หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล
คุณชายอดัม เจ้าของบริษัท FukDuk (ฟุ๊คดุ๊ค) , fukduk.tv ผู้กำกับ วิทยากร จัดรายการวิทยุเป็นประจำอยู่ที่คลื่นความคิด F.M. 96.5 MHz ...

คุณนันท์ : สวัสดีครับทุกท่านครับ วันนี้ผมอัครนันท์ วงศ์ดีธนรัตน์ วันนี้เรามาอยู่กับคุณอดัมนะครับ จะมาสอบเกี่ยวกับแรงบันดาลใจ เกี่ยวกับเส้นทางในการเดินทางของคุณอดัมนะคัรบว่า กว่าจะมาถึงทุกวันนี้เราผ่านอะไรมาบ้าง อยากให้คุณอดัมช่วยเล่าเกี่ยวกับเรื่อง ตั้งแต่เล็กๆจนมาถึงวันนี้ มันมีแรงบันดาลใจอะไร

คุณอดัม : ตั้งแต่เล็กๆจนมาถึงวันนี้หรอครับ ผมได้แรงบันดาลใจมาจากคำว่าอิสระ ชีวิตของผมไม่ได้อยู่กับครอบครัวทั่วไป ไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่เด็ก โตมากับคุณตาคุณยาย โตมากับการเดินทาง ตระเวนไปทั่วไม่ค่อยได้อยู่ที่ใดที่หนึ่ง ลักษณะมีคนช่วยเลี้ยงผมหลายๆคน เพราะฉะนั้นชีวิตของผมออกจะอิสระ ถูกปล่อยปละละเลย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถทำอะไรที่เราอยากทำ อยากไปเที่ยวไหนก็ได้ ชีวิตในวัยเด็กอยู่กับความอิสระอย่างนี้มากพอสมควร จนกระทั่งอยู่มัธยม เข้าไปเรียนโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับความอิสระเลย เราก็ได้รู้ข้อจำกัดต่างๆของชีวิต ของตัวเองพอสมควร หลังจากที่จบจากวชิราวุธแล้วก็ไปอยู่ที่ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ เรียนโรงเรียนเดียวกันกับเจ้าหญิงไดอาน่า โรงเรียนเดียวกับประธานาธิบดีเกาหลีเหนือด้วย ที่กำลังจะเป็นประธานาธิบดีเกาหลีเหนือคนถัดไป อยู่ที่นั่นอีก 3 ปี ได้เห็นอะไรอีกมุมนึง และเป็นช่วงที่ได้เดินทางพอสมควร ไปรอบยุโรปคนเดียวเลย ตระเวน Backpack เริ่มทำงาน ทำโน่น ทำนี่เยอะขึ้น

คุณนันท์ : ตอนนั้นเรียนเกี่ยวกับอะไรครับ

คุณอดัม : ตอนนั้นเรียนทั่วไป ผมไปเรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์ซึ่งไปอีกทวีปนึงเลย คือออสเตรเลีย มาอยู่ออสเตรเลียก็เช่นเดิมครับ คือ ทำงานตระเวนเดินทาง ค้นพบอะไรใหม่ๆ สิ่งใดที่เราไม่รู้เราก็จะรู้ ตั้งแต่ออกจากบ้านจนผมเข้าบ้าน ทุกวันผมต้องเจอเรื่องใหม่ๆอยู่เสมอ ชีวิตผมอยู่กับการเดินทาง

คุณนันท์ : สิ่งที่เป็นความต้องการในชีวิตละครับ เราได้ค้นพบตอนไหน

คุณอดัม : ความต้องการในชีวิตผมค้นพบตอนประถมศึกษาปีที่ 1 มันเป็นจุด แต่มันคงไม่ใช่เป็นจุดเดียวการbuiltจากการที่เราเห็นมาแล้วซึมซับมันมา การซึมซับในทีนี้คือผมเห็นท่านพ่อทำงาน เป็นไอดอลของคน ได้รางวัลมากมาย ได้งานที่ดี งานสนุก เราดูแล้วเราชอบ จุดนึงเราเริ่มเห็นว่าการทำหนังเป็นอะไรที่สนุก เป็นสื่อ การเล่าเรื่อง มีอำนาจ มีพลัง ผมเป็นคนบ้าอำนาจ ในการเล่าเรื่อง สามารถทำให้โลกเปลี่ยนไปได้ Karl Marx เปลี่ยนโลกไปได้จากหนังสือเล่มนึง John Stuart Mill พูดคำพูดนึงเปลี่ยนโลกไปได้ พระพุทธเจ้าท่านพูดเราหยุดแล้ว ท่านหยุดหรือยังเป็นการเล่าเรื่อง กลายเป็นพระไตรปิฎก กลายเป็นศาสนา กลายเป็นลัทธิ กลายเป็นความเชื่อ กลายเป็นตำรา นั่นคือการเล่าเรื่องทั้งสิ้น ผมเลยคิดว่าการเล่าเรื่องอาจจะเป็นสิ่งที่ผมต้องการในชีวิต จนกระทั่งจุดนึงที่ผมรู้สึก วันที่มีคนโทรเข้ามาที่บ้านผมแล้วบอกว่าเขาเลิกยาเสพย์ติดได้ เพราะการดูหนังของพ่อผม (เรื่องอะไรครับ) เสียดาย1 นั่นแหละคือจุดที่ผมคิดว่า นั่นแหละพอละ ขอเป็นละ ขอเป็นเช่นนี้ดีกว่า เป็นนักเล่าเรื่อง ไม่ได้คิดว่าตัวเองอยากเป็นคนทำหนัง อยากเป็นคนที่เล่าเรื่องแล้วเก่งไปในทางที่ดี

คุณนันท์ : ตอนนั้นก็เหมือนเป็น Tool ส่วนนึงที่..

คุณอดัม : เป็นหนึ่งใน Tool ทุกอย่างแค่รู้ Class ของมันแต่มันก็ไม่มีวิญญาณ ในส่วนที่มันมีวิญญาณคือส่วนที่เราเลื่อมใสกับมัน

คุณนันท์ : ปัจจุบันได้ทำหนังอะไรมาบ้างครับ

คุณอดัม : หนังนี่ผมไม่ได้ทำครับ หนังผมทำของคนอื่น แต่ถ้าเป็นละครผมมีบันทึกกรรมอยู่ช่อง 3 มีรายการทีวีบนเน็ตผมมีบล็อก มีแม็กกาซีนออนไลน์ ผมมีสัมมนา สอนตามมหาวิทยาลัย ผมจัดรายการวิทยุ เขียนหนังสือ เคยเขียนมติชนสุดสัปดาห์มาก่อน เขียนให้แฮมเบอร์เกอร์ ทำมาหลายที่ สะเปะสะปะ ไปเรื่อยครับ ทำอีเว้นท์เอยอะไรเอย เยอะครับ

คุณนันท์ : คิดว่าอะไรคือเป้าหมายของชีวิต

คุณอดัม : เป้าหมายของชีวิตหรือครับ ครั้งนึงผมเคยคิดเป้าหมายชีวิตเหมือนคนทั่วไปเหมือนกัน American Dream มีบ้าน มีรถ มีหมา 1 ตัว ลูกเรียนจบดีๆ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าไม่ควรมีอะไรเหล่านั้น เป้าหมายในชีวิตเราคือ การมีอิสระ ที่เราจะทำสิ่งที่เราต้องการได้ทุกๆวัน ไม่ต้องโลภ ไม่ต้องหลง ไม่ต้องรีบ วันนึงเราอยากทำในสิ่งที่เราอยากทำ เราทำให้คนอื่นเล่นคนรอบๆตัวเป็นประโยชน์ด้วย แค่นั้นเอง ตอนนี้ไม่ได้อยากจะใช้ชีวิตที่จะต้องโตด้วยตัวเลข ค้นพบความจริงว่า คำพูดที่อย่างในหลวงท่านพูดไว้ ความพอเพียงSufficiency ความพอเพียงไม่ได้หมายความว่าน้อยหรือเป็นรากหญ้าหรือ ไปถอดเสื้อผ้าใส่เสื้อม่อฮ่อมไปทำงาน แต่เป็น Sufficiency การทำแล้วเราเกิดความพึงพอใจสูงสุดเกิดจากสิ่งที่เราทำ ตลอดเวลา เป้าหมายในชีวิตของผมคือ สร้างความพึงพอใจสูงสุดทุกๆวัน

คุณนันท์ : ซึ่งสิ่งๆนั้นก็คือการเล่าเรื่อง

คุณอดัม : ก็เป็นส่วนที่ใช่ครับ ส่วนใหญ่

คุณนันท์ : แล้วตอนที่มาเปิดบริษัท บริษัทชื่ออะไรนะครับ

คุณอดัม : FukDuk Production มันมาจากคำหยาบ FUCK DUCK ซึ่งแปลเป็นไทยคุณๆคงรู้นะครับ ความจริงแล้วความหมายมันมาจาก เป็นเรื่องราวนะครับ ครั้งหนึ่งผมมีเพื่อนแล้วสบถคำนี้ออกมาเป็นภาษาไทยเพื่อนที่เราทำงานด้วยกัน เวลาเราเจอปัญหาหนักหน่วงเราก็ โอ้! เย็ดเป็ด แล้วเพื่อนก็ถาม What is this? ผมบอก โอ้! Fuckduck เพื่อนผมบอก Just Cool Man! U สถบอะไรของ U มาก็ไม่รู้ ตั้งแต่นั้นมาพอผมจะตั้งชื่อทีมของผมเพื่อจะรับงานตอนอยู่ ออสเตรเลีย ตั้งชื่ออะไรดี ผมเลยบอกว่าตั้งชื่อ Fuckduck ไปเลย เพราะ Fuckduck เราเจอปัญหาตลอดเวลา เราเป็นคนที่พบปัญหาที่ใหญ่เกินตัวเสมอ เรา Tackle สิ่งที่มัน Impossible ตลอดเวลา ใน Zone ที่เราไม่ได้ Play Safe เลยในการใช้ชีวิต

คุณนันท์ : อยากให้ยกตัวอย่างเรื่องพวกนี้ครับว่า มันคืออะไรบ้าง ที่ผ่านมามันเป็นอุปสรรคแล้วเราผ่านไปได้ เราข้ามตรงนี้ไปได้

คุณอดัม : ในตอนที่ผมเปิดบริษัทใหม่ๆ ตอนทำอินเตอร์เน็ตทีวี สมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ตทีวีเลยครับ มีอยู่ไม่กี่เจ้าที่ทำเล่นๆ การที่เราจะเปิดบริษัทใหม่แล้วโต รีไลน์ออนอินเตอร์เน็ตทีวี กับ ออนไลน์มีเดีย เป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ได้เป็นบริษัทใหญ่ ระดับ Multi Million sanook, kapook หรือบริษัทที่มีเงินมหาศาล การมี Venture Capital เป็นไปไม่ได้เลย เราบอกเราต้องการเปิดบริษัทที่เล่าเรื่องบนเน็ต ทุกคนบอกทำไมเราไม่ไปอยู่ทีวี ไม่ไปอยู่นั่นอยู่โน่นอยู่นี่ แล้วผมก็ไม่มีอิสระในการเล่าเรื่อง ผมอยากเป็นอิสระ เล่าอะไรที่เราอยากเล่าจริงๆ ปีแรกเราเดินเข้าไปหาเอเจนซี่ กับ Marketing 2 คน เดินไป ทุกเอเจนซี่บอกน้องมาทำไม เขาก็ให้กลับไป ทำอย่างนี้อยู่ 2 ปีนะครับ ที่เราทำสื่อเรื่อยๆ ไม่หยุดเลยครับ ลุ่มๆดอนๆมาตลอด สร้างความเชื่อ จนตอนนี้เราเดินไปที่ไหนก็มีคนทัก นี่ FUKDUK นี่นา

คุณนันท์ : ตอนนั้นคือเป็นทีมขึ้นมาแล้วก็ทำมันขึ้นมาเป็น FUKDUK

คุณอดัม : เราเริ่มจากการเป็นบริษัทเลย แล้วเราก็บอกว่าเราจะทำบริษัทที่เป็นสิ่งนี้ เป้าหมายคือแบบนี้ เราจะทำได้รึเปล่า แค่เปลี่ยนความเชื่อของคน ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่ยึดติดกับคำว่าการตลาด ไม่ยึดติดกับระบบกลุ่มทุนที่เขาวางไว้ ไม่ต้องมี TIE-IN สินค้าได้ไหม ไม่ต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสนิยมได้ไหม เราจับประเด็นที่มันแคบลง เล็กลง เนื้อหาที่ลึกขึ้น จับสิ่งที่เราต้องการจะเล่าจริงๆ

คุณนันท์ : แล้วมีผลงานอะไรบ้างครับตอนนี้

คุณอดัม : www.fukduk.tv ครับลองเข้าไปดูได้เลย 2500 เทปแล้วนะครับ 2500 เทปถือว่าเยอะรึเปล่าผมไม่แน่ใจ แล้วก็ BLOG ENTRY เป็นพันๆ Blog แล้วก็มีสื่อสะเปะสะปะ ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่สามารถนับเป็นตัวตนได้อีก การเล่าเรื่องผ่านสื่อ Twitter ถึงเป็นงานของเรา ทั้งที่มันเป็นงานฟรีแต่ว่า การเล่าที่เราคิดอย่างดีแล้วคือ เป็นคน มีคนที่ใช้ Twitter ล้านคน เป็นพันล้านคนอย่างนี้ หรือเป็นร้อยๆล้านคน มีคนที่ตั้งใจทำเล่าเรื่องให้คนอื่นฟังกี่คนใน Twitter นับนิ้วได้ที่เป็น Calculated ที่จะเป็นนักเล่าเรื่องจริงๆ ไม่ใช่การโปรโมทตัวเอง ไม่ใช่การโปรโมทองค์กร ไม่ใช่การทำธุรกิจ แต่เป็นการเล่าเรื่องด้วยการเล่าเรื่อง นับนิ้วได้ครับผม และนั่นก็เป็นอาชีพของผมเช่นกัน การที่ใช้ Facebook ทุกๆวันในการที่จะเล่าเรื่องความรู้บางสิ่งบางอย่างเพื่อ Educate คน ฟรี หรือการที่เราจะโพส Youtube จะทำรายการสด ที่จะเอาคนเข้ามาแล้วถามตอบกันตรงๆเลย เอาคุณไก่ วรายุทธเข้ามา ถามตอบกันตรงๆเลย จะถามอะไร ทำไมละครถึงน้ำเน่าอย่างนี้ครับ ตอบกันตรงๆ ยิงกันแบบเต็มๆ สิ่งที่เราต้องการทำ คือเราต้องการเล่า นั่นคืองานของเรามีอยู่บนเว็บ live.fukduk.tv , blog.fukduk.tv , mag.fukduk.tv ช่อง Nation the next step ตาม U network ตามมหาวิทยาลัย 326 จอ 300 มหาวิทยาลัย มี on mobile, ipad, ipod ,iphone เป็น Application มีบนเครือข่ายของ DTAC ,AIS ให้โหลดเข้าไปดูได้ เชื่อว่าเราอยู่ทุกที่ที่ไม่ได้เป็นกระแสหลัก เพราะสื่อกระแสหลักถูกครอบงำโดยระบบทุนนิยม ผมไม่ได้ Against ทุนนิยม ทุนนิยมก็คือสิ่งที่ดี แต่ว่า มันไม่ได้อิสระแค่นั้นเอง เราเลือกที่จะอยู่ใน Zone ของเราที่เรามีอิสระในการทำงานบ้าง

คุณนันท์ : อะไรคือความสุขในชีวิต

คุณอดัม : เล่าเรื่องแค่นั้นเอง ชีวิตผมมีความสุขแค่เล่าเรื่อง มีเรื่องให้เล่าแล้วก็เล่าเรื่องต่อไป

คุณนันท์ : แล้วปัจจุบันนี้มีวิถีชีวิตอย่างไรครับ ทำอะไรบ้างวันๆนึง

คุณอดัม : ตื่นมาทำงาน ทำงานจนง่วงแล้วก็หลับแล้วก็ตื่นมาทำงาน มีเท่านั้นจริงๆครับ เพราะว่าผมถึงว่าการทำงานเป็น Challenge ที่มัน Extreme ตลอดเวลาอยู่แล้ว Extreme เราไปในทุกที่นะครับ ผมเปิดบริษัทมา 3 ปี ผมไปใต้ยันเหนือสุด เราเห็นคน เราพบโน้นพบนี่ เราพบสิ่งที่เราไม่เคยพบเยอะมาก เราทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำเยอะมาก FUKDUK เกี่ยวข้องกับหลายๆสิ่ง รู้จักคนเยอะมาก ทุกแขนง ทุกศาสตร์ การเป็นนักเล่าเรื่อง เรา Absorb เยอะมาก เรา Absorb ทุกๆสิ่ง คุณนันท์ : อยากให้คุณอดัม ช่วยยกตัวอย่างนิดนึง มันมีเรื่องอะไรที่มันประทับใจ

คุณอดัม : ถ้าถามเรื่องที่ประทับใจ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับรายการทีวีทั่วไปที่มันต้องหาความประทับใจ แต่สำหรับผม ผมประทับใจทุก Moment ทุกๆกิริยา ทุกๆคน ทุกๆวัน ที่ผมเกิดขึ้นลืมตามาจนกระทั่งหลับไป นั่นคือสิ่งที่ผมประทับใจเพราะผม Absorb ทุกสิ่ง ผมมองไปรอบๆ ผมมองว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ที่เหมาะสมแล้วนะครับ ผมมองเห็นทุกอย่าง ไปในที่เที่ยวกลางคืนผมเจอคน ผม Absorb สิ่งนั้นเข้ามาผมเรียนรู้ว่าคนเหล่านี้หน้าตาเป็นยังไง Acting ยังไง มองยังไงบ้าง ของพวกนี้เป็นสิ่งที่เรานำมาแล้วเรารู้สึกว่า เป็นสิ่งที่เราประทับใจ ในเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงแค่ ผมไม่แน่ใจนะว่าหลายๆท่านเคยทำรึเปล่า แค่คุณหยิบที่นับจำนวนคนเข้าร้านที่มัน แกร๊กๆ ที่มันเป็นเลข 9999 เดินตั้งแต่สยามจนถึงสกายวอร์ค เซ็นทรัลชิดลม แล้วคุณลองนั่งกดกิริยาทุกอย่างที่เป็นกิริยาใหม่ที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ผมกดจนไอ้ตัวนี้จนมันกลับมาที่ 0 ใหม่ 3-4 ครั้ง แค่เดินจากสยามพารากอนมาจนถึงตรงนี้ นั่นคือสิ่งที่ผมประทับใจมาก เป็นสิ่งใหม่ๆที่ผมไม่เคยเรียนในชีวิต ระดับ 2หมื่น 3 หมื่นอย่าง ภายในระยะการเดินแค่ 30 นาที และนั่นก็คือสิ่งที่ผมประทับใจ เพราะผมประทับใจในการที่เราสังเกตุมัน เริ่มที่จะมองมัน เริ่มที่จะสัมผัส See things see different way

คุณนันท์ : เราก็จะค้นพบวิถีในการเล่าเรื่องมากขึ้น อยากถามคุณอดัมเกี่ยวกับเรื่องมุมมองของความรัก

คุณอดัม : มุมมองของความรักหรือครับ ความรักสำหรับผมคือเหตุผล การใช้เหตุผล ความรักคือความรู้สึกในเบื้องต้น Chemical บางอย่างที่เกิดขึ้น แล้วหลังจากนั้นปุ๊บ มันกลายเป็นเหตุผล เพราะผมเชื่อว่าไม่มีอะไรไม่ได้มาจากเหตุผล เหตุผลเหล่านั้นอาจจะเป็นที่ความสวยความงาม ความลงตัว ความเข้าใจ ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข แต่ผมเชื่อว่าความรักคือเหตุผล ในทุกๆสิ่งสามารถมองหาเหตุผลประกอบได้ในการที่เราจะรักไม่รัก สิ่งใดสิ่งหนึ่งในโลก ความรักมีเหตุผล เป็น One of Logical thing

คุณนันท์ : ผมอยากถามว่ามี ไอดอลในใจไหมครับ

คุณอดัม : ไอดอลในใจผมคือ 2 ท่านนะครับ ท่านแรกคือท่านพ่อ อีกท่านคือ คุณชายคึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เป็น 2 ท่านที่ เป็นไอดอลในชีวิต เพราะคนที่สามารถทำอะไรแล้วทำได้ถึงที่สุด ถึงที่สุดในทุกๆเรื่องจริงๆนะครับ Once the man there's the man เป็นคนที่แบบอยากเป็นนายก ได้เป็นนายก อยากเป็นนักประวัติศาสตร์ก็ได้เป็นนักประวัติศาสตร์ที่เก่งที่สุด ถ้าอยากเป็นธรณีวิทยา ก็เป็นนักธรณีวิทยา ถ้าอยากเรียนอันดับหนึ่งก็เป็นอันดับหนึ่ง ถ้าอยากทำหนัง ก็เป็นศิลปินแห่งชาติ ทำอะไรคือ Act Maximum and the point everyone accepted ทำอะไรที่ถึงที่สุดจริงๆ ผมเชื่อในคนที่เขารู้จริง

คุณนันท์ : มาถึงเรื่องสุดท้ายที่ผมอยากให้ช่วยฝาก ตอนแรกที่คุณอดัมพูดถึงหลายๆคน ที่ Change the world เปลี่ยนโลกด้วยคำหนึ่งคำ

คุณอดัม : ผมเชื่อว่าในคำพูดที่ผมใช้ตลอดนะครับ Eat what you order Your order spread กินสิ่งที่สั่ง อย่าไปมองจานคนอื่น เป็นสิ่งที่ผมใช้มาตลอด ชีวิตของเรา เราดำเนินด้วยชีวิตของเรา การที่เราไปเปรียบเทียบชีวิตของเรากับคนอื่นมันไม่ใช่ มันคือชีวิตเรา สิ่งที่เรามีอยู่ตรงหน้าคือสิ่งที่เราเลือกเอง Eat what you order นะครับ u มีสิทธิ์ที่จะ Order ชีวิต มีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตแล้ว ทำไมต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่นด้วย ทำไมไม่กินสิ่งที่เราสั่งล่ะ ทำไมเราไม่สั่งมันดีๆล่ะ

คุณนันท์ : วันนี้เราก็ได้ประโยชน์มากเลยนะครับ กับการพูดคุยกับคุณชายอดัมนะครับ ไว้มีโอกาสหน้าเรากลับมาพบท่านอีกละกันนะครับ ขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact