คุณ เจษฎา แย้มสบาย
จากคนที่มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ประสบอุบัติเหตุคนเมาขับรถชน กลายเป็นคนพิการคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง กลับใจสู้ชีวิตจนเลี้ยงครอบครัวได้อีกครั้งหนึ่ง

 

บทสัมภาษณ์ คุณเจษฎา

ผมชื่อ เจษฎา เป็นคนกรุงเทพ เมื่อ 6 ปีที่แล้วผมประกอบอาชีพค้าขาย เป็นเจ้าของธุรกิจขายเสื้อผ้าอยู่แถวสีลม มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ ส่งน้องเรียนหนังสือ ส่งลูกเรียนโรงเรียนแพงๆได้ รายได้ประมาณสี่ห้าหมื่นบาท เมื่อปี44เกิดอุบัติเหตุรถชน วันนั้นขายของกลับบ้าน ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงตีสอง ตอนนั้นจอดรถรอไฟแดงอยู่ตรงสี่แยกอยุธยา มองไปที่กระจกหลังก็เจอรถเก๋งสีดำวิ่งเข้ามาชนท้าย ทำให้ผมกระเด็นลอยขึ้นไป ส่วนภรรยากระเด็นไปทางด้านซ้าย ตอนนั้นยังมีสติก็มองเห็นหน้าคนขับ ด้วยความเมาหรือความกลัวก็ไม่รู้ เขาพยายามจะขับรถหนี ก็เลยทำให้กระชากร่างผมรูดลงไปในลักษณะคว่ำหน้าไปประมาณ 15 เมตร ในตรงที่เกิดเหตุมีร้านข้าวต้มสองร้านติดกัน คนแถวนั้นเห็นก็เลยช่วยกันจับ ส่วนคนชนเปิดประตูรถแล้ววิ่งหนี มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็เลยช่วยจับ ส่วนตัวผมตอนนั้นอยู่ในสภาพบาดแผลเต็มตัวมีแต่รอยถลอก ตอนนั้นรู้สึกตัวว่าชา มารู้สึกตัวตอนมีคนมาช่วยตอนอยู่ใต้ท้องรถ บอกว่าอย่าพึ่งหลับเดี๋ยวจะมีรถพยาบาลมารับ หลังจากนั้นก็สลบไป ฟื้นตัวอีกทีก็อยู่โรงพยาบาลเอกชน ตอนนั้นคิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรมาก และคงไม่ถึงกับพิการ แต่ตอนนั้นคิดถึงค่ารักษาพยาบาล จากสภาพน่าจะหลักแสนแน่ ก็เลยใช้ประกันชีวิต ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องกฎหมาย ก็ช่วยเซ็นต์ให้เขาว่าขับรถโดยความประมาท ไม่ได้เมาเพื่อให้ประกันจ่ายค่าชดเชยให้ พอเริ่มหาหมอได้เดือนกว่าๆ หมอเริ่มสังเกตว่ามีรอยร้าวที่บริเวณต้นคอและเริ่มแตก หมอก็เลยทำการจับกะโหลกผม และบอกให้ผมทำใจว่า เปอร์เซ็นต์ที่จะกลับมาเดินได้มีแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผมก็เลยลองลุ้นกับมันดู ก็เลยเซ็นต์รับการผ่าตัด ใช้เวลาในการผ่าตัด 1 เดือน ซึ่งตอนนั้นเป็นอะไรที่ทรมานมาก ปวดกระดูก ปวดกะโหลก ร้องลั่นห้อง ด้วยความที่ทรมานเยมีความรู้สึกว่าอยากตายๆไปซะ ตอนนั้นบอกหมอขอยาสลบได้ไหมครับ หมอบอกไม่ได้ เพราะมีผลข้างเคียงต่อตับและหัวใจ แรกๆนอนทุกวันไม่ไหว หมอเยบอกให้เป็นวันเว้นวัน พอหมอผ่าตัดต้นคอเสร็จ เริ่มขยับคอได้ ก็รู้สึกตัวแล้วว่าพิการ


Q.พอรู้สึกตัวว่าพิการแล้วคิดจะทำอะไรต่อไป
A.ตอนแรกคิดว่าจะรักษาตัวให้หายก่อน พอหมอบอกว่าพิการ ความรู้สึกมันดับวูบไปหมดจากที่จะต้องกลับไปขายของ แต่ต้องบอกกับเจ้าของที่ไว้ก่อนว่าจองไว้ก่อนไว้หายแล้วจะกลับไปขายของ ตอนนั้นเลยถามคุณหมอว่าเราพิการขนาดไหน หมอบอกเริ่มตั้งแต่หน้าอกลงไป ซึ่งมือไม้ยังหยิบจับอะไรไม่ได้ เราจะทำอะไรกับชีวิต จากเคยมีฐานะที่ดี ตอนนี้ต้องมาเป็นคนพิการ ต้องมาเป็นภาระให้กับภรรยาของเรา และหนี้ที่โรงพยาบาลอีกล้านกว่า ตอนนั้น รพ. จะไล่เราออกแล้วเพราะเราหมดเงินค่ารักษา คือต้องหา รพ. อื่นเพื่อรักษาต่อไป ตอนนั้นเหลือเงินก้อนสุด้ายคือ 80,000 บาท ก็ไปหายืมจากคนอื่นเพื่อมารักษาแผลที่ยังไม่หาย ตอนนั้นหยิบมีดปอกผลไม้แทงที่ท้องตัวเอง ด้วยความที่มือเราไม่มีแรงเราก็แทงได้ไม่ลึก และคิดว่าการตายอย่างนี้เป็นการตายที่ไม่ทรมาน ตอนสี่ทุ่มกว่าก็มีนางพยาบาลมาคอยดูแล เขาก็มาเย็บแผล 3 ชั้น ตอนนั้นมีแรงก็เลยคิดจะฆ่าตัวตายอีกครั้ง ตอนนั้นย้ายไปยู่ รพ. ของรัฐ เวลามีใครมาเยี่ยมก็จะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น นอนคิดสมเพศตัวเองแม้กระทั่งอุจจาระหรือปัสสาวะก็ยังไม่รู้ตัว แม่และภรรยาต้องมานั่งรับกรรม คิดทุกครั้งทำไมต้องเป็นเรา ตอนนั้นมีรายได้ ทำไมมันถึงตกต่ำอย่างนี้ ตอนนั้นสะสมยานอนหลับได้ 30 เม็ด ก็เลยบอกให้ลูกป้อนยาให้หน่อย พอยาเข้าไปมันก็จะอ้วก น้ำลายฟูมปากหมด ลูกเลยกดออดเรียกพยาบาลมาล้างท้อง ทาง รพ. ก็เลยขอให้ผู้ใหญ่มาเฝ้าเราอีกที ด้วยความที่เราหมดอาลัยตายอยาก ก็ทำให้เกิดแผลที่บริเวณสะโพก ตอนนั้นบอกกับหมอว่าปล่อยให้ผมตายดีกว่าอย่ายุ่งกับผมเลย ครั้งที่สามเอามีดกรีดที่ขาตัวเอง พอดีพยาบาลมาเห็นเข้าก็เลยมานั่งทำแผลใหม่ ตอนนั้นครอบครัวก็เข้ามาปลอบโยน และเข้ามาบอกว่าอย่าคิดสั้น และก็ร้องไห้ ตอนนั้นเห็นแม่ร้องไห้ก็เลยคิดว่าเราทำเพื่อแม่ ก็เลยทำตามที่หมอสั่งอยู่ได้สองเดือนก็ออกเพราะเงินหมด ตอนนั้นหมดตัวจริงๆ แม้แต่ที่นอนยังเป็นผ้าปูสามทบ ตอนนั้นภรรยาทำแผลให้ ส่วนแม่ก็หากับข้าวตอนนั้นแม้แต่น้ำที่ห่างแค่ 5 เมตรยังไปเอาไม่ได้ จะทำอะไรก็ต้องมีคนทำให้


Q.อะไรคือจุดเปลี่ยนให้ผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ครับ
A.หลังจากหมดอาลัยตายอยากแล้ว ก็มีแผลติดเชื้อตอนผมชอค ไปเจอคนๆหนึ่ง เขาบอกกับเราว่า อยากหายไหม อยากเดินได้ไหม ผมเลยบอกว่า ผมอยากหาย อยากเดินได้ เขาก็พาไปรักษาที่บางปู พอไปถึงเขาบอกว่า มาที่นี่ไม่ใช่ว่าจะเดินได้นะ แต่จะให้คุณช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุด ตอนนั้นผมท้อมาก ตอนนั้นเจอคุณหมอท่านหนึ่งท่านส่งผมไปรักษา ทำให้ผมฟื้นเร็วตอนนั้นเป็นครั้งที่สี่ ที่ผมคิดจะกระโดดตึกตาย ก็เลยบอกแม่อยากขึ้นไปดูวิวสูงๆ พอถึงขอบเราก็ปีนขึ้นไปตอนท่านเผลอเพื่อจะกระโดด ตอนนั้นไม่มีแรง แม่และภรรยาก็ดึงเอาไว้ ก็เลยต้องมานั่งคุยกับเขาใหม่ เป็นครั้งที่สองที่ทำให้แม่ร้องไห้ แม่ให้สัญญาว่าแม่จะไม่หนีผมไปไหน แม่ก็เลยบอกว่าขอได้ไหม หลังจากนั้นทำให้ผมเริ่มสู้ชีวิตใหม่ เมื่อผมอยู่ที่โน่นก็เจอคนพิการที่แย่ยิ่งกว่าผมอีก ก็เริ่มคิดได้ เลยหัดกายภาพ ตอนนั้นผมสามารถลุกขึ้นนั่งเองได้ หยิบช้อนได้ ทำให้ผมเปลี่ยนทัศนคติใหม่คือ เรายังทำได้มากกว่านี้อีกเยอะนะ ก็เลยฝึกอยู่ที่โน่นอีก 6 เดือน ผมสามารถอาบน้ำเองได้ ทำอะไรเองได้ไม่ใช่แค่นอนอย่างเดียว นี่ก็คือจุดเปลี่ยน เรายังดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อีก ก็เลยกลับมาอยู่บ้าน


Q.มีแรงบันดาลใจอะไรให้กลับมาสู้อีกครั้ง
A.กลับมาอยู่บ้านก็ยังทำอะไรไม่ได้ ได้แต่สอนการบ้านลูก ตอนนั้นภรรยาผมทำงานตั้งแต่หกโมงเย็นถึงตีหนึ่งตีสอง รายได้สี่พันกว่าบาท เลี้ยงชีวิต 4 คน แม่เป็นแม่ครัวอยู่พัทยา น้องชายเป็นทหาร น้องก็ต้องออกจากเรียนมาหางานทำ เราก็เลยคิดว่าจะหารายได้พิเศษเพิ่มเลี้ยงลูก ก็เข็นรถออกมาถามรับจ้างซักผ้า รีดผ้า ก็ได้ลูกค้ามา 8 คน ก็ได้รายได้เพิ่มอีก 4,000 บาท ก็พอมีรายได้จุนเจือที่บ้านบ้าง พอมีเครื่องซักผ้าเข้ามา ลูกค้าก็เริ่มหาย ทำให้ชีวิตตกต่ำ วันนั้นเป็นวันสงกรานต์ ไม่มีเงินเลย ลูกหิวข้าว ตอนนั้นร้านขายกับข้าวก็ไม่มี ปิดหมด จะโทรไปหาเพื่อนก็ไม่ได้ เพราะไม่มีโทรศัพท์ ได้นั่งมองลูกร้องไห้ร้องหิวข้าว ก็เลยตั้งปณิธานว่าต่อไปนี้จะทำทุกวิถีทางที่จะไม่ทำให้ลูกต้องเป็นอย่างนี้ ที่จะไม่ทำให้ครอบครัวต้องเป็นแบบนี้ จากนั้นก็ค้นหาตามหนังสือพิมพ์ว่ามีงานที่รับคนพิการทำงานหรือไม่ ก็เลยไปเจอกับโครงการรณรงค์เมาไม่ขับ ตอนนั้นมีเงินติดตัว 120 บาท เป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานดีๆและได้กินอาหารดีๆ ก็เจอคนที่พิการอีก และแย่กว่าเราก็มี แต่เขาทำทุกอย่าง ก็มองหาช่องทางจนมีท่านประธานเครือข่ายพาไปเรียนฝึกวิชาชีพที่ชลบุรี สอนเคสแรกสอนในการหัดซ่อมรถ ไปกินนอน 15 วัน ก่อนไปบอกกับลูกว่า ต่อไปนี้พ่อจะหาเลี้ยงครอบครัวนะ หลังจากไปได้ 15 วัน ผมได้วิชาชีพกลับมา


Q.ช่วงนั้นได้ฝึกอาชีพอะไรครับ
A.ก็มีให้เลือกระหว่างซ่อมคอม กับซ่อมมือถือ ผมเลือกไปซ่อมคอม ตอนนั้นไม่มีความรู้เรื่องคอมเลย ก็ขอย้ายมาซ่อมรถ ตอนนั้นคิดแค่ว่าผมยังมีคนรออยู่ข้างหลังนะ เลยตั้งใจเรียนจนรู้เรื่อง แต่ยังไม่มีทุน เคว้งคว้างมา 3 เดือน พอดีมีคนเอโทรศัพท์ที่ตกน้ำมาซ่อม เราก็ซ่อมเสร็จ เขาถามว่าคิดเท่าไหร่ ผมไม่คิดตังครับ ป้าเขาก็ให้มา 200 บาท เป็นค่าสมอง ก็เลยเป็นทุนให้ผมได้รับซ่อมโทรศัพท์มือถือ ก็มีคนมาใช้บริการ เราก็เก็บเงินสะสมเรื่อยๆ


Q.หลังจากได้รับวิชาชีพมา เจออุปสรรคอะไรบ้าง
A.ช่วงแรกร้องไห้ เพราะแทบจะไม่มีลูกค้าเลย บางรายจะเข้ามา พอเจอเราอยู่ในสภาพนี้ ก็ไม่กล้าเข้า ตอนนั้นอยากจะปิดร้านเลยครับ ตอนนั้นภรรยาให้กำลังใจว่า สู้เถอะ เดี๋ยวก็มีคนมาซ่อม จังหวะนั้น มีร้านมาเปิดเยอะมาก ทำให้ร้านผมซบเซาขึ้น แต่เมื่อลูกค้าเข้ามาซ่อมเราก็คิดตามราคาจริง ร้านบางร้านคิด 300 แต่ร้านผมคิด 100 ซึ่งถูกกว่าก็เลยทำให้รักษาลูกค้าได้ เงิน 300-400 บาทต่อวันสำหรับผมถือว่าเยอะมาก ผมและภรรยากอดคอกันไปเข้าธนาคารเพื่อฝากเงิน ตอนนี้รายได้ 8,000 บาทก็พอสำหรับครอบครัวครับ


Q.ช่วยนิยามคำว่าความสำเร็จหน่อยว่าเป็นอย่างไร
A.คือต้องต่อสู้ ตอนช่วงเปิดร้านขายเสื้อผ้า ผมใช้เวลา 18 ปี เหมือนเป็นภูมิคุ้มกันให้กับเรา พยายามมองโลกในแง่ดี โลกมี 2 ด้าน คือด้านสว่างกับด้านมืด ซึ่งมันใช้ได้ดีกับชีวิต เพราะคนเราไม่มีใครโชคดีได้ตลอดไป แต่ในวันพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้


Q.พี่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วหรือยัง
A.ผมประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่ผมคิดสู้ลุกขึ้นมาเดินได้ ส่วนอาชีพที่ผมได้ก็มาจากความพยายามของผม ผมมีความสุขกับงาน ถึงแม้ว่าจะรายได้จะไม่มาก แต่ก็ถือเป็นกำไร


Q.เป้าหมายในชีวิตคืออะไร
A.ผมอยากให้ครอบครัวมีความสุข ผมอยากมีบ้านสักหลัง เพื่อให้ครอบครัวได้อยู่กัน อยากให้ลูกเรียนจบ มองดูความสำเร็จในอนาคตของลูก


Q.อยากให้ฝากอะไรถึงคนที่จะต่อสู้กับชีวิตบ้างครับ
A.เวลาทีคุณท้อแท้หรือสิ้นหวัง ให้มองคนรอบข้างหรือมองคนที่คุณรัก คุณจะเจอกำลังใจอยู่ตรงนั้น คุณจะเจอความรู้สึกที่ดีๆ เพื่อนกินเป็นร้อยเพื่อนแท้มีแค่หนึ่ง กำลังใจของคุณคือภูมิต้านทานที่ดีที่สุด จงใช้ตัวคุณเป็นกำลังใจ เป็นภูมิต้านทาน ไม่มีอะไรที่คนเราทำไม่ได้ จงอยู่กับสิ่งที่ดีให้ได้นานที่สุด


Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact