รศ.ประภาภัทร นิยม
หนึ่งในผู้สร้างแรงบันดาลใจจากสาขาการศึกษา ผู้บุกเบิกการศึกษาทางเลือก ที่มีแนวการสอนมุ่งให้เด็กเห็นคุณค่าของชีวิตและจริยธรรมมากกว่าหลักสูตรการเรียน ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ

พี่ขัดเจน : สวัสดีครับอาจารย์ครับ

อ.ประภาภัทร : สวัสดีค่ะ

พี่ชัดเจน : วันนี้เราอยู่กับอาจารย์ ประภาภัทร นิยม นะครับ ได้รับเกียรติจากท่านนะครับ วันนี้ผมมาที่โรงเรียนรุ่งอรุณเป็นที่แรกนะครับ หลังจากนั้นก็ได้เดินเข้ามาที่สถาบันอาศรมศิลป์นะครับ แล้วรู้สึกเหมือนกับว่าที่นี่เป็นเมืองลับแล คือข้างใน ข้างนอกจะไม่รู้เลยนะครับว่ามีสถานที่อย่างนี้หลบซ่อนอยู่นะครับ แล้วก็เป็นสถาปัตยกรรมไทยที่สวยงามเข้ากับบรรยากาศมากเลย วันนี้ก็เป็นวันที่อากาศดีนะครับ ทีเดียวเลย วันนี้ก็จะมาคุยกับอาจารย์นะครับว่า อยากจะทราบถึงชีวิตของอาจารย์นะครับ โดยส่วนตัวก่อนนะครับว่าเป็นอย่างไรมา ผ่านอะไรมาบ้างครับ

อ.ประภาภัทร : คืออาจารย์เป็น สถาปนิกนะ แต่ว่าตอนนี้มาเป็นนักการศึกษา

พี่ชัดเจน : นักการศึกษา

อ.ประภาภัทร : ประจำโรงเรียนสถาบันอาศรมศิลป์ เป็นสถาปนิกแล้วก็สอนที่สถาบันที่จุฬา เสร็จแล้วก็ได้พลิกผันมาทำโรงเรียน เพราะว่าเราเริ่มเห็นถึงการเรียนรู้ของเด็ก ว่าเด็กเขามีภาวะการเรียนรู้อยู่แล้ว อันนี้ทุกคนไม่รู้ว่าเป็นเช่นนั้น ทุกคนคิดว่าต้องสอนๆ แต่จริงแล้วคนเรียน เขาเรียนอยู่แล้ว แม้ไม่มีใครสอนเขาก็ต้องเรียน ต้องรู้ ไม่งั้นเขาก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้ ที่นี้เผอิญว่าอาจจะเป็นว่าเรามีประสบกาณ์กับลูก เขามีการบกพร่องทางการเรียนรู้อยู่นะคะ ทีนี้ช่วงนั้นก็ไม่มีการรักษา เราก็ต้องพยายามศึกษาเองว่า ทำยังไงเขาถึงจะเรียนรู้เหมือนกับเด็กทั่วๆไปได้ อย่างอนุบาลเขาเคยอยู่อนุบาล ครูจะกลุ้มใจกับเขามากเลย เขาไม่ยอมเข้าห้องเรียน เขาจะเดินอยู่ข้างนอกห้อง เดินไป ห้องไหนเป็นยังไงเขาก็ไม่โผล่หน้าดู แล้วก็เดินไป เหมือนไม่รับรู้ว่าใครเขาจะทำอะไรกัน ครูก็จะคุยกับผู้ปกครองทุกวัน เป็นผู้ปกครองที่น่าหนักใจหน่อย แต่เราก็มาศึกษาตรงนี้ว่า เอ๊ะ ที่จริงแล้วเขาเรียนรู้ได้นะ แต่ว่าเรายังไม่เจอช่อง เรายังไม่เข้าใจวิธีการของเขาเท่านั้นเอง

พี่ชัดเจน : ในช่วงนั้นอาจารย์ก็เป็นอาจารย์สอนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ด้วย ในขณะที่ก็ต้องเลี้ยงลูกไปด้วย

อ.ประภาภัทร : ใช่ แล้วก็เริ่มเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ฝึกกับลูกนี่แหละ (หัวเราะ) ฝึกหาวิธีการเรียนรู้ ทำยังไงเราถึงจะไปนั่งอยู่ในใจเขาได้ ตอนนี้เขากำลังสนใจอะไร เขาอยากรู้ในแง่มุมไหน เราก็ทดลอง สื่อกับเขาในมิติที่เขากำลังจับต้องอยู่ พบว่ามันเป็นไปได้ แค่เราเหมือนเป็นเครื่องรับ เขาส่งออกมา เราเป็นเครื่องรับที่ดีหน่อย แล้วเราก็จะรู้เรื่องกัน จะคุยกันรู้เรื่อง จากที่ครูบอกว่าเด็กคนนี้ไม่มีทางที่จะเรียนหนังสือได้อีกต่อไป (คุณครูที่สอน) ใช่ ก็ปรับแล้วกลายเป็นว่าเขาก็เริ่มรับรู้แบบของเราก็เป็น เราก็รับรู้ของเขาได้ มีการจูนกันมีการปรับเข้าหากัน ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเขาก็เป็นปกติ เรียนจบที่ธรรมศาสตร์ แต่ตอนมัธยมเขาก็เรียนที่นี่รุ่งอรุณ ที่นี่เราจะจัดการเรียนการสอนผู้เรียนเป็นผู้ทำการเรียน (หัวเราะ) ด้วยตัวเอง

พี่ชัดเจน : คืออยากรู้อะไรก็ไปเสาะหาเอาเอง

อ.ประภาภัทร : ครูก็จะมีไกด์ไลน์ มีอะไรให้ แต่ว่ามันก็จะค่อนข้างเปิด Open-end learning feeling เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น มันก็เอื้อให้กับคนที่เขากำลังเติบโตขึ้นมาให้เขาได้ค้นคว้าด้วยตัวเขาเอง ได้ใช้ความสามารถ เวลาเขาเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย เขาจะเริ่มบ่นว่า ที่นั่นไม่เห็นได้เรียนอะไรเลย เขารู้สึกว่าเรียนแบบ One way ฟีดดิ้ง มันไม่ใช่

พี่ชัดเจน : แบบนั่งพ่นออกมาใช่ไหมครับ

อ.ประภาภัทร : แบบนั่งฟัง เลคเชอร์อย่างเดียว เวลาไปค้นคว้าอะไรก็ไม่ได้จริงจัง ทำเพียงเพื่อที่จะส่งรายงานแค่นั้นเอง

พี่ชัดเจน : นั่นคือรายงานตอนมหาวิทยาลัย

อ.ประภาภัทร : เขาก็รู้สึกว่านั่นมันไม่ใช่ เขาก็ไม่ทิ้งทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เขาก็เลย โอเค เรียนมหาวิทยาลัยก็เรียนไป เรียนเพื่อให้ได้คะแนน เขาก็ไม่ได้ไปซีเรียสมาก เขายังคงศึกษาด้วยตัวเองในสิ่งที่เขาสนใจ พี่ชัดเจน : แล้วจุดเริ่มต้นตรงนั้น หมายความว่า เท่าที่ผมฟัง เริ่มทดลองจากลูก ก็เลยมาทำโรงเรียนรุ่งอรุณ แล้วเริ่มมายังไงครับโรงเรียนรุ่งอรุณ สอนระดับไหนบ้าง

อ.ประภาภัทร : เริ่มตั้งแต่เราเปิดในระดับอนุบาล แต่ตอนนั้นก็ย้ายมาจากอนุบาลรักลูก ที่ตรงสาทร ก็ move มาที่นี่ มีอนุบาล มีป.1 มัธยม1 เปิดพร้อมกัน ทั้ง 3 ระดับ แล้วก็ทดลองทำหลักสูตรแบบใหม่ขึ้นมา เป็นหลักสูตรที่ให้ผู้เรียนเขาลงมือปฏิบัติมาก ให้เรียนรู้ด้วยตัวเองให้มาก วิธีการเตรียมการเรียนการสอนของครู พัฒนาพวกสื่อพวกกระบวนการอะไรพวกนี้ขึ้นมา ทำให้เด็กได้ Proactive เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง แทนที่ว่าจะอิงอยู่กับตำราแล้วสอนกางตำรา ให้เด็กเป็นผู้ฟังเฉยๆ มันไม่ใช่ ก็กลับกันซะว่า ให้เด็กเขาได้เป็น Learner จริงๆ ให้เขาเรียน

พี่ชัดเจน : ในช่วงแรกมีนักเรียนเยอะไหมครับ

อ.ประภาภัทร : ช่วงแรกก็ประมาณร้อยกว่าคน

พี่ชัดเจน : เป็นร้อยเลยนะครับ เป็นเพราะว่าย้ายจากโรงเรียนเก่าด้วยใช่ไหมครับ

อ.ประภาภัทร : มีประถมหนึ่งแล้วก็มีชั้นคละด้วย ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังทำอยู่ชั้นคละ เขาไม่ได้เป็นผู้ถูกสอนต้องมองอย่างนั้น เด็กเขาไม่ใช่ผู้ถูกสอน แต่เขาต้องเป็น Proactive คือเป็นผู้เรียน อธิบาย ยกตัวอย่าง ถ้าจะให้เขารู้เรื่องระบบนิเวศน์ป่าชายเลน ถ้าคุณอธิบายเขาจากในหนังสือ หรืออธิบายบนกระดาน เขาไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ ก็ต้องพาเขาไป ที่นี่ก็จะมีภาคสนามเยอะมาก พาไปนู่น พาไปนี่ พาไปลุยในป่าชายเลน (ไปดูพื้นที่จริงเลยนะครับ) ไปลุยจริงๆเลย ไปดูไอ้คำว่า เลน มันเป็นยังไง เดินลงไปแล้วมันยุบมันยวบ มีสัตว์ มีพืชอะไรบ้าง เขาเห็นกับตาแล้วเขาก็เห็นวงจร ที่ชีวิตเหล่านั้นมันอาศัยกันอยู่อะไรมันกินอะไร เขาจะจำแม่นเลยล่ะ แล้วเด็กชอบนะ สนุก มัน Adventure ชีวิตคนเรามันเรียนรู้เพราะว่ามีสิ่งท้าทาย เราต้องจัดกระบวนการ การเรียนรู้แบบนี้ให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเวลาเด็กพวกนี้โตขึ้นไป เขาจะซึมซับสิ่งเหล่านี้เข้าไปเรื่อยๆๆ ภาวะการเรียนรู้ด้วยตัวเองมันก็ไม่หายไปก็ยังอยู่ ไปเจออะไรไปเผชิญอะไรก็เรียนรู้เป็น พอโตหน่อยพาไปอยู่กับหมู่บ้านปากะญอ

พี่ชัดเจน : โตขึ้นมาหน่อยนี่สักเท่าไหร่นะครับ มัธยม

อ.ประภาภัทร : มัธยมปลาย ไปอยู่เป็นอาทิตย์ พอเขาไปอยู่ก็เริ่มเห็นชีวิตของมนุษย์ มีหลายแบบนะ วัฒนธรรมก็แตกต่าง ภาษาก็แตกต่าง ความเป็นอยู่วิถีการดำรงชีวิต ซึ่งอาศัยธรรมชาติมากๆ ไม่เหมือนเราเลย ไม่เหมือนคนเมือง คนเมืองเริ่มรู้เลยว่าทำอะไรไม่เป็น หุงข้าวก็ไม่เป็น ตำข้าวก็ไม่เป็น ปล่อยให้ไปอยู่อย่างนั้นรับรองอดตาย เขาเริ่มเห็น เริ่มเปรียบเทียบเริ่มเข้าใจ

พี่ชัดเจน : ตัวรู้นี่คือ เหมือนตระหนักรู้ นี่เป็นยังไงบ้างครับ

อ.ประภาภัทร : เหมือนกับตระหนักรู้ว่าเราไม่รู้ แต่เราก็ไม่ค่อยรู้หรอก จริงไหม มันเหมือนเรื่องง่ายๆ เราไปรู้เรื่องอื่นแต่เรื่องตัวเราไม่รู้

พี่ชัดเจน : ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ

อ.ประภาภัทร : ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ถ้างั้นเราไปเรียนอย่างหนึ่ง เหมือนกับเรียนตามๆกันไป

พี่ชัดเจน : เพื่อออกมามีงานทำ

อ.ประภาภัทร : เรียนที่คนอื่นบอก ไม่ได้สร้างความรู้ด้วยตัวเอง อย่างมาสถาที่อย่างนี้ มันเป็นบรรยากาศที่เป็นวัฒนธรรมไทย แล้วถามว่า ทำไมมันเป็นอย่างนั้น สังเกตุจากอะไร

พี่ชัดเจน : ผมสังเกตุจากโครงสร้างสถาปัตยกรรม

อ.ประภาภัทร : เห็นอะไรบ้าง

พี่ชัดเจน : ก็จะมี ที่เป็นหลังคาสูงๆ มีพื้นที่เปิดสูงๆ มีเสา มีการเปิด โล่งๆ ลมโกรก มุงจาก (ใช้วัสดุท้องถื่น) คือเป็นสีวัสดุเลย มันมีเนื้อในที่สัมผัสแล้วมันดี มันรู้สึกได้ครับ

อ.ประภาภัทร : ถ้ามันรู้สึกได้ บางทีผู้ใหญ่ๆไม่ค่อยชอบ คือปิดความรู้สึกตัวเอง เอาความคิดหรือเอาภาษา ตัวเองถูกฝึกมาเยอะๆมากลบ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรไปตรงๆ

พี่ชัดเจน : คือรู้สึกอย่างนึงแต่แสดงออกไปอีกแบบนึง

อ.ประภาภัทร : พูดไปตามความคิด ไม่ใช่ความรู้สึก

พี่ชัดเจน : อ.ถือว่าเป็นคนที่ติดหนึ่งใน 65 คนของหญิงที่มีอิทธิพลที่สุดในประเทศไทย อันนั้นเขาจัด Rank ให้เฉยๆ แต่ในมุมมองของผม จากสิ่งที่ผมได้สัมผัส จากสิ่งที่อ.สร้างมา โรงเรียนรุ่งอรุณ สถาบันอาศรมศิลป์ ถือว่าเป็นการเรียนรู้ อย่างของผม ตอนเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย เราเข้าไปเรียนก็เอ็นทรานซ์ตามระบบไป รู้สึกว่าเราเรียนอะไรไปก็ไม่รู้ คือหมายความว่าบางทีเราก็ไม่อยากรู้ แต่เราจำเป็นต้องเรียน มาในลักษณะนี้ พอได้ยินเรื่องของเปิดพื้นที่การเรียนรู้ด้วยตัวเอง อยากรู้เรื่องอะไรก็ไปศึกษา สุดท้ายมันออกมาก็มีผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกัน ถือว่าเป็นการปฏิรูป ถือว่าเป็นอย่างนั้นรึเปล่าก็ไม่แน่ใจนะครับ ปฏิรูปการศึกษารึเปล่า หรือเป็นรูปแบบแบบนี้ เป็นลักษณะนี้อยู่แล้ว

อ.ประภาภัทร : มันก็เป็นเหมือนกับสิ่งที่ทวนกระแสนะ เพราะว่าโดยส่วนใหญ่เขาไม่ทำกัน เพราะว่าอะไร จริงๆเรื่องนี้มันมีอยู่แล้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ถ้าคุณไปดูในต่างประเทศ ก็มีพูดถึงแนวทางในการที่จะเรียนรู้แบบนี้ tissory 3.42พวกเราก็ได้ยินเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ก็มีมานานแล้ว แต่ถามว่าทำไมเขาไม่ทำกัน คิดไหมว่าทำไมเขาไม่ทำกัน

พี่ชัดเจน : ทำไมเขาไม่ทำกันใช่ไหมครับ มันต้านระบบรึเปล่าครับ

อ.ประภาภัทร : แน่นอนล่ะ มันสวนทางระบบ พอสวนทางระบบมันก็เหมือนกับไม่ง่าย หนึ่งมันจะต้องทำความเข้าใจอะไรใหม่ๆทั้งหมด ทัศนคติใหม่ มุมมองต่อเด็ก ต่อโลก ครูที่จะมาทางนี้ยาก สองทำไปแล้วทีนี้เขาจะยอมรับไหม เราจะไปสอดคล้องกับระบบที่เป็นอยู่ได้ไหม อันนี้ก็อีกทางนึง ยากอันดับสอง ก็เลยเป็นความยาก จริงๆถามว่ามีคนพอใจไหม อยากทำไหม เขาก็อยากทำทั้งนั้น แต่มันทำยาก บริบทเราอาจจะยังไม่เอื้อนะ แต่ไม่แน่นะถ้าน้ำท่วมบ่อยๆอาจจะเอื้อ เพราะว่าระบบเก่ามันใช้ไม่ได้ มันต้องเลิกแล้ว

พี่ชัดเจน : มันก็แสดงถึงผลลัพธ์ทางการศึกษา

อ.ประภาภัทร : พากันไปสร้างอะไรที่มันเป็นทางน้ำ ทำไมทำได้ยังไง ทำไมไม่รู้ล่ะ ใช่ไหม ความรู้ไม่ได้ข่วยอะไรเลยหรอ ที่จริงความรู้เขาบอกมันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าไม่เชื่อไง เลือกที่จะทำอีกแบบ อันนี้คือความไม่รู้ตัวเอง เลือกทำอะไรที่มันไม่สอดคล้องกับผลลัพธ์ความเป็นจริง มันก็ลำบาก เราก็นึกว่าเราแน่กว่าธรรมชาติ

พี่ชัดเจน : ก็คือเราต้องอยู่กับธรรมชาติให้ได้ด้วย

อ.ประภาภัทร : อย่าฝืนธรรมชาติ ต้องรู้ว่าแค่ไหนพอ ตรงนี้ล่ะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับคน มนุษย์จะไม่ค่อยรู้ว่าแค่ไหนพอ เลยต้องมาเรียนรู้จากตัวเอง มีวิชาองค์กรชีวิต สภาวะองค์รวม รู้กาย รู้ใจ รู้การมีหนทางที่เราสามารถฝึกได้ แล้วก็ลองฝึกดู ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนอืกล่ะ จะฝึกไหม บังคับไม่ได้ แต่เราบอกได้ว่ามีหนทางนะ หัดให้ก็ได้นะ แล้วนักศึกษาก่อนจะมาเรียน เขาจะได้รับ Assailment ไปปฏิบัติธรรมก่อนสักหนึ่งสัปดาห์ จะต้องเข้าไปเขียนผลที่เกิดขึ้น ส่งมา อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา

พี่ชัดเจน : นักเรียนของสถาบันอาศรมศิลป์ ปีหนึ่งๆมีการรับเข้ามากี่คน

อ.ประภาภัทร : ปีนึงไม่มากประมาณ 20 กว่าคน 30คน

พี่ชัดเจน : เรียนเกี่ยวกับด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์

อ.ประภาภัทร : สถาปัตยกรรมศาสตร์เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม กับการศึกษาแบบองค์รวม 2 หลักสูตร กำลังจะเปิดอีกหลักสูตรนึง หลักสูตรผู้ประกอบการสังคม ชื่อ อองเทอเพอนัว จะเปิดหลักสูตรปริญญาตรีปีหน้า การศึกษาประถมวัย แล้วก็สถาปัตย์เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมปริญญาตรี อีกสักสองปีเปิดสถาปัตย์ เราเปิดปริญญาโทก่อนเพื่อจะสร้างอาจารย์ ปริญญาตรีเปิดทีหลัง เพราะเป็นสาขาใหม่ซึ่งยังไม่มีผู้สอนบุคคลากรทางด้านนี้ ยังไม่เชี่ยวชาญ ดังนั้นเรื่องแรกๆนี่ก็ คือตอนนี้ทำวิทยานิพนธ์อยู่ ค่อนข้างที่จะจบยากนิดนึง เราอยากจะได้คนที่มีคุณภาพจริงๆ บุคคลากรมีคุณภาพ มาช่วยกัน อย่างการศึกษาองค์รวม ก็กลับไปช่วยโรงเรียนรุ่งอรุณได้เยอะ มีบุคคลกรด้านนี้เข้ามาเราก็เริ่มลองใช้กับโรงเรียนรุ่งอรุณ ปรับวิธีการ พัฒนาครู เพื่อให้ครูกลับมาพัฒนาตัวเองมากขึ้น เอาระบบ pre coaching มาใช้ให้เขาเลือกคู่ที่จะมาเป็น Coach ด้วยกันเอง แล้วก็ผลัดกันไปสังเกตุที่คุณสอน เพื่อนก็มาสังเกตุวิธีการ บันทึกว่า ได้ยินครูพูดว่าอะไรบ้าง สอนอะไรบ้าง พาเด็กทำกิจกรรมอะไรบ้างเกิดผลอะไรกับนักเรียน มาสะท้อนกลับกับผู้สอน ผู้สอนก็ต้องมีโจทย์บอกผู้สังเกตุการณ์ไปด้วยว่า อยากให้มาสังเกตุอะไรตัวเองอยากจะปรับปรุงอะไร มาสังเกตุแล้วก็มาสะท้อนกัน ก็จะทำให้ปัญหามันถูกคลี่คลายได้ตรงมาขึ้น เป็นวิธีพัฒนาคุณภาพ มีครูคอย coaching กัน อย่างนี้เป็นต้น หรือระบบพัฒนาหลักสูตรแบบที่เอาเป้าหมายสมรถนะเป็นตัวตั้ง อย่างที่คุยไปเมื่อกี้ว่า ระบบการศึกษาเรามักจะทิ้ง ผลทางด้านสมรถนะไป เอาแต่ความรู้กับทักษะเฉยๆ ข้อมูล อันนั้นก็เป็นการก๊อปปี้ครูบาอาจารย์ มันไม่พอ ต้องสร้างความรู้ความสามารถของตัวเองขึ้นมาด้วย แล้วก็จะเริ่มให้โรงเรียนอนุบาล ประถมมัธยม ทดลองนวัฒนกรรมอะไรหลายๆอย่าง อย่างประถมก็ทดลองเรื่อง Open ent question as close คณิตศาสตร์เป็นการเรียนคณิตศาสตร์ที่ทำให้เด็กเขาต้องเรียนคิดด้วยตัวเอง ทดลองคิด คือจะไม่ได้ พุ่งไปที่ว่าทำโจทย์แล้วหาคำตอบให้ถูก ไม่ใช่ แต่จะให้เห็นว่าถ้าโจทย์เป็นแบบนี้ จะคิดยังไงได้บ้าง วิธีการแก้ปัญหามีกี่แบบ ให้ทดลองให้เด็กเห็นกันเองว่า คนนี้คิดแบบนี้ คนนั้นคิดแบบนี้ แล้วก็หาข้อสรุป จนกระทั่งออกมาได้ทฤษฎีเอง

พี่ชัดเจน : ก็ดีนะครับได้เห็นของคนอื่นด้วยว่าเขาคิดอย่างไร

อ.ประภาภัทร : ได้เห็นของคนอื่น ได้แชร์กัน ต่อเติมกัน แล้วเริ่มเข้าใจว่าคนเราต้องเรียนรู้ด้วยกัน มีสัมพันธภาพกันด้วย ก็เป็นเรื่องที่มันน่าสนใจ สนุกนะ ทำแล้วเรียนรู้

พี่ชัดเจน : ตอนที่อาจารย์สร้างสถาบันสร้างโรงเรียน มีปัญหาและอุปสรรคที่เจอใหญ่ๆบ้างไหมครับ

อ.ประภาภัทร : มันก็มีความยากนั่นแหละ ยากทั้งในแง่ที่เราจะฝึกครูยังไง ยากในแง่การทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง เรื่องเด็กไม่ค่อยยากเท่าไหร่ ยากสองเรื่อง ผู้สอนกับผู้ปกครอง ที่ต้องปรับทัศนคติเยอะเหมือนกัน เราจะมองเด็กยังไง ไม่งั้นเราก็จะใช้อำนาจนิยมเสมอ ผู้ปกครองก็เหมือนกัน จะคิดแทนเด็กจะตัดสินใจแทน เรียกว่าทำแทนทุกอย่าง เมื่อวานนี้เดินไปที่หน้าโรงเรียนแห่งนึง เด็กผู้หญิง เด็กประถมแม่เขาไปรับ แม่ก็ตัวเล็กนิดเดียว เด็กผู้หญิงก็ออกมาจากโรงเรียน เขาก็มีเสื้อหนาว แม่ก็ถือของ เข้าใจว่าแม่ไปซื้อของมาด้วย หิ้วกระเป๋าของตัวเอง ถุงที่ไปซื้อมา แล้วก็หิ้วกระเป๋าของเด็กคนนี้ ถุงย่ามของเด็กคนนี้ด้วย แม่นี่เต็มไปหมดทั้งตัว (เหมือนเป็นผู้จัดการ) ลูกก็เดินบ่นไปอย่างนู้น อย่างนี้ อย่างนั้น แต่แม่นี่ก็เหมือนคนรับใช้ ผู้บริการ เราเห็นเราก็รู้สึกสะท้อนใจ โอ้โห ผู้ปกครอง บางที่ก็ใช้ความรักลูก ที่เรียกว่ารักมากไม่พอดี บริการไปซะทุกอย่าง โดยที่เด็กก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย เด็กก็ไม่ได้เผชิญอะไรเลย เด็กก็เอาแต่ใจตัว คิดว่าต้องมีคนรองรับ ทำให้ แก้ปัญหาให้ แล้วเขาจะได้แก้ปัญหาอะไรด้วยตัวเอง แม่หอบของยังไม่พอ ต้องเรียกแท็กซี่อีก บริการให้หมด หมดทุกอย่างเลย

พี่ชัดเจน : ถ้าผมสัมผัสได้คงไม่ใช่แค่แม่ลูกคู่นั้น เเป็นกันเยอะ ตอนนี้เด็กๆโตขึ้นมาพึ่งพาตัวเองไม่ค่อยได้ ความอดทนน้อย

อ.ประภาภัทร : ขึ้นรถเมล์ก็ไม่เป็น แล้วเด็กผู้ชาย ขึ้นเมล์ก็ไม่เป็น กลับบ้านเองก็ไม่ได้ พ่อแม่ก็รู้สึกว่าอันตราย แล้วครูเองก็เคยชินกับตอนที่อยู่หน้าชั้นก็มีอำนาจ เป็นผู้ถืออำนาจ ฟังเด็กยังฟังไม่ทันจบ ก็ชี้ถูกชี้ผิดแล้ว ไปตัดสินเขา เด็กก็เลยไม่มีพื้นที่เรียน ใช่ไหม พอถูกตัดสินเขาก็หดเลยสิทีนี้ เด็กเดี๋ยวนี้เขาก็ไม่กล้าคิด ไม่กล้านำเสนออะไร ครูแม้แต่วิธีการที่จะทำให้เด็ก ต้องให้โอกาสที่เขานำเสนอเป็นอย่างดี ไม่ใช่แย่งกันจะตอบ จะวุ่นวายไปหมดก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นความพอดี ครูต้องเป็น ต้องมือโปรเหมือนกัน (เปิดโรงเรียนสอนคุณครู) ที่นี่ก็เลยเปิดโรงเรียนสอนคุณครู เป็นเรื่องจำเป็นมากเลย ต้องสร้างครูที่ดี มาเป็นครูไหมละ ฟังแล้วกลัวเลยหรอ

พี่ชัดเจน : ต้องไปสอนตัวเองเยอะๆก่อนครับ

อ.ประภาภัทร : ครูต้องมีเวทีให้ครูฝึกนะ ถ้าฝึกโดยไม่มีเวที ที่เขาเรียนครูแล้วเขาไม่เอาไปลงชั้นจริงๆ เป็นแค่ฝึกงาน แค่คนฝึกงานก็ไม่จริง คุณต้องโดดลงไปเป็นครูจริงๆ ต้องรับผิดชอบชีวิต ผลการเรียนรู้ของเด็กจริงๆ โอ้โห มันจะตื่นตัว มันเอฟเฟ็กซ์เต็มที่

พี่ชัดเจน : ผมอยากถามอาจารย์มุมมองเกี่บวกับคุณค่าและความหมายของชีวิตในทัศนะของอาจารย์คืออะไรครับ

อ.ประภาภัทร : จริงๆเราต้องเห็นว่า เราโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นะ เราโชคดีมากที่ได้มาเกิดในแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งกายภาย ทั้งทางด้านจิตใจ มีพระศาสนาเป็นสิ่งพื้นฐาน การเรียนรู้ของชีวิตอันนี้เราก็โชคดีมากๆ เราจะทำยังไงให้ความโชคดีนี้คุ้มค่า เราจะใช้ชีวิตยังไง เราจะทำยังไงให้ม่ประมาท แล้วตอนนี้ก็พยายามไปฝึกหัดตัวเอง ไปปฏิบัติธรรม ไปฝึกฝนการทำเหตุปัจจัยที่ดีที่จะทำให้เราเข้าใจ รู้เห็นความเป็นจริง ในใจว่าชีวิตเรามีเรื่อง รูปกับนาม ถึงแม้ตอนนี้ไม่ได้เห็นชัดมากแต่เราต้องหาวิธีการ หาแนวทางที่จะอยู่ด้วยกัน ปฏิบัติเพื่อให้รู้ความจริง ตรงนี้ก็ฝึก ก็ฝึกไป ตอบสั้นๆได้อย่างนี้ ถ้าจะให้เข้าใจจริงๆก็ชวนมาฝึก ไม่งั้นก็ไม่เข้าใจ

พี่ชัดเจน : ต้องมาเรียนรู้ด้วยกัน มาปฏิบัติ อยากให้อาจารย์ช่วยฝากกับเยาวชนที่ดูอยู่ เยาวชนอายุน้อยกว่าผม หรืออายุประมาณผม เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศอีกใน 20 ปีข้างหน้า เสนอฝากอะไรครับ

อ.ประภาภัทร : เยาวชนเป็นกำลังของสติปัญญา ถ้าหากว่าเราใช้ให้ถูก เราจะเหมือนกับได้สร้างสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของเรา ถ้ามารอจนแก่สร้างอะไรก็ยากแล้ว แต่เยาวชนมีพลังชีวิตที่ดีที่สุด จะทำอะไรก็ทำได้ สำเร็จไปหมด แต่ถ้าหากเราเลยเวลานั้นไปแล้ว มาเริ่มตอนแก่ ก็ทำได้เหมือนกัน แต่มันไม่เหนื่อยนะ แต่มันจะช้า มันไม่แจ่มใสเหมือนตอนเป็นเยาวชน เยาวชนทำอะไรได้เหมือนผู้ใหญ่ คิดอะไรก็คิดได้เหมือนผู้ใหญ่ เข้าใจอะไรก็เข้าใจเหมือนผู้ใหญ่ แม้ว่าประสบการณ์มีไม่มากเท่า แต่เขาก็ขอให้ตัวเองมีสิตปัญญาพอ ที่จะทำความรู้ความเข้าใจได้เสมอกัน เหมือนผู้ใหญ่ อย่าไปรอว่า เรื่องอย่างนี้ต้องรอแก่ๆซะก่อนค่อยรู้ ไม่ใช่ รีบๆรู้ไปเลย อย่าให้ชีวิตเราสูญเปล่าไปกับความฟุ้งเฟ้อเกินไป ยังมีของที่เราต้องค้นพบ มีค่ามากกว่านั้นอีกมากมาย ที่เราต้องค้นให้พบ เพราะฉะนั้นลองมาสนใจในเรื่องที่เป็นเรื่องตัวของเราเอง เป็นชีวิตของเราเอง ทั้งร่างกาย และ จิตใจของเราเอง ถ้าแต่ละบุคคลได้พัฒนาตัวเองให้ดีที่สุดแล้ว โลกนี้ก็จะน่าอยู่มาก ไม่ต้องมีใครมาคอยตามจับผู้ร้ายใครที่ไหน ถ้าทุกคนเข้าใจอย่างนี้ได้โลกก็จะสันติสุข เหมือนที่ท่านพุทธทาส กล่าวไว้ว่า ท่านสอนไว้ว่า เยาวชนคือสันติภาพของโลก

พี่ชัดเจน : วันนี้ได้แง่มุมความคิดจาก อาจารย์ประภาภัทร นิยม ผมขอกราบขอบพระคุณในที่นี้ครับ ขอบคุณครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact