบเป็นอะไรที่เข้ากันไม่ได้ เขาให้ทำอะไร ผมจะมีความรู้สึกว่าทำไมต้องทำ ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าทำไมต้องทำ อย่างฟิสิกส์ ง่ายๆเลย ผมเคยไปเรียนต่างประเทศ ตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ม. 6 ไปเรียนที่อเมริกา ผมเคยตั้งคำถามตอนที่เรียนฟิสิกส์ก่อนสอบเอ็นทรานซ์ ทำไมผมต้องเรียนฟิสิกส์ ผมอยากรู้เรื่องแรงโน้มถ่วง ทำไมผมต้องมานั่งคิดสูตร แล้วสูตรนั้นให้อะไรกับผม ผมถามอาจารย์ที่เมืองไทย ผมกลายเป็นเด็กโง่ไปเลย ทำไมคุณถึงไม่รู้ ทำไมนายถึงไม่เข้าใจ ทำไมมาถามเรื่องอะไรง่ายๆอย่างนี้ ผมถามคำเดียวกันที่อเมริกา วันรุ่งขึ้น อาจารย์บอกว่า วันนี้ผมจองรถบัสให้ทุกคนไปสวนสนุก พอไปถึงสวนสนุก ครูก็ถามผมว่า คุณใช่ไหมที่ถามคำถามผมเมื่อวาน แล้วเขาให้ผมติดเครื่องวัดแรงโน้มถ่วงกับอก พาดไว้ เป็นเข็มขัด เป็นเครื่องวัดไว้กับอก แล้วติดเครื่องวัดแรงโน้มถ่วงขึ้นไปบนรถไฟเหาะตีลังกา แล้วก็ลงมา เอาเครื่องนี้ลงมาพล็อตกราฟดู ว่าแรงโน้มถ่วงเป็นยังไง ตอนผมขึ้นรถไฟเหาะ ผมเลยเข้่าใจว่า ฟิสิกส์มันสนุก เพราะตอนที่เรียนเมืองไทย มันเป็นสูตรให้ท่องจำ แล้วไม่ได้บอกว่ามันมีความหมายอะไร

คุณนันท์ : พอรู้สึกต่อต้านแล้วจะเป็นปัญหา

คุณนนท์ : ใช่ๆ จะเป็นปัญหา แต่เวลาไปเรียนที่เมืองนอก ถ้าคุณต่อต้าน อาจารย์จะแสดงให้เห็นว่า อาจารย์มีเหตุผลนะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณเรียน มันมีความหมายของมันอยู่ ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่ถามอะไรมาก ก็คือ 1. กลัวต้องไปสวนสนุกอีก เพราะมันก็สนุกจริงๆ แต่เวลาเรียนก็หายไปเยอะเหมือนกัน มารู้สึกทีหลังเหมือนกันว่า เขาทำให้ขนาดนี้ ทุกครั้งที่คิดจะถามอะไรเราต้องมั่นใจมากขึ้น ว่าคำถามที่เราถามมีคุณค่าจริงๆ เป็นจุดเปลี่ยนอันนึงที่สำคัญเหมือนกันในระบบการศึกษา นักวิชาการดังๆชาวอังกฤษคนหนึ่ง ชื่อ เซอร์ เคน โรบินสัน เคยพูดว่า คนเรา เด็กๆทุกคนมีความสามารถทั้งหมด จะมีความสามารถในด้านใด เขาจะค้นพบด้วยตัวเขาเอง ซึ่งอาจจะไม่ทันทีทันใด แต่การที่ระบบเรา ผลิตเด็กเหมือนผลิตสินค้าในอุตสาหกรรม คือจับทุกคนเข้าโรงเรียน โรงเรียนมีหลักสูตรเหมือนกัน หลักสูตรต้องได้รับการรับรองจากสถาบันเดียวกัน ทุกคนจะต้องผ่านระบบเดียวกัน เพื่อที่จะเข้าไปในแบบแม่พิมพ์ ที่พิมพ์ออกมาให้ได้แบบเดียวกัน ทำให้เด็กที่ไปกับระบบได้ไปได้ดี เด็กที่ไปกับระบบไม่ได้ ลืมว่าตัวเองอยากทำอะไร ลืมว่าตัวเองชอบอะไร แล้วผลที่ตามมาไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กคนนั้น แต่เกิดขึ้นกับประเทศทั้งประเทศซึ่งเสียบุคลากรที่ดีๆไป เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่า มันจริงนะ ผมเป็นคนนึงที่เข้ากับระบบนั้นไม่ได้ พยายามจะไม่ยอมรับ พยายามที่จะไม่เข้าไปยุ่งกับมันมาก ผ่านมาได้ด้วยเกรดที่ไม่ค่อยดี

คุณนันท์ : หลังจากนั้นได้เข้าไปเรียนที่คณะสถาปัตยกรรม ไปชอบตรงไหนถึงเข้าไปเรียนสถาปัตยกรรม

คุณนนท์ : อันที่จริงเป็นคนที่ชอบวาดรูปมากๆ ชอบงานออกแบบ พี่ชายเป็นมัณฑนากร ออกแบบผลิตภัณฑ์ ก็เลยชอบที่จะทำงานพวกนี้

คุณนันท์ : คือเราเห็นพี่ทำงาน เราเลยรู้สึกว่า สนใจ

คุณนนท์ : ใช่ๆ คือคุณพ่อมีส่วนด้วย คุณพ่อชอบวาดรูป และอยากเรียนสถาปัตย์มาก แต่เนื่องจากสมัยก่อน ถ้าไม่ได้ติว จะลำบาก คุณพ่อเป็นเด็กต่างจังหวัด เรียนมาแต่ระบบสามัญ จะไปทางวิชาสามัญได้ดีกว่า เข้าไปเรียนรัฐศาสตร์ เศรษฐ์ศาสตร์ เรียนไปด้วยกันทั้งคู่ทั้งสองปริญญา แต่วิชาที่เกี่ยวกับวาดรูปท่านไม่เคยติว จริงๆแล้วท่านชอบ วาดรูปให้ผมดูตั้งแต่สมัยเด็กๆ พี่ชายอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เห็นวิธีการวาดรูปของพี่ เห็นมาโดยตลอดก็เลยชอบ เนื่องจากเป็นเด็กเลือกเรียนสายวิทย์ แต่ไม่ชอบวิชาเคมีและชีวะ เหลือแค่ฟิสิกส์ ซึ่งก็ไม่ได้ชอบมาก แล้วก็เลข เหลือทางเดียวคือ สถาปัตย์ ไปทางอื่นไม่ได้ สุดท้ายก็เป็นเรื่องของระบบอีก คือระบบบอกให้เรามาอย่างนี้ ผมก็ต้องทำตามระบบ

คุณนันท์ : แล้วก็ได้เข้าไปเรียนคณะสถาปัตย์กรรมในมหาวิทยาลัย

คุณนนท์ : มหาวิทยาลัยเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง

คุณนันท์ : เข้าไปเรียนแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ ตลอด 5 ปี

