ดร. กฤติกา คงสมพงษ์
"อาจารย์อ้อ" พิธีกรมาดเข้มจากรายการ "กำจัดจุดอ่อน" มืออาชีพด้านการตลาดและคอลัมนิสต์ชั้นแนวหน้าที่มีผลงานมากมาย

 

บทสัมภาษณ์ ดร. กฤติกา คงสมพงษ์ "อาจารย์อ้อ" พิธีกรมาดเข้มจากรายการ "กำจัดจุดอ่อน" มืออาชีพด้านการตลาดและคอลัมนิสต์ชั้นแนวหน้าที่มีผลงานมากมาย



ประวัติคร่าว ๆ ของ ดร. กฤติกา คงสมพงษ์ สวัสดีน้อง ๆ หลาน ๆ ทุกคนนะคะ หวังว่าจำได้นะคะ ชื่ออาจารย์อ้อ กฤติกา คงสมพงษ์ค่ะ เคยกำจัดจุดอ่อนมาก่อน แต่วันนี้รับรองค่ะมาดี และก็กะว่าจะนำเสนอสิ่งที่ดีดี และจะเป็นประโยชน์กับน้อง ๆ และหลาน ๆ ทุกคนนะคะ ประวัติของอาจารย์อ้อก็คือ เอ่อ...เป็นคนไทยคนนึง ตั้งหน้าตั้งตาเรียนและทำงานนะคะ เอ่อ...ถามว่าค้นหาตัวเองเจอรึยัง คำตอบของอาจารย์อ้อ และคำตอบของผู้ใหญ่หลาย ๆ คนเลยเนี่ยนะคะ น้อง ๆ เนี่ยก็คงจะไม่แปลกใจหรอกว่ามันก็คงไม่คลาดเคลื่อนอะไรไปจากคำตอบของคุณ และนั่นก็คือยังไม่มีใครหรอกค่ะที่จะค้นหาตัวเองเจอ นั่นหมายความว่าอะไร หมายความว่าในแวดวงทุกคนนะคะในโลกนี้ ทุกวันเราก็ยังต้องค้นหาตัวเองให้เจอ เพราะฉะนั้นเนี่ยอย่าตกใจ อย่าเสียใจว่า เอ๊ะ...ทำไมคนอื่นเค้าดูเหมือนกับว่าค้นหาตัวเองเจอแล้ว แล้วทำไมฉันยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ทุกคนล่ะค่ะกำลังค้นหาตัวเองอยู่นะคะ ถามว่าอันนั้นเป็นเรื่องของอนาคต แต่วันนี้เนี่ยเราจะต้องรู้ว่าเราทำอะไร แล้วเราทำเพื่ออนาคตหรือเปล่านะคะ เอ่อ...หน้าที่ของอาจารย์อ้อตอนเด็ก ๆ ก็คือเรียน เงินทองไม่ค่อยมีเพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย และเมื่อเรียนไปมันก็จะช่วยให้เราค้นหาตัวเองได้ดีขึ้นนะคะ ถามว่า...ตอนที่ทำงานเนี่ย เรียนไปด้วยเนี่ยยากลำบากแค่ไหน ก็จะต้องหาเวลาที่ทำงาน หาเวลาที่จะต้องเรียนนะคะ น้อง ๆ ที่เรียนอยู่ในระดับมัธยมนี่ก็คงจะได้ เอ่อ...เรียนเต็มวันนะคะ แต่เชื่อมั้ยว่าหลาน ๆ น้อง ๆ หลาย ๆ คนที่ทำระดับมัธยมเนี่ยก็สามารถที่จะทำงานได้วันเสาร์ อาทิตย์นะคะ เอ่อ...ไม่ใช่เพื่อที่จะทำเพื่อเงิน แต่ทำเพื่อที่จะเปิดวิสัยทัศน์ เปิดโลกทัศน์ และค้นหาตัวเองได้ดีขึ้น คือตอนนี้เนี่ยก็เปรียบเสมือนว่า หลาน ๆ น้อง ๆ เนี่ย กำลังที่จะมองส่องทางไกลอยู่ เพื่อที่จะดูซิว่าอะไรที่อยู่ไกล ๆ ริบหรี่เนี่ย เราจะไปได้ในหนทางใดนะคะ อาจารย์อ้อไปถึงหนทางนั้นแล้ว แต่อาจารย์อ้อก็ยังต้องมีหนทางของอาจารย์อ้ออีก ตอนช่วงปลาย ๆ ของชีวิตนะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ยเรียนจบมาปริญญาตรีที่เมืองนอกนะคะ และก็จากนั้นกลับมาทำงานและก็เรียนต่อปริญญาโทที่สหสินของจุฬาฯ ก็ทำงานตลอดจากนั้นก็ไปทำ Ph.D ที่ธรรมศาสตร์ ก็ได้ Ph.D มาแล้ว 4-5 ปี ตอนนี้กลับมาสอนเพราะว่าค้นหาตัวเองเจอนะคะว่าการสอนเนี่ยเป็นสิ่งที่เราถนัด การสอนเนี่ยเป็นอาชีพที่เหมาะสมกับเรา ถามว่าจะสอนจนวันตายรึเปล่า เราไม่สามารถที่จะผูกมัดตัวเราเองได้ แต่วันนี้ ตอนนี้ ปีนี้ก็ขอให้ทำให้ดีที่สุดกับวิชาชีพของเรานะคะ นั่นก็คือประวัติพอสังเขปค่ะ



Q.อยากจะถามอาจารย์นิดนึงนะคะว่าก่อนที่อาจารย์จะสอนหนังสือเต็มตัว อาจารย์มี อาจารย์ที่บอกทำงานไปเรียนไปเนี่ยมีทำอะไรบ้าง แล้วก็จะได้เป็นมุมมองกว้าง ๆ ให้น้อง ๆ รู้ว่า เออ...มันมีงานบางประเภทที่เค้าสามารถเลือกทำได้ระหว่างเรียนเหมือนกันทั้งปริญญาตรี ปริญญาโทอะไรอย่างงี้เลยนะคะ A.เอ่อ...เริ่มต้นด้วยตัวของอาจารย์อ้อเองตอนที่อยู่มัธยมอยู่เกรด 10 ตอนนั้นอยู่เมืองนอกขายไอติม มีไอติมยี่ห้อ baskin robbin เนี่ยนะ ตอนนั้นเนี่ยเค้าเปิดที่เมืองนอกก็เพิ่งเปิดน่ะ เป็นหลายสิบปีมาแล้วหนูเอ้ย ก็ไปขายไอติมทำงานได้กี่ชั่วโมงก็ได้เท่านั้นนะคะ ขายไอติมรู้สึกว่า เออ...ได้เพื่อนดีแฮะนะคะ แล้วก็มันเป็นการทำกิจกรรมที่สนุกสนาน และสามารถที่จะกินไอติมได้ด้วย เพราะฉะนั้นเนี่ยงานแรก ๆ ไม่ต้องหวังอ่ะค่ะ ว่าจะได้นั่งโต๊ะไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม คุณนั่งโต๊ะ ๆ ตบยุง เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเกิดว่าคุณไม่ mind ว่าจะทำอะไรเนี่ย ทำงานอะไรก็ได้เพื่อที่จะได้ประสบการณ์ หลานของอาจารย์อ้อเนี่ยวันเสาร์ อาทิตย์อยู่ที่เมืองไทยทำงานให้กับแมคโดนัลด์ กับเคเอฟซีนะคะ หรือเดลี่ควีนส์สิ่งเหล่านั้นเนี่ย เอ่อ...เวลาที่เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเยอะ ๆ เนี่ยจะทำให้เราสามารถที่จะช่วยตัวเองได้นะคะ แล้วก็สามารถที่จะทำให้เราเนี่ยคุยและก็สร้างความสัมพันธ์กับคนที่เป็นคนแปลกหน้าได้ เพราะฉะนั้นเนี่ยสิ่งเหล่านั้นเนี่ยมันเป็นบรรทัดฐานของความสำเร็จในอนาคต ช่วงปริญญาตรีเราก็มีโอกาสที่จะได้ทำงานที่มันเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เราอยากรู้อยากเห็นหรือสิ่งที่เรา major อยู่นะคะ สำหรับอาจารย์อ้อก็ทำเรื่อง research นะคะการวิจัยเรื่องการตลาด ปริญญาตรีเนี่ยค่อนข้างที่จะ flexible หน่อยเพราะว่าน้อง ๆ ก็รู้ว่าเวลาที่เรียนปริญญาตรีเนี่ยนะ ถึงแม้ว่าบอกพ่อบอกแม่มาว่าเรียนตั้งแต่เช้าจนเย็นมันก็มี gab ที่ว่างอยู่ ไอ gab อันนั้นเนี่ยนะมันมีนัยสำคัญมากเลยแทนที่เราจะไป hangout หรือไปช็อปปิ้งเนี่ย เราก็ใช้ช่วงนั้นเนี่ยเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยว เพราะว่าสามชั่วโมงเนี่ยต่อวันเนี่ยสามารถที่จะทำอะไรได้เยอะนะคะ นั่นก็คืองานที่เป็นพาร์ทไทม์ซึ่งถ้าเกิดว่าคุณทำงานพาร์ทไทม์แล้วทำได้ดีเนี่ย คุณสามารถที่จะเอาไปใส่ใน resume ของคุณแล้วเวลาที่คุณจบเนี่ย คุณไม่ต้องออกไปในฐานะที่เป็น trainee เวลาที่คุณจบจบปริญญาตรีนะ เพราะว่าตอนนี้เนี่ย 80 เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่จบปริญญาตรีออกไปทำงานโดยไม่มีประสบการณ์ ซึ่งเราก็จะใช้ extra curriculum ก็คือกิจกรรมโรงเรียนต่าง ๆ เป็นกิจกรรมส่วนตัวเพื่อที่จะเอาไปใช้ในการทำงาน บอกตรง ๆ เลยว่าถ้าจะทำให้มีส่วนสำคัญในการได้หน้าที่การงานที่ดีเนี่ยมันก็ควรที่จะเป็นกิจกรรมหรือประสบการณ์ของการทำงานนั้น ๆ ค่ะนะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ยมันสานต่อได้นะ ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ และแถมว่าถ้าเกิดเราทำได้ดีเราก็มีเงินใช้โดยที่ไม่ต้องรบกวนคุณพ่อคุณแม่ด้วยค่ะ



Q.สุดยอดเลยค่ะ เห็นแล้วอาจารย์นี่ทำอะไรต่าง ๆ มาเยอะมากเลยนะคะ ก็ตรงนี้เนี่ยพอมาถึงจุด ๆ นี้พาก็อยากจะถามอาจารย์นิดนึงว่า เคยมี moment รู้สึกว่าตัวเองท้อมั้ย หรือว่าเหนื่อย และเวลาที่ตัวเองท้อหรือว่าเหนื่อยเนี่ยกับการทำงานต่าง ๆ จนถึงปัจจุบันนี้นะคะ อาจารย์มีแนวคิดยังไง แล้วก็ได้ให้กำลังตัวเองยังไงบ้าง A.ทุกช่วงของชีวิตทุกคนจะต้องมีการท้อต้องมีการเหนื่อย แล้วนั่นก็คือเหตุผลไงคะที่เค้ามี weekend หรือเค้ามีวันหยุดสุดสัปดาห์ให้เราพักผ่อน แล้วก็มี vacation ให้เราไปใช้ คนไทยเนี่ยเสียอย่างนึงเรามีความรู้สึก guilty ถ้าเกิดว่าเราต้อง take vacation โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกข้าราชการ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนวิสัยทัศน์ เมื่อถึงเวลาที่เราจะ vacation เรา vacation มันเป็นการชาร์ทแบตเตอร์รี่นะคะ แล้วสำหรับช่วงที่เรา take vacation ไม่ได้ถ้าเกิดเราท้อเราทำยังไงนะคะ แน่นอนทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ หรือกำลังใจ หรือการสูญเสียกำลังใจเนี่ยให้มองว่ามันเป็นเหรียญสองด้าน ถ้าเกิดว่าวันไหนเนี่ยคุณรู้สึกแย่คุณมองอีกด้านนึงของความแย่ก็คือว่าด้านแย่อยู่กับคุณมันก็จะต้องเป็นด้านดีวันยังค่ำนึกออกมั้ยคะ และถ้าเกิดว่าวันไหนเป็นวันที่ดีคุณก็จะต้องทำใจว่าสักวันนึงมันก็จะต้องเป็นวันที่แย่ด้วยเช่นเดียวกัน หลาย ๆ ปัญหา เป็นปัญหาที่มันไม่ใช่ปัญหาที่เราไปหัวฟูโดยใช่เหตุ เพราะฉะนั้นเนี่ยหลังจากที่ได้เหยียบบนโลกนี้ 40 กว่าปีแล้วเนี่ย เราก็ตัวอาจารย์อ้อเองเนี่ยเรียนรู้ที่จะละ บางทีก็ปล่อยวางกับปัญหานะคะ สิ่งเหล่านั้นเนี่ยเป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้เอง และก็จะมีประสบการณ์ที่ดีมากขึ้นนะคะ หรือความมั่นคงมากขึ้นในการพิชิตปัญหาได้ เพราะฉะนั้นเนี่ยตอนนี้เนี่ยใครมาซุบซิบนินทาเรามันก็ถือว่าเป็นปัญหาหนักอก ต่อไปในอนาคตมันจิบจ๊อยหนูเอ้ยนะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ยวิธีที่เราจะ deal กับปัญหาก็คือ เราจะต้องทำใจว่าสักวันนึงปัญหาเหล่านี้มันก็จะไม่เป็นปัญหา สักวันนึงสิ่งที่ทำให้เราท้อก็จะไม่ทำให้เราท้ออีกต่อไป



Q.ก็คิดบวก อืม..ต้องคิดบวก แล้วในความคิดเห็นของอาจารย์นะคะว่าความสำเร็จเนี่ยของอาจารย์เองนะคะ นิยามของความสำเร็จเนี่ยคืออะไร แล้วก็คุณสมบัติของคนที่ประสบความสำเร็จเนี่ยเป็นยังไงบ้าง A.ค่ะ คุณเชื่อมั้ยว่าอาจารย์อ้อก็ทำ research ทำวิจัยนะคะ อยากจะเรียนรู้เหมือนกันว่าคนที่ประสบความสำเร็จเนี่ยเค้ามีความมั่นคงแค่ไหน หลาย ๆ คนที่ประสบความสำเร็จเค้าบอกว่า สิ่งที่ทำให้เค้าประสบความสำเร็จก็คือ เค้าทำวันนี้ให้ดีที่สุด เค้าไม่มี goal ในชีวิตว่าอีกสิบปีฉันจะต้องเป็นนี่ อีกยี่สิบปีฉันจะต้องเป็นนั่น เข้าใจฮะเวลาที่คุณสมัครงานเค้าก็จะถามคุณว่าอีกสิบปีคุณต้องการเป็นอะไร แล้วคุณก็จะตอบแบบมั่ว ๆ ไปว่าอีกสิบปีฉันอยากจะเป็นนู้นเป็นนี่ ถ้าเกิดว่ามันเป็นเกมส์ชีวิตแล้วมันเป็นคำถามที่ต้องการให้คุณตอบ คุณก็ตอบไปแล้วก็จะต้องมีเหตุผลชัดเจนแต่อย่าไปซีเรียสอะไรกันมากนักว่า อีกสิบปีฉันจะต้องได้เงินเดือนเท่านี้ job แรกของฉัน ๆ จะต้องมีเท่านี้ และจะต้องไม่ได้น้อยกว่าเท่านี้ มิเช่นนั้นฉันไม่รับงานอันนั้น เพราะฉะนั้นเนี่ยอย่าวางเป้าหมายในชีวิตที่มันชัดเจนมากเกินไป มีอะไรก็ทำไปเถอะ อันแรกเลยก็คือว่ามันจะทำให้เราเครียดน้อยลง อันที่สองถ้าเกิดเรายืนหลักอยู่ในการทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดแล้วเนี่ย เชื่อมั้ยคะว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ดีนะคะหรือโอกาสต่าง ๆ มันก็จะมาหาคุณ อาจารย์อ้อไม่เคยเครียดว่าสักวันนึงฉันจะต้องเป็นอะไรต่ออะไร ก็ take one day at a time อันนั้นดีที่สุด



Q.อืม..อย่างนี้แสดงว่าถ้า อย่างที่อาจารย์จบ doctor มาเนี่ยค่ะ อาจารย์ plan ไว้มั้ยคะ A.ใช่ ๆ นั่นเป็นคำถามที่ดีมาก ๆ นะคะ การที่เราจบ doctor มา การที่เราได้เป็น ผศ. ตอนนี้กำลังที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลนะคะและงานวิจัยเพื่อที่จะเป็น รศ. ถามว่าตอนเป็นเด็ก ๆ ฝันมั้ยว่าวันนึงจะได้เป็น doctor วันนึงจะได้เป็นอาจารย์ ไม่เคยนะคะ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือว่าเพื่อน ๆ คุณทำอะไร คุณมีกิจกรรมอะไร คุณก็ไปตามน้ำนะคะ แล้วสักวันนึงคุณก็เจอเองหละว่าคุณถนัดอะไรนะคะ จะเริ่มก็ตั้งแต่ตอนที่คุณสอบเอ็นทรานซ์ว่าคุณชอบสายวิทย์หรือคุณชอบสายศิลป์ หรือวิทย์คณิตนะคะ แล้วจากนั้นมามันก็จะค่อย ๆ ค่อย ๆ ตีกรอบให้คุณเนี่ยไปในเส้นทางนั้น แต่อย่าทำเพื่อพ่อเพื่อแม่นะคะ ทำเพื่อคุณนะคะ อาจารย์อ้อเชื่อว่าพ่อแม่ของเราเนี่ยตอนนี้ยุติธรรมพอที่จะพร้อมจะสนับสนุนว่า ไม่ว่าคุณจะเลือกสายไหนคุณเลือกไปเถอะ ตราบใดที่เค้าไม่ต้องช่วยให้คุณเนี่ยเข้าโรงเรียนนี้ คุณจะต้องเข้าโรงเรียนนี้หรือมหาวิทยาลัยนี้ด้วยตัวของคุณเอง เพราะเดี๋ยวนี้นี่ช่วยไม่ได้ค่ะ คุณซอยรู้ดี คุณพัดรู้ดีเพราะว่าเคยเรียนเคยสอนกันอยู่ที่ม.ธรรมศาสตร์ BBA เค้าเข้ามาด้วยตัวของเค้าเอง และเค้าค้นหาตัวเองเจอในระดับนึงด้วยตัวของเค้าเองเช่นเดียวกัน



Q.คนส่วนใหญ่เนี่ยที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เค้าจะมี role model เป็นของตัวเองว่า คนนี้เนี่ยฉันชอบและฉันก็อยากจะอย่างเค้าอะไรอย่างงี้ค่ะ อยากจะทราบว่าอาจารย์เนี่ยมี role model รึเปล่าคะ A.การที่เรามี role model เนี่ยนะ หรือไม่มี role model ไม่ได้บอกว่าเราประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ หลาย ๆ คนไม่มี role model เพราะว่าหลาย ๆ คนคิดว่าฉันเนี่ยเป็นคนที่พยุงตัวด้วยตัวของฉันเอง คนเหล่านั้นอาจจะหลอกตัวเองนิด ๆ หลาย ๆ คนนะคะที่เป็นบุคคลธรรมดาสามัญชน จะมี role model ตัวอาจารย์อ้อเองก็มี role model ถามว่ามี role model 1 role model หรอ ผิดเราสามารถที่จะมี role model หลาย ๆ role model ก็ได้ ถ้าเกิดว่าน้อง ๆ มีโอกาสเปิดเข้าไปในเว็บไซต์ ครูเคทก็เป็นหนึ่งใน role model ของอาจารย์อ้อ คนที่เป็นผู้ก่อสร้างมูลนิธินี้ที่เราดูในเว็บไซต์นี้ น้องซอยนะคะ เป็นพิธีกรวันนี้เข้ามาขลุกมาเปิดเองก็เป็นอีกหนึ่งใน role model เพราะฉะนั้นเนี่ยสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามนะคะ เราสามารถที่จะเอาซีกนึงหรือเสี้ยวนึงของสิ่งดีดีที่เค้าทำเนี่ยมาเป็น role model เพื่อที่เราจะประยุกต์ใช้ในตัวเราเนี่ยเราอย่าเขินนะคะ เราสามารถที่จะเรียนรู้จากคนเหล่านั้นหลาย ๆ คนในเวลาเดียวกัน role model เปลี่ยนได้นะคะ และ role model เนี่ยสามารถที่จะเพิ่มได้ หรือลดได้ เพราะว่าบุคลากรแต่ละคนเนี่ยมันก็ไม่มีความแน่นอนในชีวิตของเค้า อย่าผูกมัดตัวเองด้วย role model แต่ขอให้ enjoy ว่า คนนี้เราชื่นชมนะแล้วเราก็จะชื่นชมเค้าต่อไปตราบใดที่เค้ายังเป็นเค้าอยู่



Q.ค่ะ แล้วทุก ๆ วันนี้ที่อาจารย์ดำเนินชีวิตนะคะ อยากทราบว่าอาจารย์มีแรงบันดาลใจอะไรบ้าง ที่ผลักดันให้เราตื่นมาทำงานทุกวัน ยังมีกำลังใจในการขวนขวายต่อชีวิตนี้บ้าง A.เมื่อก่อนนี้ตอนสมัยเป็นเด็ก ๆ อาจจะเป็นวัยน้อง ๆ เนี่ยแหละ แรงบันดาลใจที่จะผลักดันให้ตื่นขึ้นมาแล้วทำในสิ่งที่เราชอบทำ หรือตื่นขึ้นมาไปเรียนก็คือเพื่อน ๆ ต่อมาก็คือนายที่เราถือว่าเป็น role model ของเรา ต่อมาก็เป็นครอบครัวเวลาที่เราแต่งงาน ตอนนี้ก็คือครอบครัวและโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูก เราอยากที่จะให้ลูกเนี่ยเป็นแรงบันดาลใจของเรา เพื่อที่จะมาทำงานแล้วก็ได้ผลงานต่าง ๆ เพื่อที่จะให้ลูกชื่นชมเรา ทำดีเพื่อสังคมเพื่อที่จะให้ลูกเนี่ยเอาตัวของเราเป็น role model หรือแรงบันดาลใจต่อ เพราะฉะนั้นเนี่ย ถ้าเราสามารถที่จะยึดเหนี่ยวหรือมีแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แรงบันดาลใจก็เช่นเดียวกันกับ role model นะคะน้อง ๆ เปลี่ยนได้ อีกหน่อยลูกก็อาจจะโตแล้วเราไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเค้าแล้ว role model หรือแรงบันดาลใจที่จะทำให้เราตื่นขึ้นมา ก็จะต้องเปลี่ยนไปอีก เพราะฉะนั้นเนี่ยก็เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ค่ะ ว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอย่ายึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อเราสามารถที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น role model หรือแรงบันดาลใจต่าง ๆ เนี่ยนะคะ ก็พร้อมรับในความเปลี่ยนแปลง



Q.อาจารย์มีคติประจำใจอะไร หรือว่ามีข้อคิดอะไรที่อาจารย์จะนึกถึงคำนี้ตลอดว่า พอเราทำงาน ๆ ไปแล้วก็นึกถึงว่า โอเคนี่คือคติประจำใจของเรานะ คตินี้จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้นะหรืออะไรอย่างนี้ค่ะ A.คติประจำใจของตัวอาจารย์อ้อเองเนี่ยนะคะก็คือ ความเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน ธรรมชาติก็คือสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะ predict หรือคาดการณ์ได้ ชีวิตก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเนี่ย สิ่งที่อาจารย์อ้อจะยึดมั่นในคติก็คือว่า จงใช้วันนี้ดุจดั่งว่าเป็นวันสุดท้ายของชีวิต ถ้าเกิดว่าคุณรู้ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต คุณก็คงอยากจะทำดีหรือให้ดีที่สุด เพราะว่าคุณอยากจะมีความรู้สึกดีดีให้กับคนอื่น และก็อยากจะบนสรวงสวรรค์ เวลาขึ้นไปแล้วเนี่ยจะได้มองลงมาแล้วบอกว่า เออใช่เราทำดีที่สุดแล้วนะ เพราะฉะนั้นเนี่ย ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่นะคะ ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพอะไรหรือกำลังเรียนอะไรอยู่ แน่นอนฮะเราไม่สามารถที่จะ predict พรุ่งนี้ได้ เพราะฉะนั้นเนี่ย ขอให้เรามองว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายนะ แล้วทำให้ดีที่สุด พรุ่งนี้เราลืมตาขึ้นมา ตื่นขึ้นมาเราก็ทำต่อว่า เออ...another day เราก็จะได้มีพลังที่จะสู้ต่อไป



Q.ค่ะ เป็นคติที่หลาย ๆ คน และพระใช้ด้วยว่า เออ...ถ้าพรุ่งนี้เราไม่มีชีวิตอยู่แล้ววันนี้เราจะทำอะไรบ้าง ก็เป็นคติที่ดีมาก ๆ A.ใช่ ดีและง่าย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากนะคะ



Q.อยากให้อาจารย์ช่วย ในมุมมองอาจารย์นะคะว่า สังคมเนี่ยแน่นอนว่าตอนที่อาจารย์เกิดมาสมัยก่อนเนี่ยนะคะ จนถึงปัจจุบันนี้นะคะ มันเปลี่ยนไปยังไง และอาจารย์มีมุมมองกับในอนาคตที่ generation x, generation y, generation z เติบโตขึ้นมาเนี่ยมันน่าจะเป็นยังไงในมุมมองอาจารย์ A.ในมุมมองของตัวอาจารย์อ้อเองที่เกิดขึ้นมาในสมัยก่อนที่มีวัวมีควาย ที่เราเนี่ยนะต้องใช้วัวใช้ควายพร้อมกับแซ่ต่าง ๆ เนี่ยเดินทางเป็นพาหนะ เปล่าหรอกค่ะมันไม่ใช่สมัยก่อนถึงขนาดนั้นนะ สมัยก่อนก็ไม่ได้แตกต่างจากสมัยนี้หรอกน้องนะคะ ก็คือว่าในการที่ดำรงชีวิตอยู่เนี่ย ทุกคนก็จะต้องมีอะไรที่จะยึดเหนี่ยวนะคะ ภัยของสมัยนี้เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อนมันก็ยังมีอยู่ เมื่อสมัยก่อนมีปัญหาเรื่องยาเสพติด สมัยนี้ก็ยังมี เมื่อสมัยก่อนตอนที่อาจารย์อ้อเป็นเด็ก ๆ จะถูกบอกว่าอย่าออกไปข้างนอกมากนะเดี๋ยวคอมมิวนิสต์จะจับตัวไป คอมมิวนิสต์หรือ หรือชื่ออะไรนะที่จับเด็กกินตับอ่ะ ซีอุยนะ ถามว่าไอซีอุยกับคอมมิวนิสต์เนี่ย ในความคิดของเด็ก ๆ เนี่ยมันแตกต่างจากผู้ร้ายในสมัยนี้ที่จะจับตัวเด็ก ๆ ไปเรียกค่าไถ่หรือจะจับตัวเด็กไปเป็นขอทาน หรือเรื่องยาเสพติดซึ่ง


Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact