คุณ บัณฑูร จิรวัฒนากูร
เจ้าของสวนส้มธนาธรสร้างตัว จากศูนย์ขึ้นมารํ่ารวย จากนักธุรกิจห้องเย็นแล้วกลับลงมาติดลบ ลุกขึ้นอีกครั้งจนเป็นสวนส้มชื่อดัง

 

บทสัมภาษณ์ คุณ บัณฑูรย์ จิรวัฒนากูร

สวัสดีครับผมวันนี้นะครับจะพาทุกท่านไปพบกับเจ้าของสวนส้มธนากรหนึ่งในนักธุรกิจที่สร้างตัวจนมาประสบความสำเร็จจนทุกวันนี้นะครับ วันนี้ก็ได้รับเกียรติจากคุณ บัณฑูรย์ จิรวัฒนากูร สวัสดีครับผม เราก็อยากจะถามคุณอาว่า เป็นมาอย่างไรถึงสร้างความสำเร็จมาได้จนถึงทุกวันนี้


Q.เริ่มต้นที่คำถามแรกเลยละกันนะครับ ประวัติชีวิตของคุณอาครับ
A.ตอนนั้นเข้าเป็นทหารก็ได้ความรู้จากแม่ค้าขายอาหารในเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อย หลังจากผมเป็นทหาร 2 ปีเต็มๆ ก็ออกมาค้าขายตามตลาดต่างๆ ไปซื้อตามคิวรถบ้าง ใครเอาของมาขาย เราก็ซื้อ ซื้อเสร็จแล้วเราก็เอามาขายตามท้องตลาด ทำไปถึงปี 1011 ก็ไปซื้อส้มจากชาวบ้าน ตามสวนส้มต่างๆ โดยขี่รถจักรยานซื้อเป็นเข่ง แล้วมาขายตามตลาด ตอนนั้นก็รายได้ดีพอสมควร พอค้าขายมาได้ 1 ปี ผมก็มีเงินเดือนเป็นแสน สมัยนั้นในประมาณปี 16 เงิน หนึ่งแสนเยอะมาก หลังจากนั้นก็มีพรรคพวกชวนทำปลาทูนึ่ง สมัยก่อนทางเหนือไม่มี ก็ไปทำร่วมกัน กำไรดีมาก ต้นปี16ไปทำที่ จ.เชียงราย ตอนนั้นไม่มีเวลานับเงิน เงินต้องใส่ปี๊บเลย ช่วงนั้นขายปลาทูประตูช่วงตีหนึ่งตีสองต้องออกรถ ที่เชียงราย เมืองพัน มาถึงพะเยาว์ ก็ประมาณตีห้า ขายเสร็จก็ประมาณแปดเก้าโมง และก็ไปรับลูกค้ากลับที่พะเยา เมืองพัน กว่าจะไปถึงเชียงรายก็ร่วมบ่ายหนึ่งบ่ายสอง ก็เหนื่อย พอสี่ห้าโมงเย็นก็ต้องนึ่งปลาขาย ตอนนั้นไม่มีเวลาเลยที่จะนับเงิน เพราะต้องทำมาหากินตลอด หลังจากนั้นก็ได้ขยายธุรกิจร่วมกับญาติพี่น้องในกลางปี 16 ไปที่อุบลราชธานี และได้ทำห้องเย็น ต้นปี17 ไปสร้างที่สกลนคร และไปสร้างที่นครพนม สร้างเสร็จก็สร้างต่อที่มุกดาหาร หนึ่งวันขายปลาประมาณ 30,000-40,000 กิโลกรัม ตอนนั้นผมออกมาเป็นฝ่ายจัดซื้อ จะต้องไปอยู่ที่ชุมพร ระนอง มันกันดาร เลยต้องไปซื้อปลาที่ปัตตานี และเอาปลาพวกนี้เข้าห้องเย็น และพอปี18 ไปสร้างห้องเย็นที่ ศรีษะเกศ ก็เกิดวิกฤติ ปลาทูมีพยาธิ กินแล้วฉุน จากหนึ่งวันขายได้ 30,000-40,000 กิโลกรัม ลดเหลือแค่ไม่ถึง 300 กิโลกรัม แล้วปลาที่ซื้อมาจัดเก็บไว้เป็นล้านกิโลกรัมต้องทิ้งหมดเลย สมัยก่อนมีVolvo144ขับ มีBenz ขับ พอปลามีพยาธิ เจ๊ง เลย เหลือแค่ปิคอัพ 1 คัน ประมาณ 12,000 บาท ตอนนั้นหมดหนทาง หมดเนื้อหมดตัว แถมยังเป็นหนี้วงการอุตสาหกรรมห้องเย็นอีก จนตอนนั้นผู้อำนวยการคนหนึ่งชื่อ สนั่น เพิ่มลาภ ต้องถูกออกจากราชการ เพราะเขาปล่อยเงินกู้ให้ผมโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นเงินล้านกว่าบาท ทำให้ผมจดจำ ตอนนั้นผมยังไม่มีอาชีพอะไร เขาก็เลยบอกว่าเมื่อก่อนเราเคยขายส้มก็กลับไปขายส้มอย่างเดิมดีกว่า ก็เลยไปทำสวนส้มโดยที่ไม่มีทุน โดยเริ่มจากการซื้อส้มจากชาวสวน เพราะสมัยก่อนส้มมีแค่ธันวา กับ มกราเท่านั้น ก็เลยไปคุยกับเถ้าแก่สวนส้มคนหนึ่ง ตอนนั้นเถ้าแก่คนนี้มีสวนส้มเป็นร้อยไร่ว่าผมจะทำสวนส้มแต่ผมไม่มีเงินทุน ตอนนั้นซื้อส้มเขาเป็นประจำ เถ้าแก่เลยรู้นิสัยใจคอ เลยให้เขาเป็นผู้ลงทุน ส่วนเราเป็นผู้รับผิดชอบดอกเบี้ย ก็เริ่มทำกัน เริ่มต้นแค่ 16 ไร่ พอทำถึงปี 22 ก็ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 40-50 ไร่ แล้วก็ขยายไปเรื่อย ๆ


Q.ตอนนั้นคุณอาสู้อย่างไร จากที่ธุรกิจปลาล่มจนเหลือรถปิคอัพแค่คันเดียว
A.ตอนนั้นไม่เสียใจนะ เราบอกกับตัวเองว่ามันเกิดวิกฤติมันช่วยไม่ได้ ที่กลับมาทำสวนส้ม เพราะเราก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อไป เพราะก่อนที่จะไปค้าขายปลา เราก็ได้เงินมาจากการค้าขายส้มมาก่อน ก็เลยย้อนกลับมา ตอนนี้ทั้งซื้อส้ม ทั้งทำสวนส้ม พอถึงฤดู เราก็ไปซื้อมาขาย พอปี 23 ก็โชคดี ส้มเขียวหวานซื้อแค่กิโลละ 2-3 บาท ซึ่งปีนั้น ผมขายกิโลละ 12 บาท ซึ่งฟลุ๊คมากเลย ตอนนั้นก็เลยคิดถึงคุณ สนั่น เพิ่มลาภ คนที่ปล่อยเงินกู้ให้กับเราว่า เขาต้องถูกออกจากราชการเป็นเพราะเรา ก็เลยนึกถึงบุญคุณของเขา ก็เลยเขียนเช็คไปชำระ 1,600,000 บาท ขององค์การโดยใช้ไปก่อน 300,000 บาท เช็คใบละ 50,000 หกใบ ใบที่1-5ไม่มีปัญหา ใบที่6 เงินไม่พอจ่าย องค์การก็เลยเอาทนายไปจับผมที่ฝั่ง ตอนนั้นผมมีพรรคพวก แล้วพวกของผมก็รู้จักกับทนายคนที่จะจับผม พรรคพวกก็เลยรับรองไปว่า เด็กคนนี้ผมรับรองได้ไม่มีปัญหา หลังจากนั้น พอถึงเวลาผมก็ไปชำระ หลังจากนั้นองค์การสั่งให้ผมชำระหนี้ให้หมดเลย ผมไม่ชำระ ผมก็เลยถูกฟ้อง ศาลก็ดำเนินคดีไป ศาลชั้นต้นผมชนะ ในศาลอุทรและศาลฎีกาผมแพ้ คดีเสร็จสิ้นในปี 32 ผมถูกฟ้องล้มละลายผมก็ขายของไปและถูกยึดทรัพย์ไปหมด พรรคพวกก็เข้าไปเจรจา พอเสร็จสิ้น ผมก็ยังเป็นหนี้เขาอีกประมาณ 300,000-400,000 บาท ก็เลยไม่ได้เป็นบุคคลล้มละลาย ก็หาเงินผ่อนเอา 300,000 บาท ใช้องค์การหมดในปี 36 ในระหว่างนั้นก็ทำสวนส้มไปก็ขยายไปเรื่อยๆ หลังจากที่ผมเคลียร์หนี้สินเสร็จ ตอนนั้นผมก็มีสวนส้มอยู่ 90 ไร่ หุ้นส่วนบอกว่า ที่ตรงนั้นมี 400 ไร่ ผมยกให้ โดยให้ผมผ่อนส่งที่นั้นก็เป็นของผมคนเดียว ระหว่างที่ขยายอยู่ก็มีอุปสรรค ปี 37 กรมที่ดินเขาให้ สทก. (สิทธิที่ทำกิน) คนละ 15 ไร่ ซึ่งตอนนั้นผมมีตั้ง 500-600 ไร่ กรมป่าไม้ก็บอกว่า คุณต้องนำคน 20 คนมาอยู่ที่ตรงนี้ ทำไมคุณไม่ทำเช่าละ ผมตอบตกลงเขาก็เป็นคนทำเช่าให้ผม เมื่อเสร็จเราก็ทำงานตลอด ก็ให้ลูกน้องของตัวเองไปจับ ช่วงนั้นมีข่าวบ่อยมากประกอบกับมีเงินหมุนเวียนอยู่บ่อยๆ ทางกรมป่าไม้ก็ขึ้นไปตรวจสอบสองครั้ง ตอนนั้นก็เจรจาแต่ก็ไม่รู้จะเจรจาอย่างไร เพราะถูกตรวจสอบว่าบุกรุกพื้นที่ ครั้งสุดท้ายเขาก็ไปคุยกันลูกน้องผมก็ไป เขาก็บอกว่า มีคนแจ้งมาผมก็ทำตามหน้าที่ ผมก็ไม่มีปัญหาเพราะว่าผมทำเขตรั้วไว้แล้ว ส่วนนอกรั้วไม่ใช่ของผม ผมก็เลยสงสัยทำไมที่ตรงนั้นถางเตียนตั้งเยอะแยะทำไมไม่ไปจับละ ผมก็เลยแจ้งแต่ทำไมท่านไม่ไปจับละ หลังจากนั้นอีก 3 วันก็จับผมใน 4 ข้อหา ตอนนั้นสร้างตึกเสร็จเรียบร้อยกำลังจะขึ้นบ้านใหม่ในวันที่ 28 ธันวา ก็มาจับในวันที่ 18 ธันวา ตอนนั้นแจกซองไปแล้วด้วย หลังจากตรวจสอบ ผมไม่ผิดทั้ง 4 ข้อหา ก็เลยยกฟ้องที่ตุลาการ จบตรงนั้นเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เพราะครั้งนั้นเราเบิกเงินธนาคาร 14 ล้าน พอถึงทุกปีเราต้องไปใช้ เงินตอนนั้นเงินขาดไป 6 ล้านไม่มีทำไง สมัยนั้นทำสวนส้มก็ต้องใช้ปุ๋ย ตอนนั้นใช้ปุ๋ยของเถ้าแก่เรือใบอยู่ เถ้าแก่เขาก็ช่วยโดยการไปยืมเงิน พอถึงอีกปีผมจะเบิกก็ไม่ให้เบิก มกราก็แล้ว กุมภาก็แล้ว ก็ยังไม่ให้เบิก เดือดร้อนถึงเงือนเดือนลูกน้อง จากวันที่ 1-5 ของทุกเดือน ผมจะต้องจ่ายลูกน้อง กลายเป็นวันที่ 20 โน่น โดยเงินเดือนก็เอาจากเงินปุ๋ยมาหมุนบ้าง ในช่วงเดือนเมษา เถ้าแก่ก็เริ่มจะไม่พอใจก็เลยเรียกมาคุย เราก็เลยบอกไปว่าเงินนะเราคืนธนาคารไปแล้ว แต่ธนาคารไม่ให้เบิกเพราะเราถูกจับก็เลยมีข่าว ทำให้ธนาคารไหนเขาก็ไม่อยากจะให้เบิก พอหลังจากเล่าให้เถ้าแก่ฟัง วันรุ่งขึ้นเถ้าแก่ก็พาไปที่นครปฐมไปหาหมอดู หมอดูบอกว่าเด็กคนนี้ไม่โกงหรอกจะมีคนช่วย เป็นผู้หญิงขาวท้วม ผมก็เฉย แต่คิดว่าอีก 3 วันจะจ่ายเงินแต่ยังไม่มีเงินไปจ่ายเขา ช่วงหมอพูดเราก็จำเป็นบางคำ แล้วเถ้าแก่ก็พาผมกลับกรุงเทพ ก็บอกว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องกลับบ้าน เดี๋ยวเถ้าแก่เนี้ยจะพาผมไปหาธนาคารมหานคร พอไปถึงก็มีแขกรออยู่เยอะ พอเถ้าแก่เนี้ยมาสักพักก็เรียกผมเข้าไปพบคุยเสร็จก็ถามผมว่าจะกู้เท่าไหร่ละ ตอนนั้นใจใจคิดจะเอา 65 ล้าน เลยขอไป ก็เอาโฉนดที่ดินให้กับเถ้าแก่เนี้ย แล้วเถ้าแก่เนี้ยก็ถามต่อว่าจะใช้เงินวันที่เท่าไหร่ ผมก็ตอบเขาไปว่าอาทิตย์หน้า เถ้าแก่เนี้ยก็ตอบตกลง ก็ค่อยๆทยอยใช้หนี้ จนมาถึงเถ้าแก่เรือใบ ที่เป็นหนี้อยู่ 6 ล้าน เถ้าแก่เรือใบบอกว่า ค่อยๆใช้ อย่าใช้ทีเดียว ประมาณปี 39 ผมผ่อนเงินมาตลอดจนเหลือแค่ 40 ล้าน ก็มีผู้ใหญ่ไทยพานิชย์ไปนอนที่ไร่ ก็มาถามว่าจะใช้ธนาคารเขาอย่างไร เมื่อไหร่จะใช้เงินให้กับธนาคารเขาบ้าง ตอนนั้นผมกลัวคอกเบี้ยร้อยละ 18-20 ก็เลยใช้ก่อน ส่วนตรงนี้ร้อยละ 6 ตอนนั้นผมเริ่มใช้บัตรBIBS ในปี 37 แก็เล่าเหตุการณ์ให้เขาฟัง 2 เดือนอนุมัติ ก็เลยไปปรึกษาเรื่องนี้กับเถ้าแก่ เถ้าแก่เนี้ยก็ให้สติ เวลามาลำบาก ผมก็ช่วย แล้วพอได้ที่ใหม่ คุณจะย้ายธนาคารเลยหรอ ทำอะไรให้คิดถึงคุณคน ตอนนั้นเลยเข้าไปขอที่ 7 ล้าน ท่าก็อนุมัติ หลังจากนั้นก็จะให้ผ่อนปีละ 2.5ล้าน ผมผ่อนไม่ไหว เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร ค่อยๆผ่อนผ่อนครบ กู้ต่อได้ จากผ่อน4 ปีหมด กลายเป็น 8 ปีหมด ก็เลยสะดวก หลักจากนั้น ปี40-41 เกิดภาวะเงินบาทลอยตัว โอ้โห แย่เลย จากผ่อน 25 กลายเป็น 38 พอปีที่ 3 มหานครถูกยุบไป แล้วต้องผ่อนเขาอีก แต่ตอนนั้นโชคดีมาก ส้มเก็บได้เยอะ ได้ราคาดี เถ้าแก่เนี้ยบอกว่า ห้ามเป็นMBL ไม่มีบอกเขา ตอนนั้นเพื่อนก็ยุ แต่เชื่อเถ้าแก่เนี้ยจึงชำระเงินหมด 125 ล้าน พอชำระหมด ผู้จัดการใหญ่ ธ.กรุงไทยมาดูฐานะผม ว่าคนๆนี้ชำระได้อย่างไร จากร้อยะ25เป็นร้อยละ42 เป็นเพราะผมได้เครดิตจากตรงนั้นมา สมัยนั้นต้องสร้างเครดิตไว้ให้ดี ถ้าเครดิตดี อะไรก็ได้หมด ในปี 47 ผมถูกจับอีกรอบโดยอธิบดีกรมป่าไม้ในเรื่องเดิม หลังจากนั้นออกข่าว ออกทีวีใหญ่โตมาก ในข้อหาบุกรุกป่าเป็นพันๆไร่ และฟ้องเป็นเงิน 1,800 ล้านบาท ฟ้องเมื่อปี 49 คดีหมดอายุปี 50 ก็เลยยกฟ้อง ผลประโยชน์ก็เลยตกเป็นของผมไป
       อยากจะฝากบอกกับท่านผู้ชมว่า งานทุกอย่างปัญหามีไว้ให้แก้ ถ้าแก้ปัญหาได้ก็จะเป็นคนเก่ง แต่ถ้างานไม่มีปัญหาเลย เราจะเป็นคนเก่งได้อย่างไร ผมเป็นคนที่ไม่เครียดกับปัญหาเพียงแค่นี้แต่ผมคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าเครียดเราจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย แล้วอีกอย่างผมเป็นคนชอบพัฒนาชอบสิ่งใหม่ๆ เห็นเมืองนอกมีส้มไร้เมล็ด แล้วทำไมเมืองไทยเราไม่มีบ้าง เราก็ต้องคิดค้นคว้า และศึกษาสิ่งใหม่ๆ คิดเสมอว่างานทุกอย่างไม่มีงานที่ไหนที่จะราบรื่นต้องต่อสู้ตลอด ปัญหาเป็นบทเรียน เป็นความรู้ คือ มีปัญหามาก ก็ต้องคิดมาก ก็ต้องแก้ไขมาก เมื่อก่อนที่ทำธุรกิจ NGO ก็เข้ามาเล่นงานผมตลอด แต่ตอนนี้NGOเล่นงานผมไม่ได้แล้ว ถ้ามองในแง่ดี เขาก็ช่วยให้เราเข้มแข็งนะ ทำให้เราแก้ไข ทำให้เราไม่ละเลยงานของเรา เปรียบเสมือนยารักษาโรค ยิ่งฉุน ยิ่งเหม็น ยิ่งดีกับเรา แต่ถ้าไม่มีกลิ่น ก็ไม่มีประสิทธิภาพ ยิ่งอันตรายต่อตัวเรา เหมือนงาน ถ้าไม่ถูกตำหนิ ก็ไม่เกิดการพัฒนา


Q.คุณอามีจุดเปลี่ยนในชีวิตหรือเปล่าครับ
A.เปลี่ยนแปลงในชีวิตผมไม่ค่อยมี เวลามีใครมาเยี่ยมชมสวนเรา ก็จะให้ผู้หญิงในการบริหาร จากเมื่อก่อนใช้ผู้ชาย ก็เกิดมีปัญหา พอตกเย็นกินเหล้า หรือไม่ก็ไปเที่ยว ไปจีบสาวจนมีเรื่องมีราวเป็นปัญหาเรื่องใหญ่ แต่ถ้าจะใช้ผู้หญิง ผู้ชายจะต้องมีความอดทนสูง จู้จี้ จุกจิก ขี้อิจฉา ขี้ฟ้อง คนบางคนมีดีและไม่ดีอยู่ในร่างเดียวกัน มีครั้งหนึ่งไปถามผู้จัดการที่จะต้องส่งผักไปยังกรุงเทพ เป็นของโครงการหลวง ก็แนะนำไปก็ถูกต่อว่า หลังจากนั้นก็ไม่คุยในเรื่องเดิม ก็เปลี่ยนเรื่องคุย ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์พอเริ่มสนิทก็กลับมาคุยเรื่องเดิม เขาน้ำตาไหล เขาก็เปลี่ยนเป็นอีกคน ไม่ต่อว่าอย่างเดิม กำลังจะบอกว่า อย่าตัดสินคนที่อารมณ์ ให้ใช้เหตุผลให้มากๆ ผมจะเป็นคนแบบนี้ ถึงถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมก็จะถอย เพื่อที่จะคุยกันด้วยเหตุผล อย่าถือตัวว่าเราเป็นใคร


Q.คุณอามีนิยามกับคำว่าประสบความสำเร็จอย่างไรครับ
A.คนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องอดทน ต้องต่อสู้ การทำธุรกิจก็เช่นกัน ทำแล้วรวยก็มี ทำแล้วเจ้งก็มี เราจะต้องมองว่าที่มันผิดพลาดเพราะอะไร แล้วเอามาแก้ไข เป็นบทเรียน คนที่กล้าทำกล้ายอมรับ เราต้องให้อภัยเขา อย่าไปตำหนิเขา เพราะถ้าตำหนิ เขาจะกลัวและไม่กล้า และต้องกล้าตัดสินใจ เพราะจะทำให้งานก้าวหน้า แต่ถ้าไม่กล้าตัดสินใจคนเดียว ก็ช่วยกันตัดสินใจกันหลายๆคน จะได้ไม่ผิดพลาด


Q.คุณอามีหลักการแห่งการก้าวหน้าอย่างไร
A.หลักการก้าวหน้าทางธุรกิจคือ ต้องกล้าแข่งกับคู่แข่ง อย่ากลัวที่จะแข่งขัน เพราะมันจะช่วยรู้วิธีการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจของเรา การค้าที่จะก้าวหน้า ถ้าคุณบอกว่าคุณเก่งแล้วไม่มีคู่แข่งมันทำให้ธุรกิจของเราไม่มีการพัฒนาศักยภาพ มองและเปรียบเทียบงานของเรากับงานของเขาว่าเราต่างกันอย่างไร และต้องเปลี่ยนแปลงตามยุคโลกาภิวัฒน์


Q.สุดท้ายนี้อยากให้คุณอาฝากข้อคิดให้กับกับคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวเข้าไปสู่การสร้างธุรกิจ
A.ทุกคนที่จะสร้างธุรกิจจะต้องเป็นภาษาอย่างน้อย 3 ภาษา ยิ่งเป็นมากยิ่งดี เพราะภาษาคือการสื่อสารทางธุรกิจที่ดี และไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราควรจะทำจากเล็กไปหาใหญ่


Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact