ธชตวัน ศรีปาน
หรือ ตะวัน ศรีปาน อดีตนักฟุตบอลตำแหน่งกองกลางของทีมชาติไทย เจ้าของฉายา Midfield อัจฉริยะ


รัศเอก : ก่อนจะมาเป็นนักฟุตบอลโด่งดัง ที่เรารู้ๆกันว่า Midfield อัจฉริยะเราผ่านอะไรมาบ้าง ตอนนี้พี่ตะวันเปลี่ยนชื่อเป็น ธชตวัน

พี่ตะวัน : ใช่ เปลี่ยนเป็น ธชตวัน ศรีปาน

รัศเอก : อยากให้พี่ช่วยเล่าว่าจุดเริ่มต้นเล็กๆจนเข้ามาสู่วงการ นี่มาได้อย่างไรครับ

พี่ตะวัน : เริ่มแรกเลยตอนสมัยเด็กๆตัวเล็กมาก คุณพ่อเป็นนักกีฬาบริษัท ซึ่งเล่นกีฬาสีประจำปี ซึ่งเราชื่นชอบที่จะตามพ่อไปนั่งดู เราเริ่มรู้สึกว่ากีฬานี้มันมีเสน่ห์ น้ำมันมวยด้วยเวลาเขานวด เล่นกีฬา เราได้กลิ่น เรารู้สึกคุ้นเคยกับตรงนั้นตั้งแต่เด็ก บวกกับคุณพ่อชอบฟุตบอลที่เขาถ่ายทอดกลับมา ตามพ่อ ดูกับพ่อมาตลอดมันก็เลย นึกอยากจะแบบพ่อ แต่พ่อเล่นยังไม่มีเป้าหมาย เล่นบอลกับบริษัท แต่เราชื่นชอบกีฬานี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว เราก็ตามข่าวสารฟุตบอลนอก ซึมซับๆ จนเรารู้สึกชอบกีฬานี้ เราเข้ามาเรียนในกรุงเทพ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สนับสนุนฟุตบอลด้วย แต่เราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะมาเล่นทีมชาติ แต่เราเล่นเพราะเรารักตรงนี้ เราชอบตรงนี้ เราก็เลยตามหาความชอบของเรา ซึ่งทีมนี้ก็เป็นทีมที่ให้โอกาสเราได้แสดงฝีมือตรงนั้น เป้าหมายหลักๆเราก็จะเรียนด้านช่าง แล้วกลับมาทำงานกับพ่อที่กรุงศรีนครหลวง คือยังไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเข้าทีมฟุตบอลอาชีพ ซึ่งมันก็จับพลัดจับพลูให้เราทำในสิ่งที่เรารักอยู่ตลอดเวลา รักในสิ่งที่ทำ มีความสุข แต่ไม่ได้มีเป้าหมายใหญ่โตว่าอยากจะติดทีมชาติ เล่นด้วยใจรัก แล้วก็ชอบมัน เล่นด้วยอยากอยู่กับมัน จนช่วงนึงที่ได้เรียนกลุ่มพละศึกษา อายุ 18 ปี พี่ๆบอกเด็กคนนี้มันมีแววจะติดทีมชาติ เราก็ไม่เชื่อ เขาก็เรียกไปเล่นที่ไหน ไปเตะกับผู้ใหญ่ ไปเล่นที่ไหนเขาจะบอกว่าเราติดทีมชาติแน่นอน ซึ่งเรื่องนั้นเป็นเรื่องไกลตัวมากสำหรับเรา เป็นไปไม่ได้หรอก เราเด็กช่างคนนึง ซึ่งคงไม่มีโอกาส แต่ว่าจับพลัดจับพลูวันนึงเราเล่นเสร็จมีแมวมองมาให้ไปเล่นบอลถ้วย ก็เลยไต่เต้าจากตรงนั้น มาเป็นบอลถ้วยก. ถ้วยข. จนได้เล่นในสิ่งที่เรารัก เราก็เล่นเดินตามในสิ่งที่เรารัก เราก็เล่นด้วยตามแบบไม่ได้บอกว่าเดินตามความฝันที่เราอยากเป็นนักฟุตบอลทีมชาตินะ เราแค่อยากทำในสิ่งที่เรารัก มันก็เลยไปตามSTEP เอง ตามธรรมชาติ จนวันนึงมีคนมาเห็นเรา เราก็ใช้ skill ที่เราเล่น จนมีคนชื่นชอบก็เลยเรียกเราเข้าไป Audition เราเลยได้มีโอกาสเข้าไปเล่นทีมชาติ

รัศเอก : เราพักเรื่องของทีมชาติเอาไว้ก่อน อยากจะทราบว่าตอนที่เล่นด้วยความชอบความรัก ซ้อมหนักไหมครับ

พี่ตะวัน : ซ้อมหนักครับ แต่ไม่ได้ซ้อมหนักแบบเอาเป็นเอาตาย แต่แบบว่าเรามีเวลาเมื่อไหร่ เราต้องเล่น อย่างพักกลางวัน กลับจากเรียนหนังสือ ทำงานบ้านเสร็จ ช่วยแม่เสร็จ เราก็ต้องไปเล่นกับผู้ใหญ่ที่บริษัท ที่บริษัทผู้ใหญ่ทุกเย็นเขาจะมาเตะบอลกัน เราก็ต้องไปเล่นกับเขาทุกวัน มันได้ฝึกซ้ำได้ฝึกความแข็งแกร่งจากตรงนั้น เหมือนกับเราได้ซ้อมหนักไปในตัวอย่างนี้ โดยที่ไม่มีโค้ช

รัศเอก : คือทำสม่ำเสมอ เหมือนเป็นเส้นทางชีวิตให้เข้ามาเป็นอย่างนั้นเลย

พี่ตะวัน : ใช่ มันเหมือนเราไม่ได้ปู เหมือนเราไม่ได้ต้องการที่จะเป็น แต่เราทำด้วยความชอบ ทำด้วยความรัก ตาม Step ของมันมา

รัศเอก : และทำมันได้ดี

พี่ตะวัน : ในมุมมองของคนอื่น เขามองว่าเราดี แต่เราไม่ได้สังเกตตัวเอง เราพยายามทำสิ่งที่เรารักที่เราชอบอยู่ตลอดเวลา ให้เราดีที่สุดเท่านั้นเอง

รัศเอก : หลังจากนั้นติดทีมชาติแล้วยังไงต่อครับ

พี่ตะวัน : มันก็เป็นจุดเริ่มที่ ไม่คิดว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ แต่ว่าพอ ตอนแรกที่เราเริ่มเล่นฟุตบอล เราต้องการที่จะเป็นช่างเหมือนพ่อ จบเทคนิคมาทำงานช่าง ทำงานให้บริษัทไป แต่พอตอนนั้นเป้าหมายมันเปลี่ยน เราเริ่มติดทีมชาติ รู้สึกว่าเราเริ่มมีโอกาสแล้ว เราเริ่มที่จะโฟกัสสิ่งที่เรารักสิ่งที่เราชอบ สร้างตัวได้ สร้างอาชีพได้ แต่ว่ายังไม่ทิ้งการเรียน พยายามเรียนให้จบวิศวะควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอลไปด้วย ซึ่งตอนนั้นเราติดทีมชาติ ถ้าตอนนั้นเราจบเมื่อไหร่เราจะโฟกัสฟุตบอลจริงๆ เป็นอาชีพของเราได้ตอนนั้น

รัศเอก : แล้วมีแม๊ตช์ สำคัญๆตอนติดทีมชาติบ้างไหมครับ

พี่ตะวัน : เยอะมากๆ เพราะว่าเราประสบความสำเร็จค่อนข้างเยอะในระดับทีมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ซีเกมส์ 4 สมัย แม๊ตช์ชิงชนะเลิศที่เชียงใหม่ซึ่งแม๊ตช์นั้นเรายิงไป 2 ลูก ทำให้เราได้แชมป์ นั่นก็เป็นความทรงจำนึง ความทรงจำอีกหลายๆแม๊ตช์ก็คือที่เราได้เล่นกับทีมระดับโลกที่เป็นแบบการกุศล หรือ แม๊ตช์ที่เขาจัดขึ้นมาเพื่อให้นักฟุตบอลไทยได้มีโอกาสเข้าชนกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนนั้นก็มีดาราดังๆ มี เบคแฮม มี ไรอัน กิ๊กส์ มี พอล สโคลส์ มียาร์ป สตัม มี รุด ฟาน นิสเตลรอย แม๊ตช์เป็นแม๊ตช์ที่เราได้ไอรอน แม๊ตช์ เป็น แม๊ตช์ที่เรายิงประตได้ ถึงแม้จะแพ้ 2-1 แต่เราได้ไอรอนแม๊ตช์ แต่ก็เป็นความภูมิใจที่เรายิงทีมที่เรารัก แล้วก็หลายๆแม๊ตช์ที่ผ่านมาที่เราได้เล่นกับทีม รีล มาดริด อะไรอย่างนี้ ซามพ์โดเรีย อิตาลี อะไรพวกนี้ แล้วก็อีกหลายๆทีมชาติที่มีดารา ก็เป็นความภูมิใจของเรา

รัศเอก : ความรู้สึกที่เราได้แข่งกับคนที่มีลักษณะเหมือนเป็น Idol เราเป็นยังไงบ้างครับ

พี่ตะวัน : คือยกตัวอย่างเหมือนเราได้เล่นกับทีม รีล มาดริด เราชอบซีดานมาก คือสมาธิเราไม่ได้อยู่กับเกมส์เลย เราเหมือนเราวิ่งตามเขา ดู Step การเล่นของเขา เพลินกับการเล่นของเขา มันเหมือนเราลงไปดูเขาใกล้ชิด จากที่เคยดูในทีวีดูนอกสนาม มาอยู่ในสนาม แทนที่เราจะโฟกัสการเล่นของเรา แต่เรากลับโฟกัสจังหวะที่เขาจับบอล จังหวะที่เขาโยนบอล มันเป็นความประทับใจซึ่งมีไม่มากที่ใครจะได้สัมผัสใกล้ๆ

รัศเอก : อยากจะถามพี่ตะวันว่ามุมมองเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จพี่ตะวันมองเรื่องนี้อย่างไรครับ

พี่ตะวัน : ความสำเร็จ คือ เป้าหมายดีกว่า พอเราโฟกัส เราคิดว่ามันสร้างชีวิตเราได้ ดูแลครอบครัวเราได้ นั่นคือเป้าหมายในชีวิตถ้าเราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของเรา สิ่งที่เรารักคือฟุตบอล เราสามารถทำให้มันมีค่าในเรื่องของสถานะ เขาเรียกว่าอะไร มีความมั่นคงกับครอบครัวได้ กับพ่อแม่เราสบาย พี่น้องได้อานิสงส์ จากตรงนี้ด้วย เราสามารถเผื่อแผ่ให้กับพ่อแม่เราพี่น้องเรา ทำรายได้ได้ดี เราก็คิดว่านี่ละ เราเล่นจนประสบความสำเร็จ เรามีความมั่นคงในชีวิตนี่คือเป้าหมายในชีวิต

รัศเอก : เมื่อกี้พูดไล่ไปถึงเรื่องครอบครัว เมื่อมีครอบครัวก็ต้องมีความรักมาเกี่ยวข้อง อยากจะให้พี่ตะวันพูดถึงเรื่องของครอบครัว

พี่ตะวัน : จริงๆครอบครัวเป็นแรงบันดาลใจอย่างสูง ถ้าไม่มีครอบครัว การ Support จากพ่อแม่ พี่น้อง เราก็จะไม่สามารถมีวันนี้ได้ ครั้งที่เราอยากได้อะไร ครั้งที่เราอยากไปแข่งที่ไหนไกลๆ ทุกๆครั้งที่เราต้องการคำแนะนำกำลังใจพ่อแม่เป็นคนที่ Support อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะไปแข่งไกลแค่ไหน พ่อขับรถไปส่ง อยากได้ฟุตบอล อยากได้สตั๊ด อยากได้อะไร อยากได้เสื้อผ้ากีฬา ซึ่งแต่ก่อนนี้น้อยคนที่จะได้เสื้อกีฬา ผมยกตัวอย่างทีมสโมสรซุปเปอร์ ซึ่งน้อยที่จะมี แต่พอเห็นรูปเสื้อในหนังสือพิมพ์ เราอยากได้ พ่อสั่งให้คนไปซื้อให้ มันเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เพราะว่าราคามันค่อนข้างสูง แต่พ่อสามารถที่จะเนรมิตให้เราได้ซึ่งจริงๆครอบครัวก็ไม่ร่ำรวยอะไร แต่ถ้าเรื่องฟุตบอล ไม่ว่าเราจะอยากได้ สตั๊ด ลูกฟุตบอล Support เต็มที่ อยากไปเรียนที่กรุงเทพใช่ไหม พ่อไปส่ง พ่อสนับสนุนตลอดเวลา ไม่มีค้าน ไม่มีอะไรเลย เวลาเราไปแข่งแต่ละครั้งพ่อแม่ก็จะไปนั่งเชียร์ พี่น้องเราก็จะตามไปเชียร์ ซึ่งกำลังใจตรงนี้มันมีค่า มัน Support เรา ให้เราก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

รัศเอก : เมื่อกี้เรื่องครอบครัว มาถึงเรื่องความรักก่อน พี่ตะวันดูแลความรักยังไง ในสถานะคู่ครอง คู่ชีวิต

พี่ตะวัน : ความรักจากแฟนเราก็มีส่วนทำให้เราอยู่ในกรอบเป็นนักบอลที่ดี เป็นแรงผลักดัน ไม่ออกนอกลู่นอกทาง บางทีเราจะทำเหมือนเพื่อนๆอย่างนี้ เราก็คิดอยากอยู่ในกรอบๆ จริงๆ

รัศเอก : เยี่ยมมากเลยครับ อยากถาม 1 คำถามครับ อุปสรรคใหญ่ๆ ไม่เอาดีกว่า พอมาถึงจุดนึงมันต้องล้มลุกคลุกคลาน มีท้อ มีอะไรอย่างนี้ ช่วยยกตัวอย่างอะไรคือสถานะการณ์ที่หนักที่สุดในชีวิต แล้วเราผ่านมาได้ยังไง

พี่ตะวัน : มี 2 สถานะการณ์ สถานะการณ์แรกคือ มีอยู่ช่วงนึงเป็นช่วงที่เราดังมากๆ แต่เราโดนวิจารณ์ค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับฟอร์มการเล่น ซึ่งเราอาจจะ บางครั้งบางคนอาจจะไม่ชอบ ซึ่งสิ่งนี้มันก็มีผลกระทบต่อจิตใจ เสนอออกไปสู่แฟนบอลอะไรอย่างนี้ มันก็ทำให้เรารู้สึกท้อเหมือนกัน ทำให้เราไม่ไหวแล้วอยากเลิก ตอนนั้นกระแสค่อนข้างแรง อยากเลิกเหมือนกัน แต่เราผ่านตรงนั้นมาได้เพราะเราได้แรงบันดาลใจจากคนที่เรารัก จากพ่อแม่ ทั้งแฟนเรา แล้วก็พ่อแม่ของแฟนเรา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่ดีในตอนนั้น ซึ่งเราก็ปรึกษาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราผ่านตรงนั้นมาได้ แล้วอีกครั้งนึงก็คือเรื่องของอาการบาดเจ็บ ผ่าตัดเข่า 2 ครั้ง เลย หนักมาก หัวเข่าขาด ต้องหยุดพักเป็นปีๆ ซึ่งมันท้อในการที่จะกลับมาเหมือนกัน เราต้องรักษา ต้องดูแล พยายามสร้างกล้ามเนื้อ ให้กลับมาแข็งแรงได้เหมือนเดิม ให้เล่นให้เหมือนเดิมได้ ต้องใช้เวลา ค่อนข้างท้อ แต่ว่าแรงบันดาลใจก็คือเราอยากกลับมาเล่นในสิ่งที่เรารัก เราอยากกลับมาเล่นในสิ่งที่เรารักให้ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องมาดูแลรักษาตัวเองให้หาย เพื่อจะกลับมา แล้วเป้าหมายในชีวิตของเราก็คือว่าต้องประสบความสำเร็จ จากการเตะฟุตบอล ต้องสร้างฐานะ เราต้องกลับมาให้ได้ นั่นแหละ คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เรากลับมาได้ทั้ง 2 ครั้ง

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact