สุธาสินี น้อยอินทร์
สุธาสินี น้อยอินทร์ หรือ “แม่ติ๋ว” ผู้ก่อตั้งบ้านโฮมฮัก หรือ มูลนิธิสุธาสินีน้อยอินทร์เพื่อเด็กและเยาวชน จ.ยโสธร ที่ี่มีเด็กที่ตกเป็นเหยื่อภัยอาชญากรรม อย่างเช่น ถูกข่มขืน ถูกทารุณกรรม ติดยาเสพติด และติดเชื้อเอดส์ มาพักพิง กว่า 100 ชีวิต

แม่ติ๋ว บ้านโฮมฮัก

พี่ขัดเจน : ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีอย่างเป็นทางการครับ แม่ติ๋วเริ่มโครงการทำบ้านโฮมฮักมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ

แม่ติ๋ว : จริงๆปีนี้เป็นปีที่ 26 จะผ่าน 25 ในอีกไม่กี่วันนี้นะคะ ก็จะเข้าปีที่ 26 บ้านหลังนี้อายุ 25 ปีเต็ม เข้า 26 เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นของการที่จะทำบ้านให้กับเด็กๆ เพื่อให้เด็กๆมีความสุข มันจะต้องพร้อมในเรื่องของจิตใจ ถ้ามีแค่เงินอย่างเดียวเราจะไม่สามารถทำอะไรได้อย่างเป็นสุข เพราะเราจะต้องมายุ่งกับเรื่องการบริหารจัดการ เราจะต้องมานั่งมองเรื่องกำไรต้นทุน แต่เรื่องของชีวิตจะไม่มีกำไรต้นทุน เรื่องของชีวิตจะเป็นเรื่อง มีเกิดขึ้น มีตั้งอยู่ แล้ววันนึงเขาก็จะต้องหายไป เพราะฉะนั้นแล้วการทำบ้านโฮมฮักซึ่งแปลว่า ศูนย์รวมแห่งความรัก มันเริ่มต้นด้วยหัวใจจริงๆ เริ่มต้นด้วยความตั้งใจ ความมุ่งมั่นที่เราถูกสอน คำพ่อสอน พ่อสอนให้เราเติบโตขึ้นมารับใช้ผู้อื่น พ่อบอกเราตลอดเวลาว่าศึกษาให้เราออกไปรับใช้ การศึกษาไม่ได้สอนให้เราไปเป็นใหญ่เป็นโตแล้วไปเอาเปรียบผู้ใคร เพราะฉะนั้นคำพ่อสอนจะถูกปลูกฝังแล้วติดในใจตลอดมา แล้วตัวเองเติบโตขึ้นมาท่ามกลาง ความแตกแยกความร้าวรานของครอบครัว เราก็จะเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับความรัก เงินมันซื้อชีวิต มันซื้อความรัก ความตายไม่ได้เลย แต่ว่าไอ้ความรักที่มันมาทำอะไรเพื่อรัก ทำด้วยความตั้งใจจริงใจ บริสุทธิ์ใจ ผลที่มันเกิดมันจะมีความงอกงาม มันจะมีความงดงามแต่แน่นอนล่ะ ว่ากว่าจะงอกงาม งดงาม ต้องมีปัญหาอุปสรรคมากมาย ที่เราต้องกลับมาดูใจตัวเราเองว่าอะไรทำให้เราทำ ถ้าทำแล้วเป็นทุกช์เราจะทำทำไม แต่ทำแล้วยิ่งอยากเป็นสุขเราก็ยิ่งอยากจะทำไปเรื่อยๆ ผลของความสุขไม่ได้อยู่ที่รางวัล ผลของความสุขไม่ได้อยู่ที่ใครมาสรรเสริญเยินยอ แต่ผลของความสุขคือการที่ทำให้ใครที่อยู่ตรงหน้าเราเขาได้หัวเราะ เขาได้ยิ้ม เขาได้รอดพ้นจากความเจ็บปวด ความหนาว รอดพ้นจากความตาย อย่างที่ไม่น่าจะตายได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเป็นความสุขที่มันเติมหัวใจเราให้เต็มจนเราลืมบาดแผลของตัวเองไป เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกก็คือ ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราจะต้องไม่ลงโทษผู้อื่น ไม่ลงโทษกับสิ่งรอบข้าง ไม่ลงโทษกับประสบการณ์ ไม่ลงโทษกับอะไรก็แล้วแต่ที่เข้ามากระทบใจ แต่กลับมาดูที่ตัวเองให้ได้ว่าจริงๆแล้ว วันนี้เราทุกข์ ทุกข์เพราะอะไร อะไรทำให้เราทุกข์ และหากเราสุขเราก็ต้องไม่หลงใหลความสุขตรงนั้น แต่ต้องรู้เท่าทันว่าอะไรทำให้เราเป็นสุข เมื่อเราสุขแล้วเราจะแบ่งปันความสุขนั้นให้คนอื่นยังไง ตัวนี้เป็นตัวที่สำคัญสำหรับชีวิต ที่เราเรียกว่าชีวิต ความงอกงามของชีวิตที่นี่ถูกเติมเต็มด้วยความรัก ชีวิตมันต้องให้ด้วยชีวิต เราทำงานเพื่อชีวิต ไม่ใช่เป็นการท่องจำ แต่เป็นการทำงานเพื่อชีวิตด้วยชีวิต ที่ทำจากการปฏิบัติ จากการเรียนรู้ประสบการณ์ในแต่ละวัน

พี่ชัดเจน : โห! ผมได้อะไรเยอะมากเลยครับ แล้วในช่วงแรกที่เริ่มสร้างบ้านโฮมฮัก เริ่มมาอย่างไรครับ

แม่ติ๋ว : อย่างที่คุยไว้ตั้งแต่แรกว่า ตัวเองมีประสบการณ์เป็นเด็กบ้านแตก คุณพ่อรับราชการ คุณพ่อก็จะชอบย้ายไปตามจังหวัดต่างๆ คุณแม่ไม่ได้ย้ายตาม เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันถูกบ่มเพาะในใจก็คือ เมื่อไหร่เรามีพ่อ เราจะไม่มีแม่ เมื่อไหร่ที่เรามีแม่เราก็จะไม่มีพ่อ แต่ติ๋วเองโชคดีที่มีคุณแม่ที่เข้มแข็ง มีคุณแม่ที่กล้าหาญ มีคุณแม่ที่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง แล้วพูดคุยความจริงให้ลูกฟัง โดยไม่กล่าวโทษอีกฝ่ายนึง เมื่อไหร่ที่ติ๋วกลับมาอยู่กับคุณพ่อ คุณพ่อก็จะใช้ความเข้มแข็งของคุณพ่อ สอนเราด้วยประสบการณ์ของการทำงาน เพราะฉะนั้นเราผ่านความทุกข์ ความสูญเสียตรงนั้นมา ซึ่งถ้าย้อนหลังไปในวันนั้นจำได้ว่า ตัวเองก็เสียน้ำตาเกือบทุกวัน เมื่อเห็นคุณพ่อเมื่อเห็นคุณแม่ร้องไห้

พี่ชัดเจน : อายุสักเท่าไหร่นะครับ

แม่ติ๋ว : มันเริ่มตั้งแต่ 9 ขวบมาเลย เราเริ่มเรียนรู้แล้วว่า จริงๆความสูญเสียมันคืออะไรนะคะ เพราะฉะนั้นคุณแม่พูดอะไรมันจะถูกบันทึกอยู่ในสมอง แต่ในช่วงจังหวะตัวเองได้เลือกมาใช้ชีวิตอยู่กับคุณพ่อที่ต่างจังหวัด เพราะความที่อยากมีพ่อ อยากเรียนรู้ชีวิตของพ่อ คุณพ่อจะบอกอยู่เสมอว่า คุณพ่อมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นครู คุณพ่อบอกเสมอ แล้วคุณพ่อก็จะบอกติ๋วว่า ทุกครั้งที่คุณพ่อทำงาน คุณพ่อจะทำงานด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความตั้งใจ เพราะว่าคุณพ่อมีครูเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านคอยบอกวิธีการทำงานอยู่ มันก็ถูกปลูกฝังในความรู้สึกในส่วนนึง ที่เราไม่ได้ทำไปตามกระแสที่เขาบอกว่า เป็นกระแสของการทำอะไรเพื่อใคร จะเป็นการถูกปลูกฝังจากคนใกล้ตัวเรา แล้วก็มาทำกิจกรรมที่ตลาด แต่ก่อนสนามหลวงเป็นตลาดนัดไม่ได้เป็นสวนสวยๆเหมือนเดี๋ยวนี้ ด้วยความที่เราเป็นคนกรุงเทพ แล้วก็อยู่กับครอบครัวที่เราเข้าใจว่าเราพอใจกับตรงนั้น คำว่าพออันนี้ ณ วันนี้เราก็นึกได้คำนึง คือคำว่าพอตรงนี้ เหมือนกับพระราขดำรัชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระองค์พูดเรื่องพอเพียง แต่จริงๆเราใช้คำว่าพอคำเดียวเลย พอที่ใจเรา พอเราพอที่ใจเราเราจะไม่รู้สึกทุกข์กับตรงนั้น เราก็ลงไปทำงานกับเด็กๆที่เร่ร่อน ที่สนามหลวง ซึ่งมันเป็นตลาดนัดเด็กๆก็จะขายพวงมาลัย ขายหนังสือพิมพ์ ไปสอนหนังสือ ไปเล่นเกม ไปทำกิจกรรม จากจุดตรงนั้นทำให้เรามีโอกาสได้ขึ้นไปอยู่บนดอยแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงราย ไปช่วยเหลือชุมชน ชาวไทยภูเขา เผ่ากระเหรี่ยง เผ่าม้ง เคยไปเป็นครูในหมู่บ้านเด็ก ประสบการณ์เหล่านั้นมันทำให้เรารับรู้ว่า ถ้าชีวิตนึงเราอยากแทนคุณแผ่นดินเราจะทำอะไร เราก็มาพบว่า จังหวะนึงของชีวิต พบว่ามีคุณหมอไปรับรางวัลที่กรุงเทพ เราไปดักคุยกับท่าน ท่านเป็นหมออยู่โรงพยาบาลชุมชนยโสธร ท่านไปรับรางวัลแพทย์สตรีดีเด่น เราฝังใจกับชนบท มันคงมีอะไรที่มันน่าทำ ท้าทาย การที่ไปอยู่บนดอยเราพบว่ามันน่าทำเพราะมันท้าทาย แต่ท้ายที่สุดเราก็ต้องกลับมากรุงเทพ กลับบ้าน เพราะความเป็นห่วงคุณแม่ พอตัดสินใจจริงๆเราพบอีกตัวนึงคือ ปัญหามันน่าจะอยู่ข้างนอกมากกว่ากรุงเทพ ความเข้าใจในตอนนั้น ก็เลยตัดสินใจออกมาอยู่ที่ยโสธร ช่วงที่อยู่ชุมชนแออัดคลองเตยก็เลือกจะมาอยู่ยโสธร อยู่อีสานเพราะว่าพบกับคุณหมอท่านนั้น พอมาอยู่อีสานจริงๆเราพบว่า ปัญหาไม่ได้มีต้นเหตุ ไม่ได้มีกลางเหตุ แล้วก็ไม่ได้มีปลายเหตุ ปัญหามันจะมีอยู่ทุกๆที่ อยู่ที่ว่าเรายืนอยู่ตรงจุดไหน เราเข้าใจปัญหานั้นว่าอย่างไร แล้วเราจะแก้มันอย่างไรในตอนนั้น มันก็เลยทำให้เลือกที่จะอยู่ที่จังหวัดยโสธร ประกอบกับเราได้พบกับผู้คน ของยโสธรที่เราเคยประทับใจ ที่เรารู้จักกับเขาตอนเรามาสร้างโรงเรียน มาทำค่ายสร้างโรงเรียนที่ยโสธร พอตัดสินใจอยู่จริงๆแล้ว ปัญหาอุปสรรคมีมากมายเลย เนื่องจากหนึ่งเป็นคนเมือง สองมาเริ่มต้นอะไรโดยไม่มีญาติพี่น้อง เริ่มต้นโดยตัวคนเดียว มาเริ่มต้นโดยที่ไม่ได้มีเงินมามากมาย มาเริ่มต้นด้วยวิธีคิดของการปฎิบัติมากกว่าวิธีคิดที่มาจากทฤษฏี เพราะฉะนั้นมันต้องพิสูจน์มากมาย คนไม่ยอมรับล่ะ คนดูถูกเหยียดหยาม คนไม่เชื่อมั่น คนสรุปว่าเราอาจจะเป็น คอมมิวนิสต์ คนสรุปว่าเราจะเป็นภัยต่อสังคมรึเปล่า เพราะฉะนั้นการต่อสู้ตรงนั้นถ้าเรา ไปเถียง ไปเรียกร้อง ไปกดดันไปคาดหวัง เราทุกข์ แล้วเราจะมาไม่ถึงวันนี้ แต่พอเราปิดตัวเองเงียบๆแล้ว พิสูจน์ความจริงด้วยความจริง พิสูจน์ด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจ ให้กับสิ่งที่เราเชื่อว่ามันคือการแก้ปัญหาจริงๆ คือถ้าเด็กกำพร้ามีบ้านรองรับ เด็กกำพร้าจะได้มีโอกาสมีอาหารกิน จะได้ไม่มีสติปัญญาที่ต่ำลง เด็กกำพร้าก็จะอบอุ่น ไม่ต้องไปเดินเร่ร่อนตามถนน ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ ไม่ต้องเป็นเหยื่อยาเสพติด แล้วท้ายที่สุด เขาก็จะไม่มีเชื้อ HIV ไปแพร่ให้กับผู้อื่น อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการติด แต่พอเริ่มทำมาเรื่อยๆเราพบว่า กลุ่มคนที่มีปัญหาสุขภาพเรื่อง HIV หลั่งไหลกับมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ผู้ชายเริ่มตายก่อน ผู้หญิงค่อยๆตายจากโลกไป แล้วก็เด็กตัวเล็กๆ เราก็เลยเข้าใจแล้วสรุปได้ว่า นี่แหละเราเดินตามทางที่ใช่แล้ว คือสามารถรองรับเด็กที่ไม่มีครอบครัว เด็กกำพร้าที่ไม่มีใครต้องการ เพราะว่าเด็กอีกหลายคนที่นี่ก็จะถูกขับไล่ตั้งแต่แม่ตั้งท้อง เด็กที่นี่จะมีบาดแผลที่เจ็บปวดในใจ เราก็เลยใช้เรื่องศิลปะ ใช้เรื่องการแสดง การรำ หรือแปลงผักอะไรก็แล้วแต่มาฟื้นฟูเยียวยาจิตใจเขา เพราะฉะนั้นการเดินทางมา 25 ปีเต็มๆ ไม่ได้เดินทางมาด้วยเงิน ไม่ได้เดินทางมาด้วยความสุข ไม่ได้เดินทางมาด้วยการยอมรับ แต่เดินทางมาด้วยน้ำตาและความเจ็บปวดของร่างกาย เพราะมันมีความเครียดที่ต้องหาตัง มันมีความเครียดที่มันต้องแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นรายวัน ความเครียดที่จะต้อง เด็กๆจะต้องมีอาหารกิน เด็กๆจะต้องไปโรงเรียน เด็กๆถูกไล่ออกจากโรงเรียนแล้วจะไปที่ไหนดี หรือเครียดจัด ป่วยแล้วทีละหลายๆคนพร้อมกัน เพราะว่าระบาด จะไปโรงพยาบาลที่ไหน ที่เขาจะยอมรับเด็กๆที่มีปัญหาสุขภาพ อันนั้นมันเป็นความคิดที่มันเข้ามา สู่เราที่เราต้องแก้ปัญหาทุกวัน ถ้าถามว่าทุกข์ไหมขณะที่แก้ปัญหา ทุกคนถือว่าเจอปัญหาทุกข์ แต่พอเราก้าวข้ามมัน ข้ามทุกข์ตรงนั้นแล้วมองเห็นความจริง ติ๋วก็รู้สึกว่ามันก็มีเกิดขึ้น แล้วก็เรียนรู้มัน อยู่ร่วมทุกข์ให้มันเกิดสุขให้ได้ มันก็เหมือนกับฟื้นฟูจิตใจตัวเองมาเรื่อยๆ เมื่อเด็กๆหัวเราะ เด็กๆยิ้ม เด็กๆลุกขึ้นมาเต้นรำ เด็กๆลุกขึ้นมารำละคร หรือเด็กๆลุกขึ้นมานำเสนอ อย่างวันนี้ก็ขอขอบคุณทีมพี่ๆที่มานะคะ ทีมพี่ๆสามารถทำให้เด็กๆ สามารถพูดอะไรที่ออกมาจากหัวใจได้เยอะเลย เราอยู่กับเด็กๆตั้งหลายวัน เด็กบางคนอยู่กันมา 17-18 ปีไม่เคยยินประโยคนี้ เพิ่งได้ยินวันนี้ เรื่องของฝันในอนาคต เรื่องอุทิศตัวเองที่จะไปเป็นครูสอนเด็กๆ เรื่องของภาพต่างๆที่เขาแสดงออกมาว่า ความเจ็บปวดในใจเขา มันคลี่คลายลงจากภาพวาดของเขาด้วย ตรงนั้น ขอบคุณทีมพี่ๆมากค่ะ

พี่ชัดเจน : ขอบคุณครับ ถ้าคุณแม่ติ๋วหรือคุณแม่ต้อยนะครับ อยากจะฝากอะไรให้กับคนที่เขา ถือว่ามีโอกาสที่ดีอยู่แล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับเด็กที่นี่หลายๆคน อยากจะให้เยาวชนเขาได้ทราบถึงอะไรบ้างครับ

แม่ติ๋ว : สิ่งนึงที่ติ๋วอยากจะบอก คือติ๋วก็เคยเป็นเยาวชนมาก่อน เคยเป็นเยาวชนที่ร้าวรานมาก่อน เคยเป็นเยาวชนที่เข้มแข็งกล้าหาญมาก่อน เคยเป็นเยาวชนที่ลุกขึ้นมาเรียนรู้ต่อสู้กับชีวิต ด้วยตัวเองมาก่อน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ติ๋วอยากจะบอกก็คือ คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่เงิน ไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สิน ไม่ได้อยู่ที่เกียรติ ไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียง คุณค่าของชีวิตคือเราได้ให้ชีวิตเรากับผู้อื่นรึยัง เราได้ยอมตน ได้ยอมตัวเองเพื่อที่จะให้คนอื่นเป็นสุขแล้วรึยัง ดังนั้นแล้วถ้าเรามุ่งหน้าไปสู่เรื่องเงิน เราจะต้องทุกข์ กับการบริหารจัดการชีวิต กับคนรอบข้าง กับสรรพสิ่งทั้งหลาย แต่ถ้าเราเริ่มต้นชีวิตด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความตั้งใจ เมื่อไหร่ที่เราท้อ ติ๋วเองเคยท้อ เมื่อไหร่ที่ติ๋วท้อ ติ๋วจะกลับมาถามตัวเองเสมอว่า ใครใช้ให้เราทำ เราตั้งใจจะทำใช่ไหม เราทำตรงนี้เพื่ออะไร ทำแล้วคนไหนบ้างที่จะได้ประโยชน์จากเรา ติ๋วจะไม่ได้คิดว่าเราจะได้ประโยชน์จากใคร ใครจะได้ประโยชน์จากเรา แล้วถ้าทำแล้วทุกข์ ทำแล้วท้อ ทำไปทำไม กลับบ้านนอนไม่ดีหรือ แต่ทำแล้วเรียนรู้ทุกข์ให้มันเกิดสุข มันเป็นกำไรชีวิต มันเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียน แล้วมันเป็นตัวอย่างที่คนรุ่นหลังก็ได้เรียนรู้ด้วยว่า ทุกๆเรื่องทุกๆก้าวย่าง มันไม่มีหรอกที่ทุกๆก้าวย่างจะก้าวด้วยความสำเร็จทั้งหมด มันจะต้องมีล้ม แล้วหลายครั้งตอนที่เราจะล้ม เราหันหลังไปดูคนที่อ่อนแอกว่า เมื่อไหร่ที่เราล้มลงไปแล้ว ตาเรากลับมาคนที่ยืนอยู่ได้ มันจะทำให้เราตะเกียกตะกายลุกได้นะ เมื่อไหร่ที่เราล้มแล้วเรานอนเลย เราจะไม่มีโอกาสลุก อันนั้นเป็นความจริงของชีวิต ตัวเด็กๆเองเช่นกัน เด็กๆเองหลายคนพอลุกไม่ได้อยากอุทิศตัวเอง อยากทำตัวเองให้มีค่า โดยการออกไปทำกิจกรรมกับคนที่ยากลำบากกว่า เหมือนกับสิ่งที่ติ๋วเคยทำให้เขาเห็น เช่นเดียวกัน เมื่อไหร่ที่มีคนโทรศัพท์มาขอคำปรึกษา ขอกำลังใจติ๋วจะบอกว่า ติ๋วไม่มีคำปรึกษาให้ทางโทรศัพท์และไม่มีกำลังใจหยิบยื่นให้ ตัวเองต้องให้กำลังใจตัวเองให้ได้ แต่ถ้าไม่สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ ให้เดินทางมายโสธร มาดูเด็กที่เขาร้าวราน มาดูเด็กๆที่ไม่มีพ่อแม่ มาดูเด็กที่มีปัญหาสุขภาพ มาดูเด็กที่วันนึงเขาจะต้องจากไปด้วยโรคที่เขาไม่ได้เป็นผู้กระทำ เกิดมาไม่เคยเสพยา ไม่ได้มีเซ็กซ์ ไม่เคยกระทำความผิดใดๆ แล้วมีเชื้อโรคติดมา ทำไมเขาสู้อยู่ได้ ทำไมเขายิ้มอยู่ได้ ทำไมเขาถึงเดินอย่างทระนงอาจหาญ เรียนหนังสือได้ ทั้งๆที่โรงเรียนไม่ต้องการ เขาพยายามที่จะไปเรียน จนโรงเรียนยอมรับ

พี่ชัดเจน : แล้วเขาทราบไหมครับว่าเขาจะพบกับอะไร

แม่ติ๋ว : ทุกๆคนทราบ 5.45ทุกๆคนรู้ว่าจะต้องกินยา ตรงเวลา ตี 5.45 ทุกคนรู้เรื่องราวชีวิตตัวเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ติ๋วภาคภูมิใจในวันนี้ ไม่ใช่เกียรติ ไม่ใช่ชื่อเสียง ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่อำนาจ ไม่ใช่ศักดิ์ศรี ไม่ใช่ความใหญ่โตของบ้านที่เราค่อยๆสะสมมาทีละเล็กละน้อย สิ่งที่ภาคภูมิใจคือทำให้เด็ก หนึ่งคนยิ้มได้ ทำให้เด็กหนึ่งคนไปโรงเรียนได้ ทำให้เด็กหนึ่งคนไปโรงพยาบาล ทำให้เด็กหนึ่งคน สามารถรู้ว่าฝันของเขาคืออะไร อนาคตของเขาคืออะไร เหมือนที่พี่ Liferevo มาในวันนี้นะคะ อันนี้เป็นความภาคภูมิใจที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่จะยืนยันในสิ่งที่ติ๋วทำได้ว่า มันถูกต้องแล้ว ทำดีแล้ว ทำอย่างมีความหมายแล้ว เท่ากับภาพวันนี้ที่มันปรากฏให้ติ๋วเห็นว่า นี่ คือธงชัยที่ติ๋วพยายามเดินไปสู่มันแล้ว ติ๋วได้มันมาแล้ว ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้ติ๋วจะตายไป ติ๋วจะไม่เสียใจ จะไม่เสียดายชีวิตเลย ติ๋วพร้อมแล้วที่จะทำอะไรให้กับสังคม ให้กับประเทศชาติ หรือให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ติ๋วรู้สึกมากมาย ถ้าวันใดที่ติ๋วจะต้องถึงจุดๆนั้น ติ๋วอยากเชิญชวนทุกๆคนในสังคม เข้ามากอดเด็ก เข้ามาพูดคุยกับเขา ให้เขารับรู้ว่าเขามีค่า ชีวิตเขาไม่ได้ขึ้นกับติ๋วคนเดียว ชีวิตเขายังมีความหวัง เพราะฉะนั้นติ๋วขอแค่นี้ในวันสุดท้ายของชีวิตติ๋ว ในวันที่ติ๋วอาจจะไม่มีโอกาสลุกขึ้นมา ตบมือ หัวเราะ ส่งเสียงเชียร์เด็กๆ หรือลุกขึ้นมาอุ้มเด็กๆ แต่ขอให้ทุกๆคนที่อยู่ในสังคม ทั้งผู้ที่รู้ว่าตัวเองเต็มอิ่มแล้วอิ่มสุขแล้ว คนที่ร้าวราน แร้นแค้น เข้ามาช่วยกันเติมเต็มให้เด็ก เข้ามาช่วยกันโอบอุ้ม แล้วโอบอุ้มโอบกอดเขาให้เขาเชื่อมั่นด้วยความรัก นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ต้องการและกว่าที่เด็กๆจะโตได้ สิ่งหนึ่งที่ติ๋วอยากจะบอกอีกอันนึงก็คือ เด็กๆทุกคนต้องการกินอาหาร ติ๋วชราแล้วติ๋วมีปัญหาสุขภาพ ถ้าเป็นไปได้แบ่งปันเจือจาน อันนี้ก็จะเป็นการทำดีถวายพ่อเหมือนกันนะคะ อันที่สองก็คือการศึกษา จริงอยู่การศึกษาอาจจะบอกว่าฟรี หรืออาจจะบอกเป็นนโยบายความจริงการศึกษายังต้องใช้สตางค์ เด็กร้อยคนใช้จ่ายถ้าคนละบาทก็หนึ่งร้อยบาทต่อวัน มันก็ต้องใช้ คูณเดือน คูณปีนะคะ หรือเรื่องยารักษาโรค ซึ่งยา HIV หรือยาที่เป็นสูตรป้องกันเรื่องไวรัสเอดส์ มันอาจจะรัฐบาลสนับสนุนบางส่วน แต่ยาสำหรับโรคแทรกซ้อนบางโรค บางเดือนเราเสียไปห้าแสน หกแสน หรือเหยียบล้านไปเลย ถ้ามันระบาดมากเพราะฉะนั้น สองเชิง เชิงที่เป็นนามธรรมก็คือ เมื่อไหร่ที่ติ๋วสิ้นสุดชีวิตเข้ามาโอบกอดเด็ก กับสองขณะวันนี้ที่ติ๋วยังมีชีวิตอยู่แต่ติ๋วชราแล้ว แบ่งปันเอื้ออาทร สามารถส่งความรักส่งกำลังใจ มาเป็นสตางค์ สำหรับซื้ออาหาร หรือมาเป็นอาหารแห้ง ข้าวสาร เป็นการศึกษา หรือเป็นยารักษาโรค ช่วยกันที่จะทำให้เด็กของประเทศชาตินั้นเติบโต เป็นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา กับคนอื่นต่อไป เหมือนที่เรา liferevo กำลังทำให้เด็กๆทุกๆคนมีความสุข เหมือนกับติ๋วที่กำลังเป็นไม้ใหญ่ให้ร่มเงากับต้นไม้เล็กๆ เพื่อให้เขาโตให้ได้ ถึงแม้เราจะรู้ว่า วันนึงเราจะต้องอับแสงและตายเพื่อให้เขาโต

พี่ชัดเจน : ก็หมดแล้วครับ ขอกอดทีนึง ขอบคุณมากเลยนะครับ ขอบคุณครับ

แม่ติ๋ว : ขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจ แต่วันนี้ประทับใจแล้วเห็นเด็กๆออกมานำเสนอ มันมีอะไรที่เราไม่รู้แล้วเราได้รู้ น้ำตาเกือบไหล น้ำตาเกือบไหลเลย เขาพูดออกมาแล้วรู้สึกว่าออกมาจากใจ ไม่เคยได้ยิน ติ๋วจะไม่เคยได้ยิน เพราะบางทีเวลาเราคุยกับเขา เขาจะตอบอะไรที่ทำให้เรามีความสุขและสบายใจ แต่วันนี้เขาตอบอะไรที่เป็นเขา ติ๋วนะแบบ (ทำท่าจะร้องไห้) ทุกคนคือไม่มีพ่อแม่แล้ว ทุกๆคนเลย แต่พอเขามาอยู่ด้วยกันเขาจะรัก สังเกตุได้ว่าพี่เขาจะดูแลน้อง แล้วทุกคนที่นี่ไม่มีแบ่งแยก เด็กที่นี่ไม่มีตีกันนะคะ แต่มีที่แย่งของเล่นกันเล็กๆน้อยๆ แต่ถึงขั้นลุกขึ้นมาฟาดฟันกันไม่มี (พ่อใหญ่ดูแลน้องนะ) นี่ก็จะพี่ดูแลน้อง

พี่ชัดเจน : ในความตั้งใจของผมนะครับ เราอยากจะเอาเสื้อ iwise Family ที่เราให้กับน้องๆเด็กๆนี่นะครับ ในส่วนหนึ่งที่เรายังมีอยู่ เราก็จะขายเพื่อเอารายได้ เอามาให้กับแม่ติ๋ว (ขอบคุณมากค่ะ) เดี๋ยวเราจะไปจัดการให้เร็วๆ เพื่อที่จะให้ทันวันปีใหม่ หรือถ้าช้ากว่านั้นก็อาจจะเป็นวันเด็กปี 2012

แม่ติ๋ว : จริงๆช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เราขาดแคลนจริงๆ เพราะว่ามันมีเรื่องทะเลาะกันของคนในบ้านเมือง มันมีเรื่องของแผ่นดินไหว มันมีเรื่องน้ำท่วม ไม่ค่อยมีผู้บริจาคเข้ามา แต่เด็กเขาไม่ได้หยุดกิน ไมได้หยุดไปโรงเรียน หรือไม่ได้หยุดป่วย เพราะฉะนั้นช่วงนี้เป็นช่วงที่เราแร้นแค้นมาก เสื้อกันหนาวไปขุดไปค้น ไปซื้อตามตลาดที่มันเป็นตลาดมือสอง แก้ปัญหากันไปก่อน พี่ใส่แล้วยังไม่เปื้อนให้น้องใส่ต่อ เพราะของน้องมันจะเปื้อนมากกว่าของพี่ มันก็ต้องส่งซักประมาณนั้น เพราะฉะนั้นทีมพี่มาในวันนี้ทำให้เรา มีกำลังใจจริงๆนะไม่ใช่ชม เพราะว่าเหมือนกับช่วงเดือนที่ผ่านมา เราเริ่มนับกระสอบข้าวสารแล้ว เราจะไปได้กี่เดือนถ้าเกิดน้ำไม่ลด ถ้าเกิดคนยังไม่เลิกทะเลาะกัน ถ้าเกิดแผ่นดินยังไม่หยุดไหว เราเริ่มมานับกระสอบข้าวสาร เริ่มมานั่งคุยกันว่าเราจะทำอะไรยังไงกันต่อ พี่โตเริ่มจะต้องออกไปหาปลา หาแมลงกันอีกไหม เริ่มมาคุยแล้ว พอทีมพี่มาวันนี้เรารู้สึกว่าใจชื้น ถึงยังไงอย่างน้อยๆก็มีคนยอมรับในสิ่งที่เราทำ มีคนเชื่อในสิ่งที่เราทำ มีคนมั่นใจแล้วศรัทธากับตรงนี้อยู่มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้อ ไม่ตายหรอกลูก สู้ ไม่ตาย ขอบคุณพี่ๆทุกๆคนนะคะ ให้รุ่งเรือง ให้ร่ำรวย ให้แข็งแรง ให้อิ่มรัก อิ่มสุข อิ่มบุญ

พี่ชัดเจน : ขอบคุณครับ ขอบคุณมากครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact