คุณ สุทธิพงศ์ ทัคพิทักษ์กุล

นักร้อง นักดนตรี พิธีกรที่มากความสามารถ พิธีกร ชูรัก ชูรส , ผู้ประกาศข่าว ITV

บทสัมภาษณ์ คุณ สุทธิพงศ์ ทัคพิทักษ์กุล
นักร้อง นักดนตรี พิธีกรที่มากความสามารถ พิธีกร ชูรัก ชูรส , ผู้ประกาศข่าว ITV



ประวัติคร่าว ๆ ของคุณ สุทธิพงศ์ ทัคพิทักษ์กุล
ผมชื่อ ฮาร์ท นะครับ สุทธิพงศ์ ทัคพิทักษ์กุล ปีนี้ปี 2008 ก็อายุจะย่าง 44 ครับ ผมเกิดปี 1964 หรือปี 2507 ครับ ตั้งแต่เด็กจนถึงในวัยเรียนก็เกิดและโตอยู่ในกรุงเทพฯ เรียนที่โรงเรียนเซนต์จอห์น เมื่อตอนอายุได้สักประมาณ 13 ก็ไปเรียนต่อที่อเมริกา อยู่อเมริกา 10 กว่าปี แล้วก็กลับมาประเทศไทยมาทำงาน ตอนไปอเมริกานี่ไปเพื่อไปเรียน แต่ในระหว่างที่เรียนก็มีกิจกรรมอย่างอื่นทำ เล่นดนตรีบ้าง ทำงานหารายได้พิเศษบ้าง แต่งานในช่วงนั้นจะเป็นงานประเภทใช้แรงงานมากกว่า เช่น ทำงานในร้านอาหารจานด่วน fast food สมัยนั้นผมจำได้เลยงานแรกที่ทำ ทำงานที่ร้านอาหารจีน ในเมืองแนซวิว ผมเป็นบ๋อย คอยเก็บโต๊ะที่ลูกค้าทานเสร็จ ทำความสะอาด จัดโต๊ะ ผมจำได้ว่าได้ชั่วโมงละ 2-3 เหรียญ สมัยนั้นถ้าได้สตางค์สัก 10-20 เหรียญก็เยี่ยมแล้ว แล้วก็เคยทำงานที่ร้าน McDonald ที่อเมริกา ตอนนั้นอายุไม่มากครับ สักประมาณ 14-15 ปี แล้วก็เคยทำงานที่โรงหนัง เป็นคนขายตั๋ว เก็บตั๋ว ส่วนงานที่ได้สตางค์พอจะเยอะหน่อยก็ตอนออกเทปกับเพื่อนชื่อเบิร์ด ก็เป็นศิลปินดูโอ้ ชื่อเบิร์ดกะฮาร์ท ดังมากในช่วงปี 1985-1986 ช่วงนั้นยังเรียนอยู่นะครับ แล้วกลับมาออกเทปในประเทศไทย ตอนนั้นอายุ 19-20 ปีประมาณนั้น งานนั้นเนี่ยถือว่าเป็นงานที่ได้เงินค่อนข้างเยอะ เทียบกับชั่วโมงละ 2 เหรียญสมัยยังเป็นนักเรียน หลังจากที่ได้ออกเทปในปี 1985 หลังจากนั้นก็เรียนหนังสือจนจบ แล้วก็กลับมาทำงานในประเทศไทยอีก ตอนนั้นกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยเลยนะครับ ไม่ได้กลับไปเรียนต่อที่อเมริกาอีก ตอนนั้นก็ประมาณปี 1991 ก็ตอนนั้นทำหลายอย่างทำเป็นข้าราชการ เป็นผู้อ่านข่าว แล้วก็เล่นดนตรีไปด้วย เคยเป็นข้าราชการทำงานอยู่กระทรวงพาณิชย์ ตอนนั้นปี 1991 หรือประมาณ 2534 ผมเรียนเศรษฐศาสตร์ครับ จากที่อเมริกา ก็มันเป็นวิชาที่ไม่ได้บังคับให้เราไปประกอบอาชีพอะไรจำเพาะเจาะจงนะครับ ไม่เหมือนกับถ้าเราเรียนหมอ เรียนวิศวะ เรียนเศรษฐศาสตร์นี่จะไปร้องเพลงก็ได้ จะไปเปิดร้านขายโรตีก็ได้ มันไม่ได้บังคับ มันก็เลยเป็นวิชาที่เราเรียนแล้วก็ค่อนข้างจะกว้าง ๆ นะครับ แต่จริง ๆ มันเน้นเป็นเรื่องของหลักปรัชญามากกว่า ปรัชญาในการใช้ประโยชน์ในเรื่องของทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด นี่คือแนวหลักของเศรษฐศาสตร์ครับ ก็ชีวิตก็เรียกได้ว่าค้นหาตัวเองอยู่พักนึงนะครับ ตอนที่เรียนจบกลับมานี่ก็ค้นหาตัวเองอยู่พักนึง จนกระทั่ง big break ถ้าภาษาไทยก็คือว่าจนกระทั่งถึงเวลาดัง เวลาดังของผมเนี่ยมาในช่วงปี 2541-2542 ตอนนั้นก็อายุ 30 กว่าแล้วนะครับ คือหลายคนอาจบอกว่าตอนเป็นนักร้องเบิร์ด ฮาร์ท ไม่ดังหรอ มันก็ดังนะครับแต่มันดังเหมือนกับพลุ มันสว่างวูบแล้วก็หายไป แต่ดังครั้งที่สองนี่ดังเหมือนคบเพลิง มันสว่างแล้วก็ลุกนานเหมือนกันจนกว่าขี้ใต้มันจะดับ ช่วงที่มันลุกและโชดิช่วงอยู่สักพักนึงเนี่ยก็ช่วงประมาณปี 2541-2542 ตอนนั้นเนี่ยผมเปลี่ยนงานจากเดิมอ่านข่าวอยู่ช่อง 7 มาอ่านข่าวช่อง 3 แล้วก็ช่วงที่ทำงานอยู่ช่อง 3 เนี่ยก็ได้รับเชิญจากคุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ เจ้าของรายการ ทไวไลท์โชว์ ให้ไปร่วมสัมภาษณ์ดาราซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ ชื่อ ริกกี้ มาร์ติน งานครั้งนั้นทำให้ผมเป็นที่รู้จักในระดับประเทศมากขึ้น และหลายคนก็เลยรู้ว่า อ้อ...คุณฮาร์ทเนี่ยสามารถทำหน้าที่พิธีกรได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ หลังจากนั้นก็มีงานเข้ามาเยอะ มาพร้อมกับงานก็มีเงินตามมา พอมีเงินก็เริ่มที่จะมีความเป็นไปได้ในการที่จะนำเงินไปใช้สอย ไปซื้อของ ไปลงทุน แล้วก็เริ่มรู้สึกมีอัตราขึ้น ว่าเออเรานี่มันเจ๋ง คือคนพอเริ่มลิ้มรสความโด่งดังใหม่ ๆ เนี่ยบางที อย่างที่เกิดขึ้นกับตัวผมเนี่ยมันจะลืมตัว มันจะเหลิง แล้วก็จะเกิดอาการเหมือนกันว่าใครทำอะไรก็ไม่ทันใจ ไม่ถูกใจ มันเป็นนะครับ อย่างน้อยผมก็เป็น แต่ผมเห็นเพื่อนในวงการหลายคนก็มีเหมือนกัน แล้วเราก็มองแล้วก็เออ แต่ก่อนเราก็เป็นแบบนี้ ช่วงนั้นงานเยอะ คนมาจ้าง มาติดต่อ มาสรรเสริญ เยินยอ มาห้อมล้อมเยอะช่วงนั้น ถือว่าเป็นช่วงทองของชีวิตในแง่ของหน้าที่การงาน หลังจากนั้นก็อย่างว่าครับ ทุกอย่างมีขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป กฎไตรลักษณ์ อันนี้ผมยืมคำสอนของหลวงพี่โบ๊ต เป็นพระที่ผมนับถืออยู่รูปหนึ่ง ก็ผมก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือกฎนี้นะครับ ในระหว่างที่เราดำเนินงาน เดินไปในถนนหนทางของโลกบันเทิง ตอนนั้นก็อ่านข่าวด้วย เป็นพิธีกรด้วย แล้วตอนหลังก็เลิกอ่านข่าว มาทำพิธีกร ตอนนี้ก็ทำพิธีกร แต่งานก็น้อยลงเยอะครับ ปีนี้ปี 51 ก็ 10 ปีพอดี ตั้งแต่ 41 ที่เข้าช่อง 3 ปีนี้ 51 ก็ 10 ปีพอดี ก็ได้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการ ระยะหลัง ๆ นี่ก็มีดารา มีดาว มีพิธีกรเกิดขึ้นเยอะ หล่อ ๆ สวย ๆ หนุ่มกว่า สาวกว่า มีความสามารถเยอะแยะ หลากหลาย เดี๋ยวนี้พิธีกร ผมว่าเยอะนะครับที่สามารถพูดได้หลายภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เยอะไปหมด ซึ่งผิดกับเมื่อสมัยที่ผมเข้ามาทำงานทีวีใหม่ ๆ นะครับ แล้วก็สถานะของผู้ประกาศข่าวก็เทียบเท่าหรืออาจจะเหนือกว่าดาราบางคนซะด้วยซ้ำ มันเปลี่ยนนะครับ โลกเปลี่ยน เอ่อ...แล้วก็คนมักจะคล้าย ๆ กับยอมรับในอาชีพนี้มากขึ้น ผิดกับเมื่อสมัยก่อน สมัยผมเด็ก ๆ เนี่ย ถ้าใครก็ตามที่ครอบครัวมีฐานะ มีหน้ามีตา คุณพ่อ คุณแม่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมชั้นสูง ถ้าลูกหลานเค้าอยากจะไปประกวดนางสาวไทยเนี่ย พ่อแม่ต้องเอาปี๊บคลุมหัว ครั้งนึงเคยมีนะคับในสังคมไทย แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนต่างอยากจะผลักดันลูกตัวเองเข้าไปประกวดประชันในเรื่องของความงาม และขาอ่อน มันก็เนี่ยครับดูให้เป็นธรรมชาติ มันก็คือความเป็นจริง ทุกวันนี้ที่หาเลี้ยงครอบครัว นำเอาสะตุ้งสตางค์รายได้เนี่ย มาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ส่วนใหญ่เลยจะเป็นเรื่องของการทำพิธีกร พิธีกรในที่นี้หมายถึงว่ามีบริษัท ห้างร้านเค้าอยากจะเปิดตัวสินค้า อยากจะจัดงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าเค้าก็จะไปเช่าโรงแรมจัดงานเล็ก ๆ แล้วเค้าก็จะหาคน ๆ เนี่ยมาเป็นผู้ดำเนินให้งานเนี่ยมันไม่น่าเบื่อ เนี่ยผมก็จะถูกจ้างอยู่เนื่อง ๆ คับ ผมไม่มีงานประจำ มีรายการทีวีอยู่ 3 รายการ ซึ่งถ้าจะเรียกว่างานประจำก็เรียกได้ แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นงานซึ่งอาจจะถูกยกเลิกได้ เมื่อไหร่ก็ได้เราไม่รู้ ก็มีงานรายการทีวี 3 รายการ แล้วก็มีงานพิธีกรซึ่งเค้าก็จ้างเป็นระยะ ๆ บางเดือนอาจจะมีมาก บางเดือนอาจจะมีน้อย บางเดือนอาจจะไม่มี อันนี้ก็แล้วแต่ ธุรกิจส่วนตัวก็เคยทำ เคยทำไปแล้ว แล้วก็เจ๊งไปแล้ว ธุรกิจชิ้นนั้นก็คือมี เคยทำบริษัทที่ออกเทปชื่อว่าร้องเสียงลำไย อันนี้ก็ปิด ก็เจ๊งไปแล้ว เคยทำธุรกิจร้านอาหารขายก๋วยเตี๋ยว อันนี้ก็เจ๊งไปแล้ว ที่ยังอยู่แล้วก็ยังไม่เจ๊งก็เป็นธุรกิจทำบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ทอยู่ชะอำ ชื่อว่าซาบาย่า มาจากคำบาลีว่าซะปายะ ซึ่งแปลว่าสะดวกสบาย คือเป็นที่อยู่ที่เหมาะสำหรับภูมิประเทศนะคับ



Q.พี่ว่าคำนิยามของคำว่าความสำเร็จในมุมมองของพี่คืออะไรบ้าง
A.ความสำเร็จในมุมมองของผมเนี่ยนะครับ คือการ คือความสำเร็จในมุมมองแต่ละคนเนี่ยจะไม่เหมือนกัน ความสำเร็จของคนบางคนอาจจะหมายถึงอิสรภาพทางการเงิน ความสำเร็จอาจจะมาพร้อมกับเงินทองและชื่อเสียง แต่สำหรับผมเนี่ยความสำเร็จในชีวิตคือการค้นหา ค้นพบ ว่าตัวเองเนี่ยชอบหรือรักที่จะทำอะไร แล้วสามารถนำเอาสิ่งที่ชอบและรักเนี่ยมาประกอบเป็นอาชีพ หาเลี้ยงตัวเอง support ครอบครัว หรือคนที่พึ่งพาตัวเองได้ นั่นแหละคือความสำเร็จสำหรับผมนะครับ



Q.แล้วเห็นช่วงต้นพี่เล่าว่าใช้เวลาค้นหาตัวเองอยู่พักนึงช่วงนั้นเป็นอย่างไร
A.ก็ช่วงนั้นทำหลายอย่างคับ ช่วงนั้นเนี่ยพอจบมาเนี่ย เดิมตั้งใจว่าจบมาแล้วจะมารับราชการ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนกระทั่งเป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวง แล้วก็เผลอ ๆ อาจจะถูกเชิญไปเป็นรัฐมนตรี นี่คือความฝันนะครับเมื่อตอนที่อายุ 17-18 นะครับ ปรากฏว่าพอเรียนจบจริง ๆ แล้วมาทำงานจริง ๆ มันไม่สนุก มันไม่มัน มันไม่เท่ห์ มันไม่ดีเหมือนอย่างที่คิด พอรู้ว่าการเป็นข้าราชการมันไม่มัน มันไม่เท่ห์ มันไม่สนุกเนี่ย คราวนี้ก็งงอ่ะสิ ว่าอ่าวคิดมาตลอดทั้งชีวิตว่าจะเป็นข้าราชการ เป็นแล้วมันเป็นอย่างเนี่ย แล้วเราจะไปเป็นอะไร ก็ไปเรื่อยอ่ะครับ ไปสมัคร สส. ไปเป็นลูกจ้างบริษัท ไปอ่านข่าว ไปแม้กระทั่งไปขายคอมพิวเตอร์นะครับ ผมเคยแม้กระทั่งว่าสั่งอุปกรณ์ software hardware ที่มันเมื่อมาติดกับคอมพิวเตอร์แล้วมันทำให้คอมพิวเตอร์เนี่ยเป็นเครื่องอัดเสียง เป็นห้องอัดเล็ก ๆ ผมเป็นคนแรก ๆ ที่นำเอาของเนี่ยมาขาย แล้วก็เอาใส่ท้ายรถแล้วก็ขับไป demon ไปสาธิต ทำไปก็ไม่รู้นะคับว่าทำไปทำไม ก็คือคิดว่าเออทำไปแล้วคนชอบก็คงจะมาสั่งซื้อกับเรา ซึ่งสุดท้ายเค้าก็ไปสั่ง พอเค้ารู้ว่าอ๋อมันอย่างนี้ ๆ เออนะแล้วมันผลิตที่ไหน โอเคแล้วเค้าก็ไปสั่งซื้อตรงกับผู้ผลิตอะไรแบบเนี่ย อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในชีวิตนะครับ ทุกวันนี้ก็เรียนรู้นะครับว่าชีวิตคนเราเนี่ยมันไม่แน่นอน ที่เห็นนั่งอยู่อย่างนี้ ดูละกันนะคับ อีก 50 ปีจากนี้ผมกับน้องซอยจะไม่อยู่นี่แล้วนะครับ แล้ว 50 ปีก่อนหน้านี้ ผมกับน้องซอยก็ไม่ได้อยู่นะครับ ฉะนั้นเนี่ยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เนี่ย อย่าลืมนะครับว่ามันมีเวลาไปได้เสมอ อย่าไปคิดว่ามันจะยืนยงและถาวร ถ้าคุณอยู่ในช่วงของความสุข ก็อย่าไปประมาท อย่าไปหลงระเริงกับมัน ในทางกลับกันตอนนี้คุณอาจกำลังทุกข์ใจกำลังเซ็ง ก็มันก็ไม่ได้อยู่ไปตลอดหรอก เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน ผมชอบคำพระคำนึงท่านเคยพูด เป็นพระอยู่ที่เชียงใหม่นะครับ ท่านบอกว่า “โยมรู้มั้ย ที่สุดของทุกข์คืออะไร” ผมก็อะไรครับท่าน “ที่สุดของทุกข์ก็สุขไงล่ะโยม แล้วที่สุดของสุขล่ะ” ทุกข์ใช่มั้ยครับท่าน “ใช่ถูกต้อง” เนี่ยมันก็กลับกันไปอย่างนี้ คิดแล้วมันก็มึนดีเหมือนกันนะครับ 555



Q.ในความสำเร็จของพี่เนี่ยที่พี่บอกว่า ถ้าเราค้นพบเจอสิ่งที่ชอบที่รักแล้วเราเลือกที่จะทำมันเนี่ย คุณสมบัติของการที่จะถึงความสำเร็จนั้น ๆ คืออะไรบ้าง
A.แล้วแต่ผู้ชม หลายคนที่กำลังดูเว็บนี้อยู่นะคับ ถ้ารู้จักชีวิต และประวัติผมพอคร่าว ๆ เนี่ยก็คิดว่า โอ้...คุณฮาร์ทสำเร็จแล้ว เพราะว่า หนึ่งอายุก็ไม่มาก สุขภาพยังแข็งแรง มีคนรู้จัก และเท่าที่ทราบฐานะการเงินก็ไม่เลว แค่นี้น่าจะมีความสุข และประสบความสำเร็จ ผมเองก็ขอตอบเลยว่าใช่ ทุกวันนี้พึงพอใจในเรื่องของสุขภาพ ถือว่าแข็งแรงใช้ได้ อายุก็ไม่ถือว่าเยอะ แต่ก็ไม่น้อยนะครับ ยังมีโอกาสที่จะทำ ที่จะคิดที่จะเริ่มต้นอะไรอีกเยอะ อย่างที่สามเรื่องการเงินเราก็พอมี อย่างนี้เค้าเรียกว่าไม่เจ้าชู้ ดูมีตังค์นะครับ แต่ถามว่าประสบความสำเร็จมั้ย คนเราเนี่ยนะครับมีสิบ มันก็อยากได้ร้อย มีร้อยก็อยากได้พัน ทุกวันนี้มีสุขภาพดีแข็งแรง มีสะตุ้งสตางค์ มีความมั่นคงในชีวิต มันก็ยังอยากไปเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่อยากเนี่ยมันก็จะพิสดาร พิเศษนะครับ แล้วแต่จิตมันจะคิด จะอยากได้ ก็ยังคิดว่าตัวเองยังต้องการ ยังคิดว่ายังมีอะไรที่น่าท้าทาย ที่น่าจะทำนะครับ



Q.แล้วคุณสมบัติที่เป็นหลักที่พี่รู้สึกว่าถ้าคนเราจะไปถึงความสำเร็จในชีวิตของคนหนึ่งคนเนี่ย มันควรจะต้องมีอะไรบ้าง
A.วันที่ผมรู้สึกว่าผมมีความสุข ก็คือวันที่เรา วันที่ผมมีความสุขมากก็คือวันที่ผมรู้สึกว่าผมสามารถทำสิ่งนี้ได้ดี สิ่งนี้ที่ผมพูดเนี่ยมันก็มีอยู่สองสามอย่าง เช่น เล่นดนตรี ผมเป็นคนเล่นดนตรีได้ดีนะครับ ในความคิดของผมเองมันก็ระดับนึง แต่พอเราคิดว่าเราดีปุ๊บ แล้วเราเล่นแล้วมีคนมาชอบ มาชม จ่ายสตางค์เพื่อมาดูเรา หรือจ่ายสตางค์เพื่อจ้างเราไปเล่นให้คนอื่นดู นี่แหละมันคือความสุขและความสำเร็จ อันนี้รวมไปถึงความสามารถในเรื่องการพูด งานที่เค้าจ้างให้ผมไปเป็นพิธีกรเหล่านี้เป็นต้น เนี่ยแหละคือความสำเร็จในชีวิต



Q.พี่เชื่อมั้ยคะว่าหน้าที่การงานที่พี่ทำเนี่ย พี่ต้องพยายามหรือว่ามัน gifted มันเป็นพรสวรรค์
A.เอ่อ...มันบวกทั้งสองอย่างครับ ชีวิตผมมันเหมือนกับมันจับพลัดจับผลูนะครับ เดิมก็ที่บอกอ่ะครับ อยากเป็นปลัด อยากเป็นอธิบดี แต่สุดท้ายมาเป็นสรยิก เค้ามีสรยุทธ์ เราเป็นสรยิกนะครับ เดิมจะเป็นอธิบดี แล้วมาเป็นพิธีกรโดยไม่ได้คาดฝัน แต่พอเป็นแล้วก็รู้สึกว่า เอ่อ...มีความสุขดี ถึงไม่รู้ว่าอธิบดีเป็นแล้วมันรู้สึกยังไง คิดว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้ดีไปกว่าพิธีกรเท่าไหร่ ซึ่งสำหรับชีวิตบางคนอาจจะไม่ใช่ ตั้งใจว่าจะเป็นครูแต่สุดท้ายอาจจะเป็นสามีครูแทนอันนี้ก็แล้วแต่ ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกันนะครับ แล้วแต่ครับ แต่ผมว่ายังไงก็แล้วแต่มันต้องลองครับ ไม่ลองก็ไม่รู้นะครับ มันต้องลอง ลองไปเรื่อย ๆ อย่าเพิ่งท้อแท้ อันนี้อาจจะไม่ใช่อย่างที่เราหวังทำมันไปเรื่อย โอกาสเข้ามาคว้าไว้ก่อนในเรื่องที่ดีดีนะครับ อะไรที่มันดีทำไปเลย เมื่อเช้านี้มีรุ่นน้องคนนึง เค้าโทรมาปรึกษา เค้าเด็กกว่าผมหลายปี อายุ 30 เค้าชื่อแชมป์ แหม...บอกไปเดี๋ยวจะขายอีกนะครับ แชมป์นี่เป็นนักร้องดังมากครับ อยู่ค่าย love is ตอนนี้เค้าเริ่มรู้สึกแล้วว่า เอ...ชีวิตเค้ามันก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ นะครับ งานดนตรีมันก็ดีแต่มันจะเป็นแบบนี้ไปตลอดรึเปล่าก็ไม่รู้ เค้าก็เลยมาปรึกษา เค้าคิดอยากจะทำงานเพลงด้วย แล้วก็รับราชการ คือเค้าเนี่ยเป็นคนที่เก่งภาษา เค้าพูดภาษาไทยดี พูดภาษาอังกฤษดี แล้วพูดเยอรมันได้ด้วย แล้วพ่อแม่เค้าเนี่ยทำงานอยู่ในกระทรวงต่างประเทศ มี connection ดี เค้าก็เลยคิดว่าจะใช้ประโยชน์ตรงนี้นำให้เค้าไปสู่ คืออย่างน้อยก็มีทางเลือกได้สองทาง คือ วันใดก็ตามเกิดเบื่อ เบื่องานเพลง ก็ลาออกจากงานเพลง ก็ยังมีงานกระทรวงไว้คอยยึด หรือเป็นกระทรวงมันไม่สนุกลาออกจากกระทรวง ก็ยังมีงานเพลง ผมก็เลยบอกเนี่ยคิดถูกแล้ว ทำไปเถอะ มันไม่ hurt หรอก มันไม่ใช่ว่าเป็นทูตแล้วคนจะไม่มาซื้อเทป หรือถ้าออกเทปแล้วไปเป็นฑูตไม่ได้ มันไม่ใช่อย่างนั้น ทำไปเลย ถ้าบวชพระได้ด้วยยิ่งสนับสนุก เอ...แต่พระกับเพลงไปไม่ได้นะ 555



Q.แล้วระหว่างที่พี่ค้นหาตัวเองเดินทางไปสู่จุดหมายบางจุดที่พี่คาดหวังไว้เนี่ย มันต้องมีแน่นอนปัญหาอุปสรรค แนวคิดในการเผชิญปัญหาอุปสรรคของพี่เนี่ย เป็นยังไงบ้าง เพราะหลาย ๆ คนเนี่ยเจอปัญหาแล้วท้อแท้ แล้วดึงตัวเองไม่ขึ้น
A.ทุกวันนี้ผมเจอปัญหาผมก็ท้อ จริง ๆ เฮ้อ...ที่ถอนหายใจเพราะงี้ครับ ผมรู้สึกว่ายิ่งอายุเยอะเนี่ย ความทนมันยิ่งน้อยในเรื่องของปัญหานะ ยิ่งอายุเยอะเนี่ย พอเจอปัญหาปุ๊บมันเหมือนกับบางทีอยากจะซื้อ หรืออยากจะหยวนอยากจะให้ปัญหานั้นมันจบโดยเร็ว ในการที่จะมาอดทน แล้วมาตั้ง guard แล้วสู้เหมือนอย่างที่ตอนหนุ่ม ๆ เนี่ยมัน...ความอดทนมันน้อย น้อยลง ฉะนั้นใครก็ตามที่ใช้ชีวิตที่ยังเพิ่งเริ่มต้นนะครับ ปัญหาเนี่ยมีไว้ให้แก้ มีไว้ให้รับมือ มีให้ฝึกให้แกร่ง ปัญหานี่มีอยู่แล้วครับ ผมรู้สึกว่ายิ่งอายุเยอะเนี่ย ผมทุกวันนี้เนี่ยมีอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ในชีวิตเนี่ยเข้ามา คือผมเนี่ยไม่ขี้รำคาญ และอีกอย่างอาจจะเป็นเพราะว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่เราเจอมันแก้ได้ด้วยเงินนะครับ ผมยังคิดไม่ออกว่าตัวอย่างเป็นยังไง แต่ส่วนใหญ่แล้วมันจะเป็นปัญหาซึ่งแก้ได้ด้วยเงิน เช่น ไม่ถูกใจ กลับไปแก้ แก้ต้องใช้เงินนะครับอะไรแบบนี้ หรือสั่งมาอย่างนึง ได้อีกอย่างนึง โอ้...ก็จ่ายใหม่อะไรอย่างเนี่ย ซึ่งตอนนี้มันอยู่ในวัยที่ เออ...เราพอจะจ่ายได้ เราก็จ่ายไป ก็เลยมันก็เลยรู้สึกว่าปัญหามันไม่ค่อยมี แต่ถ้าเป็นสมัยเด็ก ๆ ตังค์เราไม่ค่อยมีเนี่ย เราต้องคิดให้รอบคอบอะไรแบบนี้หลายอย่าง



Q.พี่ก็จะแนะนำว่าถ้าเป็นน้อง ๆ รุ่นใหม่เจอปัญหาเจออะไรเราสู้ก่อน อย่าเพิ่งท้อถอย
A.ควรคับ ควรจะอย่างนั้นนะครับ แล้วก็คิดอยู่เสมอว่า มันจะไม่หนีไปไหนถ้าคุณไม่เผชิญหน้าและแก้มันนะครับ



>Q.จุดเปลี่ยนในชีวิตพี่จริง ๆ เพราะว่าซอยเข้าใจว่าชีวิตพี่เจออะไรมาหลายอย่าง ทำอะไรมาเยอะมาก แต่จุดพลิกจริง ๆ เลยเนี่ยมันคือตรงไหน point ไหน ในชีวิตนะคะ
A.ตรงนี้เค้าเรียก turning point หรือแปลเป็นไทยว่า จุดหักเห ไม่ใช่จุดหักเลี้ยวนะครับ ถ้าจุดหักเลี้ยวนี่ต้องไปหาหมอเลยนะครับ เข้าใจมั้ยคับ ถ้าเข้าใจเมื่อกี้นี้เมลล์มาบอกด้วยนะครับ จุดหักเหนี่ อืม...มันมีสองช่วงในชีวิต ช่วงแรกคือได้ออกเทป ช่วงที่สองออกรายการทีวีกับพี่ต๋อยอันนี้ในแง่ของชื่อเสียงและเงินทองนะครับ ในแง่ของชื่อเสียงและเงินทอง อันนี้คือจุดหักเห แต่มันมีจุดหักเหนึงที่ผมคิดว่าใหญ่มากในชีวิต และก็อาจจะมีผลไปจนกระทั่งผมตาย แล้วก็ไปเกิดใหม่ด้วยซ้ำ อันนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนประมาณปี น่าจะสักประมาณปี 2538-2539 ตอนนั้นผมทำงานอยู่ช่อง 7 อ่านข่าวอยู่กับพี่ติ๋ว สัญสนีย์ นาคพงศ์ พี่ติ๋วเนี่ยได้มอบเทปธรรมะให้ผมตลับนึง ตลับสองตลับนี่แหละ เป็นการบรรยายธรรมของ เจ้าของโรงพยาบาลวิชัยยุทธ คุณหมอสมพล บุญคุป ท่านจัดสัมมนาใน staff โรงพยาบาล แล้วท่านก็เล่าเรื่องประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณและธรรมะให้กับกลุ่มผู้ฟังของท่านฟัง ผมฟังเทปนั้นแล้วผมรู้สึกทึ่งและสนใจ แล้วก็ศึกษาจากจุดนั้นนะครับ ทำให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต มันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเนี่ยมันไม่แน่นอน ซึ่งแปลกนะครับคนเราเกิดมาทุกคนก็รู้ว่าเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครอยู่ตลอด แต่ก็ยังอุตส่าห์ไม่วายอยากได้นู้น


Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact