ไต้ฟ้า โลพันธ์ศรี
แบ่งปันประสบการณ์ทำธุรกิจฟาร์มปลูกผักที่ปราศจากสารเคมีเจือปน ปลุกปั้นบริษัท Green Earth Farm หลังจากลองผิดลองถูกอยู่ถึง10ปี

คุณไต้ฟ้า : ดิฉันทำงานเกี่ยวกับการเงินค่ะ ทำงานมานานมาก ชีวิตก็อยู่ในห้องเล็กๆ เป็นคนทำงานหนัก เรียกว่ามากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวันนะคะ อยู่แต่ในห้องออฟฟิศเพราะงานเยอะมาก ตั้งแต่อยู่บริษัทเก่า จนย้ายมาอยู่กลุ่ม ทีพีไอ แอลไอพีซี เพราะฉะนั้นชีวิตอยู่ในห้องทำงานมากทำให้มีความรู้สึกอยากเสาะแสวงหาธรรมชาติ ก็เลยเป็นคนรักธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว เพราะว่ามนุษย์ก็เป็นกิเลสค่ะ อยากได้ในสิ่งที่ตัวเองไม่มี ก็เลยสนใจเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติค่ะ นั่นคือเหตุผลที่มาจุดเริ่มต้นของมันก็คือ หลังจากที่อยู่ในห้องทำงานมามากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน มาเป็นเวลากว่า 30 ปี ประมาณ 30 ปี ช่วงก่อนจะเปิดนะคะ ดิฉันก็เลยมีความชอบเรียกได้ว่ามีความชอบว่าเป็น Passion เป็นความชอบ พอดีได้ที่ดินผืนนี้มา เมื่อปี 2000 ก็เลยทดลองปลูกผักแล้วก็ได้ผลดี ล๊อตแรกที่เราปลูกได้ผลดีมาก เราก็เลยคิดว่าแก่ๆแล้วไปปลูกผักขายน่าจะพอได้ ปรากฏว่า มันก็ได้มั่ง ไม่ได้มั่ง ก็ต้อง ปรับปรุงอะไรไปเรื่อยๆนะคะ ก็มีอยู่ช่วงนึงค้นพบว่าในหนึ่งปีเนี่ย เวลาที่เราจะปลูกผักได้จริงๆมีไม่ถึง 6 เดือน เพราะว่าฝนตกแล้ว Connected แล้วไม่ถึง เพราะฉะนั้นเราจ่ายเงินเดือนคนงาน 12 เดือนนั่นนะคะ ได้ 1-2 .... มันไม่มีทางที่จะ Pay off ได้ ไม่มีทางเลย คือคิดแค่นั้น ด้วยความที่อยู่กับเงินจะคิดเรื่องเงินเยอะ เพราะว่าเวลามันไม่อำนวยตรงที่ว่า ถ้าหากว่า Harvest ได้ 1-2 ครั้ง ไม่มีทางที่มันจะ Cover ค่าใช้จ่ายของการที่จ้างคนงาน เพราะทุกอย่างเราต้องจ้างคนหมด เพราะเราไม่สามารถเป็นเกษตรกรตัวจริงได้ ก็แค่คิดทำนั่น ไอ้นี่ ไอ้นั่น ทุกอย่างต้องให้คนช่วย ต้องจ้างคนทั้งนั้น เป็นการทำที่ค่อนข้างแพงมาก เป็น Hobbies ที่ค่อนข้างแพงมาก เพราะฉะนั้นวิธีคิดของเราก็เลย ยังต้องคิดแก้ปัญหาตลอดเวลา แต่แก้ปัญหาก็เรียกได้ว่าโง่กันอยู่นานเหมือนกัน เมื่อเวลาผ่านไปปีนึงถึงจะค้นพบ ว่าปีที่ 2 ตายละ ถ้าเป็นอย่างนึ้คงไม่ไหว เพราะว่า เราได้แต่เอาเงินเดือนของเรามาจ่ายเงินเดือนคนงาน แล้วผลผลิตมันได้มาน้อยมาก เพราะว่าบางครั้งอาทิตย์นี้โอ๊ย อาทิตย์หน้าคงได้ออกมาดีนะ คง Harvest ได้ดี ปรากฏว่า ฝนตกตูมเดียว ก็พังก็เน่าหมดเลย เราก็เลยจะต้องคิดว่าหาวิธี การยกแปลงปลูกผักมันยากมาก ซึ่งการยกดิน อุ้มดิน ซึ่งหนักเป็นตันๆ มันจะอุ้มได้ยังไง ใช้เหล็กใช้อะไรมันอาจจะเป็นสนิม แต่ในที่สุดก็คิดหลายๆอย่าง จนในที่สุดก็ยังทดลองใช้ที่เป็นเหล็กนะคะ เพราะว่ามันต้องแข็งแรงมากๆ เพราะดินมันหนักมาก เหมือนกับเราต้องสร้างบ้านในมันอยู่ ซึ่งแพงมาก อย่างที่เป็น Generation แรกก็คืออันนี้ค่ะ ปลูกแล้วก็ได้ผลดี แต่เรียกว่า Maintenance ลำบาก เพราะว่า บางครั้งมันเป็นสนิมอะไร Generation ต่อมาเราก็ใช้เป็น คือลง Slap ปูนก็แพงมาก แต่ว่ามันหาวิธีอื่นไม่ได้ก็เลยใช้วิธีนี้ แล้วก็ปรับปรุงมาเรื่อย เพราะทุกครั้งที่เราเจอปัญหาเราเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงคือการ Spending ทั้งนั้น แล้วบางทีผลผลิตมันมีปัญหาต้องใช้ยานั้นยานี้ เราบอกไม่ให้ใช้ เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นคงไม่ใช่หรอก คงทำไม่ได้หรอก ดูเหมือนคนงานเขาท้อที่จะอยู่กับเรา เพราะถ้าเขาอยู่กับเราเขาคงจนไปเรื่อยๆเพราะว่าเราไม่มีผลผลิต คือไม่มีทางรุ่งแน่ เราก็เลยบอกว่า หรอ ถ้าใช้ยาฉันไม่ทำหรอกนะ เพราะเราไม่มีทางไปแข่งกับชาวบ้านได้ เราจะไปทำทำไม ดิฉันก็ยังยึดหลักยังไงก็ไม่ใช้ยา ถ้าไม่ดีก็ทิ้งไปเลย ไม่ดีก็โยนให้เลี้ยงปลาไปเลย แล้วเราก็ปรับดินตามแบบที่สารพัดจะทำแบบนั้นตลอดเวลา มันก็เลยลองผิดลองถูกกันอยู่นานมาก แล้วก็จ่ายเงินเดือนเขาไปเรื่อยๆ นานค่ะ เรียกว่า 5 ปีแรก เรียกว่าไม่ใช่เลย จริงๆ 5 ปีแรก เราเสียเวลาไปกับการทำสวนส้ม และสวนมะพร้าวยืนต้นด้วย แต่มันก็ไม่ดี สวนส้มครั้งแรกก็ไม่ดี การทำส้มเป็นเรื่องยาก แต่ผักเราก็ทำ ด็อกๆแด๊กๆ ไม่ได้นั่นมันมาก ก็เหมือนกับทำเล่นๆ หลังจากนั้นผ่านไป 5 ปี เราถึงจะเริ่มมาสนใจผักอย่างจริงจัง ช่วงตอนทำส้มไม่ดีค่ะ เมื่อดอกส้มออกมาเป็นลูก ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน แล้วออกมาทีตลาดเละเทะไปหมด เพราะทุกคนก็ลง เมื่อช่วง 10 ปีที่แล้วคนปลูกส้มกันเยอะมาก เราก็ปลูกส้มธรรมดา ส้มบางมดธรรมดา ปรากฏว่าการปลูกส้มนี่ต้องใช้ยาสูงมาก ยาฆ่าแมลงสูงมาก ตัวเองก็คิดว่าไม่ชอบ ก็เลยไม่ทำเลิกไปดีกว่า ก็ยังปลูกมะพร้าวอยู่บ้าง แต่ก็ไปสนใจเรื่องที่มันจู้จี้ เรื่องไม่เป็นเรื่องเยอะ คุณนายไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ คนงานก็เลยต้องมาทำความสะอาดหน้าบ้านให้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นข้างหลังไม่ค่อยมีคนดูมะพร้าวก็ตายไปเยอะ เมื่อ 5 ปีทีแล้วเรียกได้ว่าเทเงินลงน้ำไปเยอะ 5 ปีหลังเริ่มมาสนใจ เรื่องการปลูกผัก ทำนี่ทำนั่นทำนู่น ปรับปรุงไปตลอดเวลา

พี่ชัดเจน : ผักปลอดสารพิษกับ ผักไร้สารพิษ เหมือนกันไหมครับ เพราะผมรู้สึกว่าผักเดี๋ยวนี้ส่วนมากจะเต็มไปด้วยสารพิษ

คุณไต้ฟ้า : พี่ก็ไม่ค่อยเข้าใจมันนะ คำว่าปลอดสารสำหรับพี่ พี่ไม่รู้จะใช้ยังไง พี่เลยบอกว่า ผักของพี่ไร้ยาโดยสิ้นเชิง ปลอดสารไร้สาร บางครั้งคนเขาบอกว่า คำว่าไร้ น่าจะไม่ใช้เลย แต่ปลอด นี่ ในความหมายของคนส่วนใหญ่ที่เขาปลูกผัก เขามีการใช้ยาบ้าง แต่เขาทิ้งช่วงการเก็บเกี่ยว หมายความว่า ก่อนเก็บเกี่ยวกี่วันๆ เขาจะไม่ใช้ยา เขาคิดว่าสารพิษพวกนั้นคงจะไม่มี แต่สำหรับพี่ พี่ว่าไม่เชื่อ ไม่ใช้หลักเกณฑ์นี้เลย หลักเกณฑ์ของพี่ คือไม่ใช้โดยสิ้นเขิง แล้วการที่ไม่ใช้โดยสิ้นเชิง ทำให้ดินมันสะอาดมาก มันประหลาดมากตรงที่ว่า ดินที่สะอาด ปลูกผักมา อร่อยทุกอย่างเลย เนื้อผักจะนุ่มมาก ถ้าเป็นแตงกวา หรือมะเขือเทศ เนื้อผักจะอร่อยมาก ไม่เหมือนกับแบบเดิม แม้แต่กระทั่งหัวไชเท้า ที่เป็นผักลงราก อร่อยมาก เนื้อผักไม่เหมือนกับที่เขาปลูกกันตามตลาด ประหลาดมากเลย ผักทุกใบนุ่มมาก ผักคะน้านี่ใบนุ่ม เมื่อก่อนเป็นคนชอบทานก้าน แต่พอปลูกแล้วตัวเองชอบทานใบ ก้านก็ทานได้ แต่ใบนี่นุ่มมากเหมือนป๋วยเล้งเลย มีอยู่วันนึงเด็กที่บ้านเอาผักคะน้ามาผัด ยังถามว่าไปเอาป๋วยเล้งที่ไหนมา มีด้วยหรอ เด็กก็บอกว่าผักที่สวน เราก็อะไรนะ มันนุ่มซะจนประหลาดมากเลยค่ะ แต่ที่สวนตอนนี้ปลูกอะไรก็สวยค่ะ เพราะความที่ดินมันสะอาดค่ะ แต่ว่าการปลูกผัก อุปสรรคของมันคือ ข้อหนึ่ง เก็บเช้ายันเย็น แป๊ปเดียวก็เหี่ยวหมดแล้ว ข้อสองก็คือ ถ้าคุณปลูกผักเพื่อให้ได้ 1 กิโ,กรัม สมมุติว่านะคะ หรือ 10 กิโลกรัม ที่คุณอยากจะขายของ คุณใช้พื้นที่เท่านั้นตารางเมตร สมมุติว่า 10 ตารางเมตร คร่าวๆ คุณต้องมีพื้นที่อีก 50 เท่า เพราะว่าถ้าคุณตัดวันนี้แล้วคุณจะขาย คุณไม่มีที่จะตัดแล้ว เพราะฉะนั้นคุณต้อง ตัดปลูก ใช้ที่มหึมามาก เข้าใจใช่ไหมค่ะ ถ้าพรุ่งนี้คุณจะตัดแล้ว คุณต้องปลูก ทยอยปลูก เรียงกันไปเรื่อย นี่คือปัญหา การทำเกษตรใช้เงินมากเพราะอะไร มันใช้พื้นที่มาก ใช้พื้นที่มหึมาเลย แล้วก็บอกเลย ถ้าคุณมีปัญหาคุณก็เดี้ยงเหมือนกัน เกษตรเป็นเรื่องที่ควบคุมลำบาก เพราะมันลมฟ้าอากาศ มันเป็นเรื่องยากมากค่ะ เราก็ได้แต่แกมบังคับธรรมชาติ ที่มีคนบอกว่าพี่กำลัง เอาชนะธรรมชาติ พี่ก็บอกขนาดนั้นเลยหรอ เพื่อนที่ตามแบงค์ เขาบอก พี่ขั้นเทพเชียวนะ เออกินแล้วเหาะได้ ก็เลยพูดกันว่า ผักพี่กินแล้วเหาะได้ เพราะพี่เอาชนะธรรมชาติ เพื่อนๆก็เลยล้อว่า ขั้นเทพเชียวนะพี่ แต่จริงๆเราอยู่กับธรรมชาติมากกว่า พยายามที่จะเข้าใจเขา แล้วเราก็หาทางที่จะล็อกแล่กๆ ให้อยู่กับเขาได้ เพราะจริงๆธรรมชาตินี่สุดวิเศษแล้ว ธรรมชาติมหัศจรรย์มากๆ มันสามารถให้อะไรที่อร่อย ให้อะไรที่มันเลิศประเสริฐศรีได้ แล้วมนุษย์ก็ไปใช้ยาใช้อะไรให้มันเพี้ยนไปหมด (เขาใช้เพื่อต้องการเร่งผลผลิตใช่ไหมครับ) ถูกต้องค่ะ มันก็มีผู้ไม่ประสงค์ออกเงิน และ ออกนามมาช่วยด้วย คือพวกแมลงทั้งหลาย ก็เป็นธรรมชาติของเขา พอเราไปใช้อย่างนั้นเข้าก็ไปบิดเบือนสมดุลย์ของมันไปหลายๆอย่าง แล้วใช้ยาเป็นตัวเร่งมัน วิธีของพี่คือหลบหลีกเขามากกว่า อยู่กับเขา ใช้ประโยชน์จากเขา แต่เราหลบหลีก ถ้าเขาเกเรมา เราก็หลบหลีกเขามาก พวกแมลง ไม่ต้องเข้ามานะ ก็ปิดไม่ให้เข้า ครอบมุ้งไว้เลย อากาศร้อนก็ฉีดสเปรย์ให้อากาศเย็น ต่อสปริงเกอร์ ทำทุกอย่างที่มนุษย์เขาไม่ทำกัน (เราคิดขึ้นมาเองหรอครับ) ก็ต้องค่อยๆคิด ทำยังไงถึงจะเย็น อุณหภูมิหน้าร้อนที่ฉะเชิงเทรามันร้อนมาก เราก็เอาสเปรย์ฝอยน้ำ นี่มันช่วยได้นะคะ อุณหภูมิลดวันนึง 2 องศา แล้วน้ำทำไมต้องเอาน้ำใส่ตุ่ม ที่สวนนี่ซื้อตุ่ม เรียกได้ว่า สวนร้อยตุ่มพันตุ่มก็ว่าได้ เพื่อใส่น้ำฝน แล้วเอาน้ำฝนดูดไปสเปรย์ข้างบน เพราะว่าน้ำปะปาก็ไม่ค่อยดี คุณภาพไม่ค่อยดี บางทีน้ำมันไม่เย็นพอ เราก็เอาน้ำแข็งใส่ลงไป เพื่อให้น้ำเย็น พอสเปรย์เย็น อุณหภูมิมันก็ลดลงมาบ้าง เพราะบางทีในมุ้งมันจะร้อน ก็ลองผิดลองถูกหลายอย่างค่ะ แล้วก็ทำพลาสติกปิดตลอด ก็ปิดๆเปิดๆ เราก็ยังมีปัญหาเรื่องแดดเกินไป ร้อนเกินไป ฝนเกินไป มากเกินไป ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นต้องมีลูกล่อลูกชนหลบหลีกหนีเขาอยู่ค่ะ แต่ธรรมชาติเราสามารถที่จะหลบหลีกเขาได้แล้วเราจะได้สิ่งที่ดีมากๆ พูดง่ายแต่ทำยากค่ะ

พี่ชัดเจน : อยากให้คุณอาช่วยพรีเซ็นต์แบรนด์นิดนึงครับ

คุณไต้ฟ้า : ที่ตรงนี้ก็อยู่ที่ฉะเชิงเทรานะคะ อันนี้อยากให้ดูว่าการที่เราไม่ใช้ยานะคะ ทำให้เกิดตะไคร่ และเฟิร์น ต้องงอกออกมาเองนะคะ ที่นี่ เกษตรก็ต้องมาตรวจสวนพี่ เพราะพี่ก็ต้องการได้ Good Agricultural Practiceคือเป็น certificate ว่า สวนคุณอยู่เป็นการปลูกผลผลิตผักที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เขามาตรวจแล้วเขาบอกว่าเขาไม่ต้องมาตรวจสวนนี้แล้ว เพราะเขารู้ว่าสวนพี่ไม่ใช้ยาเลย เพราะถ้าใช้ยาจะไม่มีของพวกนี้เกิดขึ้น คือเป็นตะไคร่กับเฟิร์น พวกนี้จะไม่เกิด ถ้าเรามีการใช้ยา ก็เลยรู้ว่าเราไม่ได้ใช้ อันนี้เกิดตามธรรมชาตินะคะ ข้างบนจะเป็นแปลงผัก นี่ยังเป็น Generation แรกยังเป็นอย่างนี้อยู่ค่ะ นี่คะมันออกมาเยอะมาก ไม่รู้ว่ามันออกมาได้ยังไง ตลกดี เฟิร์นที่มันทิ่มออกมาข้างล่าง ออกมาเองค่ะมันเกิดขึ้นเอง (แต่เขาไม่ได้ขึ้นข้างในแปลงใช่ไหมครับ) ไม่ค่ะ มันหล่นมาข้างล่างก็ยังดี อีกอย่างหนี่งการที่เราปลูกในนี้นะคะ มันดีที่เรากำจัดพวกวีทได้ สมัยก่อนที่ยังไม่ขึ้นอันนี้ วันๆจ้างคนงานเพื่อมาถอนหญ้า เยอะมาก ถอนเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหมด ทำยังไงก็ไม่ชนะ มันเป็นอะไรที่คู่มากับโลกนี้เลยจริงๆ มันเยอะมากค่ะ ไม่รู้ปลูกผักหรือปลูกหญ้า ช่วงแรกๆที่ทำนะคะ แต่พอมาทำวันนั้นนะคะ ปรากฎว่าก็ยังถอนกันอยู่นะคะ ก็ถอนกันดื้อๆนี่ละค่ะ ในที่สุดมันก็น้อยลงไปเรื่อยๆ อย่างน้อยสุดก็เอาชนะเรื่องหญ้าไปได้ แก้ปัญหาไปได้ระดับนึง นี่เป็น การปลูกคะน้าค่ะ นี่นะคะ ดินที่ปลูกบางทีก็มีหอยเอย แมลงเอยบ้าบอคอแตก มันก็อยู่ในดิน เราก็ไม่รู้จะทำไง มีครั้งนึงเราปลูกคะน้า สวยมากเลยค่ะ คิดว่าเดี๋ยวคงขายได้ตังบ้างแล้ว ไปอีกอาทิตย์นึงเกลี้ยงเลย มีกินใบซะเกลี้ยงเลย เหลือแต่ก้านโด่เด่ๆ ต้องแจกคนไปหมด เราก็ต้องหาวิธีแก้ เขาบอกว่าต้องใช้ยารม ไม่เอาไม่ใช้ยา ตากแดด ตากดิน เท่าไหร่ๆก็ยังไม่หาย อย่ากระนั้นเลยตอนนั้นไปศึกษาเรื่องการทำเห็ดฟางนะคะ เอาจะอบห้องเห็ดนะคะ 3-4 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อในห้องเห็ด อย่างกระนั้นเลยเอ็งต้องโดนฆ่าแบบวิธีนี้แหละ เราก็เลยใช้วิธีอัดน้ำอบดิน เสร็จแล้วพี่ก็ไปเขียนภาษาอังกฤษว่า Well be present ปรากฏว่าไปเปิดๆดู ฝรั่งเขารู้มาก่อน แต่เป็นวิธีที่แพงค่ะ แต่สำหรับเรา ยังไงดิฉันก็ต้องทำ แต่ว่าเราไม่ได้ทำตลอดเวลา เราก็ทำเป็นครั้งคราวเพราะฉะนั้นก็อัดไอน้ำเข้าไป ตอนแรกก็คิดอยู่ตั้งนานว่าจะต้อง Import ดิน Export ดินไปอยู่ในห้องอบไอน้ำ มัน All the wages ค่าแรงทั้งนั้น คิดอยู่ตั้งนานเตรียมทำห้องแล้ว ในที่สุดช่างก็นึกถึง กระทะทำกับข้าว นึกออกใช่ไหมคะ ก็เลยทำเหมือนฝาชีครอบลงไปเลย (เหมือนอบผมเลยนะครับ) วิธีนี้ก็ Work อันนี้ก็ใหญ่นะคะ ใช้แก๊สอัดๆเข้าไป แต่มันก็ Glossy ก็จริง แต่มันก็ยังรักษาความสะอาดอยู่ได้ เพราะความสะอาดนี้แพงนะคะ 10 ปีที่ไม่มีดิน ไม่มียา หายากนะคะ ในประเทศเรานี่หายากนะคะ เคยได้ยินว่า CP เขาหาที่ที่ปลูกอะไรแล้วไม่มียา เขาหาไม่ได้นะคะ เพราะทุกคนใช้ยากันหมด ถ้ามี Plantation เพราะฉะนั้นเราเลยยอมทิ้งของที่ไม่ดี ยอมเสีย Cost แบบนี้ แล้วก็พยายามบำรุงดิน ใช้ดินธรรมชาติ ใช้ขี้วัว เศษผัก ทุกสิ่งทุกอย่างจะพยายามลงดินด้วยวิธีนี้ นี่ก็เป็นโดมเต็มไปหมดเลย เราก็นั่งคิดกันอยู่นะว่าทำอย่างไรๆ อันนี้ก็ให้เห็น Over view ว่าภาพรวมๆ Generation หลังจะเห็นได้ว่าทำมุ้งดีขึ้น ทำมุ้งให้อยู่ในสภาพ Stable ขึ้น ก่อนหน้านั้นใช้ไม้ไผ่ แต่ตอนนี้ใช้เหล็ก ใช้แล้วใช้อีกจนกระทั่งคนที่ขายบอกพี่ทำไมมันไม่เสร็จสักที อันนี้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์บอกว่า เมื่อกลางปีบอกว่า พวก Tourist เอาถั่วไปให้ลิงกิน ตายไป 26 ตัว เขาบอกว่าถั่วเนี่ยอันตรายเหลือเกิน ขนาดลิงกินยังตายเลยแล้วคนจะไปเหลืออะไร (คนก็ค่อยๆสะสมไปเดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง) คนนี่จะเก่งกว่าลิง ไตกับตับเป็น ออแกนส์ ที่มันไม่มีนิวเคลียสไม่ได้นะ แต่มันก็ไม่ดีหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นการที่เราบริโภคสิ่งที่ดีกว่า คือจริงๆแล้วร่างกายมนุษย์มันสร้าง เคล็นเซอร์อยู่แล้ว โดยธรรมชาติมีอยู่แล้ว แต่การที่เราใส่อะไรลงไป Stir มันก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีคือเราอย่าพยายาม Intect สิ่งที่ไม่ดีเข้าไป คือต้อง Protective ไว้อย่ากินของที่ไม่ดีเข้าไป เธอไม่ทำอะไรเลยเธอก็อาจจะเป็นอยู่แล้ว แล้วเรื่องอะไรจะเติมเข้าไปอีกละ ยิ่งเร่งมัน เพราะฉะนั้นที่เราคิดว่าวิธีที่จะ Protective ไว้ก่อน เราไม่ทำอะไรมันอาจจะเป็นได้อยู่แล้ว เพราะว่าเซลส์นี่มันกระจายตัวอยู่แล้วโดยธรรมชาติ วิธีที่ดีที่สุดคืออย่า intect สิ่งไม่ดีเข้าไป ถ้าเราเลือกได้พยายามหาของดี บางคนเขาพูดบ่อยๆว่าเขาอยากจะหาของดีๆกิน แต่เขาไม่รู้จะไปหาที่ไหน นั่นคือ Problem ฉันมีแต่เธอไม่รู้ เธอมาซื้อที่นี่สิอะไรประมาณนั้นค่ะ พูดถึงช่องของตลาดมันไปได้ค่ะแต่ว่าเรากับเขารู้สึกว่าไม่ค่อยจะได้เจอกัน ช่วงต่อไปตอนนั้นก็คือว่า อาจจะเปิดร้านหน้าบ้านเล็กๆ แต่ว่าเราก็ยังไม่พร้อมเท่าไหร่ เพราะว่าเรายังทำงานอยู่ คิดว่าอีกสัก 2 ปี 3ปี ที่เราจะทำ Retail ได้มากหรืออะไรบ้าง ตอนนี้พอดีวันก่อนเราไปดู เราจะ Packaging ผัก เราต้องมี GMP เป็น good manufacturing practice ขอให้เกษตรเขาพาไปดู ปรากฏว่าไปดู Exporter รายหนึ่งเข้าแล้วเขาก็เลยมาดูฟาร์มเรา เขาตกตะลึงเลยว่า ไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย เขาไม่เคยเห็นใครบ้าบอขนาดนี้ เขาบอกคุณ Invest บ้าบออะไรขนาดนี้ เสร็จแล้วเขาก็บอกว่าอยากได้โหระพา กระเพรา เราบอกเอาสิเราจะปลูกแค่โหระพากับกระเพรา ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นทำโหระพา กระเพรา ส่งออกนอกหลายๆร้อยกิโลก็เป็นปัญหาเหมือนกัน คือหาคนตัดลำบากมากเลย ทุกคนต้องมาทิ้งงานแล้วมาตัดให้เขา แต่มันก็ยังเป็น Happy Problem เพราะงั้นเราก็เห็นตลาดว่าจริงๆแล้ว จากที่เราสัมผัสและการไปออกบูธ 2-3 ที เรารู้ว่า Demand มี แต่ Supply ไม่มี น้องที่อยู่เกษตร น้องสาวที่อยู่เกษตรเขาบอกว่า เขาไม่อยากให้ทำหรอก เขาเห็นว่าเราแก่แล้ว แล้วมันก็เหนื่อยมากด้วย คือเขาอยู่เกษตรเขารู้มากกว่าเรา แต่เราเป็นคนไม่ได้อยู่เกษตร แต่เป็นคนชอบทำเกษตร เขาบอกว่าคุณอย่าทำเลย ถ้าคุณมีปัญหาการผลิต คุณหาของให้เขาไม่ได้ คนอื่นเขาทำเขายังซื้อที่ไหนก็ได้ คุณทำของที่คุณไม่สามารถหาในตลาดได้เขาเนี่ยนะ อย่าทำเลย เสียเงินเปล่าๆ ถ้าคุณไป Promise แล้วเกิดทำไม่ได้ชึ้นมา คุณตายนะ เราก็เลยไม่ปรึกษาเขาเลยแล้วเราก็กลับมาทำงานของเราต่อไป จริงๆมันเป็น เหรียญ 2 ด้านนะคะ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นนั่นคือจุดแข็งของเรา แต่ถ้าเรามีปัญหา เราก็หาอะไรมา Replace ไม่ได้ เขาบอกคุณอย่าทำเลย เพราะของคุณหาในตลาดไม่ได้เลย เวลาที่พวกนี้เขาต้องการเขาต้องการเป็นหลายๆร้อยกิโล คุณหาได้ที่ไหน ซึ่งจริง เป็นข้อเท็จจริง แต่เราก็ต้องอะไรบ้างที่ไม่มีอุปสรรคไม่มีหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นเราก็รับฟังเราก็ทราบ แล้วเราก็ดื้อ ลุยต่อ สมัยแรกๆก็ต้องใช้วิธีผสมเกษร เพราะว่า ถ้าเป็นพวก Fruit ใส่มุ้ง มันไม่มีแมลง ไม่มีบรรยากาศผสม ผสมกันดื้อๆเลย ทำได้น้อยค่ะ ได้นิดๆหน่อยๆ ตอนหลังเราก็ได้ไปหา Stingless bee ใส่เข้าไปในห้องมุ้งนี้เลย เพื่อที่จะให้ผึ้งมันมาผสมเกษรให้เรา ทำให้เราสามารถปลูกถั่ว ถั่วนี่พอทำได้ ตอนนี้เราเริ่มทำพริกขี้หนูได้แล้ว ถ้าทำพริกขี้หนูได้ไม่ต้องทำอย่างอื่นเลยค่ะ เพราะในตลาดเป็นผักที่มีปัญหาในตลาดสูงมากๆ เมื่อปีที่แล้วในหนังสือพิมพ์ทางกระทรวงพาณิชย์เขามาลงข่าวว่า ยุโรป Reject ของบ้านเราไป 16 อย่างนะคะ โหระพา กระเพรา พริก อะไรพวกนี้นะคะ ของในครัวนี่ละคะ เขาไม่ให้เข้าเลยเพราะว่าบ้านเราใช้ยาสูงเกินไปจนกระทั่งเขา Reject หมด อ่านหนังสือพิมพ์เสร็จเราก็นั่งกรี๊ดส์ๆอยู่ที่บ้าน ของฉันไม่มี ทำไมไม่มาซื้อของฉันล่ะ เพราะฉะนั้นตลาดเรามีSupply ค่ะ เพียงแต่ว่าเราไม่เจอเท่านั้นเอง พอไปออกบูธแล้วเราก็บอกว่า คนนั้นก็สนใจ 2วันต่อมา กลับจากบูธ พี่ครับผมอยากได้สัก 200 กิโล ใครจะไปทำให้เธอได้ บอกทันทีทำไม่ได้หรอก พวกนี้มันใช้เวลาเป็นเดือน 2เดือน 3 เดือน ถ้าพริกหลายเดือนด้วย พริกนี่จากเล็กๆหลายเดือนค่ะ พริกน่าสนใจค่ะ พริกนี่ปัญหา Harvest เรื่องใหญ่นะคะ เพราะเม็ดมันเล็กๆนะคะ กลายเป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานคนเยอะมาก คุณไม่สามารถใช้เครื่องไม้เครื่องมือได้ รดน้ำนี่เราใช้ Springer ได้ แต่การ Harvest นี่ไม่ได้เลย เป็นปัญหา นี่พอเราเริ่มปลูกบนนั้น มันเริ่มเข้าที่แล้วเราก็เลยขยายงาน ได้เงิน เรียกว่าเอาเงินไปใส่ทุกวัน ตอนนี้เรียกว่า Generation ต่อไปแล้วเป็นปูน Stable ขึ้นแล้ว เห็นไหมค่ะ มันแพงมากนะคะ แพงมากๆค่ะ เพราะมันต้อง Carry ดินที่หนักเป็นตันๆ แข็งแรงมาก อันนี้ก็ให้ดูทั่วไปว่าในสวนนี่นะคะ ต้องมี reservoir น้ำที่เราเข้ามาต้องมาอยู่บ่อพักใหญ่ให้เพียงพอ แล้วก็โอ่งเต็มเลย โอ่งใส่น้ำฝน นี่ก็คร่าวๆนะคะ It all the money เรียกว่า Crazy แต่ตอนนี้ก็คิดว่า Stable ในการทำผักการผลิตแล้ว อยู่ที่เราจะเข้าตลาดอย่างไร นี่ก็คิดว่าตลาด Export ก็เป็นตลาดนึงที่ว่า Keep ที่ว่าตลาด Export นี่นะคะ ปัญหายากของมันก็คือว่าเขาต้องการทีจำนวนเยอะๆ แล้วก็คุณภาพสูงมาก อย่างโหระพา กระเพรา พริก นี่นะคะ ปลูกยาก เขามี URO Standard ที่สูงมากๆเลยนะคะ ต้องเรียกว่าต้อง Perfect มากๆค่ะ ตอนแรกเราก็นึกว่าสบายละ กระยิ่มยิ้มย่องว่า ขายแต่ใบโหระพา กระเพรา ผักหูหมู หมูๆ แต่จริงๆก็ไม่ได้หมูนะคะ เพราะอากาศร้อนไปเย็นไปมันก็มีผลกระทบเหมือนกัน แต่เวลาเขาต้องการก็ต้องการทีเยอะๆ 100 -200 กิโล ก็เป็น Happy Problem แต่ถ้า Retail นี่นะคะ บ้านเราถ้าพูดถึงมาตรฐานแล้วยังไม่เท่าของยุโรปเขานะคะ เขาจู้จี้เรื่องมาตรฐานเขาสูงกว่าเยอะ แต่ก็อย่างว่าความยากของ Retail บ้านเรา อย่างที่ว่า ข้อที่ 1. ปัญหาของ Out let หายากเหมือนกัน ต้องมี Out Let ค่ะ คิดดูจะเป็น Big C, carful เขาก็จะ Demand ค่า commission สูงเหมือนกัน ปรากฏว่าเราแทบจะไม่เหลืออะไรเท่าไหร่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผู้บริโภคจะบริโภคของแพง ก็ต้องเห็นใจเขาเพราะเขาใช้ค่าใช้จ่ายเยอะ ถ้าเรามองในแง่มุมนึง ถ้าเราสามารถมี Out let เล็กของเราได้ และสามารถมี Network ได้ นั่นอาจจะเป็น Network ที่ดี ฟังแล้วมันเหมือนมันง่าย แต่มันไม่ง่าย

พี่ชัดเจน : แล้วทุกวันนี้ถ้าเกิดอยากจะซื้อมาบริโภคที่บ้าน

คุณไต้ฟ้า : ที่หน้าบ้านจะเอามาขายทุกวันศุกร์ค่ะ ตอนนี้เราก็ Planning ที่จะให้ Harvest ได้ทุกวันพฤหัส วันพฤหัสก็ไปเอามา ศุกร์ก็เอามาขายหน้าบ้าน ก็ต้องขายหน้าบ้านค่ะ ตอนนี้คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีเราก็ Direct Sale วันนี้ส่ง E-Mail online เราก็รวบรวมแล้วก็ให้คนขับรถ ไปส่งเป็นจุดๆไป ตอบรับดีค่ะ คนที่เขาเคยซื้อเขาจะรู้ว่ามันเป็นของดีมากๆ แต่ละคนก็ชอบแตกต่างกัน แต่ผักที่มีชื่อมากของที่สวนก็คือ คะน้า

พี่ชัดเจน : ตอนนี้ที่สวนมีอะไรบ้างครับ นอกจากคะน้า

คุณไต้ฟ้า : มีหลายอย่างค่ะ เดี๋ยวนี้มีหลายอย่าง มีคะน้า ผักสลัด lettuce ,red coralก็ดี แตงกวา แล้วก็มีมะเขือเทศ เรียกได้ว่าครบชุดสลัด ก็พอทำได้ เราทำ Rocket เพิ่มขึ้น ก็ถ้าเราสามารถเข้าองค์กร หรือร้านค้าใหญ่ๆ ส่งได้สม่ำเสมอมันก็เป็นไปได้ แต่ของพี่มันไม่ใช่ของที่ปลูกกับดิน ใช้ยาเยอะ It all the money คุณก็เห็นนะคะ เพราะงั้นบางทีร้านค้ายังขายให้คุณกิน คุณไม่รู้หรอกว่ามันใช่รึเปล่า มันดีรึเปล่า ส่วนใหญ่ร้านค้าก็ยังประสงค์ที่จะลดต้นทุน เพราะฉะนั้น นอกจากร้านค้าเขาจะ calcified จริงๆ พวกนั้นเขาถึงจะซื้อ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังพอใจที่จะซื้อของถูก ถึงปากแม้เขาจะพูดของดีๆ แต่เขายังเลือกของถูกอยู่เยอะ ก็ยังมี

พี่ชัดเจน : ราคาต่างกันมากไหมครับ

คุณไต้ฟ้า : ราคาต่างกันพอสมควรค่ะ อย่างคะน้าเราขาย 80-100 บาท คะน้าในตลาดถ้าฤดูตอนที่มันถูกๆ จะแค่ไม่เท่าไหร่บาท แม้แต่ขนาดนี้เราก็ยังเหลือแค่ไม่เท่าไหร่ ทุกอย่างต้องเข้าใจว่า อย่างเรานี่ทำ มันคือค่าจ้างคนงานทั้งหมด ไม่ใช่ว่าทำแบบชาวบ้านที่ไม่มีค่าแรง เพราะงั้นเราเองก็ไม่ค่อยเหลืออะไร เหตุผลของมันคือ Scale มันยังเล็ก ถ้า Scale มันใหญ่อาจจะได้ดีกว่านี้ ถ้ามี Scale ใหญ่ขึ้นน่าจะดีขึ้น เพราะว่าเรายังทำเล็กเกินไป ทุกอย่างเป็นเงิน แค่ขับรถไปเอาผักก็ 400-500 บาทแล้ว เราขายวันนึงได้สตางค์สักเท่าไหร่กัน เพราะอย่างนั้นมันก็ยังอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า ต้องแบงค์ส่วนนึง ส่งออกอาจจะเป็นตัวช่วยทำให้ต้นทุนถูกลงได้ หรือว่าถ้าหาก custom market ถ้าประชาชนเขายังบริโภคมากขึ้น มี Mass มันก็อาจจะถูกลงได้ค่ะ ยังมีความเป็นไปได้อยู่

พี่ชัดเจน : อยากคุณอาไต้ฟ้า ฝากอะไรให้กับเยาวชน หรือคนที่ดูอยู่ทางบ้าน เกี่ยวกับเรื่องมุมมองของชีวิต ประสบการณ์นอกจากเรื่องธุรกิจแล้ว ก็อยากจะให้ช่วยของการเดินทางในชีวิตด้วย

คุณไต้ฟ้า : ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก การดำรงชีวิตของการเป็นคนดีเป็นเรื่องสำคัญนะ ทั้งเก่งทั้งดีค่ะ ในที่สุดแล้ว อันนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญนะคะ ถ้ามองในแง่ของปรัชญาชีวิต การเป็นคนดี ต่อหน้าและลับหลังเป็นสิ่งสำคัญ การมีจิตใจที่ดีในแก่กัน การมีความรักให้ต่อกัน เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น ทำให้ชีวิตมันดีขึ้นตั้งเยอะ ทุกๆอย่างเราก็จะให้อภัยกันได้ เพราะมันไม่มีอะไรที่ถูกใจเราไปหมด เพราะแม้แต่ตัวเราเองเรายังทำอะไรไม่ถูกใจตัวเราเองเลย เพราะฉะนั้นก็คือการอภัยและรักใคร่กัน แค่นั้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีค่ะ การทำสิ่งที่ดี สิ่งที่ดีงาม เป็นสิ่งสำคัญ ซื่อสัตย์ทั้งต่อหน้าและลับหลังเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ แล้วก็ทำอะไรถ้ามีความรักซะแล้วนี่นะคะ เหมือนกับพวกตีกอล์ฟ เข้าก็กอล์ฟ ตอนเย็นก็กอล์ฟ กลางวันก็กอล์ฟ พบลูกกอล์ฟในหม้อด้วยซ้ำไป มันต้องแบบนั้น คือต้องมีความผูกพัน เรียกว่าจดจ่อ เอาจริงกับมัน ก็จะทำอะไรได้ดี แม้ว่า โอเค ความสำเร็จมันอาจจะลำบากนะคะ แต่ในที่สุดมันจะ Pay Off แต่อาจจะช้าหน่อย อาจจะเร็วผิดข่อง หรือผิดซอยก็ไม่รู้ แต่ในที่สุดมันก็จะ Pay Off ได้บ้าง คิดว่านะคะ เป็นคนดีเป็นสิ่งสำคัญ

พี่ชัดเจน : โอเค ผมก็ได้ข้อมูลมากมายเลยนะครับ ขอบคุณมากครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact