คุณจุลยุทธ โล่โชตินันท์
ผู้ก่อตั้งวงบางกอกแชร์ริตี้ออเคสตร้า (Bangkok Charity Orchestra) คณะดนตรีออเคสตร้าการกุศลคณะแรกและคณะเดียวของประเทศไทย


Liferevo: สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมอยากจะสอบถามก่อนเลยว่า คุณผ่านอะไรมาบ้างก่อนที่จะตั้งวงดนตรีนี้ครับ

คุณจุลยุทธ: ผมก็เป็นคนชอบดนตรีมาตั้งแต่เด็กเลยนะครับ เรียนเปียโนมาตั้งแต่อายุ4-5ปี เป็นคนที่เริ่มต้นก็ค่อนข้างชอบดนตรีนะครับ ไม่ได้ฝืนไม่ได้อะไร ก็เลยเล่นมาตลอด จนกระทั่งไปเรียนต่อที่อังกฤษ ตอนอายุประมาณ11ปี ผมก็อยากจะเพิ่ม คือผมชอบเสียงไวโอลิน เลยอยากจะลองเล่นไวโอลินดู ก็เลยขออาจารย์ให้สอน และก็เป็นอีกเครื่องนึงเป็นชิ้นที่สอง ก็เล่นมาเรื่อยๆ เล่นออกคอนเสิร์ททุกปี ตั้งแต่ปี85ก็ยังไม่มีปีไหนที่ไม่มีคอนเสิร์ทเล่น

Liferevo: หมายความว่าในขณะที่เรายังเรียนเป็นนักเรียนอยู่ก็ได้เล่นออกคอนเสิร์ทด้วย (ใช่ครับ) เป็นอย่างไรบ้างครับ

คุณจุลยุทธ: ก็เล่นมาเรื่อยๆจนเข้ามหาวิทยาลัย คือผมไม่ได้ไปเรียนวิชาดนตรีโดยตรง ผมจบวิศวะ แต่ผมออกคอนเสิร์ทบ่อยจนเค้าเชิญไปเป็นคอนดัคเตอร์ของวงออเคสตร้าของมหาวิทยาลัย เหมือนกับกิจกรรมๆนึงของมหาลัย เห็นว่าเป็นงานอดิเรก

Liferevo: ตอนที่เล่นคอนเสิร์ทรู้สึกตื่นเต้นมั้ยครับ

คุณจุลยุทธ: ก็เหมือนกับทุกคนแหละครับตื่นเต้นนะ แต่มันก็เป็นความตื่นเต้นที่ดี คือตอนที่เราเล่นไลฟ์เนี่ยมันไม่เหมือนตอนที่เราอัด เพราะตอนอัดเรารู้ว่า โอเคเราเล่นผิดเล่นพลาดมันก็ทำได้ใหม่ บางทีการที่เราเล่นออกมาเราอาจจะใจเย็นไปนิดนึง แต่การที่เราเล่นไลฟ์เนี่ยการที่มีคนดูเรารู้เลยว่าบรรยากาศมันแตกต่างกัน เราตื่นเต้นขึ้นมาบางทีสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อนในเวลาซ้อมเราก็เอามาทำอะไรอย่างนี้ มันก็เป็นความแปลกใหม่อย่างนึงที่ไลฟ์เพอร์ฟอร์แมนซ์มันจะออกมาได้

Liferevo: แล้วตอนที่คอนดักต์วงครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่ครับ

คุณจุลยุทธ: ตอนนั้นอายุรู้สึกว่า 20 ปีนะครับ 10 ปีที่แล้ว โหบอกอายุเลย

Liferevo: ตอนนั้นมีสมาชิกในวงดนตรีกี่คนครับ

คุณจุลยุทธ: ถ้าวงของมหาลัยก็ประมาณ 70-80 คน

Liferevo: หน้าที่ของการควบคุมวงดนตรีนี่เราต้องทำอะไรบ้างครับ

คุณจุลยุทธ: ก็หน้าที่หลักๆของคอนดัคเตอร์เลยก็คือต้องให้แนวทาง เราเหมือนกับเป็นไดเร็คเตอร์หนังอะไรอย่างเนี้ย คุณอ่านสคริปต์แล้วคุณเห็นภาพยังไง อันนี้ก็มาดูว่าคุณอ่านโน้ตแล้วคุณได้ยินเสียงยังไง แล้วเราก็พยายามทำให้เสียงที่เราได้ยินเนี่ย มันออกมาจากคน80คนข้างหน้าคุณ ให้มันเป็นไปอย่างแนวทางที่เราได้ให้เค้าไว้ แต่ไม่ได้ไปบังคับให้เค้าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้นะ เพราะว่าก็ไม่มีใครหรอกที่ชอบให้มีคนมาบังคับให้เราทำสิ่งที่แบบว่าเรามีความเห็นไม่เหมือนกัน เห็นไม่ตรงกัน อันนี้เราก็ต้องมาคุยกันว่า อ้ะ คุณเห็นว่ามันเป็นยังไง มันก็เหมือนกับชีวิตธรรมดา ชีวิตการทำงาน หรือชีวิตในครอบครัวของเราที่เราก็ต้องฟังคนอื่น

Liferevo: ความยากของการควบคุมวงนี่เป็นยังไงบ้างครับ

คุณจุลยุทธ: คอนดัคเตอร์ที่ดีนะครับ ผมว่า ต้องเป็นคนที่ลูกวงเค้าศรัทธา แล้วก็ต้องมีความเชื่อมั่นด้วย เพราะว่าถ้าคนไม่ศรัทธาเนี่ย ไม่ว่าคุณจะพยายามดีดไปแรงเท่าไหร่ คนเค้าก็ไม่เล่น เสียงก็ไม่ออกใช่มั้ยครับ เราอาจจะดูว่าคอนดัคเตอร์เนี่ยเป็นคนที่มีอำนาจมากอะไรอย่างนี้ แต่จริงๆแล้วเป็นคนๆเดียวที่ไม่ได้ออกเสียงในคอนเสิร์ท ถ้าเค้าไม่อยากจะออกเสียงให้คุณซะอย่าง เพลงมันก็ไม่เกิดขึ้น

Liferevo: แสดงว่าความสัมพันธ์ก็ต้องดี

คุณจุลยุทธ: ใช่ครับ ความสัมพันธ์ที่เข้าใจกัน เค้าต้องเคารพเรา เราก็ต้องเคารพเค้าด้วย

Liferevo: คุณจัดเวลาในการเล่นดนตรียังไงครับ

คุณจุลยุทธ: ตอนที่เรียนอยู่ผมก็ขยันซ้อมนะครับ ก็ซ้อมเปียโน ซ้อมไวโอลิน เวลาทำงานทำการบ้านอะไรเบื่อๆแล้วก็ไปเล่นเปียโน พอเล่นเปียโนเบื่อแล้วก็ไปทำนู่นทำนี่ แล้วก็กลับมาทำการบ้านอีก ทำให้มีงานหลายๆอย่าง ซึ่งผมก็ทำอยู่ตอนนี้

Liferevo: ตอนที่อยู่อังกฤษนี่เคยมีความคิดที่จะกลับมาตั้งวงดนตรี หรือว่าตอนนั้นมีความคิดเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองยังไงบ้างครับ

คุณจุลยุทธ: อนาคตผมก็ไม่ได้แพลนไปไกลถึงขนาดนั้นนะครับ ผมก็ทำทุกวันให้ดีที่สุดเท่าที่พวกผมทำได้ ก็รู้ว่าเป็นคนที่ชอบดนตรีอยู่แล้ว จริงๆแล้วผมก็ไม่รู้หรอกว่าจะได้มาเป็นคอนดัคเตอร์ในอายุแบบนี้ ผมคิดว่าเก็บๆไว้เกษียณก่อนค่อยทำ ถึงจะมีโอกาสทำก็คงจะยุ่งๆกับการงาน แต่ก็โชคดีเพราะว่ามีโอกาสและก็เป็นสิ่งที่ผมชอบ ตอนอยู่ที่อังกฤษเนี่ยพอผมจบมหาลัย เค้าก็เชิญผมไปคอนดัควงต่างๆนานาที่ผมทำงานอยู่น่ะครับ ผมทำงานอยู่ที่อังกฤษ4ปี ที่บริษัทเอ็กซ์เซ็นเจอร์

Liferevo: พูดถึงดนตรีคลาสสิค อยากถามคุณจุลยุทธว่า ชอบใครเป็นพิเศษมั้ยครับ ผลงานของนักประพันธ์ท่านไหน

คุณจุลยุทธ: โหอันนี้คำถามยากนะครับ เพราะว่าผมไม่ค่อยมีใครที่ชอบเป็นพิเศษ เพราะแต่ละคนก็ให้ฟิลแต่ละอย่าง คืออย่างเปียโนเนี่ยผมจะชอบแนวโรแมนติคมากกว่า ดนตรีคลาสสิคเนี่ยบางทีมันเป็นการสื่ออารมณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหนก็ตาม การที่นักประพันธ์เค้าแต่งมาเนี่ย คือสิ่งที่เค้าถนัดที่สุดคือการประพันธ์เพลง ถ้าเป็นนักเขียนหนังสือสิ่งที่เค้าถนัดที่สุดก็คือเขียนหนังสือหรือวาดภาพ คือว่าเค้ารู้สึกยังไงกับชีวิตหรือว่าอยากจะบอกอะไรกับคนอื่นที่เค้าใช้คำพูดบอกไม่ได้ เค้าจะบอกมาในดนตรีที่เค้าแต่งขึ้นมา อย่างเบโธเฟ่นเนี่ยเค้าจะเป็นคนที่ค่อนข้างจะมีไอเดียเป็นของตัวเอง เค้าจะไม่ค่อยตามคนอื่น ในเพลงที่เค้าแต่งออกมาเนี่ย ทุกวันนี้เราฟังเราก็อาจจะรู้สึกว่าพื้นๆ แต่ในสมัยนั้นเค้าฟังเพลงของเบโธเฟ่นเนี่ยเค้าจะแบบ หูย คิดได้ยังไงเนี่ย ทำไมเอาแบบครอสซานโด้มาทำไมเล่นออฟบีทเล่นอะไรกันอย่างนั้น ในเมื่อโมสาร์ทเค้าไม่ทำ ก็จะเป็นคนที่กล้า ที่จะท้าทายพวกที่เป็นพวกไฮโซอะไรอย่างนี้เพราะในสมัยนั้น นักดนตรีก็จะเป็นเหมือนพวกคล้ายๆกับมิดเดิลคลาสหรือว่าโลวเวอร์คลาส เป็นคนที่ประพันธ์ไปให้กับพวกเจ้าๆอะไรอย่างนั้นมากกว่า แต่เบโธเฟ่นเค้าถือว่าเค้าเป็นคนที่มีทักษะด้านดนตรี รู้สึกพวกคลาสพวกอะไรอย่างนี้มันไม่เกี่ยว ของเค้า เค้าก็เก่งกว่าคนพวกนั้น แล้วก็บอกเลยว่าวันนึงในอนาคตเนี่ย คนก็จะมาฟังเพลงของเค้าแล้วก็จะลืมพวกเจ้าเจิ้วอะไรพวกนี้ไป ซึ่งก็จริง

Liferevo: คือหมายความว่า ช่วงนั้นก็น่าจะเป็นความล้ำสมัย หริอความแตกต่างที่ไม่ตามกระแสใช่มั้ยครับ

คุณจุลยุทธ: ครับ อันนั้นก็ของนักประพันธ์คนหนึ่ง หรือว่าอย่างของเชคคอฟสกี้ เค้าก็จะเป็นคนที่เอาอารมณ์ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในดนตรีของเค้า อย่างซิมโฟนี่หมายเลข4 จะมีโปรแกรมเลยว่าเค้าพยายามจะสื่ออะไร

Liferevo: น่าสนใจมากเลยนะครับ เสน่ห์ของดนตรีคลาสสิคนี่อยู่ที่การจับอารมณ์หรือว่า มันต้องมีการตีความเยอะมั้ยครับ

คุณจุลยุทธ: อืมม เยอะและไม่เยอะ ดนตรีดีดีบางทีมันก็ไม่ต้องไปตีความมาก มันควรจะสื่อสารให้กับเราได้โดยตรง คุณอาจจะไม่รู้หรอกว่าทำไมมันถึงทำให้เรารู้สึกดีหรือไม่ดี แต่ว่าคุณรู้สึกดีหรือไม่ดีล่ะ ทำไมฟังเพลงนี้แล้วรู่สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ ถ้าคนที่ไม่ได้เรียนดนตรีมาเค้าก็ไม่รู้หรอกว่าโน้ตตัวไหนมันทำให้เสียงมันเศร้าหรือว่าคอร์ดไหนที่มันทำให้สะเทือนใจ แต่ว่าคนเราก็น่าจะรู่สึกได้โดยเฉพาะเพลงคลาสสิคเนี่ย คนอาจจะคิดว่าโอ๊ยมันไม่มีใครเค้าฟังแล้ว เป็นเพลงโบราณฟังแล้วหลับอะไรอย่างนี้ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นเนี่ย ป่านนี้คนเค้าก็คงไม่มาเล่นเพลงเบโธเฟ่นกัน2-300ปีหลังจากที่เค้าเสียชีวิตไปแล้วหรอก

Liferevo: เมื่อกี๊เป็นมุมมองเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิคนะครับ ทีนี้เรากลับมาคุยเกี่ยวกับเรื่องของแรงบันดาลใจในการฟอร์มวงดนตรีขึ้นมา

คุณจุลยุทธ: หมายถึงบางกอกแชร์ริตี้ออเคสตร้าใช่มั้ยครับ ผมเห็นว่าในเมืองไทยเนี่ยผมยังไม่เห็นมีวงไหนที่ทำให้กับการกุศลแบบเป็นจริงเป็นจัง เพราะว่าส่วนมากคอนเสิร์ทไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ทคลาสสิค ป๊อบ หรืออะไรก็ตามเนี่ยถ้าเป็นการกุศลก็จะบอกว่ารายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจะนำไปให้การกุศล.... แตว่าวงนี้มีความพิเศษตรงที่ว่าเราไม่มีการหักค่าใช้จ่าย100%ของเงินที่เราได้จากการขายตั๋วเนี่ยเราจะให้การกุศลในประเทศไทย และเราก็จะเน้นช่วยคนไทยด้วย เราจะเน้นช่วยอยู่3ประเภท ก็คือเด็กกำพร้า คนพิการและก็ผู้ประสบอุบัติเหตุ ปีนี้เราก็เริ่มช่วยคนแก่คนชราด้วยครับ ส่วนมากเงินที่ได้มาเราก็จะไม่ได้ส่งมอบอย่างเดียว เราจะเงินก้อนนี้ไปจัดการเองด้วย เราจะได้เห็นว่าสิ่งที่เราได้มามันเป็นรูปธรรมจริงๆ

Liferevo: ครั้งนึงนี่มีคนมาดูคอนเสิร์ทประมาณกี่คนครับ

คุณจุลยุทธ: ประมาณ4-5ร้อยคนครับ จัดมา11ครั้งแล้วครับ เริ่มตั้งแต่ปี2010 ได้เงินมา2.7ล้านบาท

Liferevo: เป็นผลงานที่เยี่ยมยอดมากเลยครับ แล้วในช่วงแรกที่ก่อตั้งวงน่ะครับ เราเริ่มยังไงครับ ตั้งแต่การหานักดนตรี จนกลายเป็นวงที่มีสมาชิก80-90คนอย่างนี้น่ะครับ

คุณจุลยุทธ: ตอนแรกที่ผมเริ่มเนี่ยนะครับผมก็ไม่รู้ว่าจะใครมาเล่นวงผม หรือมีใครจะมาดูรึเปล่า เพราะผมก็เพิ่งกลับจากอังกฤษใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยรู้จักใครในวงการดนตรีมากเท่าไหร่ ก็มีเพื่อน2-3คนที่ผมพอจะรู้จัก ผมก็ให้เค้าชวนเพื่อนๆมา บอกว่าเรากำลังลองทำวงใหม่ คอนเซ็ปท์ใหม่แบบว่าเราเป็นวงการกุศลนะ ทุกสิ่งทุกอย่างเราทำเพื่อการกุศลหมด ดูซิว่าจะมีนักดนตรีใจบุญคนไหนมาเล่นกับเรารึเปล่า เราก็ไม่มีบัดเจ็ทในด้านการโปรโมททำมาร์เก็ตติ้งอะไรอย่างงี้ เราก็ใช้เฟสบุคนี่แหละ จะเห็นได้ว่าคนที่มาเล่นก็เป็นคนรุ่นใหม่ คนที่มาดูก็เป็นคนรุ่นใหม่ คอนเสิร์ทแรกนี่ก็มีคนเล่นประมาณซัก60กว่าคน จัดให้กับมูลนิธิเด็กครับ เราเอาเงินที่ได้มาสร้างศาลานั่งเล่นให้ แล้วก็จ้างคนสร้างเองออกแบบดีไซน์เองอะไรอย่างนี้ ทำให้เค้าเลย เสร็จเลย มูลนิธิไม่ต้องทำอะไรเลยตื่นมาก็มีศาลานั่งเล่น อยู่แถวพุทธมณฑลสาย4ครับ ตอนนี้ถ้าไปก็จะเห็นศาลานั่งเล่นมีป้ายBCOติดเอาไว้

Liferevo: แล้วช่วงแรกมีปัญหาอะไรมั้ยครับ แบบว่ามีอะไรที่เรารู้สึกว่ามันติดเป็นปัญหาอุปสรรคอะไรแบบนี้อะครับ

คุณจุลยุทธ: ก็ติดตรงที่หาคนเล่นเพราะว่า เค้าก็ไม่รู้ว่าวงBCOคืออะไร เค้าก็มีคำถามมากมาย การกุศลจริงรึเปล่า เค้าจะได้ค่าตัวรึเปล่า เพราะคอนเซ็ปท์ของเราคือเราจะไม่ได้ให้ค่าตัว เราถือว่านักดนตรีเนี่ยมาเล่นแบบจิตอาสา มาตั้งใจทำงานการกุศล ก็ต้องใช้เวลา สิ่งที่เค้าได้ก็คือเค้าได้ประสบการณ์ดีดี ได้เพื่อนใหม่ๆที่มาเล่นในวง ซึ่งที่ผ่านมา3ปีเนี่ยมีคนมาเล่นในวงBCOหมุนเวียนกันเกือบ400คนแล้วนะครับ แล้วตอนนี้ผมก็หานักดนตรีไม่ยากแล้ว เพราะว่าก่อนที่จะเล่นคอนเสิร์ทผมก็จะเริ่มรีครูทคนใหม่ทุกครั้งให้แฟร์ๆ ใครมาก่อนก็ได้ก่อน ผมก็อีเมลล์ไปเลย400คน ว่ามีใครจะมาได้ ตามสถิติก็มาได้ประมาณ80-90คน

Liferevo: แล้วเราคัดสรรฝีมือมั้ยครับ

คุณจุลยุทธ: เราไม่มีออดิชั่นนะครับ เพลงที่เราเล่นมันก็เป็นสแตนดาร์ด อย่างที่เบโธเฟ่นเค้าเขียนไว้ยังไงเราก็ไม่มีการเอามาดัดแปลง บางทีบางซิมโฟนีก็ค่อนข้างยาก ผมก็ไม่ได้หวังว่ามันจะเพอร์เฟค ไม่ได้หวังว่าเสียงมันจะออกมาแบบBSOอะไรอย่างนั้น เพราะว่าเป็นวงการกุศลซะมากกว่า เราก็ก็ทำให้ได้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ ในเวลาที่จำกัด เพราะว่าพวกนักดนตรีจิตอาสาเนี่ยเค้าก็มาซ้อมได้ไม่ค่อยบ่อยมาก ปกติเราก็จะซ้อมเดือนนึงก่อนหน้าคอนเสิร์ท แบบอาทิตย์ละครั้ง ซัก4-5ครั้งก่อนถึงคอนเสิร์ท ซึ่งก็ถือเป็นเวลาที่น้อย สำหรับวงที่เป็นมือสมัครเล่น

Liferevo: แล้วผลงานที่ผ่านมาทั้ง11คอนเสิร์ทเนี่ยครับ อยากให้ช่วยเล่าความประทับใจว่าในในการจัดว่า ทั้ง11คอนเสิร์ทเนี่ยมีอันไหนที่ชอบมากที่สุดหรือว่าในแต่ละครั้งเนี่ยมันมีความพิเศษอย่างไร

คุณจุลยุทธ: ในแต่ละคอนเสิร์ทเนี่ยมันจะมีครั้งนึงที่เราเชิญซาลูลิสมานะครับ โดยปกติแล้วเราจะเชิญคนที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้วในประเทศไทยมาเล่นกับเรา อันนี้มันก็จะเป็นความพิเศษที่ผมมีโอกาสได้ร่วมทำงานกับคนพวกนี้ แล้วบางทีบางคอนเสิร์ทเนี่ย ความพิเศษก็คือเราจะเขิญคลื่นลูกใหม่ซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า17อะไรอย่างนี้ที่เค้ามีทักษะทางด้านดนตรีที่สูงมาก อาจจะชนะการแข่งขันต่างๆมาแล้วมาเล่นคอนแชร์โต้กับเรา อันนี้ก็จะเป็นความพิเศษของคอนเสิร์ทของเราอีกอย่างนึงครับ แต่ว่าคอนเสิร์ทที่แล้วมาเลยเนี่ย เป็นคอนเสิร์ทแรกที่เราไม่เล่นคลาสสิค เราเล่นพวกบรอดเวย์เล่นพวกเพลงป็อบอะไรอย่างงี้ ก็จะมีนักร้องชื่อดังในเมืองไทยอย่างคุณรัดเกล้า คุณฝ้ายแอมไฟน์ มาร้องให้ฟัง

Liferevo: แล้วคุณมีวิสัยทัศน์ยังไงกับวงดนตรีวงนี้ครับ

คุณจุลยุทธ: ผมก็อยากให้นักดนตรีได้มาสัมผัสวงนี้ ไม่ใช่แค่นักดนตรีอย่างเดียว คนธรรมดาด้วยที่เข้ามาสัผัสคอนเสิร์ทของเรา ผมจำได้ว่ามีคนๆนึงเค้ามาดูแบบ เพื่อนเค้าจองตั๋วไว้ให้เค้าแล้วเค้าก็มาดูกับเพื่อน เค้าก็แบบไม่เอาเพลงคลาสสิคมาแบบไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่ มาเพราะความเกรงใจ แต่เวลาเค้ามาดูแล้วเนี่ยมันจุดประกายอะไรบางอย่างกับเค้า ตอนนี้เค้าเลยกลายเป็นแฟนพันธ์แท้ของBCOไปเลย ในเมื่อเค้าไม่ได้เป็นคนที่ชอบเพลงคลาสสิค เค้าก็สนใจแต่ว่าเค้าไม่ได้อินขนาดนั้นกับเพลงคลาสสิค เค้ามาเห็นงานเห็นความตั้งใจของวงนี้แล้ว ว่ามันเป็นวงๆนึงที่ทำให้การกุศลอย่างเป็นจริงเป็นจัง เราไม่ได้เอาการกุศลมาอ้างอะไร เราก็เน้นทำด้วยความตั้งใจที่ทำให้ชีวิตของคนด้อยโอกาสในเมืองไทยเนี่ยเป็นชีวิตที่ดีขึ้นจริงๆ เค้าก็เลยศรัทธาและเลื่อมใสในวง และก็มาดูทุกครั้งคนอย่างนี้ก็มีอยู่หลายคนนะครับ วงBCOเนี่ยดูจากในเว็บไซท์หรือปากต่อปากเนี่ยมันก็คงไม่เหมือนกับตาเห็น มันต้องมาดูจริงๆว่าเราทำอะไรกันยังไงว่ามันเป็นยังไง

Liferevo: เยียมเลยครับ คุณจุลยุทธนี่ก็ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ได้ทำอะไรมา เหมือนกับเป็นความฝันของตัวเองมาก่อนรึเปล่าครับ ในการก่อตั้งวงนี้น่ะครับ

คุณจุลยุทธ: อืมม ก็เป็นความฝันว่าซํกวันนึงจะได้มีโอกาสคอนดัควงออเคสตร้า ก็ถือว่าเป็นงานอดิเรกที่ค่อนข้างสนุก สำหรับผม มีความสุขกับชีวิตที่มีในขณะนี้นะครับ

Liferevo: ได้ทำตามความฝันของตัวเองนี่เป็นชีวิตที่น่าอิจฉามากเลยนะครับ ความสุขของคุณจุลยุทธนี่เป็นยังไงครับ หลายคนเค้าก็พยายามจะไขว่คว้าในการประสบความสำเร็จในความร่ำรวย บางคนก็ต้องการอยู่อย่างสงบอะไรอย่างนี้

คุณจุลยุทธ: ผมว่ามันก็มีอยู่หลายๆอย่าง สำหรับผมแล้ว ทำอะไรที่เราสบายใจ ทำอะไรที่เราอยากทำ และถ้าได้ทำสิ่งนั้นแล้วเนี่ย ความสบายใจ ความสะใจก็ว่าได้ มันจะตามมาเอง

Liferevo: อยากให้คุณจุลยุทธช่วยฝากอะไรกับเยาวชนที่ดูอยู่ทางบ้าน ถือว่าป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ครับ

คุณจุลยุทธ: คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ก็มีความสามารถเยอะ ไฟแรงเป็นคนที่ทำอะไรเร็วๆ เดี๋ยวนี้ตั้งแต่มีเทคโนโลยีตั้งแต่มีเฟสบุค ดีมานด์ความเร็วมากขึ้น มีพลัง มีความรู้ การศึกษาก็ดีขึ้น ผมอยากจะให้เยาวชนเนี่ย คิดที่จะปลีกเวลามาทำงานการกุศลซักหน่อยนึง อยากให้เข้าใจว่าในสังคมก็ยังมีคนที่ด้อยโอกาสอยู่มากกว่าเราๆอยู่เยอะเหมือนกันในเมืองไทยนะครับ บางทีอาจจะคิดว่ารอให้ร่ำรวยก่อนถึงจะเอาเงินมาบริจาค บางทีมันไม่ต้องรอขนาดนั้น เราทำได้เลย เราเปลี่ยนทักษะของเรา อย่างนักดนตรีในBCOก็แปลงทักษะในด้านดนตรีมาแปลงเป็นเงินได้ หรือว่าคุณไม่ได้เล่นดนตรีคุณก็ไปทำอย่างอื่นที่คุณถนัดครับ อย่าฝืน อย่าคิดว่าการทำการกุศลเนี่ยมันช่างยากเย็น ความจริงแล้วมันไม่ได้ยากเย็นขนาดนั้น แล้วแต่ว่าเราอยากจะทำอะไรมากกว่า ก็ขอฝากตรงนี้ไว้กับเยาวชนคนไทยด้วยครับ

Liferevo: ครับท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมและก็ทีมงานและคนที่อยู่ทางบ้านก็คงจะได้ประโยชน์มากทีเดียวนะครับที่ได้มาฟังประสบการณ์การทำงานของคนรุ่นใหม่นะครับ ที่เดินทางสร้างความฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้ และก็ได้นำประสบการณ์มาแบ่งปันกับพวกเรานะครับ วันนี้ก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยครับคุณจุลยุทธครับ สวัสดีครับ

คุณจุลยุทธ: สวัสดีครับ

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact