คุณภาณุ อิงตะวัต
นักสร้างสรรค์งานโฆษณา และนักออกแบบแฟชั่น เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ถือหุ้นหลักของธุรกิจแฟชั่นและร้านอาหาร Greyhound เสื้อผ้าสัญชาติไทย ...

คุณนันท์ : สวัสดีครับท่านผู้ชมครับ วันนี้ท่านอยู่กับรัศเอก รัตธัญธนากุล นะครับ วันนี้ผมได้รับเกียรติเป็นอย่างมากกับแขกรับเชิญของเรานะครับ พี่ภาณุ อิงคะวัต นะครับ เป็นผู้ประกอบกิจการร้าน Greyhound และธุรกิจ แฟชั่น Greyhound นะครับ สวัสดีครับ วันนี้เรามาสัมภาษณ์ พี่ภาณุ นะครับ อยากให้ช่วยเล่านิดนึงนะครับว่า ช่วงที่เราเริ่มต้นชีวิต สร้างตัวมาเป็นยังไง ฝ่าฟันอุปสรรคยังไง จนมาถึงวันนี้

พี่ภาณุ : ผมเป็นครอบครัวคนเรียกว่าระดับกลาง เหมือนระดับกลางของประเทศน่ะครับ ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาก ไม่ได้ยากจน หรือไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ คุณแม่ก็ทำกิจการเล็กๆไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีโอกาสได้เข้าไปเรียน โรงเรียนที่เรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนต้นแบบ คือโรงเรียนสาธิตจุฬาตั้งแต่เด็ก ได้เรียนรู้อะไรที่เป็นความคิดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลานี่คือสิ่งที่โรงเรียนเขาสอน ผมก็โชคดีอยู่เหมือนกันที่คุณแม่เป็นหัวสมัยใหม่ ตั้งแต่เลือกโรงเรียนให้เรียนแล้ว ตั้งแต่เราบอกอยากจะเรียนศิลปะ จะเรียน Art คุณแม่ก็สนับสนุน ตอนเป็นเด็กไม่ได้มีปัญหาสับสนอะไรมาก เท่ากับเรียนไปแล้วใช้ชีวิตในวัยเด็กให้สนุกที่สุดครับ ก็มีเพื่อนมีอะไรปกติครับ

คุณนันท์ : แล้วตอนนั้นก็คือค้นพบว่าตัวเองชอบศิลปะ มันมีสาเหตุไหมครับ ว่าตอนเด็กๆเจออะไรมา หรืออะไรอย่างนี้ครับ

พี่ภาณุ : จริงๆแล้วตั้งแต่ต้น อยากเป็นสถาปนิกมาก แต่ว่าเรียนเลข วิทยาศาสตร์ไม่เก่งเลย ก็เลยค่อยๆผันตัวมา แล้วก็มาเจอคอร์สหนึ่งที่เรียกว่า Graphic Design ซึ่งในสมัยนั้นถือว่ายังใหม่มาก คนยังไม่รู้คำว่า Graphic แปลว่าอะไร คุณแม่ผมก็ใจดีอีก อยากเรียนก็เรียน เผอิญว่าผมมีคุณอานะครับ ซึ่งเป็นสถาปนิกเขาก็ให้คำปรึกษาว่า งาน Graphic ก็เป็นงานรุ่นใหม่ แกเป็นอาจารย์อยู่ที่สถาปัตย์จุฬาด้วย เขาก็มีความรู้ในเรื่องของการศึกษา เขาบอกว่า งาน Graphic ก็เป็นงานรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโลโก้ดีไซน์ การออกแบบจัดวางรูปเล่มหนังสือต่างๆนานา เป็นเรื่องที่ใหม่มากในยุคนั้น นี่มันหลายสิบปีมาแล้วนะครับ ตอนนั้นยังไม่มีใครให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้เฉพาะในเมืองไทย แต่ในเมืองนอกมีมาพักใหญ่ๆแล้วล่ะ ก็เลยตัดสินใจว่า Graphic ก็ได้ เลยตัดสินใจไปเรียน Graphic

คุณนันท์ : คือเรียน Graphic เสร็จแล้วก็... คณะที่เรียนเรียกคณะอะไรนะครับ

พี่ภาณุ : Graphic Design เลยครับ ผมไปเรียนเริ่มจากสาธิตจุฬาที่กรุงเทพจบตอนนั้นยังเป็น มศ.3 แล้วไปต่อที่นิวซีแลนด์เป็น High School พอจบปุ๊บก็เข้าเรียน Graphic Design ที่นิวซีแลนด์ก่อนย้ายมาทำปริญญาตรีต่อที่อังกฤษ ที่ ลอนดอน พอหลังจากนั้นเข้าไปทำงานที่บริษัทโฆษณา จริงๆ บริษัทแรก แม่ผมมาเลย หลังจากผมลงเครื่องบิน เช้าวันรุ่งขึ้นแม่ผมก็เอาหนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์มากางเลยว่า มีงานเหล่านี้ให้ลองโทรไปสมัครงาน แล้วงานแรกจริงๆของผม คืองานที่บางกอกโพสต์ ทำ อาร์ทเวิร์คหน้าหนังสือพิมพ์เลย ตัวหนังสือ สมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์เลยนะครับ ยังใช้วิธีการตัดทีละบรรทัด ตัดไล่กันไปเลย เรียกว่า page up artist คือเป็นงานที่เรียกว่าต่ำสุด ของแผนกห้องอาร์ท ตัดหนังสือเป็นงานพวก Classified คือหน้าโฆษณาของบางกอกโพสต์ เปิดดูหน้าหลังๆจะเป็นหน้าโฆษณานะครับ นั่นแหละครับหน้าที่คือปะ อาร์เวิร์ค แต่ก็เป็นงานที่สนุกนะ โชคดีมากที่ตอนนั้นได้ หัวหน้าซึ่งเป็นคนดูแล สตูดิโอดีมากๆ แกก็สอนอะไรต่างๆแล้วแกก็ชี้ให้เห็นว่าอาร์ท มันเป็นยังไงบ้างกับการทำงานจริงๆ เมื่อเทียบกับตอนที่เราเรียนหนังสืออยู่ ทุกอย่างเราเคยฝัน ว่ามันจะต้องดีเลิศ แต่พอมาทำงานจริงๆเราไม่จำเป็นต้องเจอกับสิ่งเหล่านั้นเสมอไป เราอาจจะต้องไปเริ่มจากสิ่งที่เราไม่ได้คาดหวังไว้อะไรอย่างนี้นะครับ

คุณนันท์ : ตอนช่วงเด็กๆเคยฝันไหมครับว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต

พี่ภาณุ : เคยฝันอยากเป็นสถาปนิก เพราะคุณอา 2 คนเป็นสถาปนิก เขาต้องงานกันนะครับ 2คน บ้านเขานี่สวยมาก เราไปเที่ยวบ้านเขาทีไร เราก็ว่าเออ มันเป็นชีวิตที่น่าอยู่ดีนะ แล้วเขาก็ทำ poetry ถือว่าเขาจะใช้ของที่เขาทำมาเอง แล้วบ้านก็จะแต่งของเขาเอง สวยงาม เราก็จะรู้สึกว่าเทียบกับบ้านเรา บ้านธรรมดา ที่ไม่ได้มีอะไร คุณพ่อคุณแม่ ผมก็ไม่จบทางด้านศิลปะมา ใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติ เราก็จะพยายามที่จะเปลี่ยนบ้านเราอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะให้สวยงามเหมือนบ้านคุณอา อะไรอย่างนี้ กลางคืนผมจะแอบไป จัดโต๊ะ ย้ายโต๊ะในบ้าน ตอนเช้าพอทุกคนตื่นขึ้นมาก็จะรู้ว่า เฮ้ย! ใครมาเปลี่ยนแปลงบ้านตลอดเวลา ก็จะสนุกกับการทำอะไรแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

คุณนันท์ : หลังจากนั้นก็ ตอนนี้ผมเริ่มเห็นภาพแล้วครับ ว่ามีความใฝ่ฝันอยากเป็นสถาปนิก แต่ว่าเผอิญได้ไปเรียน Graphic Design แทน กลับมาทำงานที่บริษัทโฆษณา เริ่มจากระดับล่างเลยนะครับ แล้วหลังจากนั้นเป็นยังไงครับ

พี่ภาณุ : เริ่มที่จะได้เรียนรู้ ตอนที่ผมทำอยู่บริษัท บางกอกโพสต์ ก็มีประกาศโฆษณารับงานของบริษัท Leo Burnett ซึ่งถือว่าเป็นบริษัท เอเจนซี่ ที่ดังระดับโลกเลย แต่ว่าเป็นสาขาที่เมืองไทย ช่วงนั้นพูดจริงๆ เรื่อง Graphic กับ โฆษณาก็ไม่เหมือนกันอีก Graphic จะเป็นงาน Design ซะส่วนใหญ่ ถ้าโฆษณาจะเรื่องของ Communication คือการสื่อสาร ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจ โฆษณาคือการจัดวางเฉยๆ เราก็ได้ไปเรียนรู้เยอะจากการที่เราได้เข้าไปอยู่ในบริษัทโฆษณา มันก็เป็นศาสตร์อีกศาสตร์นึงเลย มันเป็นเรื่องของการสื่อสาร เป็นเรื่องของการ เราต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราจะพูดด้วยเป็นใคร แล้วเราจะพูดกับเขายังไง เขาซาบซึ้ง เขาได้รับเนื้อหาที่เขารู้สึกประทับใจ เป็นสิ่งที่เราต้องเข้าไปเรียนรู้ใหม่เลยในบริษัทโฆษณา ผมเป็นคนถ้าผมชอบอยู่ที่ไหนแล้วผมจะอยู่ที่นั่นนาน อยู่ที่บริษัท Leo Burnett 25 ปี โดยที่ผมไม่ได้เปลี่ยนเลย เริ่มจากจ๊อบแรกเลยคือเป็นอาร์ทไดเร็กเตอร์ โฆษณาถ้าเราทำความเข้าใจ เรารู้จักมัน โฆษณาจะประกอบด้วย ทีมจะประกอบด้วย อาร์ทไดเร็กเตอร์ กับ ก๊อปปี้ ไรท์เตอร์ อาร์ทไดเร็กเตอร์ทำในด้านของ Visual ก๊อปปี้ ไรท์เตอร์ จะคิดเกี่ยวกับเรื่องของคำพูด ที่จะต้องมาประสานกันให้งานโฆษณามันสำเร็จออกมาได้ ผมก็ทำหน้าที่เป็นอาร์ทไดเร็กเตอร์ แล้วก็มี ก๊อปปี้ ไรท์เตอร์ที่ทำงานด้วย นอกจากนั้นก็ค่อยๆเขยิบตัวขึ้นมา สักพักก็ เจ้านายก็เห็นว่าเราทำได้ เราจบมาพูดภาษาอังกฤษได้ มีลูกค้าต่างประเทศอะไรอย่างนี้ เขาก็โปรโมทเราขึ้นมาเป็น Creative Director ซึ่งดูแลแผนก Creative ทั้งหมด แล้วก็เขยิบตัวขึ้นมาเป็น Executive Director ใหญ่มาอีกขั้นนึง ซึ่งดู Section ของ อาร์ท แอนด์ Creative ทั้งหมด ในบริษัท แล้วก็สุดท้ายก็ได้โปรโมทขึ้นมาเป็น chairman ของ Leo Burnett ที่เมืองไทย (ไต่ขึ้นมาเลย) แต่ใช้เวลาทั้งหมด 20 ปี

คุณนันท์ : ขอถามหน่อยนะครับ ตอนที่เป็น Creative ตอนคิดงานเครียดไหมครับ เวลาคิดงานไม่ออก

พี่ภาณุ : เครียดครับ ต้องพูดว่างานโฆษณาเป็นงานที่ดึงเอาพลังงานของเราไปเยอะมาก เป็นงานที่แรงกดดันสูงนะ เพราะว่าลูกค้าก็ต้องมีโจทย์ Timing ก็ต้องกำหนดมาชัดเจน ค่อนข้างจะระยะเวลาสั้นเสมอ งบประมาณที่ควบคุม เพราะว่าลูกค้าจะใช้จ่ายด้วยเงินเท่านี้เท่านั้น เราต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างให้มันได้ แถมลูกค้าประจำเวลาเราต้องเข้าไปเสนองานใหม่ เพื่อที่เราจะได้ลูกค้ารายใหม่ ต้องมีการแข่งขันกัน เขาเรียกว่า pitch งาน ต้องทุ่มเท สร้าง Campaign ขึ้นมา เพื่อต้องไปแข่งกับอีกเอเจนซี่นึง อยู่กันดึกๆดื่นๆประจำ งานเอเจนซี่ นี่อยู่ 3 ทุ่ม 4 ทุ่มนี่เป็นเรื่องปกติมาก

คุณนันท์ : แล้วกลับบ้านวิ่งมาทำตอนเช้าใหม่ คือผมเห็นคนที่ทำงานในวงการนี้ เขาทำงานแบบถวายชีวิตเลยนะครับ ทำงานแบบว่า โอ้โห! ไม่ได้หลับได้นอน ทำงานอย่างเดียวเลยชีวิตนี้ ผมเห็นหลายๆคนที่อยู่ในวงการนี้แล้ว เอ๊ะ! ฉันทำอะไรอยู่ หมายถึงกลับมารู้สึกตัวตอนหลัง อยากให้พี่ภาณุช่วยให้แง่มุมตรงนี้นิดนึงว่า ผมอยากจะทราบว่าอะไรที่ทำให้เป็นแรง Drive ให้คนเขาอยากทำงานเยอะขนาดนั้น

พี่ภาณุ : ผมว่าขึ้นอยู่กับว่าเรารักหรือเราชอบสิ่งที่เราทำรึเปล่า ในขณะที่ผมอยู่ Leo Burnett ผมเด็กกว่านี้เยอะถูกไหม ผมยังมีพลังเยอะ แล้วก็มันมีความรู้ใหม่ๆ ทุกครั้งที่ได้ทำงานใหม่ๆ ท้าทาย ถ้าเรารักศาสตร์ ของ Communication เราจะสื่อสารยังไงให้มันดีที่สุด เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุด ช่วยลูกค้าขายของได้ดีที่สุด มันเป็นความท้าทายในแต่ละจ๊อบที่เราทำงานไป ประกอบกับ Leo Burnett เป็นเอเจนซี่ที่ สมัยนั้นที่ผมทำอยู่ ถือว่าเป็นเอเจนซี่ที่ดีมากๆ เขามีการพัฒนาในด้านของความคิด สร้างไอเดียใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นความรู้ใหม่ๆ เป็นเรื่องของความท้าทาย แล้วทีมงานที่ทำงานอยู่ในขณะนั้น ถือว่าเป็นทีมงานที่ลงตัวมากๆ เราได้เจอคนที่พูดคุยภาษาเดียวกันรู้เรื่อง ช่วยกันผลักดันให้มันเกิดงานดีๆขึ้นมา เรากอดคอกันทำงาน เรากอดคอกันอยู่ดึก เราไปทำงานกับผู้กำกับหนังก็ถูกอกถูกใจกัน พูดจาภาษาเดียวกัน ชอบเหมือนกัน ทั้งสนุกด้วย เป็นความท้าทายด้วย เป็นสิ่งที่เรารักที่จะทำให้ช่วงนั้น ถ้ามันมีสิ่งเหล่านี้แล้วเราก็ไม่รู้สึกเหนื่อย จะรู้สึกว่ามันเป็นชีวิตของเราได้เลย เรารู้สึกสนุกที่จะได้ใช้ชีวิตกับคนเหล่านั้นด้วย

คุณนันท์ : ช่วงนั้นได้ทำ Greyhound รึยังครับ

พี่ภาณุ : Greyhound เกิดขึ้นมา ตอนที่ผมทำงานเอเจนซี่ได้ 2 ปี จริงๆมันเกิดขึ้นมาโดยเป็นแค่งานอดิเรก ผมมีเพื่อนที่ไม่ได้อยู่ในวงการโฆษณาด้วยกัน เป็นเพื่อนที่จบอังกฤษมาด้วยกัน แล้วเราก็ชอบอะไรเหมือนๆกัน ชอบเที่ยว ชอบกินข้าว ชอบ Shopping ชอบอะไรคล้ายๆกัน เราก็เลยบอกว่าถ้าเราจะใช้ชีวิตอยู่รวมกัน ทำไมเราไม่ทำอะไรสนุกๆด้วยกัน เราก็เลยงั้นเปิดร้านเสื้อละกัน เพราะว่าช่วงนั้นถือว่าเรื่อง Shopping ตอนนั้นถือว่าไม่มีอะไรเลย ไม่มีแหล่งช้อปเลย ยิ่งเรากลับมาจากเมืองนอกเราเห็นเมืองนอกมันเป็นยังไง เราจะเห็นว่ามันมีช่องโหว่มากที่เราจะทำอะไรขึ้นมาก็ได้ ร้านเฟอร์นิเจอร์สวยๆก็อยากทำ ร้านอาหารก็อยากทำ ร้านเสื้อผ้าดีๆก็อยากทำ มีความอยาก

คุณนันท์ : ตอนนั้นคิดถึงเรื่องธุรกิจรึยังครับ หรือแค่อยากทำอะไรสนุกๆ

พี่ภาณุ : ยังๆ ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงธุรกิจเลย ไม่ได้คิดเรื่องแบรนด์ เรื่องอะไรต่างๆ ไม่รู้เลย แค่เรามาทำแบรนด์เสื้อผ้า เพราะเสื้อผ้ากรุงเทพดีๆตอนนั้นมันหายาก มันจะเป็นเหมือนร้านห้างสรรพสินค้าอย่างเดียว แบรนด์ก็จะเป็นแบรนด์ physical ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า เราก็เลยคิดว่าเรามาทำอะไรที่มัน Creative หน่อย มีลูกเล่น มีไอเดีย อย่างที่เราชอบ น่าจะมีลูกค้านะ เราก็คิดอย่างนี้ แล้วก็ดีไซน์เอง คิดเอง ทำเอง สนุก ตั้งแต่เปิดร้าน ตกแต่งร้านยังไง Packaging label logo สิ่งที่เราได้เรียนรู้มาจากโรงเรียนทั้งหมด เราก็มาเล่นด้วยตัวเราเอง เสื้อผ้าจะออกมา Collection จะเป็นยังไง บรรยากาศโดยรวมในร้าน ต้องมีเพลง เพลงเป็นยังไง ตอนนั้นร้านในกรุงเทพจะไม่ Professional เหมือนตอนนี้นะ เป็นร้านเสื้อ Tailor เจ้าของก็เป็นเฮียตัดเสื้ออยู่ กินข้าวไปด้วย ขายของไปด้วย เราก็ตั้งใจเลยว่า จะทำร้านที่ดีแบบเมืองนอก Professional มืออาชีพ ขายเสื้อสำเร็จรูป อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่มีการรับตัด หรือประมาณ เลือกอะไรเอง คือเราจะทำมาให้คุณเลือก เหมือนกับเป็น Ready to wear อะไรอย่างนั้น

คุณนันท์ : แสดงว่าตอนนั้นเสื้อสำเร็จรูปยังมีน้อยมาก

พี่ภาณุ : น้อยมาก ตอนนั้นเราจะไปใช้ชีวิต วัยรุ่นนะ ตามร้าน Tailor ที่เขาเรียกว่า ไม่รู้ทันรึเปล่านะ (ไม่ทันแน่นอนครับ) แถวสามย่าน แถวสะพานควาย แถวเพชรบุรี จะมีร้าน Tailor จริงๆทั่วไปตามถนนจะมีร้าน Tailor เป็นผ้ากองๆอยู่ พอไปถึงเราก็เอาแบบจากหนังสือ Magazine ไปให้เขาตัด แล้วเราก็ต้องไปทาบว่าเราอยากได้กางเกงทรงนี้ ทรงนั้น แล้วต้องรอ 5-6 วัน เขาก็จะต้องมาให้เรา แต่ส่วนใหญ่จะไม่เป็นไปตามที่เราคิด เพราะส่วนใหญ่เขาจะไม่เข้าใจว่าเราต้องการอะไร มันก็จะได้ครึ่งๆกลางๆ แต่ Ready to wear เสื้อผ้าสำเร็จรูป วันนี้เราเข้าไปลอง เราไม่ชอบ เราไม่ซื้อ เราชอบ เราซื้อ นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Ready to wear ในสมัยนั้น

คุณนันท์ : ถือว่าเป็นยุคเริ่มต้นอย่างนั้นเลยนะครับ

พี่ภาณุ : สมัยนั้นยังมีสยามสแควร์ที่เป็นศูนย์การค้าที่เท่ที่สุดในสมัยนั้น ตอนนั้นก็มีแบรนด์อยู่ไม่กี่แบรนด์ที่เป็น Ready to wear ที่เปิดมาพร้อมๆกัน สมัยนั้นก็จะมี Soda Greyhound แล้วก็อาจจะมีแบรนด์ที่ตอนนี้ไม่อยู่กันแล้ว 4-5 แบรนด์ที่เป็นยุคบุกเบิกของเสื้อผ้าในยุคนั้น (เขาหายไปไหนครับ) ก็คงล้มหายตายจากกันไป แต่ Soda ก็ยังอยู่นะครับ Soda เป็นแบรนด์ขายเสื้อผ้าผู้หญิงที่มีชื่อเสียง

คุณนันท์ : ช่วงแรกที่ทำเพราะสนุกละ เข้าใจว่าช่วงนั้นเป็นวัยรุ่นด้วย คงจะมันส์น่าดูทีเดียว ทำงานประจำไปด้วย เลิก 3-4 ทุ่ม เอาเวลาที่ไหนไปทำครับ

พี่ภาณุ : กลับจากทำ Leo Burnett ผมมาเจอถุงเสื้อกองอยู่หน้าประตู มีเพื่อนคนนึง เหมือนเป็นคนดูแล Production ให้เราด้วย ช่วงที่ผมทำงานเอเจนซี่ เขาจะไปตัดเสื้อ ทำตามที่เราวาดไว้ แล้วเราก็ไปผลิตขึ้นมา แล้วมาลอง ลองเสร็จก็มา Comment เช้าขึ้นมาก็ส่งเสื้อกลับขึ้นไปให้เขา เสาร์อาทิตย์เราก็กลับไปดูอีกทีว่าเสื้อผ้าที่เราออกแบบมาเป็นยังไง ค่อยๆปั้นกันไปน่ะครับ

คุณนันท์ : คือชีวิตใช้ความคิดอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ตลอดเวลาเลยนะครับ ได้คิดได้ทำ หลังจากนั้น Greyhound ก็เติบโตมาเรื่อยๆรึเปล่าครับ

พี่ภาณุ : ร้านแรกที่เรามีที่สยามเซ็นเตอร์ ร้านเล็กๆหนึ่งห้อง แล้วตอนนั้นก็เริ่มมีตึกชาญอิสระตึกแฟชั่นที่ฮิตเหมือนกัน เหมือนกับเป็น Shopping mall อันใหม่ เราก็ไปเปิดเป็นสาขาที่ 2 เราก็เริ่มไปเปิดเซ็นทรัลลาดพร้าว เริ่มกระจายขยายตัวขึ้นมาเรื่อยๆ โดยที่เราก็ถือว่าเป็นงานอดิเรกอยู่แล้วเพราะมีคนที่ดูแลอยู่ที่เป็นหุ้นส่วน เขาดูแลอยู่แค่คนเดียว เขาทำ Full time อยู่คนเดียว แล้วส่วนใหญ่จะไปเจอเสาร์ อาทิตย์ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ แฮงค์ เสาร์ อาทิตย์ เพื่อนก็จะมานั่งใช้ชีวิตร่วมกันไป แล้วเราก็สนุกสนานไป ธุรกิจเป็นรองไมได้คิดอะไรมาก (แต่ก็ไปได้) timing กับ โอกาสมันเป็นของเราในตอนนั้น เนื่องจากทางเลือกมันมีน้อยของผู้บริโภค เขาก็มองเราเป็นแบรนด์ที่ทันสมัยมาก ผมจำได้ว่าตอนเรา Sale ที่เราต้องปิดร้านเลยนะ หยุดขอปิดแค่นี้ก่อน ขอให้คนในร้านได้ออกไปก่อน เพราะมันแน่นมากนะครับ คุณนันท์ : ตอนนั้นความรู้เรื่องธุรกิจ เราฝึกฝนมาจากการทำจริงเลย เพราะว่าไม่ได้ไปเรียนเกี่ยวกับด้านธุรกิจเลย

พี่ภาณุ : ไม่ได้เรียนเลย แต่โชคดีที่เราทำอยู่ Leo Burnett ไปด้วย Leo Burnett สอนผมในเรื่อง Marketing เยอะมาก เพราะเราต้องดูลูกค้าโฆษณา เขาจะเป็น Marketing ตัวจริง จะต้องมีแผนงาน จะต้องมีระบบ การจัดตั้ง TIMING อะไรต่างๆนานา ให้มันชัดเจน เรารู้สึกว่าเวลาเราทำอะไรที่มันเป็นระบบมันดีนะ ผมจะเอาสิ่งที่ผมเรียนรู้มาถ่ายทอดกับเพื่อนผม เวลาทำที่ Greyhound อันนี้มันต้องจัดเป็นระบบอย่างนี้นะ หรือเรามาวางแผนกันแบบนี้ดีไหม ฝรั่งเขาทำกัน 2 collection มี Spring Summer , Autumn winter เราจะเบรค Timing กันยังไง จะเปิดตัวสินค้าเราเมื่อไหร่ เริ่มเอาความรู้ที่ได้เรียนรู้มา timing เป็นยังไง เอาระบบที่ได้เรียนรู้มาถ่ายทอด

คุณนันท์ : ยากไหมครับ ทำธุรกิจแฟชั่นในเมืองไทย

พี่ภาณุ : วันที่เริ่มเราไม่ได้คิดอะไร มีแต่ความสนุกที่เราค่อยๆเห็น Collection ใหม่เราขายดี ตัวนี้ขายไม่ดี เราก็มาเรียนรู้มาคุยกันว่าทำไมมันไม่ดี แต่วันนี้ Greyhound มันใหญ่โตกว่านั้นแล้ว มันมีผู้รับผิดชอบในแต่ละสาขามากกว่านั้นแล้ว มันก็เลยเริ่มมีการเอาวิทยาศาสตร์เข้ามา APPLY ในการทำงานมากขึ้น ระบบต่างๆมากขึ้น แต่วันนั้นไม่มีครับ ทำกันอยู่ 2-3 คนเท่านั้นครับ

คุณนันท์ : ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น เปิดมากี่ปีครับ ถึงทำร้านอาหารด้วย

พี่ภาณุ : Greyhound ตอนนั้นเปิดมาประมาณ 20 กว่าปี แล้วก็มาเริ่มทำร้านอาหาร ร้านอาหารนี่เป็นมาได้ 10 กว่าปี ตอนนี้ Greyhound รวมทั้งหมด 30 ปี

คุณนันท์ : สุดยอดเลยครับ เหมือนว่าแบรนด์มันแข็งแรงแล้วใช่ไหมครับ คิดยังไงกับเรื่องแบรนด์ดิ้ง

พี่ภาณุ : เกิดขึ้นมาแบบฟลุค เป็นอุบัติเหตุอย่างนึง ตอนช่วงนั้น Emporium เปิดขึ้นมาใหม่ เราก็ไปจองที่ทำร้านเสื้อผ้าไว้ ทีนี้มันเป็นร้านข้างๆที่อยู่ในมุมค่อนข้างอับหน่อย เจ้าของ Emporium เขาก็ถาม ทำไมไม่ลองเปิดร้านกาแฟขึ้นมา เราบอกว่าเราทำร้านอาหารไม่เป็นหรอก เราไม่เคยทำ ใจจริงผมชอบนะ ตอนที่จบมา ผมชอบอยู่ 3 อย่าง ผมชอบโฆษณาเพราะตอนนั้นผมจบ Graphic Design ผมชอบโฆษณาเพราะโฆษณาอังกฤษนี่สนุกมาก โฆษณาอังกฤษมี Craft หรือมีศิลปะในการเล่าเรื่องที่ดีมากๆ มันจะตลก มันจะสนุก มันจะซึ้งใจตลอดเวลา ผมจะชอบโฆษณามากตอนเรียนอยู่ลอนดอน แล้วผมจะชอบไปนั่งร้านกาแฟดูคน ร้านกาแฟเหมือนเป็น Center ของเมือง คนมากหน้าหลายตาจะมารวมตัวกัน เราจะได้แอบดูคนนู้นคนนี้เป็นยังไง ผมชอบอีกอย่างนึงคือ ผมชอบ Shopping ซื้อเสื้อผ้า ซื้ออะไรต่างๆ นี่คือสิ่งที่ผมชอบ พอผมได้มาเปิดร้านเสื้อผ้า ไม่ทำงานโฆษณาแล้ว แล้วมีคนมาชวนทำร้านกาแฟ ผมก็รู้สึกว่า แหม! มันลงล็อคนะ ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ก็ดีเหมือนกัน ในขณะที่การไปซื้อเสื้อผ้า ผู้ชายอาจจะมานั่งรออะไรอย่างนี้นะครับ หรือผู้ชายไปซื้อเสื้อผู้หญิงไปนั่งรอ มันสามารถจะเป็น Lifestyle อันใหม่ขึ้นมาได้ เราคิดอย่างนั้น เราก็เลยเริ่มด้วยว่า เรามีร้านกาแฟหลายร้านที่เมืองนอกที่เคยไปแล้วเราชอบไปนั่ง อาหารก็ง่ายๆ บรรยากาศดีๆ เพลงเพราะ นั่งฟังเพลงกินกาแฟไป เลยตกปากรับคำว่าเราจะทำ เริ่มทำแล้วก็คิดกันเลย

คุณนันท์ : โอ้โห! ทำร้านมาเพราะว่ามีโอกาสให้ทำ ยังไม่ได้คิดจะทำตั้งแต่แรก

พี่ภาณุ : เปิดมาอาทิตย์แรกนี่ผมปิดเลยนะครับ เพราะว่ามันเละตุ้มเป๊ะไปหมดเลย คนมาสั่งอาหารพร้อมกันในโต๊ะนึง ไม่ได้ของ คนนึงกินเสร็จไปแล้ว ยังไม่ได้ของอีกคนเลย เพราะว่ามันยังไม่มีระบบ เราเลยต้องมานั่งศึกษาว่า เอ๊ะ! แล้วมันจะต้องทำยังไง ระบบร้านอาหาร จะต้องสั่งยังไง ต้องมีคนมาอยู่หน้า ในครัว คนรับออร์เดอร์ยังไง ต้องมานั่งเรียนรู้ว่า Traffic Flow ของมันเป็นยังไง แล้วก็จัดระบบใหม่ ปิดร้าน 2-3 วัน เริ่มต้นกันใหม่เลย แล้วก็เริ่ม Operate ใหม่ก็เริ่มดีขึ้นๆ คุณนันท์ : ปิดไป 2-3 วัน ปิดเพื่อแก้ปัญหา ปิดเอาระบบลงแล้วหลังจากนั้นก็ Run ยาวได้เลย

พี่ภาณุ : ค่อยๆเริ่มเป็นตัวเป็นตน ระบบก็ค่อยๆเริ่มลงตัว เป็นการเรียนรู้ในทุกแง่มุม เพราะว่า Emporium เปิดขึ้นมาตอนนั้นมันมีร้านอาหารน้อย แล้วห้าง Emporium เป็น Shopping Mall ที่เก๋ไก๋มากในสมัยนั้น ผู้คนก็มาเที่ยวเต็มไปหมดเลย คนไม่มีของทานก็จะมาที่ร้านเราอยู่เป็นประจำ โชคดีอีกนะครับ เป็น Timing เราโชคดี เปิด Greyhound Café ในช่วงที่ไม่มีร้าน Café รูปแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงนั้น เรียกได้ว่าเราเป็นร้านอาหารจานเดี่ยวที่ทันสมัย เก๋ไก๋ มีคำว่าแฟชั่น พ่วงท้ายมาด้วย

คุณนันท์ : อย่างเสื้อผมว่าเก๋ไก๋ดีครับ เป็นร้านที่ดูแล้วสนุกดีครับ เวลาเข้าไปสั่งอาหาร

พี่ภาณุ : มันมีจุดแตกต่างตั้งแต่ต้น ทำให้คนรู้สึกว่าอยากมาลอง ร้านอาหารกลับมาที่สิ่งสำคัญ 3 อย่าง คือ Location รสชาติอาหาร การบริการ ก็วนกลับมาอยู่ที่นี่ ถ้าร้านสวยยังไงแต่อาหารไม่ได้เรื่อง คนก็ไม่กลับมาอีกเลย หรือร้านสวย อาหารอร่อย บริการแย่มาก คนก็ไม่ชอบอยู่ดี เป็น 3 เรื่องที่เป็นหัวใจหลัก

คุณนันท์ : แสดงว่า Style หรือ Design ก็เป็นเรื่องรองลงมาอีกที

พี่ภาณุ : ใช่ เราลองคิดดูสิครับว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ร้านเน่ามากๆ อร่อยมาก ยังไงเราก็ไป เพราะฉะนั้นรสชาติอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญ

คุณนันท์ : ทำร้านอาหาร มีธุรกิจแฟชั่น ผสมผสานกันไปตอนนั้นก็ทำงานที่ Leo Burnett ด้วย โอ้โห! หลายอย่างมากนะครับ (หัวเราะ)

พี่ภาณุ : แต่มันก็สนุกทุกอย่างครับ ร้านอาหารเป็นอะไรที่แบบว่า ถ้าเราได้ทำอะไรอร่อยๆให้เพื่อนเรากิน งั้นเมนูต่อไปมันจะเป็นอะไร เราไปทานอะไรที่อื่น แล้วเราอยากจะมา Share ให้ลูกค้าเราทาน เราก็มาพัฒนาให้เป็นเมนูนั้น มันก็เป็นความสนุกอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกับเสื้อผ้า ไม่เหมือนกับทำโฆษณา เหมือนกับแต่ละอย่างมันมีความท้าทาย มันมีจุดเด่นที่ทำให้เราตกหลุมรักมัน

คุณนันท์ : แล้วพี่ภาณุทำอาหารเองด้วยไหมครับ ปกติชอบทำไหมครับ

พี่ภาณุ : ชอบทำ แต่ไม่ได้ทำตามสูตร ผมเป็นคนค่อนข้างมั่ว ผมใช้วิธีการจำรสชาติที่ผมไปทาน สมมติว่าผมไปทานไอ้นี่มาจากที่เมืองนอก แล้วชอบ จะจำว่ามันเป็นอะไร แล้วก็มา Adapt วัสดุ เครื่องปรุงที่เราหาได้ แต่ทำให้รสมันอร่อยเท่ากัน

คุณนันท์ : กลับมาที่ พอออกจาก Leo Burnett มาทำธุรกิจเต็มตัว ชีวิตต่างจากเดิมมากไหมครับ

พี่ภาณุ : จะว่าต่างมันก็ต่างนะ ทางด้านที่เราต้องมารับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างอย่างจริงจัง มันเป็นบริษัทของเราเอง เป็นธุรกิจของเรา เราเดือดเนื้อร้อนใจกับมันเต็มที่ เพราะเมื่อก่อนนี้เราเป็นแค่ลูกจ้าง เขาจะขาดทุนบ้างเราก็ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจมากนัก แต่ตอนนี้มันเป็นเรื่องของธุรกิจเรา เราก็เหนื่อยตรงนั้น แต่ในขณะเดียวกัน มันมีความเหมือนกันเยอะ มันยังเป็นธุรกิจสร้างสรรค์ ที่เราสนุกกับมัน ไม่ว่าผมจะทำเสื้อ ทำร้านอาหาร หรือทำโฆษณามันมีสิ่งนึงที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นกับมันตลอด เวลาเราทำอะไรใหม่ๆ เราจะเริ่มค่อยๆปั้นไอเดียขึ้นมา มันจะค่อยๆฟอร์มขึ้นมา เราจะค่อยๆเห็นว่า เราจะตบมันไปทางนั้นทีทางนี้ที แล้วมันจะฟอร์มตัวมันขึ้นมาเรื่อยๆจนกระทั่งจบลง ตรงนี้มันเป็นความสนุก จะค่อยๆเห็น Process การพัฒนามาเป็นผลลัพธ์ เป็นความสนุก เพราะฉะนั้นทุก Collection เสื้อ ตั้งแต่ต้นมาเรามีความคิดว่าอยากจะทำ Collection เสื้อแบบนี้ ในขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนา คนโน้นคนนี้เสนอไอเดีย จนกระทั่งจบลง จะเห็นเป็นก้อน Collection ขึ้นมาเลย จับต้องได้ มันอาจจะไม่เหมือน Original ความคิดแรกซะทีเดียว แต่ทำให้เห็นว่าพัฒนา ดีขึ้น บางคนอาจจะมองว่ามันดีขึ้นก็ได้ หรือบางคนก็อาจจะมองว่ามันแย่ลงก็ได้ มันเหมือนกับการถ่ายหนังโฆษณา ตอนที่เราทำโฆษณา ตอนคิด Story Board เราชอบมันมาก แต่พอเราเริ่มไปถ่าย เราเห็นตอนที่ถ่ายไม่ชอบมัน พอตัดต่อมันกลับมาดีอีกแล้ว ใส่เพลง ใส่บรรยากาศของหนังเข้าไปปุ๊บ กลับมาดีอีกละ ทุกอย่างมันสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ ในขั้นตอนของการ Develop Design ของมันอยู่ นั่นคือสำหรับผม มันคือความสนุก ที่เราได้เห็นมันเติบโต อยู่ในอุ้งมือของเราเอง

คุณนันท์ : มันเป็นความสนุกนะครับ ผมเชื่อว่าคนที่อยู่ในวงการความคิดสร้างสรรค์ จะเมามันส์กับการปั้นไอเดียให้ออกมาเป็นตัว เป็นชิ้นเป็นอัน แล้วก็มีความสุขกับมัน ระหว่างที่เราได้เริ่มสร้างธุรกิจมา เรามีปัญหา อุปสรรค เคยท้อ ไม่ได้ดั่งใจ หนักๆที่สุดเลย เราผ่านมาได้ยังไง

พี่ภาณุ : มันต้องมีอยู่แล้ว มันไม่มีใครใช้ชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดเวลา ถ้ามันเป็นอย่างนั้นมันจะไม่มีความท้าทาย ให้เรารู้สึกว่าเราต้องพัฒนาตัวเอง ผมเชื่อว่าอย่างนั้นนะ ปัญหา อุปสรรคมันเป็นสิ่งที่ทำให้พัฒนาตัวเอง ผมยังจำได้ว่าตอนทำโฆษณาไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะจบลงง่ายๆ ลูกค้าอาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญอันนึงเลยก็ได้ เพราะเขาจะมีมุมมองที่แตกต่างจากเราเสมอ เราต้องกลับไปโน้มน้าวเขา กลับไปขายไอเดียครั้งแล้วครั้งเล่า ผมยังจำได้ว่ามีครั้งนึง ผมไปเสนองานลูกค้า Present Story Board เสร็จ เขาขยำ Story Board ทิ้งลงถังขยะ เขาบอก โอ๊ย! อย่างนี้ให้ลูกผมทำก็ได้ เขาสามารถทำอย่างนี้ได้กับความรู้สึกเราที่ โห! เราคิดกันมาเท่าไหร่ ดึกดื่นแค่ไหน แล้วเขามาทำกับเราอย่างนี้ ผมยังจำได้ว่ามีฝั่ง Account Management ผู้บริหารลูกค้า เขาใจเย็นมากเลยนะ เอาเดินไปหยิบ Story Board มาคลี่ แล้วบอกว่า ขอผม Present ให้ฟังอีกทีได้ไหมครับ ในที่สุดเขาก็ซื้อ Story Board นั้นนะครับ ก็จบละ

คุณนันท์ : แต่ตอนนั้นพี่ภาณุโกรธละ รู้สึกยังไงครับ

พี่ภาณุ : เราก็รู้สึกว่ามันเป็นการดูถูกเรามากที่ทำแบบนั้น รู้สึกว่า โอ้โห! เราทุ่มเทกับมันขนาดไหนแล้วเขาไม่เห็นสิ่งที่เราใส่มาเลย พอเราอยู่มาเรื่อยๆเราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน มันไม่มีอะไรได้ดั่งใจทุกครั้งตลอดไปหรอก

คุณนันท์ : แล้วในธุรกิจแฟชั่นละครับ

พี่ภาณุ : ธุรกิจแฟชั่น เหมือนกัน มันมีโจ๊กอยู่ว่า เสื้อผ้าตัวไหนที่เราชอบ จะเป็นเสื้อผ้าที่ขายไม่ดี (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นเราจะพยายาม สิ่งที่เราชอบเราจะเสนอขาย แต่มันไม่ใช่ทุกครั้งที่จะประสบความสำเร็จ สต็อคเหลือเยอะแยะเสื้อผ้าที่เราชอบ แต่เสื้อผ้าที่เราไม่ชอบ เราสั่งน้อย เราผลิตน้อย แต่ขายดี มันเป็นอะไรที่สับสนบางครั้ง ต้องมาทำความเข้าใจกับมัน หาสมดุลย์ที่ถูกต้อง ของขายกับของที่เราชอบ หรือของที่มันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เรา กับของที่มันจะขายดี ต้องไปหาจุดสมดุลย์ตรงนี้ ต้องหาสมดุลย์ในใจของเราด้วย ว่าเรา Happy ยังไง บางคนอาจจะรู้สึกว่าอย่างนี้มันเสียศักดิ์ศรี ไม่ได้นำเสนอสิ่งที่เราภูมิใจอย่างเดียว เราจะต้องทำเพื่อขายด้วย ถ้าเรามองสิ่งเหล่านี้เป็นธุรกิจ ธุรกิจมันไม่ได้มองเป็น Fine Art Communication มันก็ไม่ใช่ Fine Art คนหลายๆคนที่จบ Fine Art มาแล้วมาทำ Communication แล้วรู้สึกเป็นการหมดศักดิ์ศรีมาก เป็นการทำร้ายอัตลักษณ์ของเขา เราต้องมองว่า Communication เป็นการสื่อสารไปยังคนอีกกลุ่มนึง เพราะฉะนั้นเราต้องมีกลุ่มเป้าหมาย เข้าใจยืนอยู่ในใจเขา ต้องไปนั่งอยู่ในใจเขาให้ได้ บางครั้งเราต้องไม่ทำในสิ่งที่เราชอบ ทำในสิ่งที่เขาชอบ แฟชั่นก็เหมือนกัน ร้านอาหารก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารที่เราชอบ เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เรานำเสนอ ต่อให้เราไม่ชอบ 100% แต่เราก็ต้องมีมาตรฐานว่าเรายัง Happy อยู่ที่จะนำเสนอสิ่งนั้นออกไป มันมีเส้นตรงนั้นอยู่ครับ

คุณนันท์ : ต้องบาลานซ์กันครับ อยากให้พี่ช่วยฝากอะไรให้กับคนที่ดูอยู่ครับ เช่นหลักคิดในการดำรงชีวิต อุดมคติอะไรที่พี่ใช้เสมอเวลาดำเนินชีวิตครับ

คุณภาณุ : ผมโชคดีที่ผมไปเติบโตอยู่ใน Culture หรือ อารยธรรมที่ Leo Burnett เขาปลูกฝังมาตลอด เขาเรียกว่า ไอเดีย Culture จริงๆเป็นบริษัทที่อเมริกา แต่เขามีสาขาอยู่ 50 กว่าประเทศทั่วโลก มันมีความผูกพันกันมากในเครือข่าย เขาบริหารได้ดีมาก เราจะมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ Family เขา ด้วย Culture ที่เขาพยายามจะกระจายออกมาให้ทั่ว แล้ว Culture อีกอันที่สำคัญ นอกเหนือจาก ไอเดีย Culture มันจะมี Motto อันนึงที่ Mr. Leo Burnett เขียนเอาไว้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตไป แล้วจะเป็น Motto ที่ทุกสาขาจะปะไว้ที่ประตูทางเข้าเลย ทุกคนเข้ามาทำงานต้องเห็นอยู่ประจำ พูดถึงการ Reaching for the star การไขว่คว้าหาดวงดาว ถ้าเราเอามือเอื้อมขึ้นไปในทิศทางของดวงดาว อย่างน้อยถ้าเราไปไม่ถึงดวงดาว มือเราจะไม่เปื้อนโคลน เพราะว่าเรากำลังไม่ได้กำลังลงต่ำ แต่เรากำลังขึ้นสูงอยู่เสมอ เป็นมาตรฐานที่ผมเติบโตมาตลอด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำต้อง Go on the Best เหมือนกับ Good มันไม่ Enough แต่มันต้องเป็น Greater กับ Best หรือว่าต้องเป็น Great เท่านั้น เป็นสิ่งที่เราควรจะมองเวลาสร้างสรรค์งานอยู่ตลอดเวลา เราต้อง Compromise สิ่งที่เราทำทั้งหมด ลูกค้าขอไอ้นี่มา ลูกค้าขอไอ้นั่นมา หรือเสื้อตัวนี้ขายดีเราต้องทำไปอีก มันจะมีคำว่าไขว่คว้าไปในสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่ทำแบบซังกะตาย ไม่ได้ทำแบบให้มันเสร็จๆ แต่อย่างน้อยเราจะทำแบบดีที่สุดที่เราจะทำมันได้เสมอ อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งที่ผมเอาติดตัวออกมาเสมอ ผมลาออกมาจาก Leo Burnett ผมยังยึดถือ Motto นี้เก็บไว้ในใจตลอดเวลา มาเตือนสติเรา เวลาเราอ่อนล้าจากธุรกิจหรืออะไรต่างๆนานา เราคิดว่าอะไรก็ได้อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่มันมีอีกแง่มุมนึงที่คอยเตือนเราว่าต้องทำให้ดีที่สุด ต้องดีกว่านั้น ต้องมีทางที่จะดีกว่านั้น แสดงว่าเราจะต้องหาทางออกได้ดีที่สุด ถ้าเราให้เวลากับมัน

คุณนันท์ : Reaching for the star

คุณภาณุ : คำสั้นๆของมันก็คือ Reaching for the star เต็มคือ "When you reach for the stars, you may not quite get one, but you won't come up with a handful of mud either." เอื้อมไปถึงดวงดาวยังไงคุณอาจจะไม่ไปถึงมันหรอก แต่อย่างน้อยมือคุณจะไม่เปื้อนโคลน

คุณนันท์ : ผมเห็นคำนี้ผ่านตาบ่อยมาก ไม่คิดว่าจะเป็นของ Leo Burnett นะเนี่ย

คุณภาณุ : Mr. Leo Burnett เป็น Copy Writer เพราะฉะนั้นเขาจะมีคำคมเต็มไปหมด Leo Burnett รวบรวมเป็น Booklet ขึ้นมาอันนึง คำคมของเขา จะหยิบเอาคำคมของชีวิตคนโฆษณา แล้วเอามาเขียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเตือนใจ Creative เรื่องเตือนใจแผนก AE แผนก Account Management เยอะแยะมาก ซึ่งดีๆทั้งนั้นเลย มีอีกคำที่เขาพูดว่า ถ้าเราทำในสิ่งที่ดีที่สุด ในสิ่งที่เราเชื่อว่าดีที่สุด เดี๋ยวธุรกิจมันจะ Take Care ตัวมันเอง ธุรกิจเป็นเรื่องเงิน กับสิ่งที่เราเชื่อ หลายครั้งมันจะขัดแย้งกันเสมอ แต่ถ้าเราเชื่อว่าเราทำในสิ่งที่ดีที่สุด ลูกค้าจะเดินเข้ามาหาเราทางประตูเอง เขาจะพูดอย่างนี้เสมอ มีอีกหลายคำมาก วันสุดท้ายที่เขาลาออก เขาเขียน Speech เขา Retire เขาอายุ 60 กว่า จากบริษัทของเขาเอง เขาเขียน Speech ของเขาพูดให้กับพนักงานของเขาฟังว่า เมื่อไหร่ที่จะเอาชื่อ Leo Burnett ลงจากประตูนี้ได้ ทั้งๆที่มันยังเป็นบริษัท Leo Burnett อยู่เลยนะ เขาพูดตราหน้าว่า เขาจะมาเอาชื่อเขาออกเอง ถ้าเปลี่ยนบริษัทเป็นอย่างนี้ๆ ถ้าเห็นเงินดีกว่างาน ไม่สนใจว่าจะทำให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย ทำเพื่อความสะใจชาว Creative เอง สิ่งเหล่านี้เขา List ออกมาเต็มไปหมด เพื่อจะบอกว่า ถ้าเมื่อไหร่บริษัทนี้เปลี่ยนตัวเองไปอย่างนั้นแล้วเขาจะมาเอง ไม่ว่าเขาจะเป็นผีก็ตาม เขาจะมาดึงเอาชื่อออกเอง

คุณนันท์ : โอ้โห! สุดยอดเลยนะครับ

พี่ภาณุ : นี่แหละครับ ถึงทำให้บริษัทมันมีวิญญาณ มันมีจิตวิญญาณ

คุณนันท์ : ผมฟังแล้วเข้าใจได้เลยว่า พี่ภาณุได้ Sprit มาจาก Leo Burnett เยอะทีเดียว

พี่ภาณุ : ผมอยู่ที่นั่นมา 25 ปี (หัวเราะ)

คุณนันท์ : เมื่อกี้ผมถามเป็นคำถามสุดท้าย แต่รู้สึกว่ายังคุยสนุกอยู่เลย (หัวเราะ) พี่อยากจะพูดอะไรอยากจะเล่าอะไรอีกไหมครับ

พี่ภาณุ : อยากจะบอกว่าสำหรับทุกคนที่กำลังจะจบ กำลังจะเข้าไปทำงาน ผมรู้สึกว่าคนไทยไม่ค่อยมีฝันที่ชัดเจน ว่าอยากจะทำอะไร หลายๆครั้งเราเรียนอะไรก็ได้ขอให้จบ แต่ผมคิดว่าการที่เรามีฝันมาตั้งแต่ต้นจะทำให้มันชัดเจนเราจะเดิน ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปถึงฝัน แต่อย่างน้อยถ้าเรารู้ว่าเราเริ่มต้น เรามีทิศทางข้างหน้า อย่างน้อยไปในทิศทางที่เราอยากจะเดินไปข้างหน้าก่อน 1.คือมันจะทำให้เรามีตัวตน เราจะไม่กลายเป็นอะไรก็ได้ 2. เราต้องเชื่อในสิ่งที่เราทำ แล้วเราก็ทำในสิ่งที่เราเชื่อ อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก มันมาประกอบกัน ถ้าเราทำให้สิ่งที่เราฝันแล้วเราเชื่อด้วย มันจะทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์มากขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งแรกคือถามตัวเองชอบอะไร ฝันอยากจะทำอะไร Passionate หรือมีความรักที่อยากจะทำอะไร ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเริ่มต้นเลย อยากเป็นหมอก็ได้เพื่อที่เราจะได้เป็นหมอที่ดีที่สุด อยากเป็นเลขาก็ได้เราจะได้เป็นเลขาที่ดีที่สุด Leo Burnett เขาพูดไว้เลยตอนที่เขาทำไอเดีย Culture coffee lady เขาใช้คำนี้เลยนะครับ ก็ทำได้ให้ห้อง Canteen ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็น Creative เท่านั้นนะครับ ที่จะต้องมีไอเดียทุกคนในบริษัท บัญชีก็มีไอเดียได้ ที่จะทำให้แผนกบัญชีของเราดีที่สุด ตรงนี้เป็น Culture เป็น commitment ในแต่ละคนเองในหน้าที่บทบาทของเรา ที่จะทำให้ตัวเรา Asset ในสังคม Fulfill ในตัวเองด้วยเขาเรียกความสุขใจในตัวตนของเราด้วย มันจะทำให้เราสมบูรณ์แบบ

คุณนันท์ : ความสุขใจในตัวตน ทำในสิ่งที่เราชอบ เราเชื่อด้วย โอเคครับวันนี้เรา ได้ประโยชน์มากได้เรียนรู้อะไรมากที่เดียวนะครับ วันนี้ขอขอบคุณพี่ ภาณุ อิงคะวัต ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact