พระคุณเจ้า พระพรพลปสันโน

ทายาทตระกูล "ณรงค์เดช" จากนักธุรกิจเลือกทางเดินสายธรรม มาเพื่อค้นพบความจริงในธรรมชาติ

บทสัมภาษณ์ พระคุณเจ้า พระพรพลปสันโน
ทายาทตระกูล "ณรงค์เดช" จากนักธุรกิจเลือกทางเดินสายธรรม มาเพื่อค้นพบความจริงในธรรมชาติ



ประวัติคร่าว ๆ ของ พระคุณเจ้า พระพรพลปสันโน
ประวัติก็ธรรมดาทั่วไป วัยเด็กก็เรียนหนังสือ ก็เรียนระดับประถมจนถึงมัธยม เรียนที่โรงเรียนสาธิตประสานมิตร เรียนจบม.6 ก็เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือที่เรียกว่า มศว. ประสานมิตร เรียนจบแล้วก็ทำงานอยู่ประมาณ 2 ปี แล้วก็ได้มาบวชตามประเพณีชายไทยอายุ 25 ก็อุปสมบทเพื่อเป็นการนำบุญนี้ให้กับพ่อแม่ ก็ทำตามธรรมดาที่ทุกคนทำกัน ก็คิดว่าจะบวชสักประมาณพรรษานึง แล้วคิดว่าเป็นการที่เราได้มาพักจากทางโลกบ้าง อยู่ทางโลกมานาน 25 ปี แล้วก็อยากจะมาลองเรียนทางธรรมดูว่าเป็นยังไง ชีวิตก็เป็นอย่างงั้น เพียงแต่ว่าอาจจะโชคดีแตกต่างจากคนอื่นนิดนึงตรงที่ว่าตอนอายุ 19 เนี่ยที่ภาควิชาจิตวิทยาที่ มศว. ประสานมิตรได้จัดไปอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่ฉะเชิงเทราที่วัดผาณิตตาราม ก็ได้มีโอกาสไปปฏิบัติแล้วก็รู้สึกประทับใจ ตอนนั้นก็ถือว่ายังเด็กอยู่อายุ 19 ก็ห่างไกลจากเรื่องอะไรพวกนี้ ปฏิบัติธรรมนี่ไม่เคยคิดแล้วก็บอกตรง ๆ ว่าไม่อยากไปในตอนแรก แต่อาจารย์บังคับไป แล้วก็ทุกคนต้องไปก็เลยไป แล้วผลปรากฏว่าไปแล้วก็ได้อะไรหลายอย่างที่ตัวเองไม่เคยพบ จากนั้นก็เลยเริ่มสนใจที่จะศึกษาด้านการปฏิบัติเพราะว่ารู้สึกว่าไปแล้วทำให้เราใจสบายแล้วก็รู้สึกว่าไม่เคยไปที่ไหนแล้วรู้สึกสงบขนาดนั้นมาก่อนในชีวิตเลย จากนั้นมาก็เลยได้มีโอกาสได้ไปปฏิบัติเป็นครั้งคราว ครั้งนึงที่สำคัญจุดเปลี่ยนสำคัญก็คือว่า ที่บ้านมาจัดเอง ตอนนั้น โยมปู่โยมย่าเนี่ยได้เอาบ้านซึ่งอยู่ที่อุบลซึ่งแต่ก่อนเป็นบ้านที่ค่อนข้างจะใหญ่เพราะว่าใช้เป็นที่ประชุมของสมาชิกของพรรค แล้วตอนหลังเนี่ยที่พักก็ยุบไปก็ไม่มี เมื่อไม่มีพรรคความหวังใหม่แล้วก็ไม่ได้ใช้สถานที่นั้น เอ๊ะ ทำอะไรก็เลยคิดว่ามาจัดปฏิบัติทำดีเพราะว่ามีลูกน้องคนสนิทซึ่งเป็นวิทยากรอยู่ที่วิพุทธิกะสมาคมก็เลยแนะนำท่านจัดปฏิบัติธรรมที่นั่นดีนะน่าจะจัดก็เลยไป ไปช่วยเพราะว่าปกติก็ได้ช่วยงานท่านอยู่แล้วก็ไปปฏิบัติอีกครั้งนึงก็ได้สัมผัสอย่างมาก เพราะว่าได้ไปช่วยเหลือแล้วก็ดูแลใกล้ชิดกับวิทยากร ก็ได้สัมผัสกับวิทยากร ก็ได้รับธรรมะหลาย ๆ อย่าง จากนั้นมาก็เลยพยายามที่จะหาเวลาเนี่ยไปเข้าอย่างน้อย อย่างน้อยเนี่ยต้องให้ได้เดือนละครั้ง หรือบางครั้งชีวิตการทำงานยุ่งมากก็ 2 เดือนครั้งนึงเพราะตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจก็ความรับผิดชอบมาก พอไปเข้า บ่อย ๆ ก็เลยชอบ



พิธีกร…ตอนนั้นทำธุรกิจด้วยเหรอครับ
พระคุณเจ้า…. ทำธุรกิจ ตัวเองเนี่ยทำธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ เพราะฉะนั้นตัวเองเนี่ยอยู่กับความเครียดเยอะ



พิธีกร…คือเป็นธุรกิจที่บ้าน
พระคุณเจ้า… ทำเอง เพราะว่าตัวเองนี่ชอบรถยนต์มาก ตัวเองเนี่ยขับรถโบราณ รถเก่าเสียบ่อย รถออสติน อย่างนี้ เสียบ่อย พอมันเสียบ่อยก็ซ่อมบ่อย โอ้โห ไปซ่อมก็แพง รถคันเล็ก ๆ เนี่ยซ่อมหมดไปหลายแสนเลย ตอนหลังก็เลยมาทำเองมาซ่อมเอง แล้วก็เลยมาทำมาเปิดอู่ซ่อมรถเองแล้วก็เรียนหนังสืออยู่ด้วย จากอยู่มหาวิทยาลัยแล้วก็ทำงานด้วย จำได้เลยว่าโอ้โหมันหนักมาก วันที่เราต้องไปสอบเนี่ย เป็นวันที่เราต้องจ่ายเงินเดือน 1 ครั้ง สอบเสร็จก็ต้องรีบขับรถไปจ่ายเงินเดือน.ให้พนักงานที่ทำงาน ในขณะที่เพื่อนสอบเสร็จแล้วไปเที่ยวกัน มันเป็นภาพที่แตกต่างกันมาก แล้วก็เลยรู้จักกับความเครียดอย่างมากเลยในตอนนั้น แล้วก็ได้มาพบเนี่ยวิปัสสนากรรมฐาน มันเป็นทางที่พาเราเนี่ยออกมาจากตรงนั้นได้ก็เลยสนใจ สนใจก็เลยไปเริ่มอบรมเป็นผู้ช่วยวิทยากร สุดท้ายก็มาอบรมเป็นวิทยากร ก็เป็นด้วยเหตุนี้เองก็เลยได้มารู้จักกับวัดพระรามเก้า ก็เพราะว่าได้มาร่วมกับคณะของวิทยากรมาเป็นเจ้าภาพจัดอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่โรงเรียนวัดพระรามเก้า นี่ก็เป็นที่มาที่ได้มาสัมผัสกับที่นี่ แล้วก็ได้มาฟังพระเดชพระคุณพระเทพญาณวิสิทธิ์ ท่านเจ้าอาวาส ท่านเทศน์ดีมาก ถัดจากนั้นก็เป็นท่านรองท่านผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระศรีญาณโสภณ ท่านก็เทศน์ดีเหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจว่าอยากจะมาบวชวัดนี้ ถ้าได้อยู่ที่นี่ก็คงจะได้เรียนกับพระเดชพระคุณทั้งสองท่าน นี่ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมมาอยู่ที่นี่



พิธีกร… อ่อ แล้วหลังจากนั้นเนี่ยก็คือ หลังจากบวชแล้วเนี่ยนะครับ คือตอนแรกคิดว่าบวชเพื่อศึกษาธรรมะซักระยะนึงหรือว่าตัดสินใจที่จะบวชระยะยาวเลย
พระคุณเจ้า…. ไม่ ไม่เคยคิดที่จะบวชระยะยาวเลย เพราะว่ามันมีภาระทางโลกที่ทำอยู่ ตัวเองเนี่ยดูแลธุรกิจอยู่แล้ว 3-4 อัน มีของตัวเองเลยที่ทำเองเลยเนี่ย มีอยู่ 3 ธุรกิจ แล้วก็ของโยมพ่อของที่บ้านอีก 1 อัน ก็ทั้งหมด 4 อัน



พิธีกร… ทำอะไรบ้างครับ
พระคุณเจ้า…โยมพ่อเนี่ยทำด้านอสังหาริมทรัพย์ ก็ทำที่หัวหินเป็นส่วนใหญ่ เป็นหลัก แล้วก็มีที่กรุงเทพฯ บ้าง เป็นทำบ้านกับคอนโดขาย ก็ช่วยงานท่านอยู่ตอนนั้นในส่วนของโยมพ่อ แล้วก็มาช่วยงานโยมอา โยมอาทำอันแรกที่ทำ ทำเคพีเอ็นพลัส เคพีเอ็นพลัสเนี่ยทำเป็นค้าปลีกอะไหล่รถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครทำกัน ก็มาเป็นผู้บุกเบิกริเริ่มทำกับโยมอา คือ คุณกฤษณ์ ณรงค์เดชเนี่ย เป็น CEO ของ KPN GROUP โอ้โหสนุกมาก มันท้าทายอะไรใหม่ ๆ และตอนนั้นเราอายุแค่ 20 กว่า ๆ เพิ่งเรียนจบไง มีอะไรให้ทดลองให้เริ่มตันมันท้าทายกับชีวิตมาก แล้วก็ตัวเองก็มาเปิด มาทำร้านเล็ก ๆ เป็นร้านขายส่งเกี่ยวกับพวกพาร์ทมอเตอร์ไซค์อักอันหนึ่ง สุดท้ายเลยก่อนบวชเนี่ย ก็สนุก ๆ เล่น ๆ ก็ทำกับญาติ ๆ กับคนรู้จัก ทำร้านทำผมอยู่ที่สุขุมวิท ทำเยอะมากเลย เต็มไปหมดเลย ทั้งที่ตัวเองเนี่ยมีธุรกิจหลักอยู่คือทำอู่ซ่อมรถยนต์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นชีวิตเนี่ยก็วุ่นวายมาก แล้วก็ยุ่งมาก ไหนจะเรียนหนังสืออีก ไหนจะทำงานอีก ก็เหนื่อยพอสมควร แล้วก็ตอนที่เริ่มต้นธุรกิจมันเป็นตอนที่มีปัญหา ปัญหาเต็มไปหมดเลย ตอนที่เริ่มเนี่ยโอ้โห โทรศัพท์ที่เข้ามาเนี่ยที่ดังเนี่ยมันมีแต่ปัญหาทั้งนั้น ไม่งั้นเค้าไม่โทรหาเรา เราก็เลยอยู่กับปัญหาก็เลยมาเรียนว่าจะทำยังไงถึงจะมาจัดการกับปัญหานั้นได้



พิธีกร….แต่ว่าพระคุณเจ้าครับ ในช่วงนั้นเนี่ยคือมุมมองต่อความสำเร็จของพระคุณเจ้า มุมมองคืออะไรครับ
พระคุณเจ้า…. ก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป เรียนจบแล้วก็อยากจะทำงาน สร้างความมั่นคง มีเงิน มีเงินมีฐานะดี ก็มีครอบครัว มีครอบครัวก็อยากมีลูกที่ดี มีครอบครัวที่ดีก็คิดไว้เช่นนั้น แต่ว่ามันมีหลายปัจจัยเหลือเกินกว่าจะทำให้มันได้ดีขนาดนั้น เหนื่อยพอสมควร ยังเพิ่งเริ่มเดินทางก็ว่าได้ ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น เพิ่งออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เพิ่งเริ่มทำงาน



พิธีกร…แล้วพอหลังจากนั้น พอเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาเนี่ย มุมมองต่อความสำเร็จได้เปลี่ยนไปยังไง บ้างครับ
พระคุณเจ้า…ความสำเร็จก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน เพราะว่าแต่ก่อนเราทำงานหนัก แต่ว่าเราเน้นทำงานให้ตัวเองเรารวย อ่ะ อย่างดีเราก็ให้ครอบครัว ให้คนที่เรารักกันแค่นั้น เป็นเรื่องของเราว่างั้นดีกว่า แต่ทีนี้พอมาบวชที่วัดพระรามเก้า กิจกรรมเยอะ เอ่อ ที่เรานั่งอยู่ที่เห็นเนี่ย กองทุนกลุ่มรากแก้วสาธารณทายาท ให้ทุนการศึกษากับพระเณร ตอนนี้มีพระเณรที่ได้รับทุนการศึกษาอยู่ทั้งหมด 1,200 รูป ประมาณนั้น ซึ่งทำเพื่อสังคมทำเพื่อส่วนรวมล้วน ๆ เลย แล้วก็มีโครงการของวัดพระรามเก้าอีกเยอะแยะเลยที่ทำเพื่อสังคมอย่างเช่น ช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัยต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ หรือว่าทางภาคใต้ เราก็มีรถสิบล้อที่ขนของไปช่วยพี่น้องเราทางภาคใต้เนี่ย ข้าวสารอาหารแห้งอยู่เป็นประจำ มาอยู่ที่นี่ก็เลยเห็นว่าเอ๊ะที่นี่ส่วนใหญ่กิจกรรมทำให้คนอื่น ทำงานหนักเหมือนกันนะ ทำงานหนักไม่แพ้กับตอนที่เป็นฆราวาส แต่อยู่ที่นี่ทำให้คนอื่นคือทำให้สังคม แต่ ๆ ก่อนเนี่ยวันนึงมี 24 ชั่วโมง เท่ากัน เราก็ทำงานเหมือนกัน เราทำให้คนไม่กี่คน อย่างดีก็เอาลูกน้องที่ทำงานซัก 20 กว่าคน ให้ที่ครอบครัวก็แค่นั้นเอง ซึ่งใช้เวลาเท่ากัน นี้มุมมองก็เลยเปลี่ยน ความคิดก็เลยเปลี่ยนว่าเราใช้เวลาเท่ากัน แต่ว่าเราทำงานให้คนได้มากกว่า ก็เลยเริ่มสนใจ ตอนแรกก็ว่าจะบวชซัก 3 เดือนแล้วก็ลาสิกขากลับไป โอ ห่วงมาก ห่วงธุรกิจมาก 3 เดือนเป็นอะไรที่นานมากสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องทิ้งงานถึง 4 อันมาเนี่ย ยิ่งตอนนั้นเนี่ย คอนโดข้าง ๆ บ้านเนี่ยเพิ่งเริ่มสร้างซึ่งเป็นห่วงมาก ๆ เพราะเพิ่งเริ่มทำเป็นครั้งแรก ก็ต้องมีหลายอย่างที่เราต้องศึกษาต้องเรียนรู้ ชอบ เป็นคนที่ชอบด้านอสังหาริมทรัพย์มาก ก็ห่วงอันนั้นอยู่อันเดียว ก็โชคดีที่โยมพ่อรับหน้าที่ไปดูแล แต่พอมาทำอันนี้ถึงจุดนึง มันเริ่ม ภาพมันเริ่มเปลี่ยน เราก็เริ่มคลาย ๆ ตรงนั้นออกโดยที่เราเห็นว่าคนมาทำงานที่นี่มีน้อย ก็มีคนมาถามเหมือนกันว่าเอ๊ะเนี่ยหนีทางโลก ทิ้งทางโลกไปหรือเปล่า อะไรอย่างนี้ เพิ่งเริ่มทำก็ยังไม่สำเร็จ ทำไมอยู่ดี ๆ ก็ทิ้งไปกลางคัน ก็ไม่ได้เถียงเค้า แต่คราวนี้ก็บอกเค้าไปว่าคนที่ทำงานทางนั้นมีเยอะแล้ว แต่คนที่จะมาช่วยงานพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เจ้าอาวาสเนี่ยน้อย งานที่นี่ก็เยอะ เราก็เลยดูว่างั้นเราเลือกที่จะทำที่นี่ดีกว่า เพราะที่นี่เนี่ยขาดแคลนบุคลากร วันไหน วันใดที่ที่นี่มีบุคลากรเพียงพอแล้ว ทุกอย่างลงตัวแล้ว วันนั้นค่อยมาคิดกันอีกทีนึงว่าจะทำยังไงดี แต่ตอนนี้ยังไม่ได้คิดอะไร คิดว่าจะทำงาน ถวายงานพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านให้สุดความสามารถเท่าที่เราจะทำได้ เพราะว่าชีวิตตัวเองที่เห็นท่านเนี่ยไม่เคยเห็นท่านทำอะไรให้ตัวเองเลย เห็นแต่ท่านทำให้แต่คนอื่นตั้งแต่เช้ายันเย็นเนี่ย เมื่อกี๊เพิ่งจากท่านมา ไปไหนบอกว่ามีโยมป่วยหนักอยู่ ICU ท่านก็ไปเยี่ยมโยมให้กำลังใจโยม เพราะฉะนั้นมาอยู่ที่นี่ได้ทำงานให้กับคนเป็นพันเป็นหมื่นก็เลยคิดว่าเราจะพยายามทำให้ดีที่สุด ยังไม่ได้ไปห่วงเรื่องตรงนั้น เรื่องธุรกิจยังไม่ได้ห่วง



พิธีกร…แล้ว เอ่อ พระคุณเจ้า ผมเคยได้ยินมาว่าการเข้ามาบวชหรือว่าแนวคิดต่อชีวิตคือเหมือนกับว่าร่างกายเป็นที่อาศัยในการเดินทางคือเหมือนกับได้แค่ 1 ภพชาตินะ เลยต้องมาบำเพ็ญเพื่อที่จะเดินทางระยะยาว ตรงนี้อยากจะให้พระคุณเจ้าช่วยขยายความนิดนึงครับผม
พระคุณเจ้า…จริง ๆ เวลาที่เราตายไปเนี่ย เราตายเฉพาะกายแต่ใจหรือจิตเราไม่ได้ตาย เพราะฉะนั้นตอนที่เรามาเกิดเป็นมนุษย์กับตอนที่เราได้มาทำบุญ แต่ถ้าเผื่อตอนที่เราได้เกิดเป็นมนุษย์ ถ้าเราไม่ทำบุญเลยก็เท่ากับว่าเราเสียโอกาส ยกตัวอย่างง่าย ๆ เหมือนว่าเราตั้งใจจะซื้อของซักอย่างนึง สมมุติว่าเราไปห้างสรรพสินค้า สมมุติเราอยากจะไปซื้อเสื้อผ้าแต่ผลปรากฏว่าเราไปแล้วเราไม่ได้ซื้ออะไรเลย เสียเวลา เสียค่าน้ำมัน เสียค่าที่จอดรถ กลับมาบ้านตัวเปล่าเลย จริง ๆ เนี่ยต้องการเครื่องนุ่งห่มซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่ได้เอามา ชีวิตเราก็เหมือนกัน เมื่อเกิดมาจริง ๆ ชีวิตเค้าให้เรามาเกิด เพื่อให้เรามาทำบุญ ถ้าไม่ทำบุญก็เหมือนกับเราไปแล้วไม่ได้ซื้ออะไรเลยแล้วก็กลับมาบ้าน ชีวิตมันก็สูญเปล่า เพราะฉะนั้นร่างกายของเราเนี่ยเป็นอะไร เป็นเครื่องนะ เป็นเครื่องมือในการที่เราจะแสวงหาบุญได้ ทำบุญได้ อยู่ที่ว่าเราเนี่ยจะใช้ร่างกายเราไปทำหรือเปล่า เพราะฉะนั้นคนบางคนที่มองยังไม่เห็นตรงนี้ ก็จะใช้ร่างกายปฏิเสธสุข ปฏิเสธกาม ปฏิเสธสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวเองต้องการแล้วคิดว่านี่คือความสุขของชีวิต เค้าบอกว่าเค้าใช้ชีวิตคุ้มแล้ว เค้าคิดเช่นนั้น แต่บางทีถ้ามองให้ลึกแล้วก็อาจจะเป็นเหมือนกับว่าคนที่ได้ไปเดินเที่ยวในห้างแล้วบอกว่าแอร์เย็น เค้าบอกคุ้มแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ใช่หรอก จริง ๆ เสียเงินเสียอะไรมาเพื่อมีจุดประสงค์เพื่อจะต้องมาเอาเสื้อผ้ากลับไป แอร์เย็นอยู่ที่บ้านเปิดแอร์ก็ได้ไม่จำเป็นต้องมา แต่คนที่เข้าใจผิดก็บอกว่าได้ทำเนี่ยคุ้มแล้ว จริง ๆ แล้วร่างกายเราเนี่ยอยู่ได้อย่างเก่งก็ 80 ปี แต่จิตเราไม่ได้อยู่แค่นั้น จิตเราอยู่ได้เป็นร้อย ๆ ปี อยู่หลายภพหลายชาติ เพราะฉะนั้นการที่จะพาให้จิตเดินทางข้ามภพข้ามชาติไปเนี่ยเป็นเรื่องที่สำคัญซึ่งคนมองข้าม บางคนมองแค่ทำตัวเองให้ร่ำรวย มีบ้านใหญ่ มีรถคันโต มีชื่อเสียง มีฐานะ แค่นั้นพอแล้ว โดยไม่คำนึงถึงว่าการที่จะได้มาของสิ่งเหล่านั้นเป็นยังไง คนเหล่านี้นั้นยังมองภาพได้สั้น เพราะมองภาพรวมไม่เห็น คนที่มองภาพรวมเห็นคือมองว่าจะทำยังไงให้ใจของเราเนี่ยผ่านภพนี้ไปสู่ภพหน้าเนี่ยได้อย่างสบาย ไปเกิดในภพหน้าเนี่ยเกิดมาอยู่ในตระกูลที่ดี ประเทศที่ดี ในที่ที่ดี เพราะฉะนั้นคนที่มองเห็นอย่างนั้นเนี่ยเค้าจะให้ความสำคัญกับภพนี้เพื่อที่จะเดินต่อไปในภพหน้าได้ดี แต่คนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ คือ ไม่เชื่อเรื่องบุญกรรมเนี่ย ไม่เชื่อเรื่องบาปกรรมเนี่ย ก็จะแสวงแต่เสพสุขอย่างเดียวแล้วก็จบกันแค่นี้ เค้าคิดแค่นั้น คิดว่าจบแค่ชาตินี้ มีหลายคนก็จบกันที่ชาตินี้ ไม่เคยทำบุญเลย ตายแล้วสมบัติก็เอาไปไม่ได้ รถยนต์ โฉนดที่ดิน บ้านหลังโตเอาใส่โลงศพไปไม่ได้ สิ่งที่เค้าเอาไปได้ก็คือความดีกับความชั่วแค่นั้นเอง แต่เค้ามองไม่เห็น เค้ามอง บางคนบอกทำธุรกิจข้ามชาติเก่งมากทำค้าขายทั่วประเทศมีเงินเยอะแยะ แต่เค้ายังมองไม่ถึงการข้ามภพ คนที่พาตัวเองประสบความสำเร็จข้ามภพได้เนี่ยยิ่งใหญ่กว่าคนที่ทำธุรกิจข้ามชาติ ไอ้การทำธุรกิจข้ามชาติมองเห็นมันแค่นี้เอง แต่อะไรที่ยังมองไม่เห็นเป็นสิ่งที่ยากกว่าเยอะ เพราะฉะนั้นคนที่ฉลาดจริงต้องแปลงสินทรัพย์ให้เป็นบุญ สินทรัพย์ที่มีอยู่นี้เค้ารู้ว่าเค้าเอาไปไม่ได้ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จก็เห็นแล้วแหละว่าไปไม่ได้ ได้อยู่แค่นั้น ตายไปก็เอาไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเค้าก็ต้องแปลงเอาสินทรัพย์ที่มีให้เป็นบุญ เพื่ออะไร เพื่อว่าบุญจะได้ติดตัวเค้าไปได้ ความดีติดตัวเค้าไปได้ คนเราตาย ๆ แต่ร่างกาย ความดียังอยู่ อย่างพระพุทธองค์เนี่ย สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนี่ย พระพุทธองค์ท่านดับขันธ์ปรินิพพานไป 2,500 ปีแล้ว ถามว่าทำไมทุกวันนี้เรายังพูดถึงความดีที่ท่านทำอยู่ เพราะว่าพระองค์นั้นทรงตรากตรำทำงานหนัก ท่านเสด็จจาริกไปสอน ใครที่มีทุกข์ท่านก็ไปดับทุกข์ให้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเนี่ยพระพุทธองค์ท่านอยู่ในครอบครัวที่สบายมากนะ เป็นครอบครัวกษัตริย์นะ เป็นเชื้อพระวงศ์นะ และกำลังจะสืบราชวงศ์ต่อไป มีปราสาท 3 ฤดู คิดดูสิ ทำไมพระพุทธองค์ท่านถึงได้ตัดสินใจออกผนวช เพราะท่านเห็นคนมีความทุกข์ อยากจะช่วยให้คนทุกข์พ้นทุกข์ เสียสละความสุขส่วนตัวเนี่ย เพราะท่านเห็นว่ามันไม่สุขจริง อยู่ไปเดี๋ยวก็ต้องแก่ อยู่ในวังก็ยังแก่ได้ อยู่ในวังก็ป่วยได้ อยู่ในวังเจ็บได้ตายได้ เห็นว่าไม่ใช่และ ไม่ใช่ทางดับทุกข์ ก็เลยออกมาหาวิธีดับทุกข์ ท่านมองเห็นแล้ว ท่านมองเห็นการข้ามภพข้ามชาติ มองที่จะพาตัวเองผ่านภพผ่านชาติ สุดท้ายก็คือบรรลุไปถึงไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในภพชาติแล้ว นี่คือสิ่งที่สูงสุดในชีวิต ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะบอกว่ามันเป็นเรื่องยาก มองไม่เห็นแล้วก็คิดว่าทำไม่ได้ ถ้าเราคิดอย่างนั้น ถ้าเราไม่เริ่มทำ มันก็จะไม่มีวันที่เราจะทำสำเร็จ คนส่วนใหญ่ที่ไม่ประสบความสำเร็จเค้าคิดว่าทำไม่ได้แล้วก็ไม่เริ่มทำ ไม่เริ่มทำหรือบางคนทำแต่ทำไม่เสร็จ มีแค่ 2 อย่างที่คนจะไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าเราเริ่มทำแล้วทำไม่สำเร็จ ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ แต่ใจมันต้องคิดอย่างนั้นก่อน เพราะฉะนั้นจิตที่เราคิดอย่างนั้นได้เนี่ย เราก็จะสามารถพาตัวเองข้ามภพข้ามขาติได้โดยมีความสุข เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันสำคัญมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าสำคัญ



พิธีกร….ความสุขที่พระคุณเจ้าหมายถึงเนี่ย จริง ๆ แล้วความสุขในพระพุทธศาสนาคืออะไรครับ
พระคุณเจ้า...ความสุขจริง ๆ แล้วเนี่ย คือคนเรามองกันได้แตกต่าง คือ สุขส่วนใหญ่ของคนธรรมดาทั่วไปก็คืออยากได้ ได้แล้วมีสุข สมมุติเราอยากกินอะไรซักอย่างนึงหรือว่าเราอยากไปเที่ยวซักที่นึงเนี่ย ได้ไปกินหรือได้ไปเที่ยวที่นั้นเนี่ยก็มีความสุข จะไปกินไกลแค่ไหน ต้องขับรถไปหาที่จอดรถยากยังไง แต่เมื่อเราได้เราก็มีความสุข หรืออยากไปเที่ยวไปจองตั๋วเครื่องบินยากยังไง จะต้องเดินทางกี่ชั่วโมงพอไปถึงแล้วก็มีความสุข เนี่ยสุขจากการสมความอยาก แต่สุขที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้นั้นคือสุขจากการไม่มีความอยาก เพราะว่าความอยากนั้นเป็นตัวเริ่มทำให้เราเกิดความทุกข์ ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะว่าเมื่อเราอยากแล้วไม่ได้เนี่ยก็จะมีความทุกข์ ไม่สมความอยาก แต่ถ้าเราไม่มีความอยากเลย คือใจเราเป็นกลาง อยู่เฉย ๆ เนี่ย มันก็จะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่เราเกิดมาพร้อมกับกิเลส เพราะฉะนั้นเราก็อยากได้นู้น อยากได้นี่เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อไม่อยากได้ก็เป็นทุกข์ชีวิตเรามันก็มีอยู่แค่นี้ เมื่อไหร่ที่เราหมดความอยาก เราก็หมดความทุกข์ จริง ๆ ง่ายนะ แต่ว่าอาจจะทำยาก เพราะฉะนั้นในกระแสทุกวันนี้ มันเป็นกระแสของบริโภคนิยม กระแสของทุนนิยม คนเราพยายามที่จะทำยังไงให้สนองความอยากเรามากที่สุด ใช่มั้ย มันก็เลยทำให้ยิ่งไกลจากคำสั่งสอนมากขึ้นเรื่อย ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ



พิธีกร...เหมือนกับว่าแสวงหา ยิ่งแสวงหาก็ยิ่งไกลห่าง
พระคุณเจ้า...ใช่ ก็อย่างเราสมมติซื้อรถ อ่ะทุกวันนี้มีรถคันเล็ก ก็อยากได้คันกลาง ใช้คันกลางเราก็เบื่อเราก็อยากได้คันใหญ่ อ่ะ ใหญ่สุดของยี่ห้อนั้นและ ก็เปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่น เปลี่ยนเป็นยี่ห้ออื่นมันก็มียี่ห้อใหม่ออกมาอีก ไม่จบไม่สิ้น แต่ถ้าเกิดเรารู้จักพอเพียงเนี่ยสำคัญมาก พอเพียงเนี่ยที่ในหลวงท่านตรัสไว้เนี่ย พอเพียงก็คือรู้ว่าเราเนี่ย รายได้อย่างเราความสามารถอย่างเราสมควรจะพอระดับไหน แต่ถ้าเราไม่รู้จักพอเพียงเนี่ยเราก็จะเปรียบเทียบอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็เปรียบเทียบกับเพื่อน ร่วมงาน เพื่อนสมัยเรียนหนังสือบ้าง เปรียบเทียบกับคนนั้นคนนี้บ้าง ใจก็ไม่มีความสุข คนนั้นก็เยอะกว่าเรา คนนี้ก็สูงกว่าเรา คนนั้นก็ดีกว่าเรา เปรียบเทียบอย่างนี้เนี่ยใจมันก็จะว้าวุ่น มันก็จะวิ่งอยู่ตลอด วิ่งไล่ตามก็ไม่มีวันที่จะหาพบเลย แต่ถ้าเรามีปัญญาเราหาตัวเองเจอเรารู้ว่าตัวเราเป็นอย่างนี้ เรามีกำลังขนาดนี้ ที่ใช้อยู่ก็พอแล้ว สมแล้วก็มีความสุข เพราะฉะนั้นความสุขมันหาง่ายนะ ถ้าเรารู้จักพอเพียง



พิธีกร...อย่างนี้ก็แปลว่า จริง ๆ แล้วถ้าเราต้องการจะประสบความสำเร็จ แปลว่าเราก็ควรจะต้องมีปัญญากำกับไว้ เพื่อที่จะทำให้เรามีความสุข
พระคุณเจ้า...ใช่สำคัญมาก เพราะว่าการกำหนดนิยาม หรือความหมายของคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนก็อาจจะคิดว่าการมีเงินเยอะ ๆ นี่คือประสบความสำเร็จ มีบ้านใหญ่ ๆ มีรถคันโตประสบความสำเร็จ บาคนก็ไม่ได้นึกอย่างนั้น บางคนก็อาจจะคิดว่าการที่เราได้ช่วยเหลือคนมาก ๆ แล้วก็ทำให้ตัวเองนั้นมีความสุข ทำให้คนที่เราใกล้ชิด คนในครอบครัวมีความสุขอันนั้นก็คือประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นมันต้องดูว่าประสบความสำเร็จนั้นเราคิดยังไงกับสิ่งนั้น แต่ถ้าเผื่อเรา เราคิดว่าสิ่งที่เราจะประสบความสำเร็จได้นั้นเนี่ยเราได้มาด้วยความชอบธรรม ก็คือไม่ทำให้ตัวเราเองและคนอื่นเนี่ยเดือดร้อน สิ่งที่เราอยากทำนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด บางคนบอกว่าอย่างนี้ก็ไม่ต้องอยากกันเลยสิใน ชีวิตก็ไม่ต้องสำเร็จกันเลย ไม่ใช่คือต้องมาดูว่าสิ่งที่เราอยากทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีมั้ย เค้าก็ถามอีกแล้วจะเราอะไรมาวัดว่าสิ่งนั้นที่อยากทำเนี่ยเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี สิ่งง่าย ๆ ก็มาดูคือ ดูว่าทำแล้วตัวเราเองมีความสุข แล้วตัวผู้อื่นมีความสุขด้วยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ไปเบียดเบียนเค้า ทั้งเราทั้งเค้ามีความสุข ก็คือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีทำได้ เป็นความอยากที่ดี บางคนอยากจะเรียนหนังสือสูง ๆ เอ้าก็เป็นสิ่งที่ดี ใช่มั้ย ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ไม่ได้ไปห้าม คนอยากจะทำความดี ก็เป็นความอยากที่ดีก็ทำได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องมาดูว่าการที่เราอยากจะทำนั้นเนี่ย มันเป็นยังไง ถ้ามองให้ละเอียดกว่านั้นก็มาดูว่าความอยากที่เราจะทำนั้นไม่ขัดกับศีล 5 ข้อ ถ้าไม่ขัดกับศีลทั้ง 5 ข้อนั้นก็ถือว่าเป็นความอยากที่ดี



พิธีกร...แล้วพระคุณเจ้ามีต้นแบบในการดำเนินชีวิตมั้ยคับ
พระคุณเจ้า...ต้นแบบในการดำเนินชีวิตตัวเองก็พยายาม ตัวเองเป็นพระสงฆ์ พระสงฆ์ก็พยายามทำตามพระธรรมวินัยที่พระองค์ได้ตรัสไว้ สิ่งสูงสุดเลยว่า เอ่อ...ที่ตัวเองตั้งใจไว้ก็คืออยากจะทำตามสิ่งที่พระพุทธองค์ท่านได้ประพฤติปฏิบัติไว้ในสมัยพระพุทธกาล ก็พยายามที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทำยังไงที่จะศึกษาเล่าเรียนแล้วก็ เอาคำสั่งสอนนี้ไปช่วยดับทุกข์ให้กับญาติโยมได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพราะว่าญาติโยมมาใส่บาตรให้เรา มากราบไหว้เรา บริจาคเงินให้เรา ถามว่าเราได้ทำอะไรให้บ้าง เราก็ต้องพยายามทำตรงนี้เป็นสิ่งที่สูงสุดที่เราได้ตั้งใจไว้



พิธีกร...พระคุณเจ้าครับ พระคุณเจ้ามีอุปสรรคมั้ยครับในการเดินทางใจชีวิตเนี่ยครับ ตั้งแต่การเดินทางทางโลกนะครับ และก็ทางธรรมเนี่ย มันต่างกันอย่างไร แล้วก็มีมุมมองต่อการแก้ปัญหาอุปสรรคอย่างไรครับผม
พระคุณเจ้า...จริง ๆ แล้วชีวิตกับอุปสรรคมันของคู่กัน ชีวิตกับปัญหาเนี่ยมันก็อยู่ด้วยกันมาตลอด เกิดมาแล้วมันก็ต้องมีปัญหาตามมา เพราะงั้นท่านถึงบอกว่าเมื่อไหร่ไม่เกิดเนี่ยมันก็มีความสุข คือว่าไม่ต้องมาเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ต้องมาแก้ปัญหา สงบสบายไปแล้ว จิตไม่ต้องกลับมาวุ่นวายอย่างนี้อีก เพราะฉะนั้นปัญหาอุปสรรคเนี่ยขั้นแรกเลยเราต้องเข้าใจกับเค้าก่อน ว่าเป็นเรื่องธรรมดานะ เป็นเรื่องธรรมชาติทุกคนต้องเจอ บางคนเจอปัญหาเจออุปสรรค บอกอู๊ย...นึกว่าตัวเองโชคร้าย นึกว่าตัวเองดวงไม่ดี จริงไม่ใช่ถ้าเราเข้าใจ ถ้ามีชีวิตก็ต้องมีปัญหามีอุปสรรค คราวนี้ถ้ามีอุปสรรคเนี่ย ในทางพระพุทธศาสนาเนี่ย ก็คือสอนให้ไปดูที่เหตุก่อน หลักของอริยสัจ 4 ดูที่เหตุว่า ขอโทษทีต้องบอกว่าไปดับทุกข์ที่เหตุ แต่ขั้นแรกคือให้รู้จักทุกข์ก่อน การรู้จักทุกข์คืออะไร ก็คือรู้จักปัญหา รู้จักอุปสรรค ถ้าคนเราไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักอุปสรรค เราก็จะแก้ไขทุกข์หรืออุปสรรคนั้นไม่ได้ แต่คนเราส่วนใหญ่เนี่ยพอมีปัญหาอุปสรรคเนี่ยก็ลนลาน กลัว ใจไม่ดีเลย มีเรื่องอีกแล้ว ฉันต้องแก้ปัญหาไงเนี่ยเธอ โชคร้ายจริง ๆ เลยคิดงั้น จริง ๆ เห็นปุ๊บเราก็ต้องดูว่า อ๋อ...นี่คือปัญหา การที่เราจะแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด ก็คือเราต้องอยู่กับปัญหาให้มากที่สุด ให้นานที่สุด ใช่มั้ย เหมือนกับถ้าเผื่อหลวงพี่จะรู้จักเราเนี่ย จะรู้จักกับเราให้ดีที่สุดต้องอยู่ให้ใกล้ชิด ต้องอยู่กับเราให้มากที่สุด แล้วจะเห็นว่าอุปนิสัยใจคอเป็นยังไง ชอบอะไรไม่ชอบอะไร ปัญหาก็เหมือนกันต้องอยู่กับเค้าให้มากที่สุด ดูให้มากที่สุดแล้วจะรู้ว่าจะต้องแก้ปัญหายังไง แต่ถ้าเราไม่อยู่กับเค้าเนี่ย บางคนเห็นเนี่ยเอาปัญหาไปทิ้ง เอาไปซ่อน ไปหลบไว้ไม่ยอมแก้ ไม่คิดถึงบ้างคือหนีปัญหา เมื่อหนีปัญหาก็ไม่มีวันที่จะแก้ปัญหาได้ คราวนี้ก็อยากจะฝากว่า เห็นปัญหาปึ๊บให้รู้เลยว่านี่คือปัญหา เมื่อรู้ว่าเป็นปัญหาต้องหาวิธีมาจัดการกับปัญหา ให้คิดวิธีมาจัดการกับปัญหา ก่อนที่จะหาวิธีมาจัดการกับปัญหาได้เนี่ยต้องรู้จักปัญหาให้ดีก่อนว่าปัญหาเกิดจากอะไร พอรู้จักแล้วเกิดจากอะไรก็ไปแก้ว่าที่เกิด เกิดมาจากตรงไหน เมื่อแก้จากเหตุได้แล้วมันก็จะเป็นการแก้ไขที่ยั่งยืน ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น สมมติเราเป็นนักเรียน นักศึกษาผลการเรียนไม่ดี โอ้โหเกรดออกมาบางทีไม่กล้าไปดูเกรดอย่างงี้ ผิดละ ๆ จริง ๆ เกรดออกต้องไปดู ใช่มั้ย เกรดออกต้องไปดู หรือเราเป็นพนักงานทำงาน โหเค้าจะมาประเมินเรา ไม่อยากรู้ผลประเมิน ผิดละ จริง ๆ ต้องอยากรู้สิ เพราะอะไร เพราะว่าเราจะได้เอาผลเนี่ยมาแก้ไขปรับปรุงได้ เมื่อเรารู้ปึ๊บเราก็จะมองต้องมอง อย่าไปมองโอ้โหทำไมโชคร้ายได้คะแนนน้อย อ่านหนังสือไปก็อ่านแล้ว ทำไมข้อสอบออกไม่ตรงกับที่อ่าน อย่าไปคิดอย่างงั้น ต้องมาคิดอีกทางนึงคิดว่าโอ้โหครั้งนี้เนี่ยเรายังทำไม่ดีพอนะ ผลถึงออกมาเป็นอย่างนี้ ให้คิดอย่างงั้น เมื่อคิดอย่างงั้นเนี่ยใจก็จะไม่ทุกข์ ใจก็จะมีพลังเพื่อที่จะหาทางทำให้ดีนะ ทำให้ดียังไง ทำให้ดีโดยที่ เอ้...ทำยังไงเราถึงจะสามารถที่จะแก้ไขปัญหานั้นได้ ก็ไปดูที่เหตุ เหตุของการแก้ปัญหาว่าทำยังไง แก้ไขก็ไปดูที่เหตุ อย่างเช่นเราสอบไม่ดีอาจจะอ่านหนังสือไม่พอ ใช่มั้ย เราก็อ่านหนังสือใหม่อย่างมีลมหายใจ ใช่มั้ย ยังมีชีวิตอยู่ก็อ่านหนังสือใหม่ก็จบ ก็สอบใหม่ คนเราไม่ได้มีการสอบครั้งเดียวในชีวิต ใช่มั้ย อย่างเด็ก ๆ จะเอ็นทรานซ์บางคน เอ็นทรานซ์ไม่ได้ไปกระโดดตึกตายก็จบเลย ไม่ได้พิสูจน์นะว่าการเอ็นทรานซ์ได้จะประสบความสำเร็จ แต่การตายเนี่ยพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ ตกนรกแน่นอน เพราะอะไร เพราะว่าการที่เรามาเกิดนี่โชคดีตั้งเยอะแล้ว มนุษย์เนี่ยทำอะไรได้ตั้งเยอะ ใช่มั้ย โชคดีมากแต่เรากลับไปปลิดชีวิตตัวเอง เมื่อตายแล้วทำอะไรไม่ได้เลย คนตายทำอะไรได้ล่ะ ใช่มั้ยคนตายสอบได้หรอ สอบไม่ได้ ใช่มั้ย หรือคนอกหักไปฆ่าตัวตาย ถามว่าตายแล้วใครจะมารัก ไม่มีใครไปกอดศพเราหรอกขนาดมีชีวิตอยู่เค้ายังไม่รักเลย คนอกหักให้คิดมุมใหม่ ทำตัวให้ดี เมื่อเราทำตัวให้ดีมีหรอคนจะไม่ชอบเรา มีแต่คนชอบเรา เค้าไม่ชอบเรา เค้าทิ้งเราไป เพราะอะไรแสดงว่าเราต้องมีอะไรไม่ดี ปรับปรุงตัวเองซะ อย่าไปคิด อย่าไปโทษเค้า เค้าไม่ดี เค้าไปรักคนอื่น เค้าไปนอกใจเรา แก้ที่ตัวเราก่อน เริ่มที่ตัวเราก่อน คือแก้ที่ต้นเหตุ แก้ที่ปัญหา ต้น ๆ ของปัญหาไม่ใช่ไปแก้ที่ปลายเหตุ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอกหักก็ดี เรื่องการเรียนก็ดีหรือเรื่องการทำงานก็ดี โดนเจ้านายว่าบ้าง โดนเพื่อนร่วมงานตำหนิบ้าง หรือบางคนโดนเค้าไล่ออกอะไรอย่างงี้ ก็อย่าไปคิดว่าชีวิตหมดหวัง ถ้าไม่ได้ทำงานที่นี้ชีวิตตกอับ อย่าไปคิดอย่างงั้น คิดดิทำไม ทำไงเราจะปรับปรุงตัวเราเองให้ได้ ถ้าเราเป็นคนเก่งคนดีเค้ามารับเราถึงที่บ้าน เค้ามาเชิญเราไปทำงานซะด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นเจอปัญหาให้เหมือนกับเราฝึกทำข้อสอบนะฝึกทำข้อสอบ ฝึกทำแบบฝึกหัด ฝึกทำแบบฝึกหัด ทำแบบฝึกหัดบ่อย ๆ เราเกิดความชำนาญ เมื่อเกิดความชำนาญเวลาไปสอบไม่กลัว ใช่มั้ย มั่นใจ แต่ถ้าเราเนี่ยเหมือนกับนักเรียนเนี่ยใครที่จะเอ็นทรานซ์อยู่ไม่เคยทำข้อสอบเอ็นทรานซ์เลย ถึงเวลาไปนั่งในห้องสอบมันกลัว มันไม่เคยทำ แต่ถ้าทำบ่อย ๆ อืม เจอและคำถามแบบนี้เคยเจอและ รู้ว่าจะตอบยังไง ก็เหมือนกันถ้าเรามีปัญหาเราฝึกแก้บ่อย ๆ ฝึกทำแบบฝึกหัดบ่อย ๆ มีปัญหามาเราไม่กลัว เอ้ยแบบนี้เดี๋ยวใช้วิธีนี้แก้ได้ เพราะฉะนั้นที่ฝากไว้ก็คือว่า เห็นปัญหาให้ใช้ปัญญา เห็นปัญหาให้มีสติ ดูปัญหาให้ลึกให้เข้าใจปัญหาแล้วก็จะมีปัญญาไปแก้ไขปัญหานั้นได้



พิธีกร...สุดท้ายนะครับ อยากจะให้พระคุณเจ้าช่วยฝากอะไรเกี่ยวกับเยาวชนรุ่นใหม่นะครับที่กำลังเลือกเส้นทางใด ๆ ก็แล้วแต่นะครับ แล้วก็เดินทางไปสู่การประสบความสำเร็จนั้นนะครับ
พระคุณเจ้า...เยาวชนนั้นถือว่าเป็นอนาคตของชาติ เด็กในวันนี้เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เป็นห่วง เป็นห่วงเพราะอะไรเห็นมีข่าวเยอะแยะเลยเกี่ยวกับเยาวชนเราทั้งในเรื่องของความรุนแรงก็ดี ในเรื่องของการละเมิดสิทธิซึ่งกันและกันก็ดี เพราะว่าไม่สามารถที่จะยับยั้งชั่งใจตัวเองได้ เพราะสื่อมันเร็วเดี๋ยวนี้เข้ามาถึงมือถือและ มันมีอินเตอร์เน็ต มันมีอะไรต่าง ๆ เข้ามากระทบเยอะ แล้วก็สื่อต่าง ๆ ที่เข้ามามันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ไอโลกาภิวัฒน์เนี่ยชีวิตเราง่ายขึ้น แต่ก่อนส่งจดหมายรอกันเป็นวัน สองวันเดี๋ยวนี้ส่งอีเมลล์ปี๊ดเดียวถึงแล้ว โทรศัพท์ถึงกันก็ถึงแล้ว พอได้ง่าย ๆ ได้เร็ว ๆ เนี่ยมันก็เคยชิน พอไปทำอะไร อย่างบางครั้งแค่เข้าอินเตอร์เน็ตแล้วมันช้ายังหงุดหงิดเลย ซึ่งแต่ก่อนเนี่ยอย่าว่าเลยมีอินเตอร์เน็ตใช้ก็ดีใจแล้ว เดี๋ยวนี้เข้าอินเตอร์เน็ตช้ากลับหงุดหงิด ใช่มั้ย ชีวิตมันง่ายขึ้นมันสะดวกขึ้นไงเดี๋ยวนี้ มันก็รีบไปหมด มันก็เร่งไปหมด คราวนี้ก็เลยต้องมาดูว่า บางครั้งเนี่ยชีวิตมันไปเคยชินกับสิ่งอะไรง่าย ๆ อย่างงั้นเกินไป เมื่อเราจบออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเนี่ยชีวิตมันไม่ง่ายอย่างงั้น เราไปมหาวิทยาลัยไปลงทะเบียนเรียนตามนั้นจบ ถึงเวลาสอบไปสอบ แต่พอออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่ใช่ ไม่มีแล้ว ไปทำงานที่ไหนเค้าบอกให้คุณทำแบบนี้นะ มีปัญหามาผมจะช่วยแก้ให้ ไม่ใช่ คุณไปทำเองถึงเวลาเอางานมาส่ง เพราะฉะนั้นชีวิตมันเปลี่ยนกัน แตกต่างกันเยอะ อะไรที่ได้ง่าย ๆ เนี่ยมันก็ไม่มีแล้ว ไอตอนเปลี่ยนเนี่ยสำคัญเราต้องทำกายทำใจยังไงยอมรับกับการเปลี่ยนนั้นได้ และจะทำยังไงให้เราเนี่ยสามารถเปลี่ยนได้อย่างมีความทุกข์น้อยที่สุดอันนี้สำคัญมาก ถึงอยากจะฝากไว้ก็คือว่าเราเนี่ยจะต้องยอมรับ ยอมรับความจริงเข้าใจปัญหา เพราะนั้นถ้าเราไม่เข้าใจความจริงไม่ยอมรับตรงนั้นแล้วเนี่ย เราจะอยากให้ได้ง่าย ๆ อยากให้ได้เร็ว ๆ ทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่งั้นทุกคนบนโลกนี้ก็รวยหมดสิ หลวงพี่พูดถูกมั้ย นะ ไม่งั้นทุกคนบนโลกนี้ก็ดังหมด ไม่งั้นทุกคนก็สวยหมดก็หล่อหมดสิ ใช่มั้ย มันยากนะกว่าที่เราจะเป็นเศรษฐีได้ กว่าที่เราจะเป็นเจ้าของกิจการได้ อย่าที่เราจะมีชื่อเสียงได้มันยากนะ อย่าเอาความง่ายมาตัดสิน บางคนทำงาน โอย..กว่าจะได้เดือนละแสนมันยาก ไปขายอย่างอื่นดีกว่า ใช่มั้ย เยอะแยะ บางคนก็ไปขายยาบ้าง บางคนก็เอาก็ไปขายร่างกายบ้าง โห...ได้คืนนึงหลายหมื่นนะ ขายยาทีก็ได้ทีหลายตังค์นะ ก็ได้เงินเหมือนกัน เอาว่าทำสักพักนึงเราได้เงินแล้ว เก็บเงินได้แล้วก็เดี๋ยวค่อยเลิกก็ได้ บางคนมันไม่ได้เลิกมันติด เพราะอะไรที่ได้ง่าย ๆ เนี่ยมันติด ใช่มั้ย สมมติเราทำงานเนี่ยได้เงินมาง่าย ๆ เนี่ย จะกลับไปทำงานยาก ๆ แล้วให้ได้เงินเนี่ย มันไม่ทำเราไปเลือกทำอย่างงั้นมากกว่า ที่โชคร้ายไปกว่านั้นก็คือ บางคนก็เสียชีวิตจากการทำงานแบบนั้น ติดโรคร้ายบ้าง ยาเสพติดทำร้ายบ้าง หรือถูกจับบ้าง ถูกฆาตกรรมบ้าง มันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะฉะนั้นโลกเราเนี่ยเดี๋ยวนี้อะไรมันก็ง่ายหมด เร็วหมด ใจเรามันก็เลยง่ายหมด เร็วหมดด้วย เพราะงั้นต้องตามดูตามรู้ใจเราให้ทัน ไม่งั้นใจเราก็จะอยากได้แต่อะไรง่าย ๆ เร็ว ๆ แล้วก็จะหมดความพยายาม



พิธีกร...อยากให้หลวงพี่ช่วยขยายความอ่ะครับ ตามดูตามรู้ใจตัวเองเนี่ย
พระคุณเจ้า...ตามดูตามรู้ใจก็คือ ดูใจเราบ่อย ๆ ว่าใจเราคิดอะไร ใจเราอยากอะไร แล้วใจเราจะทำอะไร ปกติเนี่ยเราไม่ได้ตามดูตามรู้ พอเราคิดอยากจะได้เราก็ทำ ๆ ๆ ๆ ไปเลย เฮ้ย...มาดูอีกทีเอ๊ะทำไรไปบ้าง ดีบ้างไม่ดีบ้าง ส่วนใหญ่ทำไม่ดีซะเยอะ เพราะใจมันไหลไปที่ต่ำ เพราะฉะนั้นถ้าเราตามดูตามรู้ก็คือ เราได้ดูว่าเฮ้ย...เราคิดนะไม่ดีนะ พอเราคิดไม่ดีเราก็รู้ว่านี่ไม่ดี ไม่ทำ หรือบางครั้งขณะทำอยู่ อุ๊ย...อันนี้เราทำสิ่งไม่ดีนะ เราก็เลิกทำ ใช่มั้ย แต่ถ้าเราไม่ดูไม่รู้เนี่ย คิดไม่ดีก็ไม่รู้ ก็ปล่อยให้ใจมันคิดไปเรื่อย ๆ พอคิดไปเสร็จก็ไปทำ ทำไม่ดีก็ทำไปเรื่อยจนชิน ก็ไม่รู้ ก็ไม่สามารถที่จะเลิกทำสิ่งไม่ดีได้ เพราะว่าทำแล้วมันง่าย ๆ มันได้ง่าย ๆ มันก็อยากทำใคร ๆ ก็ชอบง่าย ๆ ทั้งนั้นแหละ



พิธีกร...คำถามสุดท้ายนะครับ ก็อยากให้พระคุณเจ้าช่วยฝากคติหรือข้อคิดประจำใจไว้สำหรับให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่เนี่ยได้เดินทางไปสู่ความสำเร็จครับผม
พระคุณเจ้า...ก็การที่เราจะเดินไปสู่ความสำเร็จได้เนี่ยมันมีหลายทาง เหมือนจะขับรถมาวัดพระรามเก้าเนี่ยมีหลายทาง อยู่ที่ว่าเรานั้นจะเลือกมาทางใด เพราะนั้นการไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยปัญญาคือการไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยความดี เป็นคนเก่งด้วยแล้วก็เป็นคนดีด้วยเนี่ยสำคัญ

2 Comments add comment

ชัยโรจน์ วีระปิติพัฒน์ said:

  เข้ามาแล้วไม่พบราย ละเอียดเลยครับ
มิถุนายน 03, 2008

สิทธิพล สิมะสันติ said:

  ขอโทษที่ให้รอครับ เพิ่งตัดต่อเสร็จ smilies/smiley.gif
กันยายน 23, 2008

Login or Sign up to comment on this

busy
 
© 2008-2009 Liferevo Foundation. All right reserved.


Powered by RJ   |   Privacy   |   Term of Use   |   Contact