คุณนนท์ : สนุก! ได้เข้าไปเรียนรุ่นเดียวกันกับคุณนันท์ รู้สึกแรกๆก็สนุก แต่ผมก็ต่อต้านกับระบบ จึงรู้สึกว่า ทำไมต้องทำ เวลาที่โดนบอกว่าให้ทำอะไรแล้วไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไปเพื่ออะไร ผมจะไม่สบายใจ แล้วในระบบการศึกษาในไทย ทุกครั้งที่ถามก็จะโดนด่า 1. ทำไมคุณถึงไม่รู้เหตุผล ทำไมคุณถึงเรื่องมาก เขาบอกให้คุณทำ คุณก็ทำไปสิระบบมันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ผมเองก็รู้ว่าอาจารย์คงไม่รู้คำตอบ เพราะอาจารย์ก็อยู่ในระบบนี้มานาน ข้อหนึ่ง คือทำตามระบบที่ถูกต้อง ที่เขาทำมา เขาจะไม่ผิด ข้อสอง คือเขาอาจจะไม่รู้อะไรเลยก็ได้ เขาเลยต้องทำ ข้อสาม คือ ถ้าให้เขาต้องบอกจริงๆ เขาอาจจะต้องบอกในสิ่งที่เขาไม่รู้ ซึ่งทำให้เขารู้สึกเสียหน้าไปเลยก็ได้ เหตุผลมันเยอะเขาเลยไม่อยากจะบอก รู้สามสี่ข้อหลังจากเรียนจบมานานแล้วเหมือนกัน มารู้ตอนที่เป็นอาจารย์หลังจบเป็นศาสตร์ ถึงได้เข้าใจระบบมันถึงดีขึ้น ต้องทำตาม

คุณนันท์ : แล้วทำไมมันถึงดีขึ้นครับ

คุณนน์ : มันดีขึ้น เพื่อให้ความปลอดภัยกับผู้สอน ให้ผู้สอน สอนตามระบบที่ถูกต้อง จะได้ให้แต่ละคนทำโดยไม่สุ่มเสี่ยง ที่นี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าการศึกษาที่ดีจะต้องยึดติดกับสิ่งที่วางแผนมานานแล้วรึเปล่า เพราะว่าโลกเราเปลี่ยนไปทุกวัน ถ้ามันยึดติดอย่างนั้นแล้ว โลกเปลี่ยนคนไม่เปลี่ยน ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะทันไหม จริงๆแล้วผมคิดว่าอาจจะโต้แย้งได้หลายๆทาง อาจจะดีก็ได้ที่เราไม่ต้องไปตามโลก อะไรที่มันเป็นสิ่งที่ต้องรู้ก็เรียนไปซะ แต่ไม่เคยมีใครมาบอกอย่างนี้ ว่าเป็นสิ่งที่ต้องรู้เพราะอะไร เรียนไปเพราะอะไร เคยมีแต่บอกว่าต้องเรียน ต้องเรียน และต้องเรียน ไม่ชอบระบบ และไม่คิดว่า ภาษาอังกฤษเรียกว่าคอมพลาย(comply) คิดที่จะไปกับระบบ ต่อต้านมาโดยตลอด ผลที่ได้ก็ไม่ต้องเดา มีชื่อเสียงในแง่ลบ เรียนไม่ดี

คุณนันท์ : เรียนไม่ดียังไงนะครับ ตอนเรียนได้เกรดเท่าไหร่ ตอนจบมาน่ะครับ

คุณนนท์ : จำไม่ได้ (หัวเราะ) เกรด 3 กว่าๆครับ ที่ผมเรียนไม่ดี ผมไม่ได้มองที่ตัวเลขนะครับ ตัวเลขมันหลอกคนได้เยอะ ทุกครั้งก่อนปิดเทอม ตอนสอบเสร็จ ผมจะมานั่งวัดตัวเองหลังสอบเสร็จทุกเทอมมานั่งดูว่า สอบทุกเทอมแต่ละวิชาผมควรจะได้เกรดอะไร แล้วผมจะคิดเอง ว่าผมมีความสามารถเท่าไหร่ ทำได้เยอะแค่ไหน เทอมล่าสุดผมมองว่าผมน่าจะได้เรดไม่เกิน 2.30 เพราะคิดดูแล้วทุกวิชาผมทำได้แย่หมด แต่ระบบเกรดในมหาวิทยาลัย มันตัดตาม curve ตัดสินตามคนส่วนใหญ่ที่ทำคะแนนได้ ตัดตามเฉลี่ย ที่ผมคิดว่ามันไม่ดี มันมีผลทำให้ดีบ้างในบางวิชา เกรดมันจึงบอกอะไรไม่ได้ คือบางเทอมผมได้คะแนน 3 กว่าๆ แต่ผมคิดเองว่าได้ 2.30 เพราะว่าผมเชื่อมั่นว่าคะแนน 2.30 เป็นคะแนนที่ผมมีความสามารถอย่างแท้จริง ผมจึงกล้าพูดว่าผมเรียนไม่เก่ง ตัวเลขอาจจะดูว่าผมได้ 3 กว่า ซึ่งก็อย่าไปเชื่อมัน มันเป็นแค่ตัวเลข โลกเรามีปัญหาเยอะ เพราะเราไปเชื่อตัวเลขซะเยอะ ผมเลยกลายเป็นคนที่เรียนไม่เก่ง ไม่เก่งขนาดที่ว่า ผมกลับไปที่มหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะเข้าไปขอจดหมายแนะนำตัวเองเพื่อเข้าไปเรียนต่อที่อเมริกา ไม่มีอาจารย์คนไหนอยากจะเขียนให้สักคนเดียว อาจารย์ทุกคนมองผมว่าไม่มีจุดเด่น ไม่มีความสามารถพอที่จะได้เรียนต่อ จึงไม่มีใครอยากที่จะเขียนให้ จนขอมาได้หนึ่งท่าน ซึ่งอาจารย์ท่านนั้นก็ไม่รู้จักผมเลย ท่านมีตำแหน่งทางวิชาการ ท่านเป็นคนให้ผมไปเขียนมา แล้วท่านก็จะเซ็นต์ให้ ก็ต้องตรวจดูว่าเป็นจริงตามที่เขียนมาด้วย ตรวจว่าจริงโดยการไปอิงกับคะแนนที่ผมได้ แต่ก็ไม่ได้อิงกับตัวผมที่แท้จริง แต่ผมก็ขอบคุณท่านที่ช่วยให้ผมได้ไปเรียนต่อ

คุณนันท์ : หลังจากที่จบจากมหาวิทยาลัยปริญญาตรีแล้วหลังจากนั้นไปทำอะไร

คุณนนท์ : จบจากปริญญาตรี ผมก็ไปสมัครเป็นอาจารย์ก่อน เป็นเพราะตอนนั้นไม่อยากทำงานออฟฟิศ เนื่องจากเคยทำตอนฝึกงาน แล้วรู้สึกไม่สนุก เป็นการทำเพื่อลูกค้า เหมือนกับสถาปนิกเป็นเหมือนกันคนที่ให้บริการบนเครื่องบิน เขาต้องการอะไรเราก็เสิร์ฟให้ตามนั้น ความรู้ของสถาปนิกเองเป็นแค่หลักเขียนแบบ อาจจะเป็นเพราะบริษัทที่ผมไปฝึกงานเป็นอย่างนั้นก็ได้ ไม่ใช่ทุกสำนักงาน แต่ผมรู้สึกไม่ชอบ ผมอยากหาความรู้เพิ่มเติม จีงไปสมัครเป็นอาจารย์ก่อน สมัครไปหลายที่เหมือนกัน ซึ่งก็ยังไมไ่ด้ รอกว่าจะได้ทำงานนานเหมือนกันนะครับ กว่าจะได้ คือจบมาแล้วกว่า 6 เดือน มาได้ที่ภาคสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คุณนันท์ : มีนามบัตรไหมครับ?

คุณนนท์ : มีครับ

คุณนันท์ : อันนี้เป็นใบแรก (โชว์นามบัตร) ทำงานที่ธรรมศาสตร์

คุณนนท์ : ครับ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ตอนนั้นยังเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เฉยๆอยู่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ตอนนี้ผมลาออกเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังอีกทีนึง เข้าไปทำงานอยู่ปีนึง รู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรขึ้นเยอะ มีเวลาได้คิด พอไม่ได้อยู่ในกรอบของความเป็นนักเรียนก็จะสามารถอ่านหนังสือที่อยากอ่าน คือคำถามทุกคำถามที่ผมถามอาจารย์ที่ลาดกระบังแล้วไม่ได้คำตอบ ผมมาถามตัวเองตอนที่เป็นอาจารย์ พอหาคำตอบไม่ได้โดยทันที ก็ไปหาหนังสืออ่าน หรือคุยกับอาจารย์ด้วยกัน ได้คำตอบมาหลายคำตอบเหมือนกัน อย่างที่บอกข้อหนึ่ง ที่ว่า อาจารย์บางทีไม่อยากจะสอนอะไรที่มันเสี่ยงอะไรมาก อย่างที่รู้ว่าอาจารย์อยากจะสอนอะไรที่มันปลอดภัย คือไม่ต้องไปเสี่ยง ไม่ต้องไปสร้างผลงานอะไรมาก อยู่ๆไปวันๆก็มีอันจะกิน แล้วก็มีข้าวกินมีรถขับ มีเงินเดือนอยู่ มหาวิทยาลัยไล่ออกไม่ได้ ต่างจากงานออฟฟิต อาจารย์ไม่อยากทำอะไรเสี่ยงมากจากสิ่งที่เขาวางแผนไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ยอมรับ ผมคิดว่าคนเป็นอาจารย์ต้องเสี่ยง เพราะถ้าไม่เสี่ยงเราจะตามโลกไม่ทัน ผมก็พยายามจะต่อต้านเหมือนกัน แต่พอถึงจุดนั้น เราไปต่อต้านมากๆมันก็เหนื่อยมาก เราทำก็ไม่ได้อะไร ทุกวันกลับมาก็ได้แต่ความไม่สบายใจ เพื่อนก็หายไปทุกวันๆ เพื่อนร่วมงานก็เกลียดเราเพิ่มขึ้นวันละคน เพราะว่าเราทำอะไรที่ระบบไม่ต้องการ เข้ากับเขาไม่ได้เลย ถ้ามันเป็นเพราะระบบ อาจจะเป็นความคิดที่อยู่ในสังคมไทยก็ได้ก็เลยอยากไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ จึงเริ่มสมัครเรียน และได้ไปเรียนต่อ

คุณนันท์ : จุดนั้นที่เราคิดว่าจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศ เราตั้งความหวังไว้ไหมครับ ต้องไปเรียนมหาลัยอะไรคิดไว้ยังไงตอนนั้น

คุณนนท์ : ตอนนั้นที่ไหนก็ได้ ผมสมัครทุกที่เลย ขนาดที่ใกล้ๆอย่างสิงคโปร์ ผมก็สมัคร ถ้าฟิลิิปปินส์มีทุนผมคงสมัครด้วย ตอนนั้นสำคัญที่สุดก็คือทุน ต้องการทุน เพราะที่บ้านตอนนั้นส่งเสียไม่ได้แน่นอน ผมมองหาทุนก่อน ถ้้ามีทุนที่ไหนผมก็จะไปสมัครที่นั่น ตอนนั้นรู้สึกอยากจะออกจากประเทศนี้ อยากจะรู้ระบบที่มันกว้างกว่านั้น

คุณนันท์ : อยากจะออกจากกะลาแล้ว ไม่แน่ใจว่าใช้คำถูกรึเปล่านะครับ แต่เท่าที่ฟังดูน่าจะเป็นอย่างนั้น

คุณนนท์ : ก็คงจะเป็นอย่างนั้น ตอนนั้นก็สมัคร 20-30 ทุน ก็ไม่ได้ ส้วนใหญ่ก็จะไม่ได้ แต่เป็นเพราะผมประสบความล้มเหลวเป็นอาชีพอยู่แล้ว เมื่อไหร่ล้มเหลว จะเป็นเหมือนเพื่อนกันปกติ เมื่อไหร่ที่ประสบความสำเร็จเป็นเรื่องแปลกก็ควรจะดีใจกับมัน ก็ควรไปฉลอง แต่มันก็น้อยครั้งนะครับ เมื่อผมสมัคร 10-20 ทุน จะได้รับการตอบรับว่า ขออภัยด้วยคุณไม่ได้นะ สมัครอะไรก็ไม่ได้ ก็รู้สึกว่าไม่น่าเสียใจ เป็นเหมือนเรื่องปกติที่เกิดขึ้น จนมาได้

คุณนันท์ : ได้มหาวิทยาลัยอะไรครับ

คุณนนท์ : ตอนแรกได้ทุนก่อนนะครับ ก่อนสมัครมหาวิทยาลัย ได้ทุนฟุลไบรท์(Fulbright)

คุณนันท์ : ทุนฟูลไบรท์ นี่เป็นยังไงนะครับ

คุณนนท์ : ทุนฟุลไบรท์ เป็นมูลนิธิการศึกษาของไทย-อเมริกัน ที่ตั้งอยู่ที่ประเทศไทย และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่อเมริกา ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจอยากจะได้ทุนฟุลไบรท์ เพราะรู้ว่าค่อนข้างยาก เป็นทุนที่ยากที่สุดแล้วในบรรดาทุนทั้งหมดที่มีให้เลือกกัน ผมก็ไปสอบ โดยคิดว่าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรจะเสีย ถ้าไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าได้ก็ต้องเช็คดวงหน่อยว่าดวงดีไปรึเปล่า สรุปว่าได้ ก็เลยได้เลือกมหาวิทยาลัย

คุณนันท์ : ได้ทุนก็เหมือนกับว่าได้ตังค์มาแล้ว จะไปเรียนที่ไหนค่อยว่ากัน

คุณนนท์ : ผมเข้าใจผิด ผมเข้าใจว่าทางทุนจะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยให้ พอได้ทุนแล้ว ทุนที่ได้เป็นทุนจากรัฐในสหรัฐอเมริกาจะไปเรียนที่ไหนก็ได้ ซึ่งเมื่อได้ทุนมาแล้วจะไปสมัครเรียนที่ไหนก็ได้ ต้องไปต่อสู้รอบที่สอง ได้ทุนมาแล้วต้องไปสมัครมหาวิทยาลัยอีกทีหนึ่ง ผมจึงเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยที่อยากเรียน มองว่ามหาวิทยาลัยมีที่ไหนอยากเรียนบ้าง ก็เรียนตามนั้นไป

คุณนันท์ : แล้วตอนนั้นเนี่ยอยากเรียนอะไรครับ

คุณนนท์ : ตอนนั้นอยากเรียนการออกแบบ ซึ่งเป็นวิชาที่ผมทำได้ไม่ดีเลยช่วงที่เป็นนักเรียนที่ลาดกระบัง ที่ไม่ดี คือผมไม่เคยเชื่อว่า อาจารย์บอกออกแบบดี แล้วมันจะเป็นสิ่งที่สามารถมองว่าดีที่สุดได้

คุณนันท์ : ไม่เชื่ออาจารย์อย่างนั้นใช่ไหมครับ เป็นความคิดเห็นของอาจารย์คนเดียว

คุณนนท์ : ใช่ แล้วอาจารย์ไม่เคยบอกว่า ดีไม่ดียังไง คืออาจจะบอก แต่เป็นเหตุผลที่ขึ้นอยู่กับตัวอาจารย์มากเกินไป บอกแต่เป็นเหตุผลที่ให้ผมไม่ซื้อไอเดียที่อาจารย์พูดมา คือใครพูดผมก็ไม่เชื่อ ถ้าพูดด้วยเหตุผลอย่างนี้นะครับ ก็เลยอยากไปเรียนด้านการออกแบบ ผมก็ไปสมัครเรียนหลายๆที่นะครับ ทีนี้สมัยที่ผมเรียนอยู่ปี 3 ได้ไปอ่านหนังสือเล่มนึงคนเขียนชื่อ สแตนฟอร์ด แอนเดอร์สัน (Stanford Anderson) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ชื่อเสียงมาก เป็นคนคิดทฤษฎีสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา อาจารย์รุ่นหลังที่เป็นเจ้าทฤษฎีด้านนี้ล้วนเป็นลูกศิษย์ สแตนฟอร์ด แอนเดอร์สัน ทั้งหมด ผมอ่านหนังสือของท่านตอนอยู่ปี3 ผมก็อยากทำงานกับท่าน ตอนนั้นผมเข้าใจว่าท่านเสียชีวิตไปแล้วเพราะท่านเป็นปรมาจารย์ น่าจะแก่มากแล้ว ถ้าท่านมีชีวิตอยู่ไม่น่าจะต่ำกว่า 80 นะครับ ปรากฎว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ ผมเลยสมัครเรียนไป โดยผมเขียนอีเมลล์ไปคุยกับท่านก่อน แล้วท่านก็ตอบกลับมา ท่านอายุ 80 กว่า แต่ท่านก็ตอบอีเมลล์ทุกฉบับ แล้วตอบยาวด้วยนะครับ ถามอะไรไปตอบกลับมายาว ให้เหตุผลดี ทั้งๆที่ก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผมก็มีอีเมลล์ที่ไม่ได้มาจากสถาบันการศึกษายิ่งใหญ่ เป็นแค่ Yahoo.com ผมก็อีเมลล์ไปคุยกับท่าน ท่านก็ตอบดี สุดท้ายผมก็ไปสมัครที่ท่านสอนด้วย คือสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซต MIT แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้นะครับ เพราะว่าผมคิดว่าการที่จะได้เรียนคงจะยาก คนที่จะได้เรียนกับท่านต้องมีความสามารถจริงๆ ตอนที่สมัครก็คิดว่าไม่มีอะไรจะเสีย ถ้าท่านยอมรับก็ดี ถ้าเหตุผลที่คนสมัครน้อย แล้วผมฟลุคได้ก็ดี หรือเป็นเพราะโชคช่วยที่ว่าเด็กไทยไปเรียนก็ดี อะไรก็ตามที่ได้เรียน เอาหมด เพราะผมคิดว่าไม่มีอะไรจะเสีย เป็นโอกาส ผมก็สมัครไป มีไม่ได้หลายที่ และมีที่บังเอิญได้ก็มีเหมือนกัน สุดท้ายก็มาเลือก แล้วอาจารย์สแตนฟอร์ด แอนเดอร์สัน โทรมาหาผมว่า คุณได้ที่ MIT ท่านโทรมาเองเลย ยินดีด้วยจะมาไหม คำตอบของผมก็คือมา เพราะได้ไปเรียนกับไอดอลของตัวเอง ก็เลยไปเรียนที่ MIT เป็นปริญญาโทใบแรกที่ได้

คุณนันท์ : มีนามบัตรหลังจบปริญญาโทไหมครับ

คุณนนท์ : มีครับ เดี๋ยวจะเล่าเรื่องนามบัตรอีกที

คุณนันท์ : ผมอยากจะให้เล่าเลยนะครับว่า ในนามบัตรนี่มีตัวอักษรเยอะแยะเลยนะครับ (โชว์นามบัตร) เห็นไหมครับ ในนี้จะมี History,Theory, Criticism Fulbright Candidate,2007 มีทุกอย่างเลย ตรงนี้มันคือสื่ออะไรครับ

คุณนนท์ : ตอนนั้นผมก็รู้นะครับ ว่าผมฟลุคที่ได้เข้าไปเรียน มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง แต่พอเข้าไปอยู่ตรงจุดนั้นแล้ว ถ้าเป็นคนไม่เก่งก็จะเสียเปรียบ พอเป็นคนไม่เก่งคนอื่นก็จะไม่มาช่วยเรา ไม่มาสนใจเรา

คุณนันท์ : ทำไมเราถึงต้องโชว์จุดเด่น

คุณนนท์ : ตอนนั้นรู้สึกว่าเราอยากเป็นคนที่มีตัวตน มีอะไรสักหน่อย ไม่ใ่ช่เป็นแค่คนไทยคนหนึ่ง ที่ฟลุคได้มาเรียน ด้วยความรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง เวลาทำนามบัตรเลยอยากจะใส่ทุกอย่างลงไป เหตุผลที่ใส่ลงไปคือให้คนที่มาอ่านเห็นว่า โอ้โห คนนี้สุดยอด เก่งมากเลย เป็นทั้ง Fulbright เป็นทั้ง Candidate, ACC Scholar เป็นทั้งนักเรียน Department of Architecture MIT เป็นทุกอย่างเลยเก่งจังเลย อยากให้คนที่ได้รับนามบัตรเราไปแล้วรู้สึกว่าเราเป็นเทพ แต่ทุกอย่างมันก็เป็นเหมือนกับกระจกสะท้อนตัวเองว่าตอนนั้น ผมไม่มีอะไรเลย จึงพยายามใส่ทุกอย่างลงไปในนามบัตรใบเล็กๆ จริงๆแล้วมันไม่ควรมีอะไรเยอะแยะขนาดนั้น เพราะว่าตัวเองไม่มีอะไรเลยพยายามที่ทำให้มันเว่อร์เกินไป ให้คนที่ได้ไปอ่านคิดว่าผมมีอะไร แล้วให้คนอื่นเชื่อใจผม แต่ไม่ได้ให้คนอื่นเชื่อใจผมผ่านความเป็นผม แต่ผ่านอะไรก็ไม่รู้ เหมือนค่านิยมที่เขาคิดกัน

คุณนันท์ : หลังจากจบ MIT ใช้เวลาเท่าไหร่

คุณนนท์ : 2 ปี 2 ปริญญา เป็นด้าน History Theory Criticism ด้านประวัติศาสตร์ออกแบบสถาปัตยกรรม อาจารย์ สแตนฟอร์ด แอนเดอร์สัน เป็นแอดไวเซอร์(advisor) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของผม อีกใบเป็นด้านเออร์เบินแพลนนิ่ง(Urban Planning) การวางแผนด้านผังเมือง ได้ 2 ใบ ในเวลา 2 ปี แล้วก็กลับมาเมืองไทยเป็นอาจารย์สอนที่ธรรมศาสตร์ แล้วช่วงนั้นก็ไปสอนที่จุฬาด้วย เป็นอาจารย์พิเศษที่สถาปัตย์จุฬา และเป็นอาจารย์สอนพิเศษที่คณะบัญชีจุฬา เศรษฐศาสตร์จุฬา ทำอะไรหลายๆอย่างแล้วกลับไปเป็นอาจารย์ที่ MIT เป็นระยะเวลา 1 ปี ช่วงนั้นก็สนุก แต่ทุกครั้งที่ตัวเองอยากจะทำอะไรต่อ รู้สึกว่ามันตันไปหมดเลย รู้สึกว่าไปต่อไม่ได้ เพราะว่าถ้าจะไปต่อ จะเรียนต้องเป็นสิ่งที่ต้องชอบมากๆ ที่เรียนตอนโท ชอบเพราะอาจารย์ที่สอน ชอบเพราะหลักสูตรที่เรียน แต่ไม่รู้สึกอินกับสิ่งที่เรียน ช่วงนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ พอดีมีคนชวนไปเป็นอาจารย์ที่ MIT เป็นอาจารย์พิเศษที่ MIT ก็เลยกลับไปสอน ได้มีโอกาสWORKSHOP ไปที่จีน ที่ปักกิ่ง ทำWORKSHOPแล้วก็ไปช่วยสอน ตอนนั้นผมมีเวลาอยู่ที่จีนประมาณ 1 เดือน จึงซึมซับ ความเป็นจีน บริบท วัฒนธรรมจีน เรื่องของสังคมจีน แล้วเริ่มชอบ ผมคิดว่าอยากนำความรู้สถาปัตย์มาประยุกต์ใช้กับความรู้ด้านเมืองจีนได้ มันน่าจะเป็นอะไรที่ผมทำได้ เริ่มเบนเข็มไปเรียน ด้านจีนศึกษาดีไหม ทุกคนจะบอกว่าคุณบ้าหรือไง ความรู้ด้านจีน ภาษาจีน ไม่มีเลย พูดไม่ได้สักคำ คุณจะเรียนด้านจีนศึกษาจากสถาปัตย์ คุณสู้กลับมามองสถาปัตย์ทำให้มันรู้ลึกดีกว่าไหม แทนที่จะไปสร้างอะไรใหม่ เอาสิ่งที่ตัวเองดีอยู่แล้วสร้างขึ้นไปดีกว่าไหม ผมก็มองว่า ตอนนั้นผมก็ยังเป็นเด็กดื้ออยู่เหมือนเดิม สิ่งที่ผมมองเหมือนตอนที่มองระบบ ที่เขาบอกว่าระบบเป็นอย่างนี้ ทำตามระบบแล้วคุณจะดีขึ้น ผมก็มองว่ามันใช่เหรอ ถ้าผมอยากจะรู้เรื่องเมืองจีน ผมจำเป็นจะต้องมองมุมมองผ่านสถาปัตยกรรมเสมอหรอ ถ้าผมมองผ่านมุมมองวัฒนธรรมจีนตรงๆ แล้วผมค่อยย้อนมามองทางสถาปัตย์้เป็นไปได้ไหม ผมคิดว่าเป็นไปได้ ตอนนั้นมีผมคนเดียวที่คิดว่าเป็นไปได้ จึงสมัครไปเรียนปริญญาเอกทางด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจีนที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด (Oxford) ที่ประเทศอังกฤษ สมัครขอทุนก่อนค่อยสมัครเข้าเรียน ได้ทุนของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเยนช์ชิ่ง(Harvard Yenching) ไปเรียนต่อทางด้านวัฒนธรรมจีนที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เรียนไป 2 ปี แล้วเขาให้ปริญญาโทมา เป็นปริญญาโทใบที่ 3 จุดเปลี่ยนคือช่วงนี้ของ2ปีที่แล้ว 2009 ต้นมกรา ได้เจออาจารย์ท่านนึงชื่ออาจารย์ ไมเคิล เฮิร์ซเฟลด์ (Michael Herzfeld) เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Harvard สอนทางด้านมนุษยวิทยา ผมมาเจอท่านที่กรุงเทพ ได้่ร่วมทำงานกับท่านที่กรุงเทพ ตอนนั้นท่านทำงานอยู่กองทหารอากาศ ที่เจอกันก็เป็นเรื่องบังเอิญ ผมรู้จักท่านผ่านทางเครือข่ายของนักวิขาการของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ที่ผมเป็นส่วนหนึ่งโดยผ่านการเป็นนักเรียนทุนอยู่ที่ฮาร์เวิร์ดเยนช์ชิ่ง พอท่านจะมาเมืองไทย ทางสถาบันบอกว่าท่านจะมาเมืองไทยบอกให้นนท์ลองไปคุยกับท่านดู เผื่อจะได้มุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับการทำการทำอะไรที่ฮาร์เวิร์ด ก็เลยไปกับท่าน ไปพบท่าน ไปทำงานกับท่านช่วงสั้นๆ ในปี 2009 ช่วงตอนที่เจอท่านรู้สึกว่าผมชอบ สถาปัตย์ ชอบเมืองจีน ชอบวัฒนธรรมจีน ชอบภาษาจีน ผมชอบมนุษยวิทยาด้วย ผมถือว่าการเรียนด้านสถาปัตย์อย่างเดียวเป็นมันบอกได้แค่มองภาพมุมบน ข้างบนว่าต้องเขียนยังไงแล้วเราก็เชื่ออย่างนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นของบริบทที่มันเกิดขึ้นในชุมชนจริงๆคืออะไร ผมไม่รู้เลย แล้วจะมาเขียนประวัติศาสตร์จากสิ่งที่เราด้น มันก็ได้แค่นั้นแหละ มันไม่ได้ภาพที่เป็นความจริงขึ้นมา แต่คราวนี้นักสถาปัตยกรรม ผมใช้คำว่านักสถาปัตยกรรม เพราะผมยังไม่เคยออกแบบอะไรเลย ผมมองว่า ผมต้องเข้าใจบริบทของการออกแบบ ต้องเข้าใจถึงการก่อสร้าง มนุษย์ก่อสร้างขึ้นมาเป็นสังคมได้ยังไงด้วย ก็เลยเริ่มชอบงานมนุษยวิทยา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะถ้าเปลี่ยนสายทีคงเป็นรอบที่ 3 ถ้าจะเริ่มใหม่อีกครั้งหนึ่งอาจจะเยอะเกินไป จนมาปีที่แล้ว ผมเริ่มมาทำวิทยานิพนธ์ ที่อ็อกซ์ฟอร์ด แล้วก็มองว่าส่ิงที่ทำวิทยานิพนธ์มันเป็นเชิงมนุษยวิทยาซะเยอะ พอมาวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะอะไร อาจเป็นเพราะผมรู้จักกับอาจารย์ไมเคิล เฮิร์ซเฟลด์ค่อนข้างดีแล้วผมก็มาเอางานวิจัยของท่าน ที่ท่านคิดมาใช้กับงานผมเยอะ งานผมก็เลยเป็นแนวมนุษยวิทยาซะเยอะ เป็นประวัติศาสตร์น้อยมากๆ จนจะเป็นงานประวัติศาสตร์ไม่ได้เลย ผมก็เริ่มมาคิดแล้วว่า ผมชอบอะไร ก็เลยคิดอีกครั้งหนึ่ง ก็เลยเปลี่ยนเป็นครั้งที่ 3 ก็เลยโอนย้ายมาเรียนมนุษยวิทยา ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด คือที่เรียนอยู่ตอนนี้

คุณนันท์ : มีนามบัตรไหมครับ

คุณนนท์ : ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ เล่าเรื่องแล้วกัน ตอนนี้ปัจจุบันนามบัตรคือใบนี้ (โชว์นามบัตร)

คุณนันท์ : เรียบง่ายคือมีแค่ชื่อคุณนนท์เท่านั้นนะครับ

คุณนนท์ : ข้างหลังไม่มีอะไรเลยนะครับ ถึงจุดนี้...

คุณนันท์ : คือถึงจุดนี้เราเป็นนักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดแล้วใช้เวลากี่ปีน่าจะจบครับ

คุณนนท์ : น่าจะ 3-4 ปีไม่เกิน 5 น่าจะประมาณนั้น

คุณนันท์ : ผมรู้สึกว่าผมไม่มีอะไรแล้ว ก็เลยไม่ต้องโชว์ ผมรู้สึกว่า เวลาที่ผมอยากจะให้ใครสักคนรู้จักผม ที่ตัวผมก่อน แล้วนามบัตรเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกัน ทำให้ไม่ลืมผม ไม่ลืมนามบัตร เอากลับไปดูว่าผมชื่ออะไร ไม่ใช่ว่าต้องการไปอวดให้รู้สึกว่าผมเก่งนะ แล้วมาถึงจุดที่ว่าตอนนี้ผมศึกษามนุษย์ไง มารู้จักมนุษย์ในแบบที่เขาเป็น ในแบบที่เป็นมนุษย์เป็นจริงๆ ไม่ใช่แบบที่เคลือบแคลงด้วยระบบ แบบแผนบางอย่างที่สังคมกำหนดวางไว้จากข้างบน ข้อดีของมันก็คือ นามบัตรอันนี้พี่ชายผมเป็นคนทำให้ สังเกตว่ามันจะมีแค่ ชื่อ อีเมลล์ ที่อยู่ แล้วมีที่ว่างทำให้ผมมีที่ว่างพอจะเขียนได้ ถ้าผมอยากให้เบอร์โทรศัพท์ที่ิออฟฟิต ผมก็จะเขียนไป ถ้าอยากให้เบอร์มือถือผมก็จะเขียนไป มันก็จะมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เป็นนามบัตรที่ผมไม่ใช่ว่าจะแจกใครก็ได้ เวลาที่เขารับไปแล้วเขาจะรู้สึกว่าที่ผมให้ด้วยมือ ให้ด้วยใจ ให้เพราะว่าผมให้ ไม่ได้ให้เพราะผมพิมพ์มาเยอะอยากจะแจก เขาเรียกว่า Back to Basic กลับมาดูเป้าหมายของการออกแบบว่าหน้าที่ของมันคืออะไรเท่านั้นเอง ไม่งั้นผมต้องพิมพ์เป็นหนังสือเป็นเล่มๆ อันนี้นามบัตรผมนะครับ ในนั้นมีประวัติของผมอยู่ด้านใน ค่อนข้างฟังดูแล้วงี่เง่า ซึ่งคนหลายๆคนก็ยังทำยังงั้นอยู่ ซึ่งผมก็แน่ใจว่าเขาต้องการอะไรเหมือนกัน

คุณนันท์ : มาถึงจุดนี้อยากถามคุณนนท์ว่า นนท์มีความฝันไหมครับ ว่าจะเอาสิ่งที่เราร่ำเรียนมาไปทำอะไรบ้าง

คุณนนท์ : จริงๆผมยังอยากเป็นสถาปนิกอยู่นะครับ เรียนสถาปนิกมาทั้งหมด 5 ปี 6 ปีด้วยซ้ำไป แล้วก็ไปเรียนต่อปริญญาโทมาอีก 2 ปี เป็น 8 ปี จริงๆแล้วผมอยากเป็นสถาปนิกจริงๆ ผมอยากเป็นสถาปนิกที่เข้าใจประวัติศาสตร์ เข้าใจวัฒนธรรม เข้าใจมนุษย์ เป็นสถาปนิกที่ไม่ได้ออกแบบอาคาร หรือว่าพื้นที่ซึ่งเป็นอะไรที่ฉาบฉวย รูปทรงที่หวือหวาหรือว่าแค่จินตนาการที่เราต้องตามผู้ให้เงินในการออกแบบ คุณอาจจะออกแบบอะไรที่มนุษย์ใช้ เพราะสถาปัตยกรรมถ้ามันไม่มีมนุษย์มันคือก้อนหิน มันคือคอนกรีต มันคือวัตถุ พอมันมีมนุษย์มันจะกลายเป็นงานออกแบบสถาปัตยกรรม จริงๆมนุษย์คือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ถ้ามีมนุษย์แล้วไม่มีตึกก็ยังเป็นงานสถาปัตยกรรมได้ แต่ถ้ามีตึกดีแค่ไหนก็ตาม สร้างด้วยเพชรแต่ไม่มีมนุษย์ มันก็เป็นได้แค่ก้อนเพชร เป็นได้แค่งานประติมากรรม หรืออะไรก็ตามที่ให้ผลในแง่อื่น ที่ไม่ใช่ในแง่ของสถาปัตยกรรม ผมอยากเป็นนักออกแบบสถาปัตยกรรมสถาปนิกที่เข้าใจทั้งหมดทั้งระบบ จะไม่มองตัวเองให้อยู่นอกกรอบ คือถ้ามันดีก็จะอยู่ในกรอบ แต่ว่าอยากจะเข้าใจกรอบ พอเราเข้าใจกรอบ เราจะเลือกได้ว่าเราจะอยู่ข้างในหรือจะอยู่ข้างนอก คิดว่าเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเป็นนักออกแบบอย่างนั้น

คุณนันท์ : อยากจะถามคุณนนท์ว่ามาถึงจุดนี้ ผมเชื่อว่าน่าจะผ่านอุปสรรค เดินทางฝ่าฟันมาเยอะทีเดียว มาจากลาดกระบัง ซึ่งตอนที่เรียนกันอยู่ ยังเป็นทุ่งนา (ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่) ตอนนี้มีสุวรรณภูมิแล้ว เจริญแล้ว จากลาดกระบังก็มาถึง MIT ต่อที่อ็อกซ์ฟอร์ด แล้วก็มาที่ฮาร์เวิร์ด ตรงนี้ใช้พลังชีวิตเยอะเหมือนกันนะในการไต่ระดับขนาดนี้เนี่ยนะครับ อยากจะทราบว่าอุปสรรคที่เราเจอแล้วอยากให้แง่คิดกับคนดูว่าเราผ่านมาได้ยังไง

คุณนนท์ : จากจุดนั้นมาถึงจุดนี้ ก็เป็นเวลา 5 ปีแล้วนะครับ เป็นเวลาที่สั้นมากๆในชีวิตคนๆนึง สมมติว่าชีวิตคนๆนึงประมาณ 70 เป็นเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นนะครับ แต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นเยอะมาก ถ้าผมจะเขียนเป็นหนังสือผมเขียนได้เป็นหลายๆเล่ม เกิดขึ้นเยอะกว่า เอาเป็นว่า 1 ปีในระยะเวลาที่ผมต่อสู้ตรงนี้ อาจจะไม่ใช่งานต่อสู้ที่สำคัญอะไรมาก แต่ผมว่าได้อะไรมากกว่า 20 ปี หรืออายุที่ผมผ่านมาซะอีก ที่มันได้จริงๆ เลยก็คือ เราต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นคำถาม เมื่อไหร่เราไม่ตั้งคำถามเราจะโดนระบบดูดเข้าไป พอโดนดูดเข้าไปแล้วเราจะไม่เห็นทางออก แล้วเราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ซึ่งถ้าระบบดี ก็จะทำให้เรากลายเป็นคนดี ระบบไม่ดี เราก็จะกลายเป็นคนไม่ดีไปด้วย คืออันนี้ผมมองแบบง่ายๆนะครับ จริงๆแล้วอาจจะซับซ้อนกว่านั้น ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอด ว่าชอบอะไร อยากทำอะไร ทำไมต้องทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วจะได้อะไรขึ้นมา ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียอะไรมากกว่า ถามว่าไม่ทำแล้วจะไม่ได้อะไร จะมองว่าถ้าไม่ทำแล้วจะไม่เสียอะไร มองว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย คือทุนก็สมัครทั้งหมดเลย ให้มันได้สักทุนแล้วกัน ถ้าไม่ได้เลยก็ไม่เป็นไรปีหน้าสมัครใหม่ เข้ามหาลัยก็สมัครที่อยากเรียนเต็มที่เลย ถ้าไม่ได้ก็สมัครใหม่ ไม่ได้ก็พยายามใหม่ อยากเรียนก็สมัครสาขาที่อยากเรียน ไม่ได้ก็สมัครใหม่ เข้าใจว่าเวลาคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย มันจะสนุก มองทุกอย่างเป็นเรื่องของความท้าทาย ไม่ได้มองหัวโขน หรือมองสิ่งที่สังคมสร้างว่าเราเป็นใคร เราต้องกลัวที่จะล้มเหลวนะ เนื่องจากเป็นคนที่ล้มเหลวมาบ่อย ตั้งแต่ ประถม มัธยม มัธยมปลาย ปริญญาตรี มันรู้สึกว่าความล้มเหลวเป็นเพื่อน พอมันเป็นเพื่อน แล้วต้องทำตัวเองให้ดี ทุกวันนี้ความล้มเหลวอาจจะไม่อยากอยู่กับเราตลอดเวลาก็ได้ อาจจะมีการประสบความสำเร็จเข้ามาหาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะโอบกอดความสำเร็จไว้แล้วก็บอกว่าเราจะล้มเหลวอีกไม่ได้เหมือนกัน ล้มเหลวก็ได้ จะมาเรื่อยๆแหละ แต่มองว่ามันจะช่วยพัฒนาเราขึ้นไปมากกว่า

คุณนันท์ : เกิดการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองด้วย

คุณนนท์ : ใช่ๆครับ แต่ถึงจุดนี้ก็ยังไม่ยอมรับนะครับว่าตัวเองประสบความสำเร็จ

คุณนันท์ : อยากถามคุณนนท์ว่า มีมุมมองอย่างไรกับความรัก และ ความสุข เอา 2 เรื่องครับ

คุณนนท์ : ความรักนะครับ ความรัก ตอบยาก ผมค่อนข้างมั่นใจว่า คนที่รู้เรื่องความรักจริงๆ จะตอบไม่ได้หรอก แต่คนที่คิดว่ารู้ จะทันที ผมเป็นคนที่รู้จะพยายามไม่ตอบทันที เพราะต้องค่อยๆคิด คำพูดช่วยกลั่นกรองความคิดออกมาด้วย ผมคิดว่าความรักเป็นสิ่งที่ ในด้านของมนุษยวิทยา เป็นเรื่องของความต้องการที่จะให้อะไรกับใครบางคนโดยที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน มีภาพยนตร์คลาสสิคเรื่องนึง เรื่อง Love Story ที่ถ่ายทำที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เมื่อสักปี 60,70 อะไรประมาณนี้ รุ่นพ่อรุ่นแม่ผมจะชอบมาก เขาพูดว่า Love means never having to say you're sorry. ความรักคือสิ่งที่คุณจะไม่มารู้เสียใจกับมันในภายหลัง (ไม่ยึดติด) ไม่มีคำว่าเสียใจ เป็นคำพูดในหนังคลาสสิคที่ยังกินใจผมจนถึงทุกวันนี้ เมื่อเรารักใครสักคน ต้องให้เขาเต็มที่ แล้วก็ไม่หวังสิ่งตอบแทน เมื่อไหร่ที่เราหวังมันจะกลายเป็นคู่ธุรกิจ คือผมหวังจากคุณ คุณหวังจากผม มันจะไม่ใช่ความรัก มันจะเป็นความต้องการที่มีการตอบแทนซึ่งกันและกัน ทางภาษามนุษยวิทยาจะเรียกว่า รัชพอลิที่ คือต้องการอะไรกลับไปกลับมา เมื่อไหร่ที่ต้องการกลับไปกลับ เมื่อไหร่ที่ผมให้แล้วคุณไม่ให้ เมื่อนั้นระบบมันจะเสีย ทั้งสองฝ่ายต้องมีอันเลิกรากันไป มันก็จะไม่ใช่ความรัก ความรักผมจะให้คุณไปเรื่อยๆ คุณจะให้ผมมาเรื่อยๆ ต่างฝ่ายต่างไม่ได้คิดว่าต้องการอะไร แล้วทุกอย่าง ระบบจะเป็นไปได้ด้วยสมดุลย์ อันนี้คือมองในเชิงวิชาการ ซึ่งวิชาการมันสามารถตอบคำถามผมได้ในบางอย่างได้เหมือนกัน ความสุขคือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบทุกวัน การได้ไปทำงานแล้วเรารู้สึกว่า เราไม่อยากให้ถึงวันศุกร์เลย ไม่อยากให้ถึงวันเสาร์ อยากให้เป็นวันจันทร์ทุกวัน ผมรู้จักอาจารย์ท่านนึง ท่านเป็นนักมานุษยวิทยาด้านอาหารญี่ปุ่น เรียนศึกษาเรื่องคนกับอาหาร ท่านชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่น ชอบกินซูชิ ท่านทำงานวิจัยเรื่องซูชิที่ประเทศญี่ปุ่นกับคน ท่านจะเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่นบ่อยๆ ได้กินซูชิทุกวัน ได้วิจัยอาหารที่ตัวเองชอบ ได้กินอาหารที่ตัวเองชอบ จะได้สอนนักศึกษาถึงอาหารที่ตัวเองชอบ ท่านบอกผมว่าไม่ชอบให้มีวันหยุดเลย ทุกครั้งที่พูดเรื่องอาหาร ได้กินอาหารแล้วมันมีความสุข ผมว่านั่นคือความสุข คือได้ทำงาน คือทุกวันนะครับ ไม่ใช่ว่ามีความสุขกับการไปเที่ยว 5 วัน 7 วัน หรือว่าการได้ไปทำอะไรชั่วครั้งชั่วคราว คือความสุขทุกอย่างที่ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่ ก็คือความสุข

คุณนันท์ : อยากให้ฝากให้คนดูที่ดูอยู่ ที่น่าจะเป็นประโยชน์และสะท้อนถึงตัวตนเราด้วยครับ

คุณนนท์ : ยังไม่ได้บอกเลยนะครับว่าสถานที่ถ่ายทำเป็นที่ไหน สถานที่ถ่ายทำเป็นที่บ้านผมนะครับ ด้านหลังเป็นสวนที่คุณแม่จัดไว้

คุณนนท์ : จริงๆแล้วผมเคยเขียนบทความ บทความนึง ในหนังสือพระราชทานเพลิงศพของคุณพ่อผม ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน บทความชื่อว่า จากสถานีรถไฟลาดกระบัง มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เพราะบทความวันนั้นคุณ อัครนันท์ ทำให้ได้มาคุยกันในวันนี้นะครับ แล้วก็ถ้าเป็นไปได้อยากให้คุณอัครนันท์ ช่วยโพสคลิปนี้ไปด้วยนะครับ เป็นเรื่องที่ผมใช้เวลาในการเขียนนานมาก เป็นบทความไม่ยาว แต่ใช้เวลาเขียนนานมาก เพราะว่า ผมอยากกลั่นกรองประสบการณ์ที่เป็นเนื้อจริงๆของผม ออกมาอย่างไม่อายใคร อย่างกลัวใครมาว่า ฟังแล้วมันตลก หรือว่า ฟังดูแล้วชีวิตคุณมัน คือผมยอมให้คนมองว่าผมมีปัญหากับชีวิตเยอะมาก ต้องทำอะไรเยอะมาก กว่าจะได้ในสิ่งที่ตัวเองได้มาตอนนี้ ซึ่งยังไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริงด้วยซ้ำไป มากกว่าที่จะหลอกตัวเองว่า ผมน่ะดีแล้ว แล้วทุกอย่างที่ได้มาเพราะผมเก่ง ซึ่งผมบอกตัวเองทุกครั้งว่าผมยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเก่ง ทุกครั้งที่ผมพูดกับตัวเองคือ ผมเรียนไม่เก่ง ตอนที่เรียนผ่านๆมาได้ จะเป็นโชค เป็นความเอ็นดูจากอาจารย์ซะเยอะ เป็นการได้มา ซึ่งเป็นความเข้าใจว่าข้อสอบจะออกยังไงมากกว่าความรู้วิชาที่แท้จริง ผมมองว่าตัวเองไม่เก่ง ทำให้ผมพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วก็ช่วยเหลือคนอื่นตลอดเวลา ทำอะไรผมคิดว่าเราต้องไม่มองว่า ไปถึงจุดหมายแล้วเราจะมีความสุข คุณแม่ผมบอกตลอดเวลาว่า เส้นทางจากจุดนี้ไปถึงจุดหมาย จุดหมายมีได้ แต่ทุกจุดในเส้นทางต้องมีความสุขด้วย ต้องสนุกด้วย และทุกๆเส้นทาง ทุกๆจุด มันจะเป็นจุดหมายไปในตัว แล้วเมื่อเราไปถึงจุดหมาย เราจะมองเป็นจุดหมายก็ได้ หรือเป็นจุดเริ่มต้นก็ดีที่ทำให้เรามีความสุข ในแบบที่เรามีความสุขตลอดเส้นทาง เราก็จะเบนหาจุดหมายใหม่เรื่อยๆโดยที่ไม่รู้สึกว่าเป็นความกดดันนะครับ ไม่งั้นมันจะมีคนมาถามว่า นนท์ถ้าหลังจากเรียนจบปริญญเอกแล้ว ผมมองว่าผมอยากทำอะไรตอนนี้ ผมไม่อยากมองว่าผมอยากทำอะไรหลังจากจบปริญญาเอก ทุกวันที่ผมทำคือทำชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด เมื่อจบไปแล้วผมจะทำอะไรได้มากกว่านั้น เพราะผมมีวุฒิปริญญาเอก ทำให้มีคนนับถือมากขึ้น ทำให้คนมองว่ามีความรู้มากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าถึงจุดๆนั้นแล้วผมจะมองเป้าหมายใหม่ ทำชีวิตให้มันดีขึ้น และจะทำให้ทุกๆวันที่ไป มีความสุขไปด้วย

คุณนันท์ : บทสรุปก็คือ เป้าหมายอยู่ตรงนี้ ในทุกๆที่เราเดินก้าวไป เราควรจะต้องมีความสุขตลอด

คุณนนท์ : ใช่ครับ ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะไม่งั้นเราจะไปหาความสุขที่ปลายทาง แล้วถ้าเกิดปลายทางมันไม่สุขล่ะ หรือเราไปไม่ถึงละ เท่ากับเราทิ้งทุกอย่างที่เรามีมาเลย ถูกไหมครับ แต่ถ้าทุกวันเราสุขหมดล่ะ เราจะรู้สึกพอใจละ วันนี้เราสุขแล้ว พรุ่งนี้กลายเป็นกำไร มันเป็นเรื่องที่เป็นกำไรทั้งหมด

คุณนันท์ : วันนี้เราได้พูดคุยสิ่งที่เป็นประโยชน์ จากคุณ นนท์ อัครประเสริฐกุล มากเลยทีเดียวนะครับ เยอะแยะมากมาย ถ้ามีโอกาสหน้านะครับ ไว้ท่านเรียนจบปริญญาเอกเราจะกลับมาคุยกับคุณนนท์ อีกครั้งหนึ่ง วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

คุณนนท์ : ครับ สวัสดีครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact