คุณ คฑา ชินบัญชร

หมอดูไพ่ยิปซีชื่อดัง กับแนวคิดของการตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน

บทสัมภาษณ์ คุณ คฑา ชินบัญชร
หมอดูไพ่ยิปซีชื่อดัง กับแนวคิดของการตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน


ประวัติคร่าว ๆ ของคุณ คฑา ชินบัญชร

สวัสดีครับ ก็ต้องบอกว่าเริ่มตั้งแต่ต้นเลย ตอนนั้นยังเป็นหนุ่มน้อยอยู่ ตอนนี้ก็ยังเป็นหนุ่มน้อยอยู่ หนุ่มเหลือน้อยนะครับ สำหรับตรงนี้นะครับก็คือ พอเราช่วงเวลานั้นเนี่ย ในช่วง 21-22 เนี่ยเราก็สวดมนต์ ไหว้พระ เรายังไม่ค่อยรู้จักในเรื่องของศาสตร์ ของโหราศาสตร์ พอในช่วงเวลาที่เรากำลังใกล้จบเนี่ยนะครับ เพื่อน ๆ ที่ด้วยกันที่เรียนโรงเรียนเซนต์ดอร์มินิค นี่...แหล่งผลิตศิลปินเลยไม่อยากจะบอกนะ เพราะว่ามีทั้งคุณซูโม่ กิ๊ก พี่กิ๊กนะครับ แล้วก็ยังจะมีพี่นีโน่นะครับ พี่โด่ง อรรถชัย พี่จอห์นนี่ หรือว่าซันนี่ ยูโฟร์อะไรอย่างเนี่ยนะครับ ผมก็เป็นหมอดูคนเดียวเลยในโรงเรียน ช่วงนั้นเนี่ยเราก็ได้รู้จักกับไพ่ยิบซีโดยเพื่อนแนะนำ เพราะว่าตอนนั้นเนี่ยเพื่อน ๆ กัน เพื่อนผู้ชายบอกว่าเอ้ย เป็นช่วงเวลาของชีวิตที่ว่าเราจะไปทำอะไร เช่น เรียนต่อ หรือว่าเรียนอะไรดี หรือว่าจะไปต่างประเทศ หรือว่าจะทำธุรกิจของครอบครัว คือเป็นช่วงเวลาที่เด็ก ๆ วัยรุ่นเนี่ยต้องการรู้อนาคต เค้าไม่ได้เชื่อเรื่องดวงนะครับ แต่เค้าอยากรู้อนาคต ผมคิดว่าน้อง ๆ เนี่ย แล้วก็คุณผู้ชมเนี่ย ต้องอยากรู้อนาคตตัวเอง แต่ในช่วงเวลาในวัยนั้นเนี่ยเป็นวัยที่เรากำลังอยากรู้มากที่สุด เพราะมันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต พอเราได้สัมผัสกับไพ่ยิบซี ซึ่งเพื่อนเอามา เพื่อนก็มาดูให้เรา เอ้ย...มาดูกันว่าเป็นไง อะไรอย่างเนี่ย อ่ะ...คนนี้จะจับไพ่ดูเรื่องแฟน คนนี้ดูเรื่องความรัก คนนี้ดูเรื่องเรียนต่อ ปรากฏว่า ไป ๆ มา ๆ เราก็รู้สึกสนใจในไพ่ ก็แอบนี่...เริ่มต้นไม่ลงทุน ไม่ลงทุน แอบเอาไพ่เพื่อน บอกเอ้ยขอยืมหน่อย ชื่อต่อ เพื่อนชื่อต่อ ขอยืมไพ่เพื่อนมาเสร็จปั๊บก็มาดู ระหว่างที่เราจับไพ่เนี่ย อาจจะเป็นไปได้ว่าเรารู้สึกถึงพลัง หรือความรู้สึกว่าไพ่มันสวยจังเลยนะเนี่ย พอเราจับมาแล้วเรารู้สึกเลยว่า ความรู้สึกของไพ่ ความรู้สึกของพลังที่เราได้รับจากไพ่เนี่ย ความสวยงามของไพ่ พลังของไพ่เนี่ยมันเข้ามาอยู่ตัวเรา เรารู้สึกว่าถ่ายทอดแล้วมันลิงค์กัน ก็เลยอ่านจากหนังสือแล้วก็ขอไพ่เพื่อนเนี่ยมาดู อยากจะฝากพี่ ๆ น้อง ๆ คุณผู้ชมทุกคนเลยว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักการอ่าน เพราะตัวผมเองเนี่ยพอเราจับไพ่แล้วไม่เหมือนเพื่อน เพื่อนจับไพ่ปั๊บเพื่อนก็ดูไพ่ ดูไพ่เสร็จ เปิดไปหน้านึงแล้วก็ทำนาย เราไม่ได้ทำอย่างนั้น เราเอาหนังสือเนี่ยมาอ่านทั้งหมดเลย เปิด textbook แล้วก็อ่าน แล้วก็จับ แล้วก็มา...เค้าเรียกว่ามาเรียงร้อยใหม่ แล้วก็มาดูเป็นไพ่ เพราะฉะนั้นตรงนี้เนี่ยผมมองว่า ถ้าคุณรักการอ่านแล้วคุณชอบการอ่านเนี่ย คุณจะพูดได้เก่ง เพราะว่าคุณจะมีคำศัพท์ได้เยอะ สองคุณจะเรียงร้อยถ้อยคำ แล้วคุณจะเข้าใจความหมายของไพ่ได้มากขึ้น สามคุณต้องมีความรู้ เพราะฉะนั้นหมอดูที่ดีต้องรักการอ่านนะครับ สองต้องอ่านเก่ง ๆ ไม่พอ ต้องมีความรู้ด้วย สามต้องใฝ่รู้คือสนใจหาความรู้ใหม่ ๆ ตรงนั้นพอเราจับมาเสร็จ เราก็หัดดู ก็กลับไปดูให้เพื่อน เพื่อนก็บอกตรง เรานึกในใจ เห้ย..ไม่ตรงได้ไง ก็เพื่อนกันก็รู้กันหมด แฟนชื่ออะไรกูยังรู้เลยเออ...ถูกมั้ย ปรากฏว่ามันไม่ใช่แค่นั้น เพื่อนบอกว่ามันตรงกว่านั้น เพื่อนก็เอาพ่อ เอาแม่พี่น้องมาดูกับเรา พอตรงเสร็จ เราก็บอกเห้ย...ขอยืมเพื่อนกลับบ้าน กลับมาเราชอบสวดมนต์ ไหว้พระ เราก็ไปไว้บนหิ้ง วันดีคืนดีเราสวดมนต์เราก็มองไพ่ แล้วบอกขอให้เราดูแม่น ๆ คือไม่ได้คิดว่าจะเป็นหมอดูอะไร เพื่อนคนนึงเค้าก็บอกว่าเอ้ย...เดี๋ยวไปนั่งให้ที่โรงแรมหน่อย เพราะว่าเค้าทำงานอยู่ แม่เค้าเป็นเจ้าของโรงแรมอยู่ที่แถวซอยมหาดไทยนะคับ โรงแรมชาลีน่า แถวรามคำแหง เราก็บอกเอ้ย...ไปเลยไม่เป็นไร เราพูดตลก ปรากฏว่าเพื่อนโทรมาบอกซุ้มเสร็จแล้ว เอ้า...เอาจริงเว้ยเห้ย พอเราจะไปนั่งเราต้องสวดมนต์ คือเรารู้สึกขาดกำลังใจ ก็สวดมนต์ขอพรว่าขอให้เราดูหมอได้แม่น หนึ่งกลัวว่าอะไรรู้เปล่า...กลัวคนว่า สองกลัวเสียชื่อพ่อแม่ สามไม่อยากให้คนมาดูแล้วเค้าเสียตังค์เปล่าประโยชน์ คือเราคิดแบบเด็ก ๆ เราก็ขอแบบนี้ แล้วก็ขอให้ได้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตเค้า เราขอสี่อย่าง เราก็สวดชินบัญชรเพราะว่าคุณยายสอนมาตั้งแต่เด็ก ๆ นะคับ พอเราสวดเสร็จปั๊บ อะไรเสร็จปั๊บเราก็รู้สึกว่าเรามีพลัง เช้ามาก็ไปนั่งดู ไม่อยากจะคุยเออ...คุณอ้ายรู้เปล่าเป็นหมอดูคนแรกในโลก นั่งวันแรกปุ๊บเต็ม เอี้อดดูไม่ไหว เออ...หน้าม้าเพียบเลย ไอ้โจเนี่ยเพื่อนเนี่ย เพื่อนที่เรียนด้วยกันมาที่เป็นลูกชายเจ้าของโรงแรม เรียกไอ้ไม่ได้ไม่เพราะคุณโจ ก็เกณฑ์พนักงานโรงแรมมามีกี่ร้อย กี่พันคนก็มาหมดเลย บุ๊ควันแรกเต็มเลย พอวันที่สอง สามก็เต็ม เพราะว่าเป็นหน้าม้า ผสมกับคนอาจจะอยากรู้ด้วย ไป ๆ มา ๆ ก็สามสี่วันแรกพอบุ๊คเต็มเนี่ย แต่วันต่อไปเราภูมิใจมาก เพราะตั้งแต่วันต่อไปเนี่ยเราไม่ต้องใช้ละ เพราะคนที่ดูเนี่ยเค้าไปบอกต่อ คนก็มากันใหญ่เลย ถึงตรงนี้เราก็เลยรู้สึกต้องขอบคุณที่สุดเลยก็คือ คุณอัญชลี กิจเจริญในธรรม เจ้าของโรงแรมชาลีน่า ซึ่งเป็นคุณแม่ของคุณยุทธชัย กิจเจริญในธรรมที่ให้โอกาสเราในการมานั่งดูที่แรกเลย เรานั่งอยู่ได้สองปีเสร็จแล้วก็ไปอยู่ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค อันนี้ก็เป็นประวัติคร่าว ๆ นะครับ ก็ได้ออก highsky สมัยนั้นก็ออก highsky นะคับไม่รู้น้อง ๆ ยังอยู่รึเปล่า ช่วงนั้น highsky เมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วก็มาเป็นยูทีวี แล้วก็รายการฟ้าใสกับ ไกรวิทย์ พี่ต้อมนะคับ แล้วก็โอ๊ย...มากมายเลย จนเอ่อ...ฟรีสไตล์วาไรตี้ ปีที่แล้วก็ออกปาท่องโก๋โซไซตี้ มาออกข่าวท้องถิ่นไทยห้าห้าห้า ก็มาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันนี้ นี่ประวัติคร่าว ๆ



Q.แล้วอาจารย์ตัดสินใจดำเนินอาชีพนี้นะครับ อาจารย์เจออุปสรรคอะไรบ้างครับ
A.ไม่มี อุปสรรคเดียวเลยก็คือตอนเป็นเดือนแรก หน้าเนี่ยนะไม่ระรื่นแบบนี้นะ เศร้าทั้งวัน เศร้าทุกวัน คือเราต้องเจอใครก็ไม่รู้ซึ่งเค้ามีแต่ความทุกข์ ใครมาดูหมอระรื่นผมมีความสุขมานั่งดูหมอเสียเงิน มีเหรอ...ไม่มี เวลาตอนนั้นเรายังเด็ก 21-22 โหกำลังเฟี้ยว แล้วอยู่ดีดีมาเจอแบบ คือเราชีวิตมีความสุขตลอดอ่ะ แล้วอยู่ดีดีมาเจอแบบว่า เค้ามีปัญหา แฟนทิ้งบ้าง เรื่องการเงินบ้าง เรื่องสุขภาพบ้าง เราก็สงสาร อ่า...เป็นคนน้ำใจดี เราก็สงสาร คนนี้น่าสงสารจัง กลับบ้านไปก็เศร้า บางคนนะไม่มีตังค์ ให้เค้าดูฟรีไม่พอ ต้องไปเสียบัตรให้เค้าอีก เออ..จริง ๆ เพราะว่าเราก็รู้สึกว่าบัตรตอนนั้นใบละสองร้อย แล้วไม่มีเงินแต่เค้าอยากดู อ่ะเค้าเข้ามา เค้าจองคิวไว้เราก็ให้ดู ดูเสร็จแล้วก็ต้องควักเงินสองร้อยไปซื้อบัตรมาอีก บางทีก็ไม่ควักบ้างนะอย่างงี้ มันก็เป็นลักษณะ เพราะฉะนั้นตรงนี้เนี่ยก็เศร้า ปรากฏว่าพอเศร้าเสร็จก็ไม่รู้จะทำยังไง จนคุณแม่กับคุณลุงเค้าบอกว่า ถ้าเกิดเศร้าอย่างนี้ ให้ไปเรียนต่อ แล้วก็ไปทำงาน ไม่ให้ทำแล้วหมอดูอะไรเงี่ย เราก็เลยรู้สึกเปลี่ยน เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่เราอยากทำ แล้วพอคนเข้ามาแล้วเค้าออกไปแล้วเค้าดีขึ้นเนี่ยเราก็มีความสุข อย่างน้อยก็นอกจากได้เงินแล้วก็มีความสุขด้วย อันนั้นเป็นช่วงเวลาเด็ก ๆ ที่เราคิด เราก็พยายามเปลี่ยนวิธีคิด นั่งสมาธิ สวดมนต์ เราก็เห็นสัจธรรมขึ้นตั้งแต่นั้นมาเราก็สบายใจ แล้วเราก็ดูหมอด้วยพลังเต็มที่ ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรแล้วก็ใส่ความรู้ คำแนะนำที่เรามีทั้งเรื่องของโหราศาสตร์ เรื่องของจิตวิทยา เรื่องของการปรับเปลี่ยนตัวเองด้วยนะครับ คืออย่าไปหวังรอแต่โหราศาสตร์อย่างเดียวก็ไม่ได้นะครับ เราก็บอกเค้า แล้วก็วิธีการเรื่องของการแก้กรรม การตัดกรรมให้หนักเป็นเบา วิธีคิดให้ตัวเค้านั้นมีความสุข อันนี้ก็บอก ก็เลยสนุกสนานขึ้นบ้าง



Q.อาจารย์มีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในชีวิตครับ
A.มุมมองที่เกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในชีวิตเนี่ย ก็ต้องบอกว่าห้าอย่าง ห้านะครับ อ่ะ...ห้าอย่างที่เราถือที่สุดเลยก็คือ หนึ่งการระลึกถึงพระคุณ 5 พระคุณ นี่ก็คือพระคุณของแผ่นดิน พระคุณของแผ่นดินนั้นเนี่ย คุณตอบแทนได้ง่าย ๆ คุณปลูกต้นไม้ คุณไม่ทิ้งเศษขยะ คุณไม่ทำลายแม่น้ำ คุณไม่ทำลายป่า คุณไม่โกงชาติ คุณไม่โกงบ้างโกงเมือง ไปใหญ่และประจำเลยอาจารย์เนี่ย คือนี่คือการตอบแทนพระคุณแผ่นดิน สองพระคุณของพระมหากษัตริย์ หรือพระคุณของผู้มีพระคุณนะครับ พระมหากษัตริย์ บูรพกษัตริย์ที่ปกปักรักษาแผ่นดินให้กับเราอยู่อาศัย กิน เที่ยวอย่างมีความสุข คือพระคุณของพระมหากษัตริย์ สามพระคุณของพ่อแม่ คือผู้ที่ให้กำเนิดคุณ สี่พระคุณของครูอาจารย์ ห้าคือพระคุณของผู้มีพระคุณ ผู้มีพระคุณนี้รวมหมายถึงคนที่คิดไม่ดีกับเรา คนที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรเราก็เป็นผู้มีพระคุณ เพราะว่าอย่างน้อยจะทำให้เรารู้สึกอดทน แล้วอย่างน้อยก็ทำให้เราได้ชดใช้กรรมให้หมดไป ถ้าเราระลึกถึงห้าพระคุณนี้ได้ ทุก ๆ ครั้งที่เราทำความดี เราระลึกถึงแล้วก็เผื่อแผ่ความดีที่กระทำนี้ให้กับห้าพระคุณนี้ คุณก็จะมีชีวิตที่มีความสุข ดวงเนี่ยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต เค้าบอกการจะประสบความสำเร็จในชีวิตที่ดีมีสี่อย่าง หนึ่งวาสนาดี คุณเกิดบนผืนแผ่นดินไทยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร คุณวาสนาดี คุณมีเว็บดีดีดูแบบเว็บนี้ โอ้โห...คุณวาสนาดี สุดยอด แล้วก็สองมีฮวงจุ้ยดีก็คือสิ่งแวดล้อมที่ดีนั่นเองนะครับ สามคุณมีการกระทำดี และสี่จิตใจดี เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีการกระทำดีและจิตใจดีแล้วผมเชื่อว่า พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตไปมากกว่าครึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลเลยครับ ดวงเป็นแค่หนึ่งในสี่ก็คือเรื่องของฮวงจุ้ยหรือวาสนานะครับ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ตัวเราเอง พลังของตัวเราที่จะทำความดี จะส่งผลให้สลายความชั่วร้ายหรือสิ่งไม่ดี หรือโชคร้ายต่าง ๆ ออกไปได้ เริ่มต้นทำความดีตั้งแต่วันนี้แล้วคุณจะโชคดี



Q.อ่า...นะครับ นี่คือมุมมองของการประสบความสำเร็จ
A.ใช่ อาจารย์ก็เลยมองโลกในแง่ดี มีความสุข แล้วก็ทำใจให้สบาย ๆ นะครับ นี่เป็นความสำเร็จที่คิดว่าตัวเองมี อย่าคิดว่าตัวเราเนี่ย คุณอ้ายเนี่ย หรือว่าพี่ ๆ น้อง ๆ อาจจะมองว่าอาจารย์ประสบความสำเร็จ จริง ๆ แล้วเปล่า ผมมองว่าตัวผมเนี่ยเป็นแค่คน ๆ นึงที่ประกอบอาชีพหนึ่ง แต่เป็นคนที่มีความโชคดี แล้วก็มีโอกาส คนอื่น ๆ อาจจะดูหมอแม่นกว่าผม อาจจะเก่งกว่าผมก็ได้ แต่ตัวผมโชคดีที่มีโอกาส จากพี่ ๆ น้อง ๆ และก็โชคดีที่ได้รับโอกาสนั้น และก็สามารถได้เผยแพร่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมถือว่าผมเป็นมนุษย์ที่โชคดี และมีโอกาส แต่ไม่ใช่เป็นหมอดูที่แม่นยำหรือเก่งที่สุด อาจจะมีคนที่เก่งกว่าผมและแม่นยำกว่าผมก็ได้ แต่เขาอาจจะไม่มีโอกาส และโชคดีอย่างผม เพราะฉะนั้นผมขอเป็นหมอดูที่มีความสุข และโชคดี และมีโอกาสดีกว่า ขออนุญาตไม่เป็นหมอดูที่แม่นยำที่สุด หรือว่าเก่งที่สุด



Q.อาจารย์มีเคล็ดลับอะไรที่จะทำให้เราโชคดีมั้ยครับ
A.เคล็ดลับที่จะทำให้เราโชคดีก็คือ เราจงทำตัวของเราให้โชคดี นั่นคือวิธีคิดของเรานะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดอย่าง มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ให้อภัยคน ไว้วางใจตัวเองและคนอื่น ที่สำคัญที่สุดสุดท้ายคือไม่คาดหวังมากนะคับ คาดหวังได้แต่เล็ก ๆ เราก็จะเป็นคนที่มีความสุข พอเราเป็นคนมีความสุขแล้วแน่นอนเราจะเป็นคนโชคดี แต่ถ้าเรามัวแต่แข่งขันกับคนอื่น แข่งขันกับตัวเองมากจนเกินไป หรือเครียด หรือว่าเอาหลักว่าจะต้องทำถูก ทำผิด ทำดี ทำเลว อันนี้มัน ผมว่ามันมากไป เพราะฉะนั้นชีวิตที่สบาย ๆ และก็พอเพียงนะครับ เป็นชีวิตที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ตราบใดที่คุณมีความสุข คุณจะเป็นคนโชคดี



Q.คำถามสุดท้ายครับ อาจารย์อยากจะฝากอะไรกับคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเริ่มออกจากรั้วมหาลัยนะครับ แล้วก็ดำเนินเส้นทางตามชีวิตที่เค้าเลือก
A.ต้องบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่ความรักที่จะทำ งั้นผมขออนุญาตอวยพรให้น้อง ๆ นะครับที่กำลังออกจากรั้วมหาวิทยาลัย และกำลังจะเติบโตต่อไป ไม่ว่าจะไปเรียนต่อ หรือจะทำธุรกิจ หรือจะไปประกอบอาชีพการงานใด ๆ ขอให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่น้อง ๆ อยากจะทำ แล้วก็รักในสิ่งที่น้อง ๆ อยากจะทำแล้วก็ฝันไว้ สิ่งที่ฝันไว้ก็ขอให้ประสบความสำเร็จ และทำให้ดีที่สุด และอย่าลืม พระคุณของแผ่นดิน พระคุณของพระมหากษัตริย์ พระคุณของพ่อแม่ พระคุณของครูอาจารย์ และพระคุณของผู้มีพระคุณ เพราะหากเราคิดถึงพระคุณห้าพระคุณนี้ คุณจะเป็นคนที่มีความสุข และเป็นคนดีของพ่อแม่ และของแผ่นดิน และก็ของคนรอบข้าง และคุณจะเป็นคนโชคดี


Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact