นภ พรชำนิ
ศิลปินนักร้องนำอัลบั้มของวงดนตรีพีโอพี แบ่งปันมุมมองประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตและความรัก สัมภาษณ์ในวันวาเลนไทม์ปี 2012

พี่ชัดเจน : สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้ผมอยู่กับ พี่ นภ พรชำนิ นะครับ ซึ่งเป็นศิลปินในดวงใจตลอดกาลนะฮะ ตอนเด็กๆเราก็ฟังเพลงของพี่นภ มามากเลย นะครับ และทุกครั้งที่เรามีปัญหาในชีวิตหรือเกี่ยวกับความรักนะครับ เพลงพี่นภนี่ช่วยได้ ก็อินกับเพลงดำดิ่งลงไปเลยนะครับ วันนี้ถือว่าเป็นเกียรติในชีวิตอย่างมากเลย ที่มาอยู่กับพี่นภ ตรงนี้ และเป็นวันพิเศษด้วยเพราะว่าเป็นวันวาเลนไทน์ เป็นวันแห่งความรักครับ ก็จะมาคุยกับพี่นภ เป็นเรื่องของการเดินทางในชีวิตที่ผ่านมา และก็เกี่ยวกับอีกหลายๆเรื่องเลยครับ ก็อยากจะให้พี่นภช่วยเล่าเรื่องให้ฟังหน่อยครับว่า อดีตเป็นอย่างไรคิดอยากเป็นนักร้องรึเปล่า แล้วในปัจจุบันมาถึงจุดนี้ มันผ่านอะไรมาบ้าง

พี่นภ : ก่อนที่จะเข้าเรื่อง เขินนิดหน่อย เพราะว่า ไม่เคยถูกสัมภาษณ์อะไรแบบนี้ เพราะปกติผมไม่ค่อยมีเรื่องอะไรมากมายในชีวิต ที่ผ่านมาในอดีต เป็นลูกคนกลาง อยู่ที่บ้านเติบโตมาด้วยครอบครัวที่อบอุ่น คุณพ่อคุณแม่รักกัน มีคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ครบ พูดง่ายๆว่า ทุกๆครั้งที่มีโอกาสให้สัมภาษณ์ก็จะบอกว่า เราหกล้มลงบนฟูก ผมล้มยังไงก็ยังนิ่ม ไม่เจ็บ ล้มลงกี่ครั้งก็ไม่เจ็บ เพราะมีครอบครัวที่ Support อย่างดี เพราะฉะนั้นการที่เราได้รับการสนับสนุน ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเสมอมา มันทำให้เราเจอตัวเอง ไม่งั้นอาจจะมีทางได้เจอตัวเองด้วยซ้ำ เพราะคนที่เกิดมาอยู่ในครอบครัวแบบนี้ เป็นไปตามวัฏจักรของมัน เรียนจบปุ๊บ แต่งงาน เรียนต่อปริญญาโท เป็น format ไป เป็นคล้ายๆกับโลกสมมุติ แล้วเรามีทุกอย่างลิขิตไว้หมดแล้ว แต่อย่างผม เรารู้สึกว่าโชคดีกว่าชาวบ้าน เริ่มต้นจากการสมัยมัธยม ถึงประถม เป็นหัวหน้าห้องทุกปี ทำให้เราได้รู้ว่าครอบครัวคนอื่นเขาไม่เหมือนเรา บางคนก็ Broken home บ้าง บางคนเป็นลูกเมียน้อย บางคนพ่อตาย บางคนแม่ไปอยู่กับคนอื่น อะไรอย่างนี้ ทำให้เราได้รู้ว่ามันมีความหลากหลายนะ ตอนแรกเรานึกว่าคนอื่นเหมือนเราหมด Happy มีความสุข สมบูรณ์แบบแต่จริงๆมันไม่ใช้แบบนั้น กว่าจะมาเข้าใจตรงนี้ได้ ขึ้นม. 1 เลยทำให้รู้ว่า ชีวิตคือการเรียนรู้จากคนอื่นที่อยู่ใกล้ตัวเรา ก็เลยเริ่มเปิดรับชีวิตคนอื่น ในตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าชีวิตเราไม่มีอะไรให้ได้เรียนรู้เลย มันง่ายไปหมดซะทุกอย่าง ก็เลยเริ่มเรียนรู้ชีวิตคนอื่น จนมาถึงทุกวันนี้ผมก็ใช้หลักการนี้ ในการดำเนินชีวิต แล้วก็พยายามเรียนรู้ประสบการณ์จากคนรอบๆข้างก็ดี คนที่เราไม่เคยรู้จักเลยก็ดี ใช้แรงบันดาลใจเหล่านั้นในการดำเนินชีวิต

พี่ชัดเจน : ชีวิตค่อนข้างราบเรียบ ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าคุณชาย

พี่นภ : ใช่ เราก็พยายามทำตัวออกนอกลู่นอกทางบ้าง แต่ก็ไม่สำเร็จ ทุกอย่างมันเป็นไปตามนี้ ออกไปไหนไม่ได้

พี่ชัดเจน : แล้วอยากเป็นนักร้องรึเปล่าครับ

พี่นภ : ไม่เคยอยากเป็นอะไรเลยครับ คือผมอยากอย่างที่เล่าให้ฟังคืออยากเข้าใจชีวิตคนอื่น ผมอยากรู้ว่าชีวิตมันมีมุมมอง หลายๆมุม อย่างที่บ้านมี ลุงมวด ป้าเนียน ลุงมวดเป็นคนที่ดูแลผมตลอด ขับรถไปโรงเรียนไปส่งทุกเช้า อยู่ในบ้านเดียวกันแท้ๆ แต่ครอบครัวลุงมวด กับครอบครัวเรา ต่างกัน ทำไมมันถึงมีอะไรแบบนี้อยู่ในบ้านเราเอง ป้าเนียนก็เป็นเหมือนแม่นม คอยดูแลเรา ดูแลเรามากกว่าลูกเขาเสียด้วยซ้ำ ทำไมมันมีเรื่องแบบนี้ ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจ ทำไมเขาถึงต้องมาดูแลเรา มากกว่าลูกเขา ของอย่างนี้เป็นคำถามที่เกิดขึ้นกับผมเสมอว่า มันมีอะไรบางอย่างที่มันไม่ถูกไม่ควรในสังคมไทย แต่เราต้องอาศัยบางอย่าง อาศัยเวลาในการทำความเข้าใจกับมัน เราไม่รู้ว่าชีวิตเราต้องเจออะไรบ้าง แต่เราต้องพึงระวังไว้เสมอว่า เราต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เราต้องไม่อาศัยความได้เปรียบของเราตรงนี้ไปทำให้ใครต้องเสียใจหนักใจในสิ่งที่เรามีมากกว่าเขา เราต้องไม่เอาเปรียบใคร สอง เราต้องเดินในเส้นได้ อย่างสมมุติ คุณพ่อผมเป็นนายพล เราเป็นลูกนายพล ใครๆก็จะมองเราว่า เป็นลูกนายพลต้อง เราต้องทำให้ไม่เป็นแบบนั้น คุณพ่อผมเคยขับรถพาผมไปต่างจังหวัด ขับเร็วกว่าปกติหน่อย 120 กว่า ตำรวจก็เรียกหยุด เราก็คิดว่าพ่อเราเป็นนายพล ไม่มีทางจับพ่อกูได้หรอก เราก็ในใจคิดอย่างนั้นนะฮะ แต่ปรากฏว่าคุณพ่อผม เปิดประตูออกไป แล้วก็เดินไปลงบันทึกประจำวัน เสียค่าปรับ อย่างถูกต้องหมดเลยฮะ คือเขาสอนให้ผมเห็นว่า ตอนนั้นผมรู้สึกอย่างนี้มันเท่ว่า สิ่งที่คุณพ่อทำให้ผมเห็นว่า ทำสิ่งที่ถูกต้องมันเท่กว่า เท่กว่า สิทธิอะไรบางอย่าง ที่ปกติแล้วชีวิตคนเราชอบไง ชอบ v.i.p ชอบคนมาถ่ายรูป ชอบเดินพรมแดง เป็นปกติ แต่สิ่งที่คุณพ่อผมทำเป็นตัวอย่าง มันทำให้เรามองโลกกลับไปว่า ความซื่อตรงมันเท่กว่าการมีสิทธิเหนือคนอื่น อันนี้ตอบตรง ออกจะเป็นสายการเมืองไปหน่อย

พี่ชัดเจน : ก็ไปได้ครับ อยากจะถามพี่นภ มองเรื่องของคุณค่า ความหมายของชีวิต เรื่องตัวเองเลยเนี่ย เป็นยังไงบ้างครับ

พี่นภ : อย่างที่บอกนะครับ เริ่มเรียนรู้ขึ้นมาเรื่อยๆนะครับ เรียนรู้ขึ้นมาจากการทำงาน การทำกิจกรรมบ้าง การทำงานบริษัท หรือเราเรียนรู้ไปกับการมีเพื่อน วิธีการดำเนินชีวิตของเราเรียนรู้จากคนที่อยู่รอบข้าง สิ่งที่เราไม่ชอบก็อย่าทำ สิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ดีไม่งาม เราก็ไม่ทำ สิ่งไหนที่เราชอบรู้สึกว่ามันดีเราก็พยายามฝึกฝนให้มันได้ เป็นเบสิคประจำตามทั่วๆไป อย่าง มีคนรักต้องเป็นคนดี ไม่งั้นใครจะมารักเรา เราอยากเจอคนที่ดีๆกับเรา เราก็ดีกับเขา เรื่องง่ายๆเลยครับ ไม่มีอะไรที่ยากเลยครับ มันเป็นตรรกะที่ง่ายมาก

พี่ชัดเจน : 555 ฟังแล้วเพลินครับ แล้วพี่นพเข้ามาสู่วงการร้องเพลงได้ยังไงครับ เป็นนักร้องได้ยังไง อะไรคือจุดเริ่มต้น

พี่นภ : มันเริ่มต้นจากผมชอบทำกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องดนตรีอะไรอย่างนี้ เริ่มต้นทำงานเพลงเป็นครั้งแรก กับพี่บอย โกสิยพงษ์ ตอนนั้นพี่บอยชวนไปร้องเพลง เดโม่ ฤดูที่แตกต่าง ผมอยู่แถวๆนั้นพอดี ป๊อดก็กำลังทำโมเดิร์น ด็อกอยู่ที่ เบเกอรี่ มิวสิค ป๊อดมันก็เลยบอกพวกพี่บอย เอาไอ้นภมันร้อง นพมันร้องได้ คือเป็นเพื่อนกัน ชวนกันไปดูซ้อม ไม่ได้ตั้งใจไปทำอะไร ไปแค่ดูป๊อดทำงาน พอพี่บอยบอก เอ้ย นภลองมาร้องดิ๊ ก็เลยลองร้องดู ปรากฏว่าพี่บอยเขาก็ชอบ Attitude ผม เขาชอบการนำเสนอของผมก็เลยได้ทำด้วยกัน ได้ร่วมงานกับพี่บอยเป็นครั้งแรก ในปี 1994 ช่วงมีนา พฤษภา เมษาด้วย ช่วงนั้น ได้เริ่มต้น ได้รู้ถึงวิธีการหัดร้องเป็นยังไง ได้ร้องเพลงนี้และได้เริ่มต้นทำงานที่เบเกอรี่มิวสิค ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พี่ชัดเจน : แต่ก่อนหน้านั้นเราได้ค้นพบไหมครับว่าเราชอบร้องเพลง

พี่นภ : ไม่ครับ ชอบฟังเพลง เป็นคนชอบฟังเพลง เป็นคนเล่นดนตรี ชอบแต่งเพลง ชอบเอาเพลงของคนอื่นมาเขียนใหม่ มาแปลงบ้าง มาเปลี่ยนคอร์ดบ้าง ชอบแบบนั้นครับ เหมือนกับเรามา re design สิ่งที่มันมีอยู่แล้ว เอาเพลงเขามาร้องใหม่ ร้องไม่เหมือนเดิม มันได้ฝึกการเขียนไปด้วยครับ (ยิ้ม)

พี่ชัดเจน : แล้วก็เป็นอัลบั้มมาเรื่อยๆ ๆ

พี่นภ : เริ่มต้นทำอัลบั้มจริงๆ ทำกับ P.O.P นะครับ ในปี 1998 หลังจากนั้นมาประมาณ 4 ปี ช่วงนั้นก็ร้องให้พี่บอยบ้าง พี่สมเกียรติบ้าง จนชุด 2 ของพี่บอย เพราะยังไม่มีอัลบั้มเป็นของตัวเอง เพราะที่เบเกอรี่ก็ชวนให้มาทำอัลบั้มนี้ ผมบอกผมไม่พร้อม ผมไม่ชอบฟอร์มอะไรอย่างนี้ ไม่ชอบเลย ผมชอบอยู่เบื้องหลังมากกว่า ก็เลยได้เริ่มทำงาน P.O.P เป็น Producer ทำงานแต่งเพลง ร้องด้วยกันมีข้อ อะไรดี เหมือนเป็นข้อตกลงระหว่าง P.O.P ว่าจะไม่มีคอนเสิร์ตเลย P.O.P จะทำเพลงเพราะๆให้คนฟัง แล้วก็ แหม ดีจงดีเจก็ทำได้ใช่ไหม เราก็อยากทำแบบนั้น ทำเพลงก็ให้ไปฟังกัน เขาไม่รู้หรอกว่าเราเล่นกันยังไง ทุกคนก็ตกลงกันหมด ตกลงตามนี้ ถึงได้เริ่มทำ P.O.P ขึ้นมา แต่งเพลงแค่ได้พบเธอ ไม่มี รักของเธอมีจริงหรือเปล่า เพราะหมดเลย ทุกๆคนก็ชอบกัน พอมาถึงวันที่ออก พี่สุกี้ก็เดินเข้ามาบอกนภ พี่บอยก็เดินเข้ามาเรียกประชุมพิเศษ ไม่ได้ละนะมันต้องมีการเล่นคอนเสิร์ตด้วย เป็นตัวหลักๆ ผมเสียใจมาก แต่ก็ต้องทำ เพราะเขาฝากความหวังไว้กับเรา ก็เลยขึ้นเวทีตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา โดยที่จริงๆแล้วไม่อยากทำเลย อยากอยู่เบื้องหลังตลอด อยู่ข้างหลังตลอด ไม่เคยชอบอยู่ข้างหน้าแบบนี้ (ชี้ไปที่กล้อง) ไม่ชอบเลยครับ (หัวเราะ)

พี่ชัดเจน : เอาละครับ เท่าที่รู้จักพี่นภมาพอสมควรแล้ว ผมว่าถ้าจะดูรายการเกี่ยวกับชีวิตดูได้จากหลายๆรายการและก็บทสัมภาษณ์ได้ อยากจะถามว่าพี่นภมีมุมมองอย่างไร เนื่องจากวันนี้เป็นวันสำคัญ ที่เราอุปโลกน์มันขึ้นมาเอง ก็คือวันแห่งความรัก วันนี้รถติดนะฮะ คนออกไปแสดงความรักกันเยอะมาก อยากให้พี่นภคุยถึงเรื่องความรักให้ฟังหน่อยครับ มุมมองของพี่นภเป็นยังไงบ้างครับ อ๋อใช้พี่นภเป็นคนโรแมนติคสาวๆเขาพูดกันว่าอย่างนั้น

พี่นภ : ผมตั้งแต่เด็กพูดง่ายๆว่ามีความใฝ่ฝันว่าอยากจะมีคู่ชีวิตที่เรารักเขามากๆ เหมือนแบบ ดูแลเขาทุกวัน ให้เขามีความสุขกับคนๆนึงเนี่ย ผมมีความฝันมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ว่าผมอยากเจอคนๆนั้นมาก แล้วก็แบบ คนนี้ใช่ไหม คนนี้ใช่ไหม คนนี้ใช่ไหม เป็นแฟนกับใครก็เต็มที่กับทุกคน บางทีก็เธอคนนี้ก็ดีนะ ทุกอย่างก็ไปได้สวยแต่ปรากฎว่า มีอันต้องเลิกรากัน บางคนก็มีว่าอาจจะต้องเลิกกัน บางทีเราเจ้าชู้บ้าง บางที timing มันไม่ตรงกันบ้าง การค้นหาบางทีเรายังค้นหาไม่เจอตัวของเราเอง จนมาถึงผมได้เจอน้องเพลิน เรารู้สึกได้ว่าคนที่เราหามา ใช่คนนี้แน่เลยใช่ไหมครับ ทุกครั้งที่เจอหน้าเค้า มัน...หัวใจมันมีความสุข มันรู้สึก ปึ้ดๆ มีความรู้สึกว่ามันมีความสุขจริงๆ ชื่นใจ มีความรู้สึกที่ชื่นใจอยู่ ทุกครั้งที่ได้เจอหน้าเขา หรือทุกครั้งที่ได้เจอกัน มันมีความรู้สึกอย่างนี้ทุกครั้ง เราก็เลยทึกทักเอาเอง สงสัยคนนี้ใช่คนนี้ละมั้ง อะไรอย่างนี้นะครับ แต่เราคิดข้างเดียวก็ไม่ได้ เขาก็ต้องรู้สึกกับเราแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าเรารู้สึกข้างเดียว ก็กลายเป็นเราบ้าไปคนเดียว คนนึงมันก็ต้องรู้สึกอยากเดินหนีเรา มันก็ไม่ลงรอย แต่บังเอิญผมโชคดีที่เขา ที่เพลินรู้สึกกับผมแบบนั้นเหมือนกัน เราก็เลยได้เป็นแฟนกัน ผ่านการเรียนรู้กันไป ได้แต่งงานกัน ทุกวันนี้ผมก็ยังมีความสุขทุกวันที่ได้เจอหน้าเขา แม้กระทั่ง เนี่ยเพิ่งส่งเขาลงไป Shopping ซื้อของที่ วิลล่งวิลล่า อะไรอย่างนี้ พอเราวนรถกลับมาปุ๊บ พอเขาเปิดประตูรถขึ้นมา เราก็ดีใจเหมือนหมาตัวนึง (หัวเราะ) เราเป็นเหมือนหมาตัวนึงที่รู้สึกดีใจทุกครั้งที่เจอเจ้าของคนนี้ มันดีใจ มันรู้สึกอุ่นใจ มันรู้สึกเขาคือบ้านเรา ที่พักพิงของเรา เป็นที่ที่เราชาร์จตัวเองขึ้นมาใหม่ในแต่ละวันได้ อย่างตอนที่ผมต้องอยู่ห่างจากเขา บางทีมันก็หมดแรงไปเลยนะ หมดแรง 3 วันแน่ะ พอจะเริ่มต้นกลับมาทำงานใหม่ได้ มันหมดแรงไม่มีเหตุผล นั่งคุยโทรศัพท์กันไม่ไหวละ ยู ต้องกลับไปหา ยูละ มันเกี่ยวข้องกันจริงๆ เขาก็ไม่มีแรงเขาก็เหนื่อยเหมือนกัน ร้องไห้กันบ้าง มันเป็นจุดอ่อนของผมกับเพลิน ที่ว่าถ้าเราขาดกัน เหมือนกับกลายเป็นว่าไม่เข้มแข็งพอ เราต้องพยายามรักษาสมดุลนี้ให้ได้ด้วย การที่เราได้อยู่ห่างกันบ้างก็เป็นการที่เราได้ฝึกปรือความเข้มแข็งขึ้นมา เดี๋ยวนี้ผมก็ดีขึ้นเยอะ ดีขึ้นเยอะกว่าเมื่อก่อน จากกันทีจะเป็นจะตาย เดี๋ยวนี้ก็ดีขึ้นมากครับ เพราะว่าเพลินยังศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่อเมริกา ผมต้องมาทำงาน P.O.P ที่นี่บ้าง ทำคอนเสิร์ตบ้าง เวลาห่างกันก็ประมาณเดือนนึง เป็นเรื่องที่ ตอนนี้ขยายเป็นเดือนครึ่ง ครั้งหน้าจะเป็น2เดือน ก็เจ็บปวดเหมือนกัน แต่เรามี Goal บางอย่างของเราที่ต้องทำให้สำเร็จครับ เพื่อส่วนรวม (หัวเราะ)

พี่ชัดเจน : โรแมนติคไหมครับ (หัวเราะ) ผมไปไม่ถูกเลยครับ แล้วไปเจอกันได้ไงครับ ไปจีบกันยังไง

พี่นภ : ก็เหมือนผู้หญิงผู้ชายเวลาเราเจอกันเกิดการปิ๊งกัน เรามีความรู้สึกว่าเราจะไม่ลืมคนนี้ไปตลอด ผ่านไปแล้ว 1 วัน ผ่านไปแล้ว 2 วัน เป็นอาทิตย์เลย เขาไม่หายไปจากภาพในความรู้สึกเรา แต่ถ้าเรารู้สึกข้างเดียวก็พัง ไม่เป็นผล ผมมีแอบถามเพื่อนผมจริงๆเป็นเพื่อนรุ่นแกม รุ่นเพลินนี่แหละ แต่รู้จักกัน คณะเดียวกับเพลิน ไปแอบถามเขา เพลินมีแฟนยัง ช่วยถามหน่อยดิ วันนั้นที่เจอกันเขายังจำเราได้ไหม ก็เลยมีคนนี้ชื่อน้องยุ้ยเป็นแม่สื่อ ที่คอยเป็นตัวส่งผ่านข้อมูลไปว่า พี่นภเขาจริงใจนะ ดีใจที่ได้เจอนะ แล้วก็เลยถามดูว่าเขารู้สึกเหมือนเราไหม ซึ่งยุ้ยเขาเชื่อใจได้ ทุกวันนี้ยุ้ยจะเป็นเหมือนที่ปรึกษาเรา แบบเวลาเรามีปัญหาอะไรกันก็ไปปรึกษายุ้ยนี่แหละครับ เป็นคนที่ไม่มีไบแอส พูดง่ายๆคือ รู้จักเราที่เป็นผม รู้จักเพลินที่เป็นเพลิน บางทีผมแบบเอ้ยเพลินทำไมเป็นแบบนั้นวะ รำคาญอะไรแบบนี้ ยุ้ยก็เป็นคนบอกเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้น เขาเป็นแบบนี้ ผมก็ไม่เชื่อ สุดท้ายตอนหลังมันก็ต้องปรับความเข้าใจไปเรื่อยๆ ว่าสิ่งที่เราคิดในหัว เป็นสิ่งที่เราคิดไปเอง เขาไม่ได้เป็นแบบนั้น ปรากฏบางคนที่แก่เป็นเด็กกว่า เป็นอย่างนี้ครับ วิธีการต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ครอบครัวของเพลิน ครอบครัวของผมก็เข้ากันได้ด้วยดี คบหากันก็ต้องคบหากันทั้งคุณพ่อคุณแม่ด้วยทุกคนก็ถือว่าสำคัญหมด เพลินมาที่บ้านผม ที่บ้านผมก็มีความสุข Happy ผมไปที่บ้านเพลิน ก็ทำให้ที่บ้านเพลิน ครอบครัวเพลินมีความสุขเช่นกัน คน2 คนก็เลยมีชีวิตอยู่ด้วยกันได้ เรียกว่ามีเรื่องของครอบครัวคอย Support เลยทำให้ชีวิตครอบครัวเรามั่นคงแข็งแรงต่อไปอีก เหมือนกับที่ผมได้รับตอนเด็กๆ มันก็เลยเป็นแรงบันดาลใจอย่างนึงว่า การที่เราโชคดีแบบนี้เราต้องเสียสละอะไรบางอย่าง ซึ่งที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราก็ทำงานเต็มที่เพื่อวง P.O.P เพื่อแฟนเพลงผม พยายามใส่ไอเดียต่างๆ ทุกเวลา ทุกนาที ที่ผมมีเวลาว่างจะเอาไปทำงานหมดเลย เพราะว่าจะไม่เอาไปใช้ในทางที่แบบ กินเหล้ากับเพื่อนไม่มีเลยครับ งาน 24 ชั่วโมงตลอดเวลา เพื่อผลงานที่ดีที่สุดในเวลาที่เรามีอยู่อย่างจำกัด เริ่มเกิดเป็น Conflict ขึ้นมาอย่างนึง

พี่ชัดเจน : สุดยอดเลยครับ (หัวเราะ)

พี่นภ : เป็นวิธีมองโลกง่ายๆ เอามา Apply ผมใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกามานาน 4 ปีกว่า คนอเมริกัน กับ คนไทย มันไม่เหมือนกันเลย คนอเมริกันเนี่ย เวลาเขาทำอะไร เขาจะทำไปตามที่เขาจะทำ เขารู้ว่าเขาจะเดินไปกินน้ำแก้วนี้ เขาก็เดินไปกินแล้วเขาก็ไปทำอะไรต่อ แต่คนไทยไม่ได้คิดอย่างนั้น ไปคิดว่าฉันจะไปดีไหมเนี่ย ไปแล้วจะดีไหม ไปแล้วคนนี้เป็นอย่างนั้น คนนั้นเป็นอย่างนี้ พอมีคน 2 โลกมาอยู่รวมกัน มันทำให้เห็นว่าประเทศไทยนี่มันอ้อมโลกมากเลย มันอ้อมแบบไม่รู้จะอ้อมยังไงแล้ว ตัวผมเองก็เติบโตมาจากโลกนี้ ทำให้เราได้เข้าใจว่าที่มันอ้อมนี่เพราะเราคิดเยอะ ไปโฟกัสที่คนอื่น ไม่ได้โฟกัสที่ตัวเองเลย เราก็เลยไม่สามารถรู้ว่าตัวเราต้องการอะไรกับชีวิตเราเองซะที เพราะเรามัวแต่ไปคิดว่าพ่อแม่เราอยากได้คุณครูยังไง คุณครูเคยบอกเราว่าอยากได้อย่างนั้น โดยที่เราไม่เคยรู้เลยว่าตัวเราอยากได้อะไร แค่จะเดินไปกินน้ำแก้วนึงเนี่ย ยังต้องคิดตั้งกี่อย่าง ผมคิดว่าถ้าเราเอาความคิดของคนไทยเป็นหลักไม่ผิดนะครับ แต่เราลองเอาของคนอื่นมาผสมไม่ผิดหรอก แล้วผมคิดว่ามันเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมว่าชีวิตคุณคือชีวิตของคุณเอง คุณต้องค้นหาชีวิตคุณให้เจอ เพื่อตัวคุณเอง ถ้าคุณไม่รู้จักตัวคุณเองแล้วคนที่คุณที่คุณรักจะรู้จักได้ยังไง เราต้องรู้จักตัวเอง เราถึงรู้ว่าคนที่รักเราหรือว่าคนที่เราจะรักเขาเนี่ย คือใคร ถ้าเราไม่รู้จักตัวเราเองเนี่ย เราไม่มีทางมีความสุขกับชีวิต กับใครก็แล้วแต่ ไม่มีทางที่เราจะมีความสุขแบบยั่งยืนได้ นอกจากเรารู้จักตัวเราเองก่อน ว่าตัวเราต้องการอะไร นั่นคือสิ่งที่คนไทยควรค้นหาเจอ ผมไปบวชตอนอายุ 30แล้ว ได้มีโอกาสฟังธรรมะ ได้มีโอกาสนั่งสมาธิ ให้เอาเหตุการณ์ในอดีตมานั่งวิเคราะห์ การนั่งสมาธิมันมีเรื่องของบุพการีบ้าง คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายบ้าง มานั่งวิเคราะห์ อันนี้ใช้ได้นะ อันนี้น่าทำ อันนี้ไม่ควรทำ อะไรอย่างนี้ ประมวลดูแล้วเราก็จะรู้ไอ้สิ่งที่เราเป็นมันคืออะไร แล้วเราก็จะมีความสุขกับมัน เหมือนกับที่ผมได้เจอเพลิน ได้มีความสุขกับสิ่งที่ผมทำ จะสำเร็จไม่สำเร็จมันอยู่ที่ตัวเราเอง เราสามารถที่เราจะหยุดทำอันนี้ก็ได้ เราไปทำอีกอันนึง นี่คือรู้ว่าอะไรอยู่ในหัวสมองเราบ้าง เราคิดอะไรอยู่รู้หมด แต่นี่ผมไม่รู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ แต่เรารู้ตัวเองว่าเราคิดเรื่องนี้อยู่ เราอยากทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปแล้วก็ทำต่อไป ให้ถึงให้ได้ มองมันให้แน่นอน เราสำเร็จได้แน่นอน มันอาจจะใช้เวลานานสักนิดนึง ก็แล้วแต่ความมุ่งมั่น ความตั้งใจที่เรามี มันดีมากแค่ไหน เราก็ค่อยๆทำไป

พี่ชัดเจน : ตอนนี้เราก็อยากจะทราบถึงความฝันและแรงบันดาลใจของพี่นภครับผม ว่าคืออะไรครับ

พี่นภ : แรงบันดาลใจที่ผมมีที่ใช้ชีวิตทุกวันนี้มาจากคนใกล้ๆตัวอะไรอย่างนี้ครับ อย่างสิ่งที่เพลินทำ เป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับผมมาก คือการศึกษาเด็กพิเศษ หรือ Special Education คือไป Focus เด็กที่มีความรู้ ความพิเศษ มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากกว่าที่ผมเคยทำในอดีต ทำเพลง เล่นคอนเสิร์ต มีคนดู ไปตามความฝันของตัวเองไปหมดแล้ว อยากจะเปลี่ยนมาทำให้คนใกล้ตัวบ้าง อย่างที่บ้านผม ภรรยาผมอย่างนี้ ทำคอนโดมิเนียมเสร็จละ ทำมา 4 ปี เหนื่อยมาก แต่ก็สำเร็จครับ คือเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราเอง เราทำให้ที่บ้านเรา ทำให้พี่ชายได้แต่งงาน น้องชายได้แต่งงาน มีบ้านอยู่อะไรอย่างนี้ฮะ Happy โดยไม่ต้องใช้เงินที่บ้าน มีอะไรทำให้มันงอกเงยจากที่ดินที่เรามีอยู่ ที่คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ทิ้งไว้ให้ คือตอนนี้อยากทำของเพลิน ตอนนี้เพลินศึกษาน้องเต้ยอยู่ที่อเมริกา สิ่งที่เพลินทำต้องอาศัยแรงเยอะมาก คือต้องสร้างเป็นโรงเรียน สร้างเป็นศูนย์ฝึก สร้างเป็นมูลนิธิหลายๆอย่างที่เพลินกำลังทำอยู่ ผมคิดว่าผมอยากช่วยเต็มที่เลย ไปได้แค่ไหน ใช้เวลาอีก 10 ปี 20 ปีก็จะทำตรงนี้เป็นหลัก แล้วจะพยายามแต่งเพลง ให้เอาเพลงไปไว้ใช้สอนเด็กได้ เพราะว่าผมก็ยังมีความฝัน ผมอยากแต่งเพลงเพราะๆให้เด็กๆ ให้เด็กเล็กฟัง ร้องตามอะไรอย่างนี้ ร้องนู่นๆ นี่นั่น มองต้นไม้ใบหญ้า เขาจะได้ร้องตาม แล้วก็เป็นเพลงยุคใหม่ที่เด็กร้องแล้วมันเพราะ คงอีกสักพักคงได้ยินกัน ประมาณอีกไม่เกิน 5 ปี ก็เป็นความฝันที่ใกล้ๆที่เราถนัด และอยากทำ ไม่อยากทำอะไรที่ใหม่มาก เป็นเรื่องของก็ทำเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก สิ่งที่เราทำมันได้มาหมดละ เรามาสนุกกับสิ่งที่ทำให้สังคมดีขึ้นดีกว่า ผมกับเพลินก็ยังไม่มีแพลนที่จะมีน้อง ก็อยากจะทุ่มเวลาทั้งหมดเนี่ยให้ส่วนรวมเป็นหลัก พี่ชัดเจน : โอ้โห เป็นคำถามที่ได้อะไรเยอะมากเลยนะครับ สิ่งที่ผมได้จากผู้ชายคนนี้ครับ ความรัก ความอบอุ่น และการที่เค้าสอนให้เราย้อนกลับมาดูตัวเอง ให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังคิดถึงคนอื่นอีกด้วยนอกจากตัวเองอย่างเดียว

พี่นภ : คือบังเอิญพี่ได้เจอกับรุ่นพี่ ที่อยากทำแบบนี้ คือพี่ไม่ได้พยายามนะ คือบางคนอยากเลี้ยงสัตว์ก็ไปเลี้ยงสัตว์ แต่พี่อยากช่วยเหลือสังคม แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง ก็เริ่มง่ายๆที่ช่วยภรรยานี่แหละ สิ่งที่ภรรยาทำก็เป็นสิ่งที่เค้าช่วยสังคมอยู่แล้ว ก็ทำไปเรื่อยให้มันเกิดประโยชน์ให้ได้มากที่สุด พอสิ่งที่ภรรยาทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ก็คงจะมีความปรารถนาที่จะทำอย่างอื่นต่อ อาจจะเล็กลงหรือใหญ่ขึ้นก็แล้วแต่สุขภาพของเราด้วย แล้วแต่ความฝันของเราด้วย ก็คือง่ายๆคือมีความสุขกับการทำอะไรเพื่อชาวบ้านนี่แหละครับ

พี่ชัดเจน : สุดท้ายอยากให้พี่นภช่วยฝากอะไรถึงเยาวชนหรือใครก็ตามที่ดูอยู่ที่นี่ครับ

พี่นภ : ครับ คือง่ายๆนะครับ เรื่องโฟกัสในที่เล็กๆ คือสุดท้ายเนี่ยพอเราอายุมากๆ เราก็ต้องกลับมาเรียนรู้กฏข้อนี้ กลับมาโฟกัสที่ลมหายใจเรา ตอนที่เรานอนอยู่บนเตียงแล้วเราก็รู้ คือในเวลาเนี้ย มีอินเตอร์เน็ตมีอะไรอีกมากมายที่ทำให้เราฟุ้งซ่าน เราต้องเริ่มต้นโฟกัสหัวใจเราให้ได้ ค้นหาตัวเองให้เจอ แล้วเราจะเข้าใจโลกและอยู่บนโลกนี้ได้แน่นอน มีข้อแม้ข้อเดียวคือคุณต้องรู้จักตัวเองให้ได้ คุณต้องรู้ว่าคุณเป็นคนแบบไหน คุณชอบอะไร อะไรเป็นสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณ ไม่ใช่ว่าใช้ชีวิตไปวันๆเหมือนชาวบ้านเค้า มันจะไม่ได้อะไรขึ้นมา แล้ววันนึงเราก็หาตัวเองไม่เจอ แม้อายุ40แล้วพี่ก็ยังต้องหาตัวเองอยู่ทุกวัน ว่าตัวเราเองเราต้องการอะไรกันแน่ วันนี้อยากกินร้านไหน เราจะไปที่ไหนใช้เส้นทางไหน เราค้นหาตัวเองตลอดเวลา แต่อย่าทำให้ชาวบ้านเค้าเดือดร้อนนะครับ แค่นี้แหละครับ

พี่ชัดเจน : โอเคครับผม ขอบคุณมากเลยครับพี่นภครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